คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 469 ผู้ไม่เกี่ยวข้องที่โผล่มากลางคัน
จินเฟยเหยายื่นมือไปลูบคลำแท่นอาคม ขุดศิลาวิญญาณชั้นล่างก้อนหนึ่งติดมือมาถือเล่นไว้ในมือแล้ววนรอบแท่นอาคมรอบหนึ่ง
ศิลาวิญญาณพวกนี้ถูกใช้งานแล้ว ระดับความโปร่งใสและบริสุทธิ์ใช้การไม่ได้ ถึงนำลงมาก็ไม่อาจใช้เป็นเงินตราได้ นางจึงล้มเลิกความคิดจะขุดศิลาวิญญาณทั้งหมดออกมา ครุ่นคิดดูแล้วก็ตัดสินใจทำลายทิ้งให้หมด
ยื่นฝ่ามือออกมา ไฟนรกสีดำสนิทดวงหนึ่งปรากฏขึ้นในมือ ไฟนรกเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามการควบคุมของนาง สุดท้ายพอจินเฟยเหยาสะบัดมือ ไฟนรกก็ปราดออกไปล้อมแท่นอาคมทั้งหกเอาไว้
แท่นอาคมเจอไฟนรกก็เริ่มลุกไหม้เปลี่ยนเป็นสีดำราวกับเศษกระดาษ ศิลาวิญญาณก็กลายเป็นเถ้าธุลีในไฟนรก แท่นอาคมเริ่มเสียหาย เสาแสงหายไปทีละสาย สุดท้ายม่านแสงก็ทานทนต่อไปไม่ไหว แท่นอาคมหกอันถูกทำลายหมด ม่านแสงก็หายไปพร้อมกัน ทั่วทั้งห้องควบคุมเรือมืดมิด มีเพียงรูที่จินเฟยเหยามุดเข้ามามีแสงสว่างลอดเข้ามาได้
เรือเหาะที่กำลังบินช้าๆ หยุดลงทันควัน เซี่ยลี่กำลังพาคนไปจัดการแขกที่ก่อเรื่อง หลังจากรู้สึกได้ว่าเรือเหาะหยุดลงก็ขมวดคิ้วตวาดเสียงเครียดว่า “ห้องควบคุมเรือเกิดเรื่องแล้ว!”
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายไปจากที่เดิม เค่อถัดมาก็ปรากฏขึ้นในตัวเรือ ผู้รับใช้ที่เฝ้าตรงทางเข้าตัวเรือก็พบว่าเรือเหาะหยุดชะงัก ขณะกำลังสงสัยว่าเรือเหาะเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่ก็เห็นเจ้าหอปรากฏตัวขึ้นด้านหลังพวกเขา
“คารวะเจ้าหอ!” คนทั้งหกรีบเอ่ยอย่างพร้อมเพรียง
เซี่ยลี่ไม่เหลือบแลพวกเขา ตรงไปยังห้องควบคุมเรือ เขาหยิบป้ายหยกชิ้นหนึ่งแปะบนประตูแล้วเข้าไป เคลื่อนไหวในพริบตา ไม่มีสิ่งใดขัดขวางชัดๆ แต่เมื่อเห็นประตูใหญ่เขาก็ยังนำป้ายหยกออกมาด้วยความเคยชิน
การป้องกันบนประตูหายวับ เขากำลังจะผลักประตูพุ่งเข้าไปเรือเหาะกลับสั่นสะเทือน ทันใดนั้นก็ร่วงดิ่งลงไป เนื่องจากมีน้ำหนักมากเรือเหาะจึงตกลงไปอย่างรวดเร็ว แรงกระแทกที่ร่วงลงไปทำให้มีความรู้สึกเสมือนลอยขึ้น
จินเฟยเหยาเตรียมจะทำลายตัวเรือด้วยทำให้สถานการณ์ที่นี่วุ่นวายมากยิ่งขึ้น ทว่าประตูห้องควบคุมเรือถูกคนเตะเปิดออกอย่างแรง เซี่ยลี่ปรากฏตัวขึ้นตรงประตู
คิดไม่ถึงว่าเขาจะมาเร็วขนาดนี้ จินเฟยเหยากระพริบตามองเขาอย่างตะลึงงัน ในใจคิดว่าตอนนี้ขยับตัวไม่ได้เด็ดขาด ถ้าขยับจะทำให้เขาลงมือสังหารคน สวรรค์คุ้มครองขอให้เจ้าหอคนนี้มีจิตคิดสงสัยรีบถามข้าว่าเพราะเหตุใดจึงทำเช่นนี้ ใครส่งมา รีบถามสิ!
“เจ้าเอง…” หลังจากเซี่ยลี่มองเห็นคนด้านในชัดเจนก็ขมวดคิ้วเอ่ยอย่างเย็นชา
จินเฟยเหยาก็พยายามทำสีหน้าสงบนิ่งตอบรับ “อืม ข้าเอง”
ยามนี้เหรินอิ๋นยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองเรือเหาะกำลังร่วงลงไปอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าเดือดดาล เขากำลังกรึ่มๆ ไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องทั้งหมดออกไปจนเหลือแค่สองคนนี้ ตัดสินใจจะสนุกกับบุรุษก่อนจากนั้นค่อยเล่นกับสตรี สุดท้ายมองบุรุษสนุกกับสตรีแล้วตนเองค่อยเล่นด้วย เมื่อเขาใช้มือฉุดดึงบุรุษรูปงามที่ชื่อจินคุนเอ๋อร์และได้เห็นแววตาลนลานหวาดกลัวจนอารมณ์ดีเรือเหาะกลับร่วง
ห้องจะถูกกระแทกเป็นชิ้นๆ ถึงเขาจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำเรื่องอย่างว่าในสถานการณ์แบบนี้ เขาปล่อยสยงเทียนคุน สาวเท้าไปที่หน้าต่างแล้วส่งเสียงขึ้นจมูก “เซี่ยลี่ทำอะไรอยู่ คิดไม่ถึงว่าแม้แต่เรือเหาะก็ร่วง วันนี้ถือว่าเจ้าได้เปรียบ ข้าจะลงมือช่วยอีกแรง”
จากนั้นเขาก็หันหน้ามามองหวาหวั่นซีและสยงเทียนคุนแวบหนึ่งแล้วแย้มยิ้มลามกอย่างสนิทสนม “พวกเจ้ารอข้า ข้าไปเดียวเดี๋ยวก็มา อย่าร้อนใจไปเลย”
ไม่สนใจว่าคนทั้งสองอยากจะถุยใส่เขาหรือไม่ เขาก็เหินกายออกไปทันที คิดจะไปยกเรือเหาะที่ใต้ท้องเรือเพื่อไม่ให้ตัวเรือร่วงลงไปอีก
เห็นเหรินอิ๋นทลายหน้าต่างจากไป หวาหวั่นซีจึงพูดกับสยงเทียนคุน “พวกเรารีบไปจากที่นี่ เสี่ยวจินน่าจะทำสำเร็จแล้ว เรือต้องถูกนางทำลายแน่”
“เจ้าเป็นใคร?” คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะพูดแบบนี้กับตนเอง เขามองนางอย่างเย็นเยียบด้วยสายตาตึงเครียด
หวาหวั่นซีเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย “ข้าย่อมเป็นคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเสี่ยวจิน ยังตะลึงอยู่ทำไม ถ้าเหรินอิ๋นกลับมา เจ้าจะนอนกับเขาจริงๆ หรือ!”
สยงเทียนคุนกัดริมฝีปากมีสีหน้าสงสัยและเชื่อถือนางชั่วคราว คิดจะรีบออกไปตามหาจินเฟยเหยา
ส่วนจินเฟยเหยามองเซี่ยลี่ด้วยสีหน้าหวาดกลัวและกำลังจะร้องขอความเมตตา “เจ้าหอ ข้าถูกบีบบังคับ ก่อนหน้านี้ข้าซื้อน้ำค้างทองร้อยขจัดไม่ไหวเนื่องจากถูกพิษร้ายแรง ข้าถูกคนข่มขู่ให้มา ข้าเหาะอยู่บนเส้นทางดีๆ จู่ๆ ระหว่างทางก็มีบุรุษที่ปิดบังตัวตนออกมา เป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่า ยกมือฟาดข้าโดยไร้เหตุผลแพร่พิษใส่ข้าในพริบตา”
“เขาบอกให้ข้าพาเขามาถึงหอเหอฮวน ทำลายเรือของเจ้าทิ้งจึงจะให้ทางรอดแก่ข้า ข้าไม่เพียงถูกพิษ คู่บำเพ็ญของข้ายังถูกเขาจับเป็นตัวประกัน ถ้าข้าไม่ทำเขาก็จะดึงวิญญาณควบคุมศพให้ไปเกิดใหม่ไม่ได้ชั่วนิรันดร ข้าถูกข่มขู่จริงๆ ไม่เช่นนั้นให้ข้ายืมความกล้าสิบเท่า ไม่สิร้อยเท่าเลย ข้าก็ไม่กล้าทำแบบนี้หรอก!” จินเฟยเหยามีสีหน้าจริงใจ แสดงได้อย่างสมจริงสมจัง
เซี่ยลี่ไม่ส่งเสียง ทว่าเอ่ยอย่างเยียบเย็น “จริงหรือเท็จ ค้นจิตดูก็รู้”
“ค้นจิต!” พอจินเฟยเหยาได้ยินก็รีบส่ายศีรษะ “ไม่ต้องค้นจิต ไม่ต้องรบกวนท่านลงมือหรอก ข้าบอกหมดแล้ว ถึงข้าจะไม่เห็นหน้าตาคนผู้นั้น แต่ตอนนั้นเขาพูดประโยคหนึ่ง เขาบอกว่าถึงกับกล้าแย่งชิงการค้าของข้า ครั้งนี้ต้องทำลายคนและเรือของเจ้าให้ได้”
จินเฟยเหยารู้สึกว่าคนแบบนี้ต้องมีศัตรูแน่ อีกทั้งค้าขายก็ต้องมีคนคิดจะแย่งชิงการค้า ทางที่ดีขอให้มีคนเช่นนี้จริงๆ ให้เขาย้อนคิดสักนิดว่าเป็นใคร ตนเองจะได้ฉวยโอกาสในพริบตาที่เขาแบ่งแยกสมาธิหลบหนี
เซี่ยลี่ได้ยินคำพูดของนางก็สงสัยอยู่บ้าง การค้าของตนเองดูเหมือนไม่มีใครแย่งชิงมาตลอด ไม่เห็นมีคนทำอาชีพเดียวกันเลย ช่างเถอะ ค้นจิตก่อนค่อยว่ากัน ไม่เอ่ยถึงเรื่องนางปล้นคลังสมบัติ แค่ทำลายเรือเหาะของข้าก็สมควรตายแล้ว ผู้บงการหลังฉากอยู่เบื้องหลังนางต้องปรากฏตัวแน่!
เห็นสายตาของเขาขยับเล็กน้อยจินเฟยเหยาก็คิดจะไป ทว่าพอร่างส่ายไหวเซี่ยลี่ก็ขยับตามทันที ราวกับรอนางอยู่แต่แรก เขาปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้านางและยื่นมือมาโจมตี ปราณวิญญาณสีเหลืองบนฝ่ามือวูบไหว พลังที่ทำให้คนหายใจไม่ออกพุ่งเข้ามาปะทะหน้า
จินเฟยเหยาขมวดคิ้วกำลังจะกลายร่างเป็นเทาเที่ยหยิบยืมพลังหลบหนีคราเคราะห์ครั้งนี้ ทว่านางเพิ่งขยับตัว เรือเหาะพลันถูกบางอย่างชนและส่ายไหวอย่างรุนแรง คนทั้งสองถูกการชนเรือจนสั่นสะเทือนกะทันหันทำให้ร่างไม่มั่นคงเคลื่อนที่ไปหลายก้าว
ในเวลานี้นอกเรือมีคนใช้พลังวิญญาณเอ่ยอย่างไม่จริงจังดังมา “ขอยืมใช้เรือลำนี้หน่อย” จินเฟยเหยารู้สึกว่าเสียงของคนผู้นี้คุ้นหูอย่างยิ่งทว่ากลับแตกต่างนิดๆ
ส่วนเซี่ยลี่กลับนึกว่าผู้บงการหลังฉากปรากฏตัวจึงใช้พลังวิญญาณถ่ายทอดคำพูดเย็นชาเหมือนน้ำแข็งออกไป “เจ้าเป็นใคร!”
ทว่าคนข้างนอกไม่คิดจะสนใจเขา ขณะที่เซี่ยลี่รู้สึกอับอายจนกลายเป็นโทสะ ภายนอกก็มีพลังวิญญาณอันแกร่งกล้าปกคลุมฟ้าดิน สีหน้าเขาอดแปรเปลี่ยนไม่ได้
จินเฟยเหยามองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันของเขา เห็นเขาอ้าปากราวกับคิดจะพูดจา ทว่าไม่รอให้คำพูดของเขาออกจากปาก ตัวเรือพลันถูกคนข้างนอกชนและลอยขวางออกไปอย่างแรง
“อ๊า!” จินเฟยเหยาร้องลั่น ทั้งตัวแนบติดกำแพงถูกแรงกระแทกขนาดยักษ์กดทับจนขยับตัวไม่ได้ เซี่ยลี่ก็เหมือนกับนาง ถูกแรงกระแทกขนาดยักษ์กระแทกไปบนกำแพงติดไปพร้อมเรือด้วยแม้แต่การเคลื่อนที่ในพริบตาก็ใช้ไม่ออก
ไม่รู้ว่าคนข้างนอกเป็นใคร จินเฟยเหยารู้สึกเหมือนหัวใจจะกระดอนออกมา เรือเหาะถูกโจมตีลอยไปด้วยความเร็วสูงสุด ความเร็วนี้คือสิบกว่าเท่าของตอนนางใช้ออกด้วยเวทหนีไฟนรก เร็วจนแม้แต่เซี่ยลี่ที่เป็นขั้นว่างเปล่าก็ถูกความเร็วนี้กดทับจนหายใจไม่ออก
พวกเขาสองคนอยู่ในนี้จึงไม่รู้ ทว่าคนที่อยู่ด้านบนมองเห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง หวาหวั่นซีและสยงเทียนคุนกำลังคิดจะหลบหนีออกไปก็รู้สึกได้ถึงพลังวิญญาณอันแกร่งกร้าวนี้ จากนั้นได้ยินเสียงดังตูม เหรินอิ๋นถึงกับถูกคนโยนลงมาจากกลางอากาศ กระแทกตรงกลางอาคารที่พวกเขาอยู่จนกลายเป็นสองส่วน
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนตกใจจนปากอ้าตาค้าง นี่คือผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าช่วงปลาย คนที่ไปไหนมาไหนในโลกระดับเทพได้ตามสบาย ถึงกับถูกคนทุบตีจนหมดทางตอบโต้ นี่คือการคงอยู่ที่แข็งแกร่งถึงเพียงไหน ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็น มีแสงสีฟ้าสายหนึ่งลิบๆ แต่กลับเห็นไม่ชัดว่าเป็นใคร
คนผู้นั้นบอกแค่ประโยคเดียวว่าขอยืมเรือเหาะใช้หน่อยก็ลงมือแล้ว
นอกเรือเหาะพลันผนึกเป็นม่านแสง ตรงแสงสีฟ้ามีแสงสีเขียวโจมตีลงบนม่านป้องกัน เรือเหาะสั่นสะเทือน เสียงดังตูมแล้วลอยออกไปอย่างรวดเร็วสุดขีด การโจมตีขนาดยักษ์บดขยี้อาคารที่แตกเป็นสองส่วนให้กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หวาหวั่นซีและสยงเทียนคุนพุ่งขึ้นกลางอากาศและกระแทกการป้องกันเหมือนผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นๆ
จากนั้นพวกเขาก็แนบติดบนม่านแสงมองเรือเหาะพุ่งออกไปราวกับดาวตก ทิวทัศน์รอบด้านถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว หัวใจเกือบจะทนแรงกระแทกแบบนี้ไม่ไหว
เนื่องจากรวดเร็วเกินไป ม่านแสงภายนอกจึงลุกไหม้ขึ้นเป็นแสงไฟสีฟ้าลากหางยาวลอยไปยังทิศทางหนึ่ง
ทุกคนได้แต่อดทนจนถึงที่สุด ถึงคิดจะหลบหนีก็ขยับตัวไม่ได้สักนิด ผู้บำเพ็ญเซียนต่ำกว่าขั้นกำเนิดใหม่หมดสติไปนานแล้ว คนจำนวนมากหมดสติไปก็ยังอ้าปากกว้าง ติดอยู่บนม่านแสงหรือขยับตัวไม่ได้อยู่ในห้องราวกับตายไปแล้ว
ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จินเฟยเหยาก็ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไร แต่นางไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป ถึงแรงโจมตีจะมหาศาล ขยับมือและเท้าไม่ได้ พลังวิญญาณก็ใช้ลำบาก นางยังพยายามถ่ายทอดเสียงไปหาเซี่ยลี่ที่อยู่ข้างกาย “เจ้าหอ! นี่คือคนหลังฉากที่ข้าเอ่ยถึง เจ้าปล่อยข้าไปดีกว่า เจ้าก็เห็นแล้วว่าเขาร้ายกาจเพียงใด”
เซี่ยลี่ในยามนี้มองนางด้วยสีหน้าดุร้าย ถ่ายทอดเสียงมาอย่างยากลำบากและโกรธแค้น “พูดจาเหลวไหล! นี่ไม่ใช่คนของโลกระดับเทพสักนิด ครั้งนี้ทุกคนต้องตายกันหมด หนีไม่รอดแม้แต่คนเดียว”
“ไม่จริงน่า ข้าหนังหนา! ถึงกระแทกพื้นข้าก็รอดได้!” แม้แต่เอียงศีรษะจินเฟยเหยาก็ทำไม่ได้จึงแนบติดกำแพงพลางเอ่ยยิ้มๆ
“ฮึ!” เซี่ยลี่ส่งเสียงขึ้นจมูกแล้วไม่สนใจนาง ทว่ารีบใช้พลังวิญญาณที่ควบคุมได้เพิ่มการป้องกันทั่วร่างกาย พูดอีกอย่างหนึ่งคือใช้พวกเคล็ดวิชาวัชระ[1] ถ้าปล่อยม่านแสงออกมา ม่านแสงจะถูกกดทับจนระเบิดทันที
ส่วนจินเฟยเหยาไม่สนใจสายตาเซี่ยลี่ งอกขนยาวออกมาทั่วร่าง ศีรษะเปลี่ยนเป็นเทาเที่ย หยิบยืมพลังของเทาเที่ยโดยตรง ส่วนหวาหวั่นซีและสยงเทียนคุน จินเฟยเหยาได้แต่หวังว่าพวกเขาสองคนจะกอดเสาไว้แน่นๆ อย่ากระแทกพื้นโดยตรง ไม่เช่นนั้นจะถูกบดขยี้กลายเป็นผุยผง
………………………………………..
[1] เคล็ดวิชาวัชระ คือ เคล็ดวิชาในแนวทางพุทธ มีแหล่งกำเนิดมาจากอินเดีย เน้นในเรื่องความแข็งแกร่งทนทานของร่างกายภายนอกเหมือนวิชาคงกะพัน