คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 471 ชมการต่อสู้
จินเฟยเหยามุดออกมาจากใต้กองเศษซาก พอนั่งลงบนพื้นก็รู้สึกปวดขาอย่างรุนแรง นางใช้การรับรู้กวาดดู ถึงจะเพิ่มการป้องกันหลายชั้นขนาดนั้น กระดูกขาน้อยๆ ยังหักอยู่ดี
ยามนี้นางมองเห็นเผ่าปิศาจทางด้านข้างแล้ว แต่กลับแสร้งเป็นไม่รู้นั่งลงบนพื้นจัดการขาตนเอง
“เจ็บมาก ใช้ปราณปิศาจเชื่อมกระดูกก่อนดีกว่า” จินเฟยเหยาพึมพำกับตนเอง เริ่มต่อกระดูกให้ตนเองราวกับด้านข้างไร้ผู้คน กระดูกหักใน เดิมทีคิดจะใช้พลังวิญญาณ ทว่าด้านข้างมีเผ่าปิศาจกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ ใช้ปราณปิศาจก็แล้วกัน
เผ่าปิศาจยืนมองคนผู้นี้ด้วยสีหน้าประหลาดใจอยู่ด้านข้าง ไม่ถูกสิ น่าจะเป็นสัตว์ตัวนี้? พวกเขาบอกไม่ถูกอยู่บ้าง เผ่าปิศาจแบบนี้หน้าตาประหลาดเกินไปหน่อย เพราะเหตุใดจึงมีเผ่าปิศาจที่เหมือนสัตว์ปิศาจขนาดนี้ ทั่วร่างเต็มไปด้วยขนสัตว์สีดำ อีกทั้งศีรษะยังไม่มีลักษณะของมนุษย์เลยสักนิด เป็นหัวสัตว์แท้ๆ
แต่เห็นนางยังสวมเสื้อผ้า ตอนนี้ยังเชื่อมกระดูกให้ตนเองอย่างมีแบบแผน นี่เป็นเผ่าใดกันแน่นะ ประหลาดเกินไปแล้ว!
“เจ้าเป็นใคร!” พวกเขาไม่สนใจจะลากสยงเทียนคุนชั่วคราว ทว่าตวาดใส่จินเฟยเหยา
จินเฟยเหยาใช้ปราณปิศาจแปะบนกระดูกที่หักชั่วคราวแล้วสะบัดฝุ่นและเศษชิ้นส่วนที่ติดบนขนออก นางลองยืนดู ขาไม่ค่อยเจ็บแล้ว จากนั้นนางก็เหลียวซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยด้วยสีหน้าว่างเปล่า “ขอถามหน่อยที่นี่คือที่ใด?”
เผ่าปิศาจที่ยืนอยู่กับหลีมีทั้งหมดห้าคน พวกเขามองมนุษย์ขนตัวนี้แล้วชะงักอย่างหมดวาจา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ที่นี่คือโลกเทพกูซู่”
“หา โลกเทพกูซู่!” จินเฟยเหยามองไปรอบด้านอย่างตกตะลึงและดีใจจนออกนอกหน้า “ดียิ่งนัก ข้าก็พบเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงได้สิ น่าซาบซึ้งใจมาก พวกเจ้าเห็นว่ารูปลักษณ์อย่างข้าพบเจ้าแม่ต้นไม้ได้หรือไม่? เป็นอย่างไร จะเสียมารยาทหรือไม่ ต้องไปอาบน้ำก่อนหรือไม่?”
“เจ้าเป็นใครกันแน่!” เผ่าปิศาจเหล่านั้นถูกนางทำให้สับสนจึงตวาดด่าอย่างอารมณ์เสีย
จินเฟยเหยาลูบขนสีดำทั่วร่างของตนเองด้วยสีหน้าเศร้าเสียใจ แต่เนื่องจากใบหน้ามีขนมากเกินไปบวกกับเป็นใบหน้าของสัตว์จึงดูสีหน้าของนางไม่ออก
“ข้าคือคนของเผ่าเจี่ยวสยง[1] ชื่อต้าจ้วง ครั้งนี้ออกมาจับบุรุษรูปงามให้ผู้อาวุโสสตรีของพวกเรา เผ่ามนุษย์ทางนั้นคือคนที่ข้าจับมา กำลังคิดจะพากลับไปให้ผู้อาวุโสเผ่าหาความสำราญก่อนแล้วค่อยสังหารกิน” นางชี้ไปที่สยงเทียนคุนบนเศษซากแล้วเอ่ยสบถสาบานอย่างจริงจัง
จากนั้นนางก็ลูบใบหน้าแล้วเอ่ยอย่างหวาดกลัวอีก “ข้าเพิ่งมาถึงกลางทาง ไม่รู้ว่าเรือลำนี้ลอยมาจากที่ใด ข้าหลบไม่ทันจึงถูกชนมาที่นี่ด้วย หากมิใช่ข้าหนังหยาบเนื้อหนา ไม่แน่ว่าวันนี้คงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ข้าตกใจแทบตาย น่ากลัวมาก”
“เจ้าเป็นบุรุษหรือสตรี?” พวกหลีพลันเอ่ยปากถาม
จินเฟยเหยาเงียบงันไปแล้วมองดูพวกเขา ในใจอยากจะฟาดพวกเขาทุกคนให้ตายจริงๆ พูดอะไรอย่างนั้น ถึงกับถามว่าเป็นบุรุษหรือสตรี นางจึงเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ข้าเป็นสตรีแน่นอน ข้าเป็นสาวงามอันดับต้นๆ ในเผ่าเชียวนะ พวกเจ้าพูดแบบนี้เสียมารยาทมาก หรือดูไม่ออกว่าข้างดงาม!”
“อ้อ” ทุกคนแค่ร้องอ้อแล้วไม่ยอมพูดอะไรอีก
เห็นพวกเขาไม่สนใจตนเอง จินเฟยเหยาจึงเอ่ยพลางชี้ไปที่สยงเทียนคุนบนพื้น “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปได้หรือยัง ข้าต้องนำคนผู้นี้กลับไปส่งมอบ ข้าจะพาไปด้วย”
“ไม่ได้ ต้องมอบคนผู้นี้ให้เจ้าแม่ต้นไม้ค้นจิต” เผ่าปิศาจปฏิเสธนาง ถึงนางเป็นเผ่าปิศาจ แต่ใครจะรู้ว่ายังมีเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนบนเรือหรือไม่ ถึงอย่างไรจับตัวไปส่งมอบก็พอ
ค้นจิตแล้วยังมีประโยชน์อะไรเล่า จินเฟยเหยาเห็นว่าที่นี่อยู่ห่างจากเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง เผ่าปิศาจรอบด้านก็ค่อนข้างกระจัดกระจายจึงพูดอย่างไม่พอใจ “คนผู้นี้เป็นของข้า ข้าต้องพากลับไปให้ผู้อาวุโส พวกเจ้าค้นจิตเขา ข้าจะเอาอะไรกลับไปรายงานผล ผู้อาวุโสไม่เคยชินจะทำเรื่องอย่างว่ากับคนตาย”
“ที่นี่คือโลกเทพกูซู่ เรื่องทุกอย่างต้องให้เจ้าแม่ต้นไม้ชี้แนะ ในเมื่อเจ้ามาที่นี่ก็ต้องเชื่อฟังเจ้าแม่ต้นไม้ ขอเพียงตรวจสอบแล้วว่าคนผู้นี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ย่อมให้พวกเจ้าจากไปได้ เอะอะโวยวายทำไม” เผ่าปิศาจหลายคนนี้เป็นเผ่าปิศาจโดยกำเนิด บรรลุแค่ขั้นหลอมรวมและขั้นกำเนิดใหม่ แต่เนื่องจากที่นี่คือเขตแดนของเจ้าแม่ต้นไม้พวกเขาจึงไม่เคารพเผ่าปิศาจขั้นเทพอย่างจินเฟยเหยาเท่าใดนัก
จินเฟยเหยาไม่ให้พวกเขาพาสยงเทียนคุนไปหรอก หัวสัตว์ขนปุกปุยของนางซึ่งดูสีหน้าไม่ออกมองพวกเขาโดยไม่เอ่ยวาจา สังเกตสภาพการณ์รอบด้าน ยังมีโอกาสพาสยงเทียนคุนหลบหนีไป
พวกราชันเฟยเทียนยังสังเกตการณ์อยู่บนท้องฟ้า ถึงพุ่งออกไปได้ก็จะถูกพวกเขาไล่ตามสินะ จินเฟยเหยาในยามนี้เดือดดาลอยู่บ้าง เหตุใดผู้บำเพ็ญเซียนที่เตะเรือเหาะมาที่นี่ยังไม่ปรากฏกาย อย่าบอกนางนะว่าแค่ชนมาที่นี่โดยบังเอิญ คนตาบอดยังดูออกว่าเจ้าหมอนี่ทำเพื่อโจมตีโลกเทพกูซู่ล้วนๆ จึงหาอาวุธชิ้นใหญ่ขนาดนี้
ขอเพียงคนผู้นี้ปรากฏตัว อาศัยความสามารถของเขา อย่างน้อยที่สุดก็ดึงดูดการโจมตีได้มากทีเดียว แบบนี้ตนเองจะได้พาคนหลบหนีไปและไม่ต้องเสี่ยงอันตรายมากนัก
“ไป” เผ่าปิศาจเดินไปข้างกายสยงเทียนคุนอีกครั้งและยื่นมือไปลากเขา จินเฟยเหยากำลังจะขัดขวาง พลันเห็นหัวคนกลิ้งลงมา
เอ๋? จินเฟยเหยาจ้องมองแน่วนิ่ง หวาหวั่นซีนี่นา! ถึงกับเหลือแต่หัว ส่วนอื่นๆ หายไปไหน แล้วชุดจูเชวี่ยอันล้ำค่าและแพงหูฉี่อีก สิ่งนั้นมีมูลค่ามหาศาลนะ ดังนั้นนางพลันตะโกนว่า “อย่าขยับ!”
“ทำไม? หรือเจ้าจะคัดค้าน!” เผ่าปิศาจหงุดหงิด ทำไมยายนี่ถึงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องนะ จึงด่าทออย่างอารมณ์เสีย
จินเฟยเหยาแสร้งทำท่าทางน่าเกรงขามชี้ไปที่ท้องฟ้า “คนที่ชนเรือเหาะมาแล้ว”
ไหนบอกว่าถูกเรือพุ่งชนมาที่นี่ระหว่างทาง ตอนนี้ทำไมจึงบอกว่ารู้จักคนที่ชนเรือเหาะอีกเล่า ยายนี่มีปัญหา! พอเผ่าปิศาจได้ยินก็เริ่มสงสัยนางทันที ส่วนจินเฟยเหยาคิดจะลงมือช่วงชิงคน
ในเวลานี้เอง กลางท้องนภาพลันมีอานุภาพกดดันอันแข็งแกร่ง พลังวิญญาณอันดุระห่ำแผ่ลงมาจากท้องนภาทำให้คนที่อยู่ใต้อานุภาพกดดันร่างสั่นสะท้านแม้แต่ฟันยังกระทบกัน
ทุกคนในโลกเทพกูซู่ต่างเงยหน้าขึ้นมองท้องนภา กลางอากาศมีจุดสีฟ้าปรากฏขึ้น ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่ากำปั้น ตอนนี้แหละ จินเฟยหยาพลันกระโจนขึ้นพุ่งเข้าหาสยงเทียนคุน
ในเวลาเดียวกัน เผ่ามนุษย์จำนวนมากก็พุ่งพรวดออกมาจากใต้เศษซาก ถึงแต่ละคนจะมีโลหิตไหลอาบหน้า ร่างกายบิดเบี้ยวผิดรูป ทว่าก็ยังมีชีวิตรอดอย่างแข็งแกร่ง
ทุกคนต่างรอคอยโอกาสนี้ ตอนนี้คนทั้งหมดเคลื่อนไหว แต่ละคนต่างใช้เวทมนตร์คุ้มครองชีวิตตนเองและพากันหลบหนีไปด้านนอก
จินเฟยเหยาไม่สนใจคนอื่นๆ ต้านทานอานุภาพกดดันกลางท้องนภาแล้วพุ่งปราดไป ยกกำปั้นขึ้นต่อยเผ่าปิศาจที่คิดจะค้นหาสินสงครามก่อนลอยไป จากนั้นหันหน้าไปใช้มือคว้าสยงเทียนคุนแบกขึ้นบ่า อีกมือคว้าในความว่างเปล่า ดูดศีรษะของหวาหวั่นซีมาไว้ในมือ พอพลิกมือ ศีรษะของหวาหวั่นซีก็ถูกนางเก็บเข้าถุงเฉียนคุน
ตอนนี้ขาดแค่ชุดจูเชวี่ย สิ่งนี้นางเป็นคนหลอมสร้างเองกับมือจึงใส่การรับรู้ของตนเองไว้ในนั้นแต่แรก นางใช้เท้าเตะเผ่าปิศาจอีกคนหนึ่ง จากนั้นก็เห็นสายตานางเคร่งขรึม ค้นพบที่อยู่ของชุดจูเชวี่ยซึ่งกำลังถูกทับอยู่ใต้เศษเครื่องเรือนไม้กองหนึ่งในพริบตา
นางพุ่งปราดไปยังที่อยู่ของชุดจูเชวี่ยราวกับลูกธนู ยกมือขวาขึ้นโจมตีกองขยะที่เหมือนภูเขาลูกย่อมๆ เห็นเศษชิ้นส่วนลอยสูงขึ้น ชุดจูเชวี่ยอันงดงามก็ถูกนางดึงออกมาจากใต้กองขยะ ภายในชุดจูเชวี่ยที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ถึงกับห่อหุ้มร่างที่ขาดไปของหวาหวั่นซีเอาไว้
จินเฟยเหยาเหลือบมองตามสบายแวบหนึ่ง พบว่าในนั้นไม่มีสิ่งใดสูญหาย ท่าทางตอนชนชุดจูเชวี่ยจะปกป้องร่างกายของหวาหวั่นซีอย่างดี ทว่าเนื่องจากศีรษะอยู่ข้างนอก ดังนั้นหัวจึงร่วงลงมาเพียงอย่างเดียว
เผ่ามนุษย์ที่รอดชีวิตออกมาจากใต้เศษชิ้นส่วนกะทันหันและหลบหนีออกไปข้างนอกอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้เผ่าปิศาจที่อยู่ภายใต้อานุภาพกดดันทำอะไรไม่ได้ จินเฟยเหยาจึงลงมืออัดเผ่าปิศาจหลายคนตามสบาย แล้วเก็บร่างกายของหวาหวั่นซีแบกสยงเทียนคุนติดตามเผ่ามนุษย์พุ่งตัวออกไปข้างนอก
เจ้าแม่ต้นไม้เตรียมการไว้นานแล้ว ทว่าอานุภาพกดดันที่จู่ๆ ก็แผ่ลงมาจากฟ้ากลับทำลายแผนการของนาง ราชันเฟยเทียนและพวกมนุษย์วิหคที่เหาะอยู่บนท้องนภาร่วงลงจากกลางอากาศหมดและอยู่ใต้อานุภาพกดดันนี้เช่นเดียวกับเผ่าปิศาจอื่นๆ ท่าทางทรมานอย่างยิ่ง
จินเฟยเหยาฉวยโอกาสนี้หนีออกนอกโลกเทพกูซู่อย่างว่องไว แค่ออกมาไกลจากที่นั่นหน่อย นอกเหนือขอบเขตอำนาจของเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงจึงนับว่าหลบหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย
เดิมทีโลกเทพกูซู่มีม่านแสงป้องกัน เพียงพอจะทำให้เผ่ามนุษย์พวกนี้หนีไม่รอดสักคน ทว่าทั้งหมดถูกพุ่งชนให้แตกกระจายจึงมอบโอกาสหนีเอาชีวิตรอดให้พวกเขา
จินเฟยเหยาเหาะออกนอกโลกเทพกูซู่ก็รีบนำพรมบินออกมานั่งแล้ววางร่างสยงเทียนคุนลงบนนั้น เห็นมนุษย์วิหคของเผ่าปิศาจไม่ได้ไล่ตามมา นางก็รีบเงยหน้าขึ้นมองแสงสีฟ้า นั่นคือคนที่ชนนางทั้งคนทั้งเรือมาที่นี่
“ไม่อยากโดนลูกหลงก็ไสหัวไป” เสียงของแสงสีฟ้าดังมาจากกลางนภา
ครั้งนี้จินเฟยเหยาจึงนับว่าได้ยินชัดเจน เสียงพี่กระจกนี่นา เพียงแต่ไม่ได้ส่งมาจากการรับรู้ ดังนั้นน้ำเสียงจึงแตกต่างกันอยู่บ้าง
หลังจากรู้ว่าเป็นพี่กระจก จินเฟยเหยาก็เดือดดาลจนโทสะพุ่งสามจั้ง พี่กระจกทำเกินไปแล้ว เพิ่งแยกจากกันไม่นาน จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านคิดจะมาคลี่คลายบุญคุณความแค้นกับเจ้าแม่ต้นไม้ก็ใช้เรือเคราะห์ร้ายระหว่างทางพุ่งชนเจ้าแม่ต้นไม้นี่ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ถึงคิดจะชนก็ต้องไล่คนลงมาก่อนสิ นางเกือบต้องมอบชีวิตน้อยๆ ให้เขาแล้วนะ
หากมิใช่เจตนาสังหารรอบด้านเข้มข้นจนทำให้นางเกิดอาการขนลุกขนชันทั่วร่าง จินเฟยเหยาก็อยากจะตะโกนใส่เขาดังๆ ถามเจ้าโง่นี่ว่ากำลังทำอะไรอยู่!
นางก้มหน้าเงียบงันเคลื่อนพรมบินเหาะไปยังสถานที่ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบ พอรู้ว่าคนผู้นั้นคือพี่กระจก นางก็ไม่คิดจะจากไป เจ้าแม่ต้นไม้กับพี่กระจกมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดา นางอยากจะดูความครึกครื้นนี้อย่างยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้มากนัก
คนที่คิดแบบเดียวกับนางมีอยู่ไม่น้อย เนื่องจากอาศัยเพียงพลังวิญญาณและอานุภาพกดดันปกคลุมฟ้าดิน แทบทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือผู้ยิ่งใหญ่ที่ลงมาจากโลกระดับสวรรค์หรือโลกตู้เทียน โอกาสเช่นนี้พันปียากจะพบพานสักครั้ง ทุกคนหวาดกลัวแทบตายแต่กลับตัดใจจากไปไม่ได้ คนทั้งหมดหนีไปหยุดอยู่กลางอากาศไกลๆ และไม่สนใจจะจากไป นำของวิเศษที่สามารถพักผ่อนได้ออกมารั้งอยู่ที่เดิมเสี่ยงชีวิตคิดจะดูผู้ยิ่งใหญ่
จินเฟยเหยาถอยออกไปเช่นเดียวกันและหาสถานที่แห่งหนึ่งหยุดลง ตรวจสอบอาการบาดเจ็บของสยงเทียนคุนก่อนบีบปากเขาออกป้อนยารักษาบาดแผลทำให้เขาไม่ตาย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นชมดูความครึกครื้นด้วย
ผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องเรือเหาะถูกเตะ อีกฝ่ายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ยืมใช้เรือของเจ้าก็ถือว่าไว้หน้าเจ้าแล้ว ส่วนคนด้านในที่ได้รับผลกระทบก็ถือว่าโชคร้ายไป
…………………………………..
[1] เจี่ยวสยง หมายถึง หมีมีเขา