คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 480 ยากเหมือนกัน
“ที่แท้ไม่ใช่เขา!” จินเฟยเหยาตะลึงงัน ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ดูแลซื่อเต้าจิงจริงๆ ปู้จื้อโหยวเป็นแค่คนวิ่งหาข่าวข้างนอกโดยเฉพาะเท่านั้น นางดันป้ายหยกของซื่อเต้าจิงคืนอินเยวี่ย แล้วถามตามสบายว่า “เจ้าอาศัยภาพเหมือนหรืออาศัยการเปลี่ยนร่างที่เขียนในนั้นคาดเดาว่าคนผู้นี้คือข้า?”
อินเยวี่ยตอบนางอย่างรื่นเริง “ภาพเหมือนถึงจะเป็นเทาเที่ย แต่ข้ายังเดาจากที่เจ้าปล้นทรัพย์สินของหอเหอฮวน รู้ว่าเจ้าเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ได้ชัดๆ ยังมีแต่ภาพเทาเที่ย ของแบบนี้ใครจะจำได้ว่าเป็นเจ้า”
จินเฟยเหยารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนุก ภาพเหมือนของตนเองในนั้นเป็นเทาเที่ย บางทีอาจจะวาดไม่ได้ว่าตนเองหน้าตาเป็นเช่นไร ดังนั้นจึงวาดภาพหัวสัตว์ตรงๆ มีตำราอ้างอิงเรื่องหัวสัตว์ค่อนข้างมาก ขอเพียงบอกเอกลักษณ์เฉพาะออกมาก็สามารถวาดได้ใกล้เคียง ถึงอย่างไรไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนจะวาดภาพเหมือนส่วนศีรษะได้ดี
ในเวลานี้ ด้านนอกมีเสียงกบร้องดังมาอีก จินเฟยเหยาได้ยินเสียงนี้ก็ไม่พอใจ เมื่อครู่ตนเองอับอายขายหน้าอย่างหนักเพราะเสียงกบร้องแท้ๆ ดังนั้นนางจึงเดินไปริมหน้าต่างแล้วเอ่ยอย่างเดือดดาล “สิ่งที่ร้องอยู่ข้างนอกคือกบกลืนฟ้า?”
อินเยวี่ยนั่งนิ่ง แค่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ใช่ กบกลืนฟ้าก็เรียกว่าสัตว์กลืนฟ้า เนื่องจากหน้าตาเหมือนกบ ถึงการร้องแตกต่างกันกลับเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน ในบ่อสุราที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ มีกบกลืนฟ้าตัวผู้ บอกไม่ได้ว่ามันเริ่มร้องตั้งแต่เมื่อใด บางครั้งก็วันละหลายครั้ง บางครั้งหลายสิบวันก็ไม่มีความเคลื่อนไหวเลยสักนิด”
“กบร้องก็เป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่ร้องดังเกินไป หาเวลาไปดูหน่อยเถอะ” จินเฟยเหยาเอ่ยพลางลูบศีรษะ
“เจ้าต้องการหินอุจจาระสินะ สิ่งนั้นไม่ได้ให้เจ้าหยิบตามใจชอบ มีคนไปเก็บกลับมาให้ผู้บำเพ็ญเซียนที่มีเส้นสายกับพวกเขาหลอมสร้างพื้นที่มิติโดยเฉพาะ” อินเยวี่ยเดาเจตนาของนางได้จึงอธิบาย
จินเฟยเหยาเลิกคิ้ว เอ่ยอย่างประหลาดใจ “เผด็จการเกินไปแล้ว ทำไมคนอื่นเก็บไม่ได้ พวกเขาไม่ได้ถ่ายออกมาเองเสียหน่อย สัตว์กลืนฟ้าไม่ใช่สัตว์ปิศาจตามธรรมชาติหรือ? วางอยู่ตรงนั้นใครๆ ก็ไปเก็บได้ ถึงกับไม่ให้คนอื่นไปเก็บ ไร้เหตุผลสิ้นดี!”
“สัตว์กลืนฟ้าตัวนี้ไม่ได้เกิดในป่า ได้ยินว่าเป็นสัตว์ภูติที่ใครบางคนเลี้ยง ภายหลังเนื่องจากขนาดตัวมหึมาเกินไปจึงเลี้ยงไว้ในบ่อสุราแล้วเลี้ยงมาจนถึงบัดนี้ ไม่มีใครรู้ชื่อของเจ้านายมัน แต่กลับมีคนส่งอาหารให้สัตว์กลืนฟ้าทุกๆ สิบวัน จากนั้นเก็บหินอุจจาระกลับไป เนื่องจากสัตว์กลืนฟ้ามีปริมาณไม่มาก ดังนั้นราคาขายจึงสูงลิ่ว ไม่มีเส้นสายก็ซื้อไม่ได้” อินเยวี่ยกล่าวพลางมองนางด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ต้องอยากได้เหมือนกันแน่ๆ
จินเฟยเหยาพลันนึกเรื่องหนึ่งได้ ดังนั้นจึงเอ่ยว่า “เจ้าก็ต้องการหินอุจจาระ?”
อินเยวี่ยวางถ้วยชา พยักหน้าเบาๆ “ถ้าสามารถควบคุมหินอุจจาระจำนวนมหาศาล ข้าก็สามารถผลิตพื้นที่มิติปริมาณมากได้ ทว่าเป้าหมายของข้ามิใช่คิดจะขายในโลกระดับเทพทว่าเอาไปขายในโลกระดับวิญญาณ ผู้บำเพ็ญเซียนของที่นี่ส่วนมากซื้อเกาะวงแสงใช้ ทว่าผู้บำเพ็ญเซียนในโลกระดับวิญญาณมีสิ่งนี้น้อยมาก”
“ถ้าคนในโลกระดับวิญญาณแต่ละคนก็สามารถหาวิธีซื้อพื้นที่มิติในราคาสมเหตุสมผลได้ นั่นจะเป็นการค้าก้อนใหญ่เพียงใด สิ่งสำคัญที่สุดของผู้บำเพ็ญเซียนคือยา ยาจำเป็นต้องใช้หญ้าวิญญาณหลอมสร้าง ถึงเป็นคนที่มีสำนัก ก็ต้องออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ค้นหาสมบัติ หาศิลาวิญญาณ ถ้าทิ้งหญ้าวิญญาณไว้ในบ้าน หนึ่งคือต้องหาคนดูแล สองคือถ้าจำเป็นต้องใช้ตอนอยู่ข้างนอก ในมือไม่มีของสำเร็จรูปจะยุ่งยากมาก ที่สำคัญที่สุดคือออกไปคราวหนึ่งอย่างน้อยก็หลายสิบปีหรือมากถึงร้อยปี ไปมาครั้งหนึ่งก็ลำบาก”
จินเฟยเหยาเอ่ยต่อให้ “ดังนั้นถ้ามีเกาะวงแสง พวกเขาก็สามารถพกหญ้าวิญญาณไปได้ ไม่จำเป็นต้องกังวลปัญหาทรัพย์สินที่บ้าน”
“เจ้ามีวิธีช่วยข้าผูกสัมพันธ์หรือ? เพียงแต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนที่โลกระดับเทพมีการตกลงกันไว้ว่าหินอุจจาระที่ได้จากที่นี่ ห้ามนำไปขายที่โลกระดับวิญญาณ ถ้าข้าจะขายสิ่งนี้ก็ได้แต่ไปประมูลในตลาดมืดเหมือนเมื่อก่อน” อินเยวี่ยมองจินเฟยเหยา เขารู้ว่านางรู้จักคนมากมาย มีหนทางนานัปการ ถึงไม่มีหนทาง นางก็จะไปขโมยไปช่วงชิงมาโดยไม่เกรงกลัวว่าอีกฝ่ายมีอำนาจอิทธิพลเพียงใด
จินเฟยเหยาไม่ตอบคำถามของเขา แต่กลับถามตรงๆ “เจ้าคิดจะให้ข้าชดใช้ค่าเสียหายเท่าไร”
“ถ้าเจ้าทำให้ข้าได้หินอุจจาระ ก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ข้าจะให้พวกเขาขุดสถานที่ด้านข้างอยู่อาศัยก็พอ อีกทั้งข้าจะไม่เอาหินอุจจาระไปเปล่าๆ จะจ่ายศิลาวิญญาณให้เจ้าตามราคาขายในที่อื่นๆ” อินเยวี่ยหรี่ตายิ้มแย้มด้วยสีหน้าอ่อนโยนน่าสนิทสนม
“ไม่มีปัญหา ข้าจะช่วยเอามาให้เจ้า แต่คุณภาพอาจจะไม่เหมือนกันอยู่บ้าง” จินเฟยเหยาตบอกเอ่ยอย่างเชื่อมั่น
“คุณภาพไม่เหมือนกัน?” อินเยวี่ยมองนางอย่างไม่เข้าใจ หรือเป็นสัตว์สะท้านฟ้าที่ยังไม่โตเต็มวัย? ถ้าใช่ แค่ใช้ได้ก็พอ ประสิทธิภาพแตกต่างกันนิดหน่อย คุณภาพของดินที่ปลูกหญ้าวิญญาณอาจจะลดลง
จินเฟยเหยาล้วงหินสีขาวกำมือหนึ่งออกมาจากถุงเฉียนคุนแล้ววางลงบนโต๊ะ “เจ้าดูสิ เป็นสิ่งนี้เอง”
สิ่งที่นางหยิบออกมาคือก้อนหินที่พั่งจื่อถ่าย เนื่องจากเลื่อนขั้น ตอนอยู่ขั้นเจ็ดพั่งจื่อก็ถ่ายก้อนหินสีขาวออกมา แต่ละก้อนมีขนาดเท่าไข่ไก่ ถ่ายครั้งละสองสามก้อน แต่ไม่ได้ถ่ายทุกวัน สิบวันครึ่งเดือนจึงถ่ายสักครั้ง ถ้าไม่กินอาหารอาจจะถ่ายได้น้อยหน่อย
โดยเฉพาะครั้งนี้กินเนื้อมังกรปิศาจไปเยอะ มันจึงถ่ายออกมาหลายครั้ง ไม่รู้ว่าตอนถ่ายครั้งหน้าจะออกมามีขนาดใหญ่เท่าแตงโมหรือไม่ จินเฟยเหยานึกถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกว่าน่าขำ ถึงตอนนั้นก็ให้พั่งจื่อเอาไปฟักต่างไข่ได้
อินเยวี่ยมองก้อนหินสีขาวบนโต๊ะแล้วหยิบขึ้นมาดูก้อนหนึ่ง หินอุจจาระของสัตว์กลืนฟ้ามีห้าสี ส่วนก้อนหินเบื้องหน้ามีสีขาวบริสุทธิ์ นุ่มนวลประดุจหยก ไม่มีปราณปิศาจหรือปราณวิญญาณใดๆ มองพินิจเล็กน้อย เขาส่งการรับรู้เข้าไปในนั้นและตรวจสอบอย่างละเอียด
จินเฟยเหยาก็ไม่ได้เร่งรัดเขา สิ่งนี้มีประสิทธิภาพอะไรนางรู้ดี แน่นอน สิ่งที่ใช้ในปีนั้นคือหินสีดำระดับต่ำหลอมได้แค่อ่างใบหนึ่ง ถึงเพาะปลูกไม่ได้ ทว่าเลี้ยงมดหนึ่งผลึกจำนวนมหาศาลให้ถ่ายศิลาวิญญาณได้ไม่น้อย
เวลานี้นางจึงนึกถึงมดหนึ่งผลึกไม่กี่ตัวได้ กินของดีขนาดนี้ทุกวันยังถ่ายเป็นศิลาวิญญาณชั้นกลางอีก นี่มันเรื่องอะไรกัน กินอุจจาระของสัตว์ปิศาจขั้นเก้า ถ้าไม่ถ่ายศิลาวิญญาณชั้นยอดก็น่าจะถ่ายศิลาวิญญาณชั้นบนสิ พอครุ่นคิดดูอย่างละเอียด หลังจากพั่งจื่อบรรลุขั้นเก้าดูเหมือนไม่ได้ส่งก้อนหินที่ถ่ายออกมาเข้าไปในเกาะลอยได้เลย นางใส่ไว้บนตัวหมด
อ้อ กล่าวโทษมดหนึ่งผลึกผิดๆ อีกแล้ว
“เจ้าเอาสิ่งนี้มาจากที่ใด!” อินเยวี่ยพลันเบิกตากว้าง เอ่ยเสียงกร้าวอยู่บ้าง
จินเฟยเหยากระพริบตามองเขาแล้วตัดสินใจพูดตรงๆ “เก็บมาจากดินแดนลึกลับ เดิมทีข้าไม่ได้สังเกตหินก้อนเล็กๆ แบบนี้ แต่พวกมันอยู่ในกล่องอันงามประณีต คงเป็นไปไม่ได้ที่ขยะจะถูกปฏิบัติด้วยอย่างดี ดังนั้นข้าจึงเก็บกลับมาหมด ก่อนหน้านี้ข้าโชคดีได้พื้นที่มิติที่เสียหายมาจากข้างทาง เป็นอ่างใบหนึ่ง คนผู้นั้นบอกว่าต้องใช้หินอุจจาระของสัตว์กลืนฟ้าซ่อมแซม ตอนนั้นข้าเพิ่งขั้นหลอมรวม ดังนั้นจึงใช้ก้อนหินเล็กๆ พวกนี้ทดลองดู คิดไม่ถึงว่าจะใช้ได้ผล”
เพื่อพิสูจน์คำพูดของตนเอง จินเฟยเหยาค้นถุงเฉียนคุนทั้งหมดบนตัวจึงหาวิธีหลอมสร้างที่ได้มาในปีนั้นพบจากถุงใบหนึ่ง
นางส่งกระดาษให้อินเยวี่ยแล้วนั่งแทะผลไม้อยู่ด้านข้าง รอคำตอบจากเขาอีกครั้ง
อินเยวี่ยรับกระดาษมาอ่าน กระดาษเป็นสิ่งของในโลกระดับวิญญาณ บนนั้นกลับเขียนวิธีหลอมสร้างไว้ ดูจากขั้นตอนแล้วมีข้อผิดพลาดมากมาย แต่ในนั้นก็มีบางแห่งถูกต้อง ท่าทางเป็นคนที่รู้ครึ่งๆ กลางๆ เขียนขึ้น เขาเงยหน้ามองจินเฟยเหยา ตนเองพบนางโดยบังเอิญ เป็นไปไม่ได้ที่จะเตรียมของแบบนี้ไว้ก่อนเพื่อมาหลอกตนเอง
อีกทั้งนางจะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าตนเองต้องการหินอุจจาระ ดังนั้นเรื่องนี้เชื่อถือได้สองส่วน ส่วนที่เชื่อถือไม่ได้น่าจะเป็นที่มาของก้อนหินเสียมากกว่า…
อินเยวี่ยลูบคลำก้อนหินในมือ ในสมองปรากฏ ‘พั่งจื่อ’ สัตว์ภูติแปลกประหลาดตัวนั้นของจินเฟยเหยา กบที่ฉลาดกว่าสัตว์ภูติอื่นๆ ตัวนั้น ชีวิตความเป็นอยู่เหมือนมนุษย์อย่างยิ่ง กินเก่ง เกียจคร้าน ทั้งยังประจบคนอื่นเป็น ที่สำคัญที่สุดคือมันก็เป็นกบตัวหนึ่ง
ไท่จื่อโซ่ว…โลกระดับเทพและระดับวิญญาณล้วนไม่มีสัตว์ปิศาจเช่นนี้ ถ้าก้อนหินที่กบกลืนฟ้าถ่ายสามารถหลอมสร้างพื้นที่มิติได้ หินอุจจาระของกบไท่จื่อจะทำไม่ได้ได้อย่างไร
จินเฟยเหยามองเขา ในใจเป็นกังวลอยู่บ้าง เขาจะเดาได้ว่าเป็นหินอุจจาระที่พั่งจื่อถ่ายออกมา จากนั้นชิงตัวพั่งจื่อไปบังคับให้มันกินอาหารแล้วถ่ายก้อนหินทุกวันหรือไม่ อย่าเห็นว่าเขามีสีหน้าอ่อนโยน เจ้าหมอนี่ทำได้ทุกอย่างเพื่อศิลาวิญญาณ เรื่องนี้ก็ไม่แน่นัก
รู้แต่แรกเมื่อครู่ไม่น่าโลภมากเลย แต่จะให้คายสมบัติของหอเหอฮวนออกมาก็ไม่ได้
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในสมบัติของหอเหอฮวนมีบางอย่างที่หวาหวั่นซีต้องใช้กางวงเวท หญ้าวิญญาณในนั้นก็ขายง่ายกว่าหินอุจจาระของพั่งจื่อมาก อีกอย่างอินเยวี่ยก็บอกแล้วว่าหินอุจจาระทั้งหมดถูกคนควบคุม ไม่รู้ว่ามีอำนาจอิทธิพลมากเพียงใด แต่ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นว่างเปล่าไม่สามารถแย่งชิงได้ คาดว่าความแข็งแกร่งคงไม่อาจดูเบา
ถ้าตนเองลงมือกับก้อนหินข้างนอกพวกนั้น เกรงว่าไม่เกินสองวันต้องถูกกลุ่มคนล่าสังหารแน่ อันตรายแบบนี้ก็ช่างเถอะ อินเยวี่ยเป็นคนขั้นว่างเปล่า มีอำนาจในมือไม่น้อย อีกทั้งเขายังวางแผนจะขายพื้นที่มิติในโลกระดับวิญญาณ ตนเองแค่ให้วัตถุดิบชนิดเดียว อันตรายต้องน้อยกว่าสิ
จินเฟยเหยาครุ่นคิดแล้วพลันเอ่ยปากว่า “เจ้าวางใจเถอะ ตอนข้าได้ศิลานี้มา ท่านพ่อของข้าไม่รู้ ข้าให้เจ้าได้ ใครให้พวกเราร่วมมือกันอยู่แล้วเล่า เอาอย่างนี้ กำไรที่ได้จากการขายพื้นที่มิติในร้านหุ้นส่วนทั้งหมด สำนักจินคุนเราขอแบ่งมาแค่ส่วนเดียว ชิ้นที่ขายในร้านของเจ้าเอง สำนักจินคุนจะไม่เอากำไร”
“ส่วนเดียว?” อินเยวี่ยมองนางแล้วเริ่มยิ้ม เดี๋ยวก็ท่านพ่อเดี๋ยวก็ส่วนเดียว นี่คือกลัวว่าข้าจะสังหารคนปล้นชิงสิ่งของหรือ อย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆ นางมีของให้ระยะยาว
จินเฟยเหยาเอ่ยด้วยสีหน้าขออภัย “เนื่องจากข้ามีวัตถุดิบให้แค่ชนิดเดียว สิ่งอื่นๆ ข้าต้องหา อีกทั้งการหลอมสร้างก็มีเจ้าจัดการ เจ้าก็รู้ว่าสยงเทียนคุนโง่งม ทุกอย่างต้องไหว้วานผู้ยิ่งใหญ่อย่างเจ้าไปทำ พวกเราจะมีหน้าขอเยอะๆ ได้อย่างไร แค่ส่วนเดียวเป็นอย่างไร?”
อินเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นดื่มก่อน จากนั้นเอ่ยยิ้มๆ ว่า “เจ้าไม่กลัวว่าข้ากับหลงเป็นศัตรูกันหรือ?”
ได้ยินคำตอบที่ไม่ตรงคำถามของเขา จินเฟยเหยาก็ตกใจ จากนั้นรีบเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้ เขาบอกว่าเคยพบหน้าเจ้าครั้งหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าพวกเจ้าสองคนเคยสู้กัน ในเมื่อไม่เคยสู้กัน ต้องไม่มีบุญคุณความแค้นแน่ อีกทั้งท่านพ่อของข้ายังเคยชมเจ้าด้วย เขาบอกว่าเจ้าจัดการยาก มีความสามารถมาก หน้าตาก็หล่อเหลา พลังบำเพ็ญเพียรก็สูงส่ง เป็นมังกรในมวลมนุษย์…”
ได้ยินนางพูดประจบประแจงจ๋อยๆ อินเยวี่ยอดวางถ้วยชาลงแล้วเอ่ยยิ้มๆ ไม่ได้ “ท่านพ่อของเจ้าก็จัดการยากเช่นกัน”
จินเฟยเหยาก็พยักหน้าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย “จัดการยากเหมือนกันๆ”