คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 475 ไข่
จินเฟยเหยาแหวกนภาไปอย่างรวดเร็ว นางไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองสมควรดีใจหรือไม่ เมื่อครู่เซี่ยลี่แสดงความสามารถเคลื่อนไหวในพริบตาอันแข็งแกร่ง สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบภายในสองร้อยจั้ง นางเกือบจะถูกเซี่ยลี่ดักด้านหน้าหลายครั้ง
ทว่าใช้เพียงสี่ห้าครั้ง เซี่ยลี่พลันใช้การเคลื่อนไหวในพริบตาไม่ได้ ทั้งยังนั่งอยู่บนเรือเหาะตลอดเวลา ให้คนอื่นๆ ไปล้อมดักจินเฟยเหยา แต่เขากลับไม่ยอมออกมา
เห็นเซี่ยลี่พลันไม่ใช้การเคลื่อนย้ายในพริบตา จินเฟยเหยาเดาว่าเขาคงได้รับบาดเจ็บหนัก ตนเองเคยฝึกเคล็ดวิชาสร้างร่างมาร กระดูกทั่วร่างบรรลุถึงขั้นเป็นของวิเศษชั้นกลาง เผ่ามนุษย์ธรรมดาไม่ค่อยได้ฝึกฝนร่างกาย เขาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสแน่ ไม่เช่นนั้นคงใช้การเคลื่อนไหวในพริบตาที่เชี่ยวชาญและใช้ง่ายไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้จินเฟยเหยาโล่งอก ถึงยังมีคนไล่ตามไม่ลดละ แต่ทุกคนได้รับบาดเจ็บกันหมด ขอเพียงไม่ใช่เซี่ยลี่มาดักด้วยตนเอง ถึงหลบหนีหลายวันก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด เพียงแต่จะหนีไปตลอดไม่ได้ ต้องหาวิธีสลัดพวกเขาทิ้ง
จัดการสยงเทียนคุนในมือได้ยากยิ่ง นำเกาะลอยได้เล็กๆ ออกมาระหว่างหลบหนีไม่ได้ ไม่มีที่ให้วางเลย ถ้ามีนางแค่คนเดียวน่าจะมีวิธีการมากกว่านี้ เพียงทิ้งเขาตอนนี้ไม่ค่อยดี ต้องถูกเซี่ยลี่พากลับไปแน่ แล้วเรียกตนเองว่าผู้มีพระคุณช่วยชีวิต แต่ถ้าไม่จัดการนางกับพี่สยงก็หนีไม่รอดทั้งสองคน!
คิดหาวิธีไม่ออกชั่วคราว จินเฟยเหยาแบกสยงเทียนคุนห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่งต่อ หลบหนีมาหลายวัน สมองเบลอคิดหาวิธีที่ใช้การได้ไม่ออก นางไม่ได้ใช้เวทหลบหนีไฟนรกนานแล้วตอนนี้คือเหาะอย่างเดียวล้วนๆ ทันใดนั้น นางก็เกิดความคิดขึ้น ชะงักร่างลงทันควัน
ผู้บำเพ็ญเซียนที่ไล่ตามด้านหลังก็หยุดร่างและจ้องมองนางเขม็ง นึกว่านางคิดจะใช้แผนปลาตายตาข่ายขาด[1]มาเสี่ยงชีวิต ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาคิดไม่ถึงคือสัตว์ปิศาจร่างมนุษย์ตนนี้หยุดลงและไม่ได้คิดจะโจมตีพวกเขา ทว่าส่ายไหวแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ขนาดยักษ์อ้าปากกลืนคนในมือลงท้องไปทั้งตัว
จินเฟยเหยาใช้พลังวิญญาณผนึกเป็นฟองแสงนรกห่อหุ้มสยงเทียนคุนไว้แล้วยัดลงท้องทันที รู้สึกว่าร่างที่ไม่มีใครเบาหวิวในพริบตา หลังกลืนคน นางก็หลบหนีไปข้างหน้าต่อโดยไม่เหลียวหลัง
หากมิใช่เซี่ยลี่จะจับนางกลับไปป่นกระดูกเป็นผุยผงให้ได้ ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้คงคิดจะกลับถ้ำเซียนนานแล้ว เดิมทีเนื่องจากเรือเหาะร่วง พวกเขาก็บาดเจ็บไปทั่วร่าง มีสภาพดีกว่าพวกที่ตายไปเล็กน้อย แม้แต่เซี่ยลี่ที่เป็นขั้นว่างเปล่านั่งรักษาตัวอยู่ในรถเหาะ ขั้นกำเนิดใหม่อย่างพวกเขากลับต้องมาเสี่ยงชีวิต
อยากให้เผ่าปิศาจตัวนี้หนีไปได้เร็วๆ ทุกคนจะได้กลับไปรักษาบาดแผลอย่างโล่งอกหน่อย ไม่เช่นนั้นไล่ตามต่อไปแบบนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีและไม่มีประโยชน์ต่อทุกคน ในใจคิดเช่นนี้ คนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มอาศัยอาการบาดเจ็บแสร้งอ่อนแอและเหนื่อยล้า ทิ้งระยะห่างจากพวกจินเฟยเหยามากขึ้นทุกที
เซี่ยลี่เห็นเช่นนี้ย่อมต้องด่าทออย่างเกรี้ยวกราด ทว่าตัวเขาเองกำลังรักษาบาดแผล ตอนนั้นเขากระแทกลงไปพร้อมจินเฟยเหยา แรงกระแทกอันทรงพลังทำให้เขาสลบเหมือดทันที คิดถึงเรื่องนี้เขาก็รู้สึกขายหน้า เป็นถึงขั้นว่างเปล่าแล้ว คนที่สามารถท่องไปในโลกระดับเทพตามใจปรารถนากลับถูกกระแทกจนสลบเหมือด ช่างน่าอับอายขายหน้าจริงๆ
อย่าเห็นว่าเขานั่งอยู่บนรถเหาะด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ที่จริงกระดูกจำนวนมากหัก ก่อนหน้านี้ใช้พลังวิญญาณฝืนติดไว้เท่านั้น เมื่อครู่ใช้เวทท่องมิติหลายครั้งจนกระดูกที่หักเคลื่อนที่ ทำให้เขาตกใจไม่กล้าใช้อีก
เดิมทีนึกว่าเผ่าปิศาจคนนี้ก็ฝืนใช้พลังวิญญาณติดกระดูกไว้เช่นกัน ถึงหนีก็หนีได้ไม่นาน ต้องหยุดลงเนื่องจากอาการบาดเจ็บแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าไล่ตามมาหลายวัน ดูไม่ออกเลยว่านางมีสภาพบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งเมื่อครู่ยังแปลงร่างเป็นสัตว์ปิศาจขนาดยักษ์ ดูก็รู้ว่าไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอะไร
เซี่ยลี่จำไม่ได้ว่าสัตว์ที่จินเฟยเหยาแปลงกายคือเทาเที่ย ที่จริงชั่วชีวิตของผู้บำเพ็ญเซียนส่วนมากคงไม่ได้เจอมนุษย์ปิศาจสักคน สิ่งของแบบนี้มีเพียงเผ่าปิศาจระดับสูงหรือเจ้าตัวที่มีความเกี่ยวข้องกับวิญญาณจริงสัตว์เทพเท่านั้นที่รู้ ปกติถึงเคยได้ยินมาก็ไม่ค่อยใส่ใจสิ่งของแบบนี้ สิ่งที่สนใจคือสัตว์ปิศาจที่มีประโยชน์ต่อตนเอง
แต่เขาเห็นจินเฟยเหยาเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นมนุษย์ปิศาจและเปลี่ยนจากมนุษย์ปิศาจเป็นสัตว์ปิศาจขนาดยักษ์กับตาตนเอง ตอนนี้ยังคืนสู่ร่างมนุษย์หลบหนีไปเบื้องหน้าอีก การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เขานึกถึงเหรินอิ๋น
เหรินอิ๋นเป็นคนกลางในการค้าขายลับๆ ของเขากับเผ่าปิศาจ เหรินอิ๋นมีความสัมพันธ์อันดีกับเผ่าปิศาจ เนื่องจากเซี่ยลี่รู้ว่าเขาคือบุรุษที่มีวิญญาณจริงของฉยงฉีสิงสู่ร่าง ตระกูลของพวกเขาล้วนได้รับการสืบทอดนี้ ขอเพียงให้กำเนิดเด็กชายก็มีโอกาสได้วิญญาณจริงของฉยงฉีสิงสู่ร่างในศาลลับบรรพชน
อีกทั้งเขาเคยได้ยินเหรินอิ๋นคุยโวหลายครั้งว่าในตระกูลของตนเองมีคนที่มีวิญญาณจริงของฉยงฉีสิงสู่รวมกันถึงห้าคน ในนั้นรวมหลานชายของเขาคนหนึ่งที่เข้าสำนักธรรมดา ถึงไม่มีวิญญาณจริงฉยงฉี โดยพื้นฐานแล้วบุรุษในตระกูลของพวกเขาแต่ละคนล้วนฝึกวิชาดึงพลังหยินเสริมพลังหยาง แต่ละคนต่างชื่นชอบสตรี ถือได้ว่าเป็นเศษสวะในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียน
ไม่เคยกินเนื้อหมูแต่ก็ต้องเคยเห็นสุกรวิ่ง[2] เซี่ยลี่สงสัยว่าจินเฟยเหยาก็เป็นคนที่มีวิญญาณจริงสัตว์เทพ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นสัตว์เทพชนิดใด รู้แต่แรกจะใส่ใจเรื่องนี้หน่อย ตอนนี้เขาไม่มีความคิดจะสังหารจินเฟยเหยาแล้วทว่าคิดจะจับเป็นนาง บางทีอาจจะใช้ยายนี่เชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าปิศาจโดยตรงได้ ไม่ต้องดำเนินการผ่านเหรินอิ๋นอีก
หลังจากเหรินอิ๋นร่วงจากเรือไปกระแทกโลกเทพกูซู่ก็ไม่ได้ปรากฏตัวมาตลอด เซี่ยลี่กลับไม่กังวลเรื่องนี้ ตนเองยังไม่ตาย ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่เหรินอิ๋นจะตาย คงหนีไปแล้วมากกว่า
ไม่มีสยงเทียนคุนอยู่ในมือ จินเฟยเหยาเริ่มหาวิธีสลัดหลุดการไล่ล่า เบื้องหน้าพลันปรากฏป่าสีขาวแถบหนึ่ง นี่คือต้นเมฆาซึ่งมีแค่ในโลกระดับเทพ งอกอยู่บนเมฆดินโดยเฉพาะ เมฆดินเหล่านี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง มีเพียงต้นเมฆาที่สามารถเติบโตได้ อีกทั้งดูเหมือนแข็ง ที่จริงถ้าไม่ใช่ต้นเมฆา สิ่งอื่นๆ เหยียบลงไปจะร่วงหล่นทันที
ต้นเมฆาแถบเล็กๆ พวกนี้กระจายกันอยู่ในท้องนภาของโลกระดับเทพ เป็นสถานที่อาศัยให้บรรดานกปิศาจ ถึงเมฆดินจะเป็นสิ่งที่ยืนไม่ได้ ทว่าต้นเมฆากลับแตกต่างออกไป บนลำต้นสีขาวสามารถรองรับรังสัตว์ปีกบินได้ขนาดใหญ่สุดถึงหนึ่งจั้งได้ ขอเพียงถึงช่วงที่นกปิศาจออกไข่ก็จะมีนกปิศาจจำนวนมากมาหาต้นเมฆาสร้างรังออกไข่
เทียบกับบนโลกเทพที่มีอันตรายซ่อนเร้นรอบด้าน เมฆดินที่ยืนไม่ได้และต้นเมฆาลอยอยู่กลางอากาศอย่างโดดเดี่ยวคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีนกปิศาจมาสร้างรังที่นี่หรือไม่ จินเฟยเห็นทางนั้นมีป่าต้นเมฆากว้างร้อยหลี่เต็มๆ จึงนำยันต์ซ่อนกายออกมาแปะบนร่างทันที จากนั้นนางก็เปลี่ยนทิศทางเหาะตรงไปยังต้นเมฆา นางคิดจะหลบหนีการตามล่าของพวกเขาที่นี่
เห็นนางหยิบยันต์ใบหนึ่งออกมาแปะ ร่างก็หายวับไป ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนจึงหยุดลง รอเซี่ยลี่ออกคำสั่ง พวกเขาอยากให้เซี่ยลี่บอกอย่างยิ่งว่าไม่ต้องไล่ตามแล้ว ทุกคนกลับถ้ำเซียนกัน
ทว่าเซี่ยลี่กลับขมวดคิ้วกล่าว “นางต้องไปซ่อนอยู่ในต้นเมฆาแน่ ล้อมต้นเมฆาไว้แล้วใช้การรับรู้ค้นหานาง!”
เซี่ยลี่หัวเราะอย่างเย็นชา ถึงใช้วิธีกำบังกาย แค่ใช้การรับรู้ค้นหาก็จะหาพบทันที ท่าทางนางจะจนมุม ไม่มีเรี่ยวแรงจะหลบหนีต่อแล้ว
รอจนพวกเขารุดมาถึงเหนือป่าและปลดปล่อยการรับรู้ออกไปกวาดดูต้นเมฆา การกวาดดูครั้งนี้กลับพบว่าในดงต้นเมฆาขนาดประมาณร้อยหมู่ มีสิ่งมีชีวิตมากถึงหลายพันตัว ยามนี้เซี่ยลี่จึงนึกขึ้นได้ ฤดูนี้พอดีเป็นช่วงนกปิศาจวางไข่ ในป่าต้นเมฆาย่อมเต็มไปด้วยนกปิศาจ
“ค่อยๆ ค้นหาทีละนิด คนกับนกแตกต่างกัน ต้องหานางออกมาให้ได้” มีนกปิศาจมากเกินไป เซี่ยลี่วางแผนจะใช้การรับรู้เฝ้าอยู่นอกป่า จากนั้นให้ลูกน้องใช้การรับรู้แยกแยะทีละนิดดูว่าสิ่งมีชีวิตที่พบเป็นคนหรือนก ถึงใช้เวลาหลายวันก็ต้องหาคนออกมาให้ได้
ส่วนจินเฟยเหยาในยามนี้เปลี่ยนเป็นขนาดสองฝ่ามืออีกครั้ง เดินท่องอยู่ท่ามกลางต้นเมฆาค้นหาเป้าหมาย หลังจากเห็นในรังหนึ่งมีเปลือกไข่หลายอัน นางก็รีบเหาะไป ดมกลิ่นเล็กน้อย กลิ่นสัตว์ปิศาจในรังนกรังนี้อ่อนจางอย่างยิ่ง น่าจะไม่มีสัตว์ปิศาจอยู่มาสิบกว่าวันแล้ว ไม่มีสัตว์ปิศาจก็ยิ่งดี จะได้ไม่มีสัตว์ปิศาจดุร้ายปรากฏตัวขึ้นกลางคันมาโจมตีให้เผยตัว
นางเทินเปลือกไข่ครึ่งหนึ่งไว้บนศีรษะ จากนั้นจึงกระโดดเข้าไปในเปลือกไข่อีกส่วนแล้วหดตัวอยู่ด้านในปลอมตัวเป็นไข่ เดิมทีนางคิดจะหาสิ่งของมาทาบนขนสีดำของตนเองให้ขาวหน่อย ในสถานที่สีขาว ถ้าเป็นสีขาวเหมือนกันต้องซ่อนตัวได้แนบเนียนขึ้นแน่ แต่ตอนนี้รีบร้อนไม่ทันได้เตรียมตัว นางจึงไม่ได้หาอะไรมาทาตนเองให้เป็นสีขาว
มีหมึกวิญญาณที่ใช้วาดยันต์อยู่ แต่ทั้งหมดเป็นสีเงิน ทาบนร่างอาจจะส่องแสงกระพริบจนดึงดูดสายตามากขึ้น ถึงอย่างไรยันต์ซ่อนกายก็ยังออกฤทธิ์ ทนเอาหน่อยแล้วกัน นางซ่อนตัวอยู่ในเปลือกไข่ปรับลมหายใจทำให้ตนเองเหมือนไข่ที่สงบนิ่ง
คนของเซี่ยลี่ค่อยๆ ตรวจสอบและค้นหาจินเฟยเหยาทีละนิด เมื่อเจอสิ่งน่าสงสัยยังต้องหาวิธีไปตรวจสอบดู ทำให้นกปิศาจซึ่งเดิมทีตึงเครียดสูงอยู่แล้วไม่พอใจ นึกว่าพวกเขามาขโมยไข่จึงป้องกันรังอย่างเข้มงวด นกปิศาจที่ค่อนข้างดุร้ายบางตัวโจมตีผู้บำเพ็ญเซียนที่มาตรวจสอบตรงๆ ไม่อนุญาตให้เข้าใกล้อาณาเขต
ชั่วขณะ ต้นเมฆาที่เงียบสงบเริ่มเสียงดังเอะอะ มีเสียงนกร่ำร้องไม่หยุด เตือนสติทุกคนว่าที่นี่มีผู้รุกรานปรากฏตัวขึ้น และบังเอิญว่าที่นี่นอกจากนกปิศาจที่อยู่รวมกันแล้วยังมีวิหคราชันพยัคฆ์ขั้นเจ็ดขั้นแปดจำนวนมาก พวกมันมีหัวเหมือนเสือ ร่างสูงหนึ่งจั้งกว่า ต่อสู้เก่งกาจ ทั้งยังอาศัยรวมกันเป็นฝูง
วิหคราชันพยัคฆ์หลายร้อยตัวพยายามปกป้องรัง ไม่สนใจอานุภาพกดดันที่เซี่ยลี่แผ่ออกมา เสี่ยงชีวิตเข้าปกป้องลูกน้อยและไข่ของตนเอง ถ้าเป็นยามปกติ หากเผชิญอานุภาพกดดันของผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่า วิหคราชันพยัคฆ์เหล่านี้คงหนีไปจนเกลี้ยงแต่แรก ตอนนี้พวกมันกลับไม่หวั่นเกรงเลยสักนิด ยิ่งสะกดควบคุมพวกมันยิ่งกระหายการต่อสู้อย่างรุนแรง เวลานี้ทุกตัวพุ่งเข้าใส่ผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ จู่โจมและฉีกทึ้งอย่างไม่คิดชีวิต
เดิมทีเซี่ยลี่นึกว่าไม่ต้องลงมือด้วยตนเอง แต่กลับพบว่าลูกน้องที่ได้รับบาดเจ็บสู้วิหคราชันพยัคฆ์ที่ดุร้ายไม่ได้จึงต้องลงมือ เขาไม่ได้ปล่อยของวิเศษออกไป แค่ลุกขึ้นยืนเรียกเปลวเพลิงสูงสิบจั้งออกมาในมือแล้วโยนใส่กลางต้นเมฆา
ต้นเมฆาถูกแสงเพลิงปกคลุมทันที เขาแค่ใช้เวทมนตร์ธรรมดาก็บีบให้วิหคราชันพยัคฆ์ล่าถอยไปได้ เห็นป่าต้นเมฆามีเปลวเพลิงขนาดใหญ่ลุกไหม้ วิหคราชันพยัคฆ์พลันบ่ายหน้ากลับ ไม่ไปโจมตีผู้บำเพ็ญเซียนอีก ทว่ากางกรงเล็บคว้าลูกน้อยหรือไข่ในรังแล้วพากันหลบหนีออกไป
จินเฟยเหยากำลังซ่อนตัวอยู่ในเปลือกไข่ของวิหคราชันพยัคฆ์พอดี วิหคราชันพยัคฆ์ตัวหนึ่งผ่านมาเห็นที่นี่มีไข่ใบหนึ่งจึงไม่คิดมากคว้าไข่ไว้ในกรงเล็บตามสัญชาตญาณแล้วเหาะติดตามพวกเดียวกันไปข้างนอก
เนื่องจากเป็นเปลือกไข่สองชิ้นประกบกัน เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ นางจึงใช้พลังวิญญาณประสานเปลือกไข่อย่างแน่นหนาไม่ให้ร่วงลงไปกลางทาง
……………………………………..
[1] แผนปลาตายตาข่ายขาด หมายถึง เสี่ยงชีวิต ไม่เจ้าก็ข้าต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
[2] ไม่เคยกินเนื้อหมูแต่ก็ต้องเคยเห็นสุกรวิ่ง หมายถึง ไม่เคยประสบด้วยตนเอง แต่ก็เคยได้ยินได้ฟังมา