คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 479 หนี้ของบุตรบิดาจะชดใช้แทนหรือไม่
เห็นคนทั้งสองหนีไป จินเฟยเหยาก็ถลึงตาใส่คนรอบด้านอย่างดุร้าย ใครให้พวกเขากางร่มกันหมด มีเพียงตนเองที่ถูกพ่นน้ำลายใส่ทั้งตัว ตั้งใจจะใช้พลังวิญญาณอบไอน้ำบนร่างให้แห้ง แต่ก็รู้สึกว่าถ้าไม่อาบน้ำแล้วทำให้แห้งจะน่าขยะแขยงมาก
ในขณะที่นางลังเลว่าจะกลับไปหรือจะอบร่างให้แห้งแล้วไปเที่ยวต่อดี ด้านหลังก็มีเสียงอ่อนโยนดังมา “เจ้าก็ไม่กางร่มสักคัน ไปอาบน้ำในร้านข้าก่อนเถอะ”
“หืม?” พอจินเฟยเหยาหันหน้าไปมองก็เกิดความคิดจะจากไปทันที
เห็นอีกฝ่ายกำลังเม้มปากหัวเราะ นางก็เสยผมเอ่ยว่า “ที่แท้เป็นสหายเซียนอิน ทำไมบังเอิญขนาดนี้ ไปที่ใดก็เจอเจ้า?”
อินเยวี่ยกางร่มสีขาวเล็กๆ ของเขา มองจินเฟยเหยาราวกับยิ้มและไม่ยิ้ม “นี่เพิ่งเป็นการพบหน้าครั้งที่สองของพวกเรา ไม่ถือว่าไปที่ใดก็เจอ”
“อย่าง…อย่างนั้นหรือ?” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ ทำไมในความทรงจำดูเหมือนจะเจอกับเขาบ่อยๆ นะ ติดหนี้คนอื่นแล้วกลัวเขาจะรู้จริงๆ
“มา ไปล้างหน้าที่ร้านของข้าเถอะ” อินเยวี่ยเอ่ยอีกครั้ง ใบหน้ามีรอยยิ้มทว่าน้ำเสียงกลับไม่อนุญาตให้นางปฏิเสธ
จินเฟยเหยาได้แต่ฝืนใจส่งเสียงตอบอืม แล้วเดินตามด้านหลังเขาไปอย่างไม่ยินยอม
ครู่หนึ่งก็มาถึงหน้าร้านของอินเยวี่ย จินเฟยเหยายังนึกว่าอาศัยอำนาจเงินของเขาบวกกับพลังบำเพ็ญเพียรสูงขนาดนี้ ร้านต้องตั้งอยู่บนเกาะลอยได้อันงดงามหรูหราแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นตึกเล็กๆ สองชั้นริมถนนลอยได้ ดีกว่าร้านชั้นเดียวพวกนั้นเล็กน้อย
ภายนอกทาสีดำเช่นเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนป้าย ไม่ใช่คฤหาสน์อินแต่เขียนว่าคฤหาสน์เยวี่ย บนป้ายด้านข้าง มีอักษรหวัดตัวใหญ่ เป็นร้านขายของชำเหมือนกัน
“สหายเซียนอิน ทำไมร้านของเจ้ายิ่งเปิดยิ่งเล็กลง อาศัยกำลังทรัพย์และฐานะของเจ้า ต้องได้ไปสร้างร้านบนเกาะลอยได้ด้านหน้าสิ ขนาดชื่อก็เปลี่ยน สูญเสียเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าไปนะ” จินเฟยเหยามองชื่อร้าน เอ่ยพลางส่ายศีรษะ
อินเยวี่ยเพียงยิ้มบางๆ “ที่นี่เป็นสถานที่อยู่ของผู้บำเพ็ญเซียนสำนักเที่ยงธรรม แขวนป้ายแบบนั้นข้าก็ค้าขายไม่ได้น่ะสิ อีกสักครู่พอเข้าไปข้างในอย่าพูดจาเหลวไหล ข้าเชิญผู้ดูแลร้านมาจากที่นี่ ไม่ได้ใช้คนของตนเอง”
“แบบนี้เอง” จินเฟยเหยาตอบรับ ในใจกลับนึกถึงเรื่องหนึ่งได้ ในเมื่อคนในร้านไม่ใช่ศพ เขาน่าจะไม่สะดวกคิดบัญชีกับตนเอง ที่จริงคำนวณดูแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนเองสักหน่อย ถึงตอนนั้นจะอยู่ที่นั่นด้วยแต่ตนเองไม่ใช่คนทำ
อินเยวี่ยยิ้มแย้มพลางนำนางเข้าไป ภายในร้านมีรูปแบบเหมือนร้านธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น ท่าทางเขาคงไม่ได้คิดจะมีร้านเล็กๆ แบบนี้ คงหาทำเลร้านดีๆ ไม่ได้มากกว่าจึงได้แต่สร้างร้านเล็กๆใช้งานชั่วคราว ส่วนผู้ดูแลที่เขาเชิญมาเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นหลอมรวมช่วงกลาง เห็นอินเยวี่ยกลับมาก็เข้ามาต้อนรับ
อินเยวี่ยสั่งให้เขาชงชามาจึงเดินนำจินเฟยเหยาขึ้นตึกจากนั้นหลีกทางให้ ที่จริงไม่ต้องหลีกทางให้ก็ได้ จินเฟยเหยาจะล้างหน้าก็ง่ายดายยิ่ง แค่ใช้เวทวารีผนึกน้ำออกมาก็สามารถชำระตนเองจนเกลี้ยงเกลาได้ ชุดอีกากันน้ำได้ น้ำลายแค่พ่นบนเส้นผมบนใบหน้าบนมือ บนร่างกลับไม่มีน้ำลายเลยสักนิด
ใช้น้ำล้างจนสะอาด อินเยวี่ยก็ยกน้ำชาและขนมเข้ามาให้ด้วยตนเอง เห็นผลไม้สามสีที่วางรวมกันอยู่ในถาด จินเฟยเหยาก็มุมปากกระตุก เจ้าหมอนี่ใช้แผนอาหารเลิศรสอีกแล้ว วันนี้ต้องแข็งขืนหน่อย จะช่วยใช้หนี้ให้เจ้าพวกนั้นไม่ได้
จินเฟยเหยานั่งลงอย่างวางท่า ยื่นมือไปหยิบผลไม้มาแทะ หนึ่งผลมีสามรส อินเยวี่ยหาของดีมาจริงๆ
“อร่อยหรือไม่? นี่คือผลเมฆเหินสามสี มีปริมาณไม่มาก” อินเยวี่ยหรี่ตาถามอย่างยิ้มแย้ม
“อร่อย” จินเฟยเหยากินพลางยื่นมือไปหยิบอีกผล กินซ้ายคำขวาคำ พยายามจะอุดปากเอาไว้ อีกสักครู่พอเขาถามบอกไม่รู้ก็พอ เยือกเย็นเข้าไว้
อินเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้น เขี่ยใบชาด้านในอย่างช้าๆ พลางเอ่ยวาจา “พวกเจ้าก่อเรื่องใหญ่โตเกินไป ทำให้ลูกน้องของข้าไม่มีที่อาศัย ป่าที่ปลูกไว้ก็ถูกทำลายไปไม่น้อย แต่ได้ยินว่าเจ้าทนดูต่อไปไม่ได้ ดังนั้นจึงฝากลูกน้องมาบอกข้าว่าให้คิดบัญชีค่าเสียหายที่เจ้า”
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า มังกรปิศาจกับเผ่ามารที่ชื่อหลงเป็นคนทำ จริงสิ เขายังบอกว่าเคยเจอเจ้าด้วย เจ้าก็รู้จักเขาสินะ?” จินเฟยเหยาห้ามปากตนเองไม่ได้ ยังยัดอาหารอยู่ก็รีบอธิบายเสียงอู้อี้
“อ้อ กระจกสภาพโลกวิญญาณอยู่ในมือของเจ้าสินะ?”
“ถือว่าใช่…”
“คนที่เปิดวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้นก็เป็นเจ้าด้วย?”
“น่าจะ…เป็นข้า”
“สุดท้ายคนที่พากระจกสภาพโลกวิญญาณไปหลังภูเขาของข้าก็ดูเหมือนจะเป็นเจ้า”
“…อืม พวกเขาไม่รู้จักทาง ข้าเป็นคนพาไป”
“เจ้ายังมีอะไรจะแก้ตัวอีก?”
จินเฟยเหยากระพริบตา พูดแบบนี้ ข้าก็เป็นคนทำน่ะสิ ดังนั้นนางจึงรีบทำท่าทำทาง “ถึงหลายเรื่องนี้ข้าจะเป็นคนทำ แต่ที่มังกรปิศาจก่อความวุ่นวายไม่เกี่ยวกับข้า ข้ายังนึกว่ามันมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้า คิดไม่ถึงว่าพอปล่อยออกมาก็ลงมือรื้ออาณาเขตของเจ้า มันเป็นคนทำลายป่าศพทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับข้า”
“หากเจ้าไม่กินเนื้อของมัน มันคงไม่ก่อเรื่องแบบนี้หรอก” อินเยวี่ยยิ้มแย้มดังเดิม ทว่าตาหยีหนักกว่าเก่า
“ก็ได้ ที่จริงเผ่ามารชื่อหลงที่ตามข้าไปก็ได้ผลประโยชน์ก้อนใหญ่จากพี่กระจกหรือก็คือเจ้านายของกระจกสภาพโลกวิญญาณ และเขายังเป็นท่านพ่อของข้าด้วย ค่าเสียหายนี้เจ้าไปให้เขาชดใช้เถอะ” จินเฟยเหยาหน้าม่อยคอตก ตอบด้วยสีหน้าอับจนปัญญา
ครั้งนี้ในที่สุดอินเยวี่ยก็ไม่ได้ยิ้มแล้ว เขามองจินเฟยเหยาอย่างสงสัยอยู่เนิ่นนานโดยไม่เอ่ยวาจา จินเฟยเหยาถูกเขาจ้องมองจนรู้สึกขนลุกอยู่บ้างจึงเอ่ยอย่างวัวสันหลังหวะ “ทำไม ถ้าเจ้าไม่เชื่อก็ไปถามเขาดูสิ พวกเจ้าเคยพบกันนี่นา ไปสอบถามดูก็พอ”
อินเยวี่ยพลันยิ้มอย่างกะทันหัน “บุตรเป็นหนี้ไหนเลยมีให้บิดาชดใช้แทนให้ ทุกคนต่างก็็เป็นผู้บำเพ็ญเซียนแล้ว เป็นผู้ใหญ่หน่อยสิ เจ้าอายุตั้งหลายร้อยปีแล้วยังก่อความเดือดร้อนให้ท่านพ่ออีก อีกทั้งข้ายังสงสัยว่าเจ้าเป็นพวกพฤติกรรมไม่ดี ทำตัวเรียบร้อยหน่อย รับผิดชอบเองเถอะ อย่าก่อเรื่องให้ผู้อาวุโส”
จินเฟยเหยามองเขาด้วยสีหน้าหวาดผวา รู้สึกว่าตนเองถูกอินเยวี่ยลากเข้าไปเกี่ยวข้องอีก คนผู้นี้ร้ายกาจจริงๆ ลูกไม้นี้ของตนเองใช้กับเขาไม่ได้ผล หรือว่าตนเองรังแกได้แต่พี่สยงและไป่เจี่ยนจู๋?
ยามนี้นางจึงทอดถอนใจ บุรุษที่บริสุทธิ์และสัตย์ซื่อจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร รอบด้านเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเซียนที่น่ากลัวและจิตใจยากจะหยั่งถึง สองคนนี้ไม่ถูกคนกลืนกินไปทั้งหนังและกระดูก ถือว่าโชคดีมากแล้ว
“เจ้าบอกมาว่าต้องชดใช้เท่าใด ข้ายากจนไม่มีอะไรเลยนะ เจ้ารู้สภาพการณ์ของข้ากระจ่างที่สุดนี่นา” จินเฟยเหยามองไปทางอื่นด้วยสีหน้าเศร้าเสียใจราวกับถูกใส่ความและรู้สึกผิดมาก
นางคิดจะเดิมพันสักครา ครั้งที่แล้วตอนแยกกับเขา อินเยวี่ยรู้คร่าวๆ ว่านางมีทรัพย์สมบัติเท่าใด ตอนนี้แสร้งทำท่าน่าสงสารหน่อย ต้องหนีการชดใช้หนี้ก้อนใหญ่พ้นแน่ จะให้เขารู้ไม่ได้ว่าตนเองเพิ่งได้ทรัพย์สินก้อนใหญ่มาโดยบังเอิญ
แต่คิดไม่ถึงอินเยวี่ยกลับกล่าวคำพูดที่ทำให้นางรู้สึกเหนือความคาดหมายออกมา “เจ้าเพิ่งปล้นหอเหอฮวนไปจนเกลี้ยงมิใช่หรือ จะยากจนได้อย่างไร ข้าไม่ได้จะเอาเปรียบเจ้าเสียหน่อย แค่คิดจะทวงค่าเสียหายคืน เดิมทีถึงข้าไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้ เจ้าก็น่าจะเป็นฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายให้ข้านะ”
จินเฟยเหยาตกใจสุดขีด นี่มันเรื่องอะไรกัน! ทำไมเขาจึงรู้ว่าตนเองปล้นหอเหอฮวน? คนของหอเหอฮวนที่เคยเห็นตนเองคือเซี่ยลี่ คนอื่นๆ รู้แค่ตนเองเป็นสัตว์สีดำตัวเล็กๆ ถึงต่อมามีคนบอกว่าตนเองเป็นใคร นอกจากผู้รับใช้ในร้านอาหารที่ตายแล้ว ก็มีคนไม่มากนักที่สังเกตเห็นตนเอง
นี่เพิ่งไม่กี่วัน ถึงเซี่ยลี่มีเวลาว่างก็ต้องฟื้นฟูพลังทันที เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เวลาไม่กี่วันทำให้ทุกคนรู้เรื่องเพื่อค้นหาตนเอง ถ้าไม่ใช่เซี่ยลี่กระจายข่าว หรือว่าอินเยวี่ยวางยาไว้บนร่างของตนเอง? ดังนั้นจึงรู้อย่างชัดเจนว่าตนเองทำอะไร
“อย่าคาดเดามั่วซั่ว ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้า” เห็นนางกลอกตาวุ่นวาย บางครั้งยังจ้องมองร่างของตนเองด้วยสายตาสงสัย อินเยวี่ยก็เดาได้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่จึงเม้มปากหัวเราะ
จินเฟยเหยารู้สึกขัดเขินจึงเค้นรอยยิ้มออกมาพลางอธิบาย “เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้คิดเช่นนี้”
“ในซื่อเต้าจิงฉบับล่าสุดเขียนเรื่องหอเหอฮวนไว้ พอข้าเห็นก็รู้ว่าเจ้าเป็นคนทำ” อินเยวี่ยส่งป้ายหยกชิ้นหนึ่งให้ บอกนางด้วยรอยยิ้มตาหยี
“ซื่อเต้าจิง?” จินเฟยหยาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หรือว่าปู้จื้อโหยวว่างงานถึงขั้นนี้ แม้แต่ที่นี่ก็มีซื่อเต้าจิงแล้ว? อีกทั้งยังไม่ใช้กระดาษทว่าใช้ป้ายหยกแทน ทำเสียมีมาดทีเดียว
นางรับป้ายหยกมาแล้วใช้การรับรู้เข้าไปดู เห็นในซื่อเต้าจิงเอ่ยถึงเรื่องที่เรือเหาะของหอเหอฮวนถูกทำลาย ในนั้นย่อมรวมถึงเรื่องของเจ้าแม่ต้นไม้และผู้ยิ่งใหญ่ที่ลงมาจากโลกระดับสวรรค์ บรรยายอย่างมีชีวิตชีวาราวกับอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วย
เขียนเรื่องต่อสู้กันเสียละเอียดยิบจินเฟยเหยายังเข้าใจได้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเขียนเรื่องตนเองขโมยสิ่งของบนนั้นด้วย ถึงแค่เอ่ยว่าสัตว์ปิศาจเขาโง้งที่ปล้นหอเหอฮวนมีขนสีดำทั่วร่าง แต่ที่เลอค่าคือมีภาพเหมือนด้วย
ไม่รู้ว่าซื่อเต้าจิงหาอาจารย์วาดภาพที่วาดใบหน้าของจินเฟยเหยาในนั้นมาจากที่ใด เรื่องนี้ก็ยังวาดช่างใส่ใจจริงๆ หน้าตาเหมือนนางถึงแปดส่วน และสิ่งที่ทำให้จินเฟยเหยาหมดวาจาไม่ใช่ภาพวาด ทว่าเป็นสิ่งที่ได้ยิน ทำลายเรือเหาะ ขโมยสิ่งของ แม้แต่เรื่องหัวของหวาหวั่นซีก็เขียนไว้บนนั้น บอกว่าสังหารผู้บำเพ็ญเซียนคนงามเผ่ามนุษย์ ทั้งยังทำลายศพ ไร้มนุษยธรรม หน้าตาอัปลักษณ์สุดเปรียบปาน
ปล้นหอเหออฮวนน่ะช่างเถอะ หัวของหวาหวั่นซีก็เป็นเรื่องเป็นราวได้ด้วย แค่ดูจากซื่อเต้าจิง เรื่องราวดีงามส่วนมากล้วนร่วงใส่ตัวจินเฟยเหยา ถ้าไม่ใส่ร้ายจนตายก็จะไม่เลิกราจริงๆ สินะ
มิน่าเล่าอินเยวี่ยจึงจำได้ว่าตนเองเป็นคนทำ ด้านบนมีคำบรรยายขั้นตอนการเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นสัตว์ของตนเองจากเจ้าหอเหอฮวน ขอเพียงเป็นคนที่เคยเห็นนางเปลี่ยนร่างก็จะรู้ทันทีว่านางเป็นใคร อีกทั้งเซี่ยลี่ยังขอให้ทุกคนช่วยให้เบาะแสในซื่อเต้าจิง ถ้าหาจินเฟยเหยาพบจะตกรางวัลอย่างหนัก
“เกินไปแล้ว ปู้จื้อโหยวก็ไม่ควบคุมเสียบ้าง นี่จงใจใส่ร้ายข้าชัดๆ! เจ้าคนน่าชัง ไม่เจอกันพักเดียวก็วางแผนหาแต่ผลประโยชน์แล้ว ถึงกับแต่งเรื่องขึ้นมั่วๆ เพื่อให้มีคนอ่านซื่อเต้าจิงเยอะๆ!” จินเฟยเหยาโยนป้ายหยกลงบนโต๊ะดังตุ้บแล้วเอ่ยอย่างเดือดดาส
อินเยวี่ยกลับเอ่ยยิ้มๆ “เจ้าของซื่อเต้าจิงในโลกระดับเทพไม่ใช่ปู้จื้อโหยวที่เจ้าว่า เจ้าด่าผิดคนแล้ว ข้าเดาว่าเขาไม่รู้จักเจ้าเลยสักนิด ดังนั้นขอเพียงเสริมเติมแต่งได้ คนผู้นั้นจะไม่ปล่อยไปเด็ดขาด”
………………………………….