คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 474 นิสัยมีปัญหา
เซียวเป่าหิ้วเส้นผมของเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง ใบหน้าของนางซีดขาวอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าเพราะต้นไม้วิญญาณจริงถูกโค่นไปเป็นฟืนทำให้นางเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งดังนั้นจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้ หรือรับไม่ได้ที่ตนเองถูกทุบตีจนหมดทางตอบโต้ ความภาคภูมิใจถูกทำลายจนราบคาบจึงกลายเป็นเช่นนี้
นางก้มศีรษะไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้าน ได้ยินคำพูดดังมาจากกลางอากาศก็ไม่คิดจะเงยหน้าขึ้นมอง
เซียวเป่ากลับตะลึงงัน จากนั้นเอ่ยถามอย่างสงสัยอยู่บ้าง “เจ้ามาทำไม? นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า เจ้าอย่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง”
“อะไรคือเรื่องส่วนตัวของเจ้า ต้นไม้วิญญาณจริงเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดจากฟ้าดิน อยู่ที่นี่เพื่อยังประโยชน์ให้เผ่าปิศาจ เจ้าทุบตีนางจนกลายเป็นแบบนี้ ถึงละเว้นนาง คิดจะฟื้นฟูต้นไม้วิญญาณจริงก็ต้องใช้เวลาหลายพันปี ข้านัดถกปัญหากับเจ้าแล้ว เจ้ากลับบอกว่าจะไปตกปลาที่ทะเลสาบเทียนโหยว ทำไปทำมาก็แล่นมาก่อเรื่องที่นี่” น้ำเสียงคนบนท้องฟ้าสบายๆ ราวกับคุ้นเคยกับเซียวเป่า
เห็นวิกฤตการณ์ถูกเซียวเป่าคลี่คลายก็ปรากฏบุคคลที่ร้ายกาจอีกคน ผู้บำเพ็ญเซียนที่หลบหนีไปไกลหยุดลงอีกครั้ง พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองคิดจะหาว่าเสียงดังมาจากที่ใด น่าเสียดายที่มองทั่วท้องนภาแล้วก็ไม่พบเห็นใคร อย่าว่าแต่คน แม้แต่จุดดำเล็กๆ ก็ไม่มี
จินเฟยเหยาก็หยุดลงเช่นเดียวกัน ตบศีรษะหวาหวั่นซีพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “เจ้าดูสิ มีมาอีกคนแล้ว คงเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าปิศาจเสียมากกว่า ถ้าต่อสู้กับพี่กระจก เช่นนั้นก็สนุกแล้ว จะสู้กันจนฟ้าดินพลิกตลบหรือไม่?”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจาถ้าต่อสู้กันจนฟ้าดินพลิกตลบ เกรงว่าพวกเราคิดจะหนีก็ไม่ทันแล้ว
เผชิญหน้ากับการขัดขวางของคนคุ้นเคย เซียวเป่าจึงเอ่ยอย่างรำคาญ “เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลที่นี่ นี่แค่เมล็ดพืชเมล็ดเดียวที่เจ้าขอมาจากต้นไม้วิญญาณจริง ไม่ถือเป็นสิ่งล้ำค่าแห่งฟ้าดิน ทำลายไปก็ไม่เกี่ยวอะไรกันมากนัก ถึงอย่างไรเผ่าปิศาจของพวกเจ้ากับต้นไม้วิญญาณจริงก็มีความสัมพันธ์ไม่เลว เจ้าไปขอมาอีกเมล็ดก็พอ”
“เจ้านึกว่านี่เป็นต้นหญ้าริมทางหรือ บอกว่าต้องการก็ได้มา เจ้าปล่อยคนเลย เรื่องตั้งกี่ปีมาแล้วยังเก็บมาใส่ใจ อีกทั้งตอนแรกสุดเจ้าก็มีเจตนาร้าย คิดจะนำวิญญาณต้นไม้วิญญาณจริงไปสร้างของเหลวต้นไม้วิญญาณจริงให้ตนเองอย่างไร้ขีดจำกัด ดังนั้นจึงมาหลอกเจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริง พลังบำเพ็ญเพียรไม่พอยังกล้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เจ้าว่าตอนนั้นเจ้าไม่วอนหาเรื่องใส่ตัวหรือ ตอนนี้ยังมาโทษนาง เป็นถึงคนที่เหาะขึ้นสวรรค์แล้ว ใจกว้างหน่อยก็ไม่ได้” เห็นเซียวเป่าไม่ยอมไว้หน้าตนเอง คนที่พูดจาจึงไม่เกรงใจ ขุดคุ้ยเรื่องในปีนั้นของเซียวเป่าออกมา
เซียวเป่าไม่ยินยอม ปีนั้นทรมานกายเนื้อหน่อยก็ช่างเถอะ วันๆ เจ้าแม่ต้นไม้เพ้อฝันไปเองทุกอย่างราวกับคนบ้า อีกทั้งข้อสำคัญคือทำให้ตนเองพลาดนัดหมายสิบปีกับเซียงเซียนจือ ต่อมาตอนไปหานางอีกครั้ง นางก็ไปได้กับคนอื่นแล้ว สินเจ้าสาวที่หมายตาไว้ยังตกเป็นของคนอื่น ความผิดนี้จะไม่ทำให้มีโทสะได้อย่างไร!
“ไปเล่นที่อื่น มีความสามารถเจ้าก็เอาร่างจริงลงมาขัดขวางแล้วข้าจะไว้หน้าเจ้า แค่ถ่ายทอดเสียงมาก็จะให้ข้าไว้หน้าเจ้า เจ้าจะไม่ไว้หน้าข้าไปหน่อยแล้ว” เซียวเป่าเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย
คนที่พูดจาชะงักงันจึงเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้านึกว่าทุกคนจะเหลวไหลเหมือนเจ้า ลงมาจากโลกระดับสวรรค์ด้วยเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรือ เมื่อเจ้ากลับมาต้องเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปพันปี อย่าได้คิดจะหลอกให้ผู้อื่นกระทำเรื่องโง่เขลาเช่นเดียวกับเจ้า ทุกคนยังไม่ว่างถึงขั้นนั้น”
“แล้วอย่างไรเล่า ถ้าเจ้าไม่ว่าง จำเป็นต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาพูดคุยกับข้าด้วยหรือ ถ้าข้าจำไม่ผิด ถ่ายทอดเสียงข้ามโลกมาจากโลกระดับสวรรค์ ประโยคหนึ่งต้องสิ้นเปลืองพลังบำเพ็ญเพียรสิบปี ให้ข้าคำนวณดูก่อนนะ ตอนนี้เจ้าพูดมาหลายประโยคแล้ว จริงสิ เจ้าแต่งกลอนเก่งนี่นา ร่ายกลอนสักหลายบทให้ข้าฟังหน่อย บางทีข้าอาจจะอารมณ์ดีไม่ฆ่ายายนี่” เซียวเป่าหัวเราะหึๆๆ
“ไปตายเสียเถอะ ก็แค่ต้นไม้ อย่างมากข้าก็ไปเอามาใหม่อีกต้น!” คนที่ถ่ายทอดเสียงกลางอากาศมีโทสะแล้ว ด่าทอประโยคหนึ่งอย่างเดือดดาล
เซียวเป่ากลับต่อคำว่า “พลังบำเพ็ญเพียรหายไปอีกสิบปีแล้ว”
“เซียวเป่า!”
“อีกสิบปี”
“…”
หลังประโยค ‘อีกสิบปี’ บนท้องนภาก็เงียบกริบ รออยู่นานก็ไม่มีคำพูดใดๆ ถ่ายทอดมา ทุกคนซึ่งเดิมทีถูกคำสนทนาระหว่างพวกเขาทำเอาสะท้านสะเทือนจนใบ้กิน เห็นไม่มีใครพูดจา ทุกคนก็วาดหวังว่าจะมีผู้ยิ่งใหญ่เผ่าปิศาจลงมาจากโลกระดับสวรรค์ จากนั้นก็ต่อสู้กับผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์คนนี้อย่างดุเดือดหรือไม่
รออยู่นานก็ไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด ทุกคนจึงเข้าใจว่า ผู้ยิ่งใหญ่เผ่าปิศาจคนนั้นเสียดายพลังบำเพ็ญเพียร แม้แต่คำพูดก็ไม่ถ่ายทอดมาแล้ว ทำให้คนผิดหวังสุดขีดจริงๆ สายตาของคนที่ไม่มีละครดีให้ชมมองไปยังแสงสีฟ้าที่อยู่ไกลลิบ
หลังเสียงหายไป แสงสีฟ้าก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ทำให้คนไม่เข้าใจว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ฆ่าก็ไม่ฆ่า ปล่อยก็ไม่ปล่อย หรือยังจดจำความรักในอดีตได้?
คนต่ำกว่าขั้นแปลงจิตมองไม่ทะลุแสงสีฟ้า ทว่าคนขั้นแปลงจิตกลับมองทะลุได้นิดหน่อย ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงเห็นคนในแสงสีฟ้ากำลังทรมานเจ้าแม่ต้นไม้ได้รางๆ ที่แท้ทำอย่างไรกลับเห็นไม่ชัด แต่เหมือนเห็นเขาฉีกเจ้าแม่ต้นไม้ เจ้าหมอนั่นกำลังแยกส่วนศพ!
จินเฟยเหยาเอียงศีรษะรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง เจ้าแม่ต้นไม้มีเลือดเนื้อหรือไม่ ถึงดูไม่แตกต่างจากมนุษย์ แต่ก็เป็นต้นไม้ ตอนนี้พี่กระจกกำลังสับไม้หรือแยกศพกันแน่ ทำให้คนรู้สึกสับสนจริงๆ
ทันใดนั้น จินเฟยเหยาก็เห็นพี่กระจกดูเหมือนจะถือบางสิ่งบางอย่าง จากนั้นในมือส่ายไหว เจ้าแม่ต้นไม้วิญญาณจริงกลายเป็นธุลีในพริบตา ในเวลาเดียวกัน รากที่ยังคงอยู่ของต้นไม้วิญญาณจริงก็หายตามเจ้าแม่ต้นไม้ไปด้วย รากทั้งหมดพลันกลายเป็นธุลี ถูกลมพัดคราหนึ่งก็ลอยกระจายหายไปหมด ตำแหน่งเดิมเหลือเพียงเมฆก้อนใหญ่ที่ตรงกลางขาดหายไปลอยอยู่กลางอากาศอย่างเงียบเหงาและเต็มไปด้วยบาดแผล
เห็นเจ้าแม่ต้นไม้ตายแล้ว โลกเทพกูซู่ก็หายไป จินเฟยเหยารู้สึกว่าตอนนี้พี่กระจกน่าจะว่างมาก นางคิดจะตะโกนเรียกเขา ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเผื่อได้ผลประโยชน์นิดหน่อย อย่างน้อยก็ต้องดูว่าพี่กระจกหน้าตาเป็นอย่างไร ทว่านางยังไม่ทันเอ่ยปากก็เห็นพี่กระจกพาแสงสีฟ้าทั่วร่างแหวกนภาหายไปโดยไร้ร่องรอยในพริบตา
“อ๋า! จะหนีเร็วขนาดนี้ทำไม ข้ายังไม่ทันพูดเลย!” จินเฟยเหยาคำรามลั่น นี่มันเรื่องอะไรกัน รีบไปรีบมาหรือ
หวาหวั่นซีครุ่นคิดแล้วจึงเอ่ยว่า “ผู้ยิ่งใหญ่อาจจะยุ่งมาก”
“ยุ่งกะผีสิ คนอย่างเขาจะยุ่งได้อย่างไร คงได้วิญญาณจริงของต้นไม้วิญญาณจริงจึงรีบวิ่งไปทดลองใช้อย่างตื่นเต้นมากกว่า” จินเฟยเหยาคิดไม่ถึงว่าครู่เดียวเขาก็็หนีไป ทำเอานางมีสีหน้าพิลึกพิลั่น
นางบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจอยู่ตรงนี้ กลับมีคนจับจ้องนาง
“เจ้าขโมยคลังสมบัติของข้า ทำลายเรือเหาะของข้า ตอนนี้ยังสังหารดาวเด่นสองคนของข้าอีก” ไม่รู้ว่าเซี่ยลี่มุดออกมาจากที่ใด ร่างครึ่งท่อนเต็มไปด้วยโลหิต นั่งอยู่บนรถเหาะอย่างดุร้าย ด้านข้างยังมีลูกน้องที่รอดชีวิตและขยับตัวได้สิบกว่าคน
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยลี่ยังมีชีวิตอยู่ จินเฟยเหยาชะงักไปนิด มองสยงเทียนคุนที่เป็นตายไม่ทราบแน่ชัดบนพรมบิน แล้วมองหัวมนุษย์ที่ถืออยู่ในมือ นี่คือทำลายสินค้าอันล้ำค่าที่สุดของหอเหอฮวน แต่นางกลับยักไหล่เอ่ยว่า “ไม่ใช่ คนที่ทำลายเรือเหาะของเจ้าคือผู้ยิ่งใหญ่คนเมื่อครู่ เจ้ามาหาผิดคนแล้ว อีกทั้งสองคนนี้ คนนี้ยังไม่ตาย ในมือข้า…ก็เป็นคนของข้าชัดๆ แค่ทำงานในเรือของเจ้าหลายวันเท่านั้น กลายเป็นคนของเจ้าไปตั้งแต่เมื่อใด”
“อย่ามาเล่นลิ้น จะไม่พูดความจริงก็ได้ ให้ข้าใช้เวทค้นจิตตรวจสอบดูก็พอ เผ่าปิศาจปะปนอยู่ในเผ่ามนุษย์สังหารผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ของข้า ช่างบ้าระห่ำจริงๆ” เซี่ยลี่ตวาดด้วยสีหน้าคร่งขรึม
จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวาพบว่าผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ล้อมเข้ามา พวกเขายังด่าทออย่างดุร้าย “ฆ่าเผ่าปิศาจ ฆ่านาง ถึงกับสังหารเผ่ามนุษย์ของเรามากมาย บนเรือเหาะมีตั้งหลายพันคน ตอนนี้อย่างมากเหลือเพียงหลายร้อยคนที่ยังมีชีวิตอยู่”
“ข้าไม่ได้เป็นคนเตะเรือเหาะมาที่นี่เสียหน่อยจะมาคิดบัญชีที่ข้าได้อย่างไร เจ้าพวกสารเลว ไม่กล้าไปหาเรื่องผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับป้ายความผิดใส่ข้า” จินเฟยเหยารู้สึกว่าตนเองซวยสุดขีด ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ทำไมเรื่องชั่วร้ายที่คนอื่นทำจึงถูกเทลงบนศีรษะนางเสมอเลยนะ หรือนางมีหน้าตาที่ชวนให้คนป้ายความผิดโดยกำเนิด?
นางนึกถึงประโยคที่ไม่รู้ว่าได้ยินมาตั้งแต่เมื่อไรขึ้นได้ อย่าไปสถานที่ที่มีคนเยอะและคึกคัก เหตุใดตนเองจึงไม่รอบคอบและชอบความครึกครื้นขนาดนี้นะ พี่กระจกที่น่าตาย ทำไมไม่เตะแรงอีกนิดทำให้คนพวกนี้ตายหมด ตอนนี้กลับทิ้งปัญหาไว้ให้ตนเองเก็บกวาด ทำอะไรไม่เรียบร้อยเลยสักนิด!
“ได้ ข้ามีคำอธิบายให้ แต่พวกเจ้าต้องมอบทางรอดให้ข้า” จินเฟยเหยาเก็บศีรษะของหวาหวั่นซีใส่ถุงเฉียนคุนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงปรึกษาหารือกับทุกคน
ความเคลื่อนไหวของนางทำให้ทุกคนไม่เข้าใจอยู่บ้าง นางเก็บหัวคนตายใส่ถุงเฉียนคุนทำไม งานอดิเรกของเผ่าปิศาจช่างพิเศษเฉพาะจริงๆ เห็นทุกคนจ้องมองถุงเฉียนคุนของนาง จินเฟยเหยาจึงแสยะยิ้มเอ่ยว่า “ขอโทษที นี่เป็นความเคยชินของข้า ชอบเก็บของหวานที่ยังกินไม่หมดไว้ เวลาหิวค่อยนำออกมากิน”
ได้ยินคำพูดนางก็มีผู้บำเพ็ญเซียนหลายคนที่นั่นรู้สึกกระเพาะปั่นป่วน งดอาหารมาหลายร้อยปีแล้วชัดๆ กลับยังถูกคนผู้นี้ทำให้สะอิดสะเอียนได้ เผ่าปิศาจสมกับเป็นเผ่าปิศาจจริงๆ ป่าเถื่อนและวิปริตเกินไป ทุกคนสามารถสังหารได้!
จินเฟยเหยากลับเอ่ยด้วยสีหน้าสัตย์ซื่อ “ข้ายินดีบอกว่าใครเป็นคนใช้ข้ามา แค่ขอให้ทุกคนอย่าฆ่าข้า เอาอย่างนี้ ข้าจะแบ่งของหวานของข้าให้ทุกคน ของพวกนี้ข้ายังไม่เคยกิน ทุกคนอย่ารังเกียจ ลิ้มลองความสดใหม่ดู”
ว่าแล้วนางก็นำสิ่งของสีแดงสดสองชิ้นออกมาจากถุงเฉียนคุนอย่างรวดเร็ว จินเฟยเหยาไม่รอให้ทุกคนเห็นชัดเจนก็โยนใส่เซี่ยลี่หนึ่งชิ้น โยนใส่ทุกคนหนึ่งชิ้น
สิ่งของสองชิ้นที่ดูเหมือนหัวมนุษย์เปื้อนเลือดถูกโยนมา เซี่ยลี่โบกมือปลดปล่อยปราณดาบโจมตีให้กลายเป็นชิ้นๆ ส่วนอีกชิ้นถูกผู้บำเพ็ญเซียนคนอื่นโจมตีระเบิด จากนั้นภายใต้การมองดูอย่างละเอียดของทุกคนจึงพบว่าสิ่งนี้เป็นเพียงผลไม้เปลือกแข็งสีแดงขนาดเท่าศีรษะสองผลไม่ใช่หัวมนุษย์อย่างที่พวกเขานึกไว้ พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นจินเฟยเหยากลายเป็นเปลวเพลิงสีดำม้วนพรมบินและสยงเทียนคุนขึ้นหลบหนีไปแล้ว!
“ตาม!” เซี่ยลี่อับอายจนกลายเป็นโทสะ นี่มันเวลาไหนแล้วยังเล่นลูกไม้ตื้นๆ กับเขาอีก คงเบื่อหน่ายชีวิตแล้วจริงๆ!
……………………………..