คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 478 น้ำลาย
จินเฟยเหยาพบพื้นที่ว่างแห่งหนึ่งถูกถนนลอยได้ห่อจนเหมือนซาลาเปา นี่คือแท่นราบที่ด้านบนกว้างสองจั้ง ด้านข้างกลับห้อยถนนลอยได้ไว้หลายสายราวกับดอกไม้ผลิบาน ถนนลอยได้ขยายออกไปข้างนอก จากนั้นจุดสิ้นสุดที่ตัดกันด้านล่างก็ยืดขยายไปยังสถานที่อื่น
ระหว่างถนนลอยได้แต่ละสายมีความกว้างมากที่สุดห้าหกจั้ง ส่วนจุดตัดด้านล่างสุดมีทางออกกว้างสิบกว่าจั้งเหมือนซาลาเปาไส้เนื้อหรือผลท้อขนาดใหญ่
อีกทั้งนางพบว่ารอบด้านไม่มีผู้บำเพ็ญเซียนอาศัยอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม จินเฟยเหยาครุ่นคิด มองซาลาเปาลูกใหญ่ คาดเดาว่าถูกห่ออยู่ด้านในทำให้คนรู้สึกไม่ปลอดภัย แต่นางไม่เกรงกลัว อย่างมากก็ทำให้ถนนลอยได้ข้างนอกอยู่ในการป้องกัน
อีกทั้งช่องว่างตรงกลางกว้างขนาดนี้เจอเรื่องอะไรจะได้หนีรอด ต่อให้ติดอยู่ตรงช่องว่างจริงๆ เตะถนนลอยได้ทีเดียวก็ทำลายได้ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจอาศัยอยู่ในซาลาเปาใบนี้ เนื่องจากขนาดของมันสามารถวางเกาะลอยได้เล็กๆ ได้พอดี แบบนี้ก็ไม่ต้องหาวิธียึดเกาะลอยได้ไว้บนถนนลอยได้ที่ทั้งเล็กและแคบแล้ว
นำเกาะลอยได้ออกมาในซาลาเปาแล้วกางวงเวทวิญญาณสิบสองปิศาจ จินเฟยเหยาใช้การป้องกันกั้นเกาะลอยได้ไว้ข้างในไม่ให้คนอื่นแอบดู จากนั้นนางแปลงกลับเป็นเทาเที่ยแล้วคายสยงเทียนคุนออกมา
มองสยงเทียนคุนที่นอนอยู่ในฟองแสงนรก จินเฟยเหยาพลันมีความรู้สึกเหมือนตนเองออกไข่จึงแลบลิ้นออกมา แล้วรีบกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ นางย้ายสยงเทียนคุนเข้าไปไว้ในห้อง ฉีกเสื้อผ้าออกอย่างว่องไวและเริ่มต่อกระดูกบนร่างให้เขา
ถึงสยงเทียนคุนจะมีแสงสีขาวในตัวฟื้นฟูร่างกาย แต่กลับไม่มีความสามารถต่อกระดูกให้เป็นดังเดิม จินเฟยเหยาได้แต่เชื่อมกระดูกให้เขาอีกครั้ง นางต่อกระดูกพลางส่ายศีรษะ “บุรุษสมัยนี้ใช้ไม่ได้จริงๆ กระแทกนิดเดียวก็หักแล้ว ปกติต้องปลอมตัวเป็นสตรีมากเกินไปแน่ ร่างกายจึงเปลี่ยนเป็นสตรี”
หลังจากพันแผลเสร็จ นางก็บีบปากสยงเทียนคุนให้อ้า ยัดยาเซวี่ยเหอไป่หยวนเข้าไปสองเม็ด นี่เป็นยาดีขั้นห้าที่หยิบฉวยมาจากหอเหอฮวน จินเฟยเหยาจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินไปปิดประตูกระท่อมให้เขาพักผ่อน
ให้เสี่ยวหงไปต้มชามาดื่ม ยากนักที่จินเฟยเหยาจะรื่นรมย์กับความสงบสุข ในที่สุดก็ได้พักผ่อนสักครู่ วิ่งไปวิ่งมาข้างนอกทั้งวัน ทำงานยุ่งตลอด
ต่อกระดูกให้สยงเทียนคุนใช้เวลาเจ็ดวัน ซ่อมร่างให้หวาหวั่นซียังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด นางรู้สึกว่าตนเองดูเหมือนมีเรื่องต้องทำไม่จบไม่สิ้น เหนื่อยแทบตายแล้ว
จินเฟยเหยานำศีรษะของหวาหวั่นซีออกมาวางไว้อีกด้านแล้วเปิดชุดจูเชวี่ยเขย่าร่างที่เสียหายด้านในออกมา จากนั้นนางค้นถุงเฉียนคุนของตนเอง สุดท้ายเอ่ยอย่างลำบากใจ “หวั่นซี ดูเหมือนโลหิตทายาทฉีหลินมีไม่พอ จะลองเอาเลือดอย่างอื่นผสมเข้าไปหรือไม่”
“เจ้ากวาดสมบัติหอเหอฮวนมาจนเกลี้ยงนี่นา ค้นดูหน่อยว่ามีหรือไม่ บางทีอาจจะหาพบหลายถัง” หวาหวั่นซีตั้งศีรษะขึ้นมองร่างของตนเอง ร่างกายขาวเนียนประดุจหยกวางอยู่ตรงนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ
“ข้าจะหาดูหน่อย แต่เจ้าก็ใจดำเกินไป จะมีหลายถังได้อย่างไร นิดหนึ่งที่ได้มาจากหลินชิงเจียงในอดีตก็ไม่เพียงพอ ข้ายังเติมน้ำเทียนฉุนลงไปไม่น้อย” จินเฟยเหยาคิดๆ ดูแล้วก็เห็นว่ายังไม่ว่างจัดการสิ่งของที่ขโมยมาจากหอเหอฮวนจริงๆ นั่นแหละ บางทีในนั้นอาจจะมีก็ได้
พอหวาหวั่นซีได้ยินก็เลิกคิ้วเอ่ยอย่างไม่พอใจ “มิน่าเล่า ข้าถึงว่าตลอดร่างไร้เรี่ยวแรง ที่แท้เจ้าเติมน้ำเทียนฉุน”
“พอเลย น้ำเทียนฉุนหนึ่งตำลึงราคาห้าร้อยศิลาวิญญาณชั้นกลางนะ ทั่วร่างเจ้าใช้ตั้งหนึ่งถังกว่า ข้าจะไปหาโลหิตทายาทฉีหลินจากที่ใดมาให้เจ้ามากมาย ดังนั้นข้าจึงบอกว่าผสมอย่างอื่นเข้าไปหน่อยได้หรือไม่ ข้ารู้สึกว่าผสมน้ำเทียนฉุนแล้วดูเหมือนระดับความเข้มข้นไม่พอ ยังขาดอะไรไป” จินเฟยเหยากลอกตาใส่นาง ยังบอกว่าไม่มีแรงอีก ตอนทุบตีคนในหอเหอฮวนก็ลงมืออย่างรุนแรง ทุบตีจนผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านั้นร้องไห้คร่ำครวญ ทั้งเจ็บปวดทั้งสุขสม
จินเฟยเหยาค้นหาในถุงเฉียนคุนอยู่นานจึงหอบขวดหยกออกมาจำนวนมาก สีแดง สีเขียว สีเหลือง เป็นโลหิตสัตว์ปิศาจนานาชนิด บางชนิดนางรู้จัก บางชนิดก็ไม่รู้จัก แต่ดูจากปราณวิญญาณที่กระจายออกมาจากด้านใน โลหิตเหล่านี้ไม่ค่อยล้ำค่านัก
มองอยู่นาน ไม่มีสักชิ้นที่สามารถนำมาใช้แทนโลหิตทายาทฉีหลินได้ นางพลิกตำราเวทหุ่นเชิดอ่านอย่างละเอียด บนนั้นไม่ได้บอกว่าใช้สิ่งของทดแทนได้ หรือต้องใช้โลหิตทายาทฉีหลินจริงๆ ใช้ของสัตว์เทพอื่นๆ แทนไม่ได้หรือ?
จริงสิ จินเฟยเหยาหันหน้าไปมองกระท่อม สยงเทียนคุนหลับอยู่ด้านใน รอเขาฟื้นแล้วจะลองถามเขาดูว่าสามารถใช้สิ่งอื่นเป็นโลหิตหุ่นเชิดแทนได้หรือไม่
เวลานี้เสี่ยวหงยกชามาให้ จินเฟยเหยารับมาดื่ม รสชาติฝุ่นค้างมานานหลายปีกรอกเต็มปาก นางรีบถุยน้ำชาทิ้งแล้วถามอย่างอารมณ์เสีย “นี่มันอะไรกัน!”
หวาหวั่นซีเกือบจะขำตาย หัวเราะพลางเอ่ยว่า “ชาวิญญาณที่ข้าเป็นคนซื้อมา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องวางทิ้งไว้หลายสิบปี ตอนเผ่าพิภพอาศัยอยู่ที่นี่คงจะรื้อค้นและไปเปิดฝาเข้า คนที่ปกติกินเนื้ออย่างเจ้า จะดื่มชาทำไม”
จินเฟยเหยาวางถ้วยชาลงแล้วส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ “ฮึ ข้าจะไปเดินในเมืองเถียวเจียหน่อย ดูว่ามีโลหิตทายาทฉีหลินชายหรือไม่ ถึงไม่มีก็ซื้อชากลับมาได้ ข้าเห็นว่าที่นี่มีร้านค้ามากมาย คิดจะอยู่ระยะยาว ต้องจัดการสิ่งของที่ได้มาจากหอเหอฮวน”
“เจ้าได้สิ่งของมาเท่าใด?” หวาหวั่นซีถามอย่างสงสัย
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ จากนั้นยื่นถุงเฉียนคุนมาตรงหน้านาง ให้นางใช้พลังวิญญาณดูเอง หวาหวั่นซีกวาดมองด้านในหลายครั้งแล้วตะลึงงันไปทันที นางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “มากมายปานนี้ เกรงว่าเจ้าคงได้สมบัติของหอเหอฮวนมาหมดแล้ว”
“ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่ข้าได้มาเป็นแค่คลังสมบัติธรรมดา ถ้าได้คลังสมบัติลับของเจ้าหอ นั่นจึงเรียกว่าร่ำรวย จริงสิ เจ้าไม่พูด ข้าก็เกือบลืมไป ไม้วิญญาณเหล็กยังอยู่ในท้องข้า ข้าจะคายมันออกมาก่อน” จินเฟยเหยายิ้มแย้ม นึกเรื่องนี้ขึ้นได้จึงรีบลุกขึ้น
เห็นนางกลายร่างเป็นเทาเที่ยคายไม้ชิ้นหนึ่งออกมา ขนาดจะหัวเราะหวาหวั่นซียังหัวเราะไม่ออก นางหมดวาจา “ทำไมเจ้าต้องกลืนสิ่งนี้ลงท้อง?”
“มีอะไรแปลกประหลาด หลายวันก่อนข้าก็คายพี่สยงออกมา ไม่เช่นนั้นไม้วิญญาณเหล็กใส่ในถุงเฉียนคุนไม่ได้ แล้วข้าจะแบกมาอย่างไร” จินเฟยเหยาถลึงตาใส่นาง หากมิใช่ไม่มีวิธี ใครจะกินของที่กินไม่ได้พวกนี้
สั่งพวกเสี่ยวหงเสี่ยวหวงให้เฝ้าบ้านให้ดี ใครมาก็ไม่ต้องสนใจ นางจะออกไปตามลำพัง หวาหวั่นซีตอนนี้เหลือแค่หัว ถ้าออกไปคนอื่นไม่รู้จะนึกว่านางฆ่าคนแล้วหิ้วหัวกลางถนนจนทำให้เกิดความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
หวาหวั่นซีเห็นนางเหาะออกจากเกาะลอยได้จึงเอ่ยว่า “พวกเสี่ยวหงไม่มีสติปัญญาเสียหน่อย จะสนใจได้อย่างไร”
จินเฟยเหยามาถึงเมืองเถียวเจีย สุ่มหาถนนลอยได้ที่ใกล้ที่สุดเดินขึ้นไป ผู้บำเพ็ญเซียนที่นี่ทั้งหมดเป็นเผ่ามนุษย์ บนถนนลอยได้กว้างสามสี่จั้งมีผู้คนคับคั่ง คิดไม่ถึงว่าโลกระดับเทพจะมีผู้บำเพ็ญเซียนมากมายปานนี้ อีกทั้งคนที่มีพลังบำเพ็ญเพียรไม่สูงก็มีค่อนข้างมาก สามารถเห็นได้ทั้งขั้นสร้างฐานและขั้นหลอมรวม ทั้งยังมีจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ด้วย แต่กลับไม่เห็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณ ถ้ายังเห็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณในสถานที่แบบนี้อีก นางคงสงสัยว่าผู้บำเพ็ญเซียนในโลกระดับเทพเป็นคนให้กำเนิดขึ้นที่นี่หรือไม่
ฝั่งหนึ่งของถนนลอยได้เป็นร้านค้า ส่วนอีกฝั่งหนึ่งกลับว่างเปล่า ถ้าสร้างร้านค้าทั้งสองฝั่งถนน สถานที่ให้คนเดินตรงกลางก็จะยิ่งเบียดเสียด จินเฟยเหยาเดินบนถนนลอยได้ พลันเข้าใจว่าทำไมที่นี่ไม่มีผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณ ริมทางเดินไม่มีรั้วกั้น ถ้าไม่ระวังอาจจะถูกคนเบียดตกได้ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นฝึกปราณไม่สามารถเหยียบของวิเศษเหาะเหิน ถ้าถูกเบียดตกเกรงว่าคงร่วงตรงไปยังโลกระดับวิญญาณกระแทกจนแบนเป็นปิ่งแน่
ร้านพื้นที่มิติแล้วก็ร้านพื้นที่มิติ จินเฟยเหยามองไปตามร้านริมถนน มีร้านขายพื้นที่มิติร้านแล้วร้านเล่าราวกับวัชพืชที่เด็ดติดมือมาได้ง่ายๆ นางบริภาษในใจ ‘นี่มันสถานที่บ้าบออะไร! หรือว่าที่นี่สามารถหยิบศิลาเทียนฮุ่นและหินอุจจาระของกบกลืนฟ้าได้ตามใจชอบ?’
เดินเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งตามสบายก็เห็นเกาะวงแสงยี่สิบสามสิบชิ้นวางอยู่ในร้าน พื้นที่มิติชนิดอื่นมีน้อยหน่อย พอผู้ดูแลร้านเห็นคนเข้ามาก็แนะนำอย่างกระตือรือร้น คิดจะให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตซื้อพื้นที่มิติ แต่พูดจนน้ำลายแห้ง จินเฟยเหยาก็ไม่มีความคิดจะซื้อเลยสักนิด
นางไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย ที่นี่มีร้านพื้นที่มิติอยู่มากมายแสดงว่าวัตถุดิบหาง่าย ในเมื่อสามารถได้วัตถุดิบมาง่ายๆ ตนเองจะซื้อสิ่งนี้ไปทำไม มิสู้หาวัตถุดิบมาหลอมสร้างเองสักหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งใส่พั่งจื่อ อีกชิ้นใส่หวาหวั่นซี ใช้บ้างทิ้งบ้าง รื่นรมย์กับความรู้สึกสะบัดมือโยนพื้นที่มิติให้คนอื่นแบบจอมมารหลงสักหน่อย
แค่บอกคำเดียวว่าไม่พอใจ จินเฟยเหยาก็เดินออกจากร้าน กำลังคิดจะเดินไปเกาะลอยได้ที่ใจกลางเมืองเถียวเจีย พลันได้ยินเสียงกบร้องดังมาจากท้องนภา เสียงกบดังอย่างยิ่ง ถึงจะรู้สึกได้ว่าอยู่ไกล ทว่าคลื่นอากาศที่แฝงไอน้ำพุ่งเข้ามาปะทะหน้าตามเสียงกบ กบร้องทีหนึ่งก็มีคลื่นอากาศมาทีหนึ่ง พัดจนไอน้ำเต็มหัวเต็มหน้าคน
จินเฟยเหยาใช้มือลูบไอน้ำบนใบหน้า ขณะกำลังสงสัยว่านี่คือกบขนาดใหญ่แบบใดก็ได้ยินผู้บำเพ็ญเซียนสตรีด้านข้างเอ่ยกับสหายสตรีข้างกายว่า “กบกลืนฟ้าน่าชังจริงๆ ร้องแต่ละครั้งก็พ่นน้ำลายออกมา โชคดีข้าพกร่มทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ไม่เช่นนั้นต้องถูกพ่นจนเปียกไปหมดทั้งตัวแน่”
“จริงด้วย อยู่ไกลขนาดนี้ยังพ่นมาได้ โชคดีที่น้ำลายไม่เหม็น ไม่เช่นนั้นคงน่าขยะแขยงแทบตายจริงๆ” สหายสตรีทางด้านข้างก็กางร่มดอกไม้ พยักหน้าแล้วเอ่ยอย่างรังเกียจ
จินเฟยเหยายืนเหล่มองอยู่ด้านหลังพวกนาง จริงเสียด้วย นอกจากนางแล้ว บนถนนสายนี้ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีส่วนมากต่างกางร่ม ถึงเป็นคนที่ไม่กางร่มก็สร้างม่านแสงกั้นไอน้ำได้ทันเวลา
มีนางเพียงคนเดียวที่ยืนมีน้ำลายกบกลืนฟ้าเต็มหน้าเต็มหัวบนถนน
ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีสองคนนี้พบว่าจินเฟยเหยาจ้องมองพวกนางด้วยสีหน้าดุร้าย พวกนางเพิ่งมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นหลอมรวม เห็นคนผู้นี้ถูกพ่นน้ำลายใส่เต็มตัวกำลังคิดจะแอบหัวเราะ ทว่าพอเห็นพลังบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิตช่วงต้น รอยยิ้มยังไม่แสดงออกมาก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า ด้วยเกรงจะถูกระบายโทสะคนทั้งสองจึงมุดเข้าไปในฝูงชนแม้แต่ร่มก็ไม่ต้องการ ครู่หนึ่งก็หายไปโดยไร้ร่องรอย