คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 481 การค้าดีๆ
“อย่างนั้นเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้?” ไม่ต้องสนใจท่านพ่อก่อน เรื่องสำคัญคือเจรจาการค้า จินเฟยเหยาถามพลางหัวเราะหึๆ
“ตกลงตามนี้ หนึ่งส่วน” อินเยวี่ยพยักหน้าไม่ได้ต่อรองราคามากนัก โดยพื้นฐานแล้วเรื่องนี้ใกล้เคียงกับให้เปล่า
เห็นเจรจาการค้าสำเร็จ จินเฟยเหยาก็ล้วงก้อนหินที่พั่งจื่อถ่ายออกมาจากถุงเฉียนคุน นอกจากก้อนหินปริมาณน้อยที่ถ่ายออกมาหลังจากบรรลุขั้นเก้า ยังมีก้อนหินที่ถ่ายออกมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน มดหนึ่งผลึกมีเพียงไม่กี่ตัวจึงกินไม่หมด ดังนั้นจึงมีก้อนหินสีดำ สีเทา สีน้ำตาลอยู่ไม่น้อย ปกติแล้วเลื่อนขั้นครั้งหนึ่ง สีอุจจาระก็จะเปลี่ยนไป
ทันใดนั้น จินเฟยเหยาก็ตะลึงงัน อินเยวี่ยชอบศิลาวิญญาณขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าป้อนสิ่งนี้ให้มดหนึ่งผลึกกินแล้วถ่ายศิลาวิญญาณได้ ไม่ว่าได้ส่วนแบ่งส่วนเดียวหรือไม่ พั่งจื่อต้องถูกเลี้ยงไว้ในคอกแน่ แต่พอคิดถึงว่าพั่งจื่อมีเพียงตัวเดียว อุจจาระที่ถ่ายออกมามีไม่พอเลี้ยงมดหนึ่งผลึกจำนวนมาก เขาจะค้นจิตของตนเองหาความเป็นมาของพั่งจื่อหรือไม่…
น่ากลัวเกินไปแล้ว ถึงตายก็จะให้คนรู้เรื่องนี้ไม่ได้ นางพลันตระหนักได้ว่าพั่งจื่อคือสิ่งล้ำค่า ถ้าประโยชน์ของมันเผยแพร่ออกไป เกรงว่าคงทำให้เกิดการแย่งชิงระหว่างสำนักใหญ่ขึ้น ไม่รู้ว่าอุจจาระของสัตว์กลืนฟ้าจะป้อนให้มดหนึ่งผลึกกินได้เหมือนกันหรือไม่ แต่ถึงมีสิ่งนี้อยู่ในมือ ก็ไม่มีใครเอาไปป้อนมดหรอก
“สีสันแตกต่างกัน เจ้าหาคนเลือกสีเดียวกันออกมา สียิ่งเข้มประสิทธิภาพน่าจะยิ่งแย่ อันที่ดีที่สุดคือก้อนที่ข้าหยิบออกมาก่อน เจ้าว่าพอจะหลอมสร้างพื้นที่มิติได้มากเพียงใด?” จินเฟยเหยาวางถุงทั้งหมดลงบนโต๊ะ หยิบมาให้เขาดูถุงละกำมือ
อินเยวี่ยเห็นก้อนหินที่ปนเปกันพวกนี้ก็หรี่ตาคำนวณดู จากนั้นจึงเอ่ยปาก “ต้องทดลองดูก่อนจึงรู้ได้ ถ้าเป็นหินอุจจาระของสัตว์กลืนฟ้าจะรู้ทันที แต่คุณภาพของหินเหล่านี้แตกต่างกัน บอกไม่ถูกจริงๆ อย่างสีดำสนิทแบบนี้หลอมออกมาเกรงว่าคงไม่มีแม้แต่นาวิญญาณ”
“ไม่มีนาวิญญาณก็ไม่เป็นไร เจ้าก็ขายราคาถูกหน่อย ให้พวกขั้นสร้างฐานใส่สิ่งของ ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยใส่กระถางดอกไม้แล้วปลูกหญ้าวิญญาณในนั้น อีกทั้งที่สำคัญที่สุดคือสามารถใส่คนหรือสิ่งมีชีวิตได้ จริงด้วย ปลูกหญ้าวิญญาณไม่ได้ แต่สามารถเลี้ยงสัตว์ภูติได้ อย่างก้อนที่มีคุณสมบัติแย่หน่อยสร้างเป็นพื้นที่มิติสำหรับเลี้ยงสัตว์ภูติโดยเฉพาะ พื้นที่กว้างขวาง ทั้งยังมีพวกท้องฟ้าจำลอง สุขสบายกว่าขังไว้ในห้องศิลาเล็กๆ มากนัก” จินเฟยเหยาเห็นเขารังเกียจก้อนอุจจาระที่พั่งจื่อถ่ายในช่วงแรกๆ ในสมองพลันเกิดความคิดจึงเอ่ยออกมา
“พูดได้ถูกต้อง บรรจุคนได้” อินเยวี่ยเริ่มเม้มปากหัวเราะ ถ้าสิ่งนี้มีขายมากแล้ว เกรงว่าเพื่อความปลอดภัยของสำนัก จะเข้าสำนักยังต้องตรวจสอบพื้นที่มิติอีก
จินเฟยเหยายิ่งพูดก็ยิ่งกระตือรือร้น โยนวิกฤติของพั่งจื่อทิ้งไว้นอกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า “ตอนขายไม่ต้องบอกว่านี่เป็นพื้นที่มิติ บอกว่าเป็นอย่างอื่นแทน อีกทั้งวัตถุดิบของเจ้าก็ไม่ได้เอามาจากโลกระดับเทพ แบบนี้วันหน้าโลกระดับเทพมาหา เจ้าก็ยืนกระต่ายขาเดียว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็เอาศพศัตรูมาหลอมเป็นผู้บำเพ็ญศพแล้วใช้เป็นแพะรับบาป”
“ว้าว ทำแบบนี้ เจ้าก็กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดของโลกระดับเทพและวิญญาณแล้ว!” จินเฟยเหยาจุปากเอ่ยอย่างอิจฉา
อินเยวี่ยมองนางด้วยรอยยิ้มบางๆ เห็นท่าทางอิจฉาจึงเอ่ยเรียบๆ ว่า “เจ้าคิดว่าขายมากมายขนาดนี้ เจ้าต้องมีวัตถุดิบให้มากเพียงใด?”
“หืม!” จินเฟยเหยาตะลึงงัน จากนั้นลูบใบหน้าเอ่ยว่า “ข้าจะไปค้นหาดูก่อน อาจจะหาพื้นที่มิติแห่งนั้นพบอีกครั้ง บางทีก้อนหินเหล่านั้นอาจจะเกิดออกมาเอง”
“…” อินเยวี่ยมองนางแล้วลุกขึ้นยืนทันควัน อานุภาพกดดันที่บีบคั้นผู้คนแผ่พุ่งมา จินเฟยเหยารู้สึกราวกับร่างถูกตรึง ขยับตัวไม่ได้เลยสักนิด จากนั้นนางก็เห็นอินเยวี่ยยื่นนิ้วมือเรียวยาวซีดขาวมาลูบใบหน้านาง
อ๊า! ใบหน้าของนางจะเน่าแล้ว! จินเฟยเหยารู้สึกว่าตนเองจะเสียโฉม ใบหน้าต้องกลายเป็นสีดำแน่ๆ หลังจากเน่าแล้วก็จะเหลือแต่หัวกะโหลก!
เห็นนางมีสีหน้าหวาดกลัว อินเยวี่ยจึงถามด้วยสีหน้าอ่อนโยน “เจ้ากลัวอะไร?”
“เน่าแล้ว ใบหน้าจะเน่าแล้ว!” จินเฟยเหยาพูดตะกุกตะกัก นางไม่เข้าใจว่าทำไมอินเยวี่ยจึงเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน ตนเองยังไม่ได้ทำอะไรเลย หรือเขาคิดจะสังหารตนเองแล้วชิงพั่งจื่อไป?
อินเยวี่ยใช้มือเย็นเหมือนน้ำแข็งบีบใบหน้าของนาง “ข้าไม่ฆ่าเจ้าหรอกและข้าก็จะไม่ถามว่าเจ้าเอาก้อนหินมาจากที่ใดด้วย เจ้าตั้งใจมีวัตถุดิบให้ข้าก็พอ จริงสิ ถึงข้าบรรลุขั้นผสานร่างก็จะไม่ไปโลกตู้เทียน เจ้าเอาสิ่งของมาให้อย่างวางใจได้”
ไม่ขึ้นโลกตู้เทียน! จินเฟยเหยาตะลึงงัน ไหนบอกว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่บรรลุขั้นผสานร่างทุกคนต้องขึ้นโลกตู้เทียน ถ้าไม่ขึ้นไปก็ต้องถูกฟ้าผ่าทุกวัน หรือเขาไม่กลัวถูกฟ้าผ่า นางรู้สึกงุนงงจึงถามว่า “เพราะเหตุใด?”
“ข้าไม่ถือเป็นร่างมีชีวิต โลกตู้เทียนหาข้าไม่พบหรอก อย่างมากที่สุดหนึ่งร้อยปีก็ผ่านเคราะห์สายฟ้าหนึ่งครั้ง ว่าไปแล้วง่ายดายอย่างยิ่ง” อินเยวี่ยเอ่ยยิ้มๆ
“เจ้าอยู่ที่นี่มิเก่งเกินคนธรรมดา ทุกคนสู้เจ้าไม่ได้หรือ!” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างตกใจ ผู้บำเพ็ญเซียนขั้นผสานร่างสามารถลงมาได้เป็นบางครั้ง ด้านหลังยังต้องถูกสายฟ้าไล่โจมตีตลอด คนที่หนึ่งร้อยปีจึงโดนสายฟ้าผ่าสักหนอย่างเขา ไม่นับเป็นอย่างไรเลย อีกทั้งหลังขั้นผสานร่าง ในโลกระดับเทพและโลกระดับวิญญาณก็ไม่มีใครสู้เขาได้
อินเยวี่ยโบกไม้โบกมือด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ข้าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสำนักอันเที่ยงธรรมที่รักความสงบสุข ถึงเลื่อนเป็นขั้นผสานร่างก็จะรักษากฎเกณฑ์ เพียงแค่หาศิลาวิญญาณมาฟื้นฟูโลกวิญญาณน้ำพุเหลือง นอกจากเรื่องนี้ ข้าไม่สนใจเรื่องอื่นๆ”
“อ้อ พอเห็นข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยรักและความสงบสุข” จินเฟยเหยาพยักหน้ารับ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเข้าใจ” อินเยวี่ยรั้งมือกลับ เก็บอานุภาพกดดัน จินเฟยเหยารู้สึกร่างผ่อนคลายทันทีและขยับได้อีกครั้ง
นางรีบลูบคลำใบหน้า ดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนเป็นสีดำแล้วเน่าเปื่อย ตกใจแทบตาย
“ถ้าไม่มีอะไรข้าไปก่อนนะ ข้ายังต้องไปซื้อสิ่งของอื่นๆ อีก” จินเฟยเหยาลุกขึ้นคิดจะกล่าวอำลาอินเยวี่ย
ทว่าอินเยวี่ยกลับถามด้วยสีหน้าสงสัย “เจ้าจะซื้อสิ่งใด? ที่นี่เป็นร้านขายของชำมีหมดทุกอย่าง ถ้ามีสิ่งที่เจ้าต้องการข้าสามารถขายให้เจ้าในราคาถูกได้ ใครให้พวกเราสองคนร่วมมือกันเล่า”
อินเยวี่ยเรียกผู้ดูแลด้านล่างขึ้นมาให้จินเฟยเหยาแจ้งสิ่งของที่ต้องการอย่างกระตือรือร้น ถ้าในร้านมีจะขายให้นางถูกๆ ถึงไม่มีก็สามารถช่วยนางหาได้
ยากจะปฏิเสธน้ำใจจริงๆ จินเฟยเหยาจนปัญญาจึงแจ้งวัตถุดิบที่ต้องการออกมา พออินเยวี่ยได้ฟังชื่อและปริมาณก็ถามทันที “เป็นวงเวทที่ผู้ยิ่งใหญ่มอบให้เจ้าสินะ มีเพียงสิ่งของที่เขาใช้จึงต้องการวัตถุดิบมากมายปานนี้ อันที่จริงเขาจงใจ บางครั้งอาจจะมีวงเวทที่ง่ายกว่า ทว่าเขาชอบเห็นผู้อื่นทรมาน เจ้าคงต้องรับผลที่ตามมา”
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ ไม่ส่งเสียง ปากไม่เอ่ยอะไร ในใจกลับบริภาษ ‘ต้องบอกว่าคนที่ถูกทรมานหนักที่สุดก็คือตัวเขาเอง ยังมีหน้ามาว่าคนอื่น วิธีที่พี่กระจกช่วยเขาฟื้นฟูโลกวิญญาณน้ำพุเหลือง ทั้งยุ่งยากทั้งเปลืองเงิน คนตายยังถูกทรมานจนมีชีวิต’
“เจ้าดูว่าพวกเรามีสิ่งของเหล่านี้มากเพียงใด จากนั้นแจ้งราคามาให้หมด” อินเยวี่ยส่งป้ายหยกในมือให้ผู้ดูแล ให้เขาไปหาสิ่งของเหล่านี้มา
จินเฟยเหยารีบเอ่ยว่า “ไม่ต้องทั้งหมด ในมือข้าไม่มีศิลาวิญญาณมากขนาดนั้น”
“สมบัติของหอเหอฮวนถูกเจ้ากวาดมาหมดแล้วนี่นา จะไม่มีศิลาวิญญาณได้อย่างไร หรือมีคนเจอเจ้าก่อนข้า?” อินเยวี่ยเอ่ยอย่างไม่เข้าใจอยู่บ้าง
“เจ้าว่าอะไรน่ะ ข้าไม่ใช่ซาลาเปาเนื้อที่ใครๆ ต่างก็มาแย่งชิงสิ่งของเสียหน่อย บอกเจ้าตามตรงก็ได้ สมบัติของหอเหอฮวนไม่มีศิลาวิญญาณเลย ทั้งหมดเป็นสิ่งของต่างๆ ปะปนกัน ข้าต้องหาสถานที่ขายจึงเปลี่ยนเป็นศิลาวิญญาณได้” จินเฟยเหยารีบอธิบาย อินเยวี่ยจะได้ไม่จับจ้องถุงเฉียนคุนของตนเอง
ทว่าอินเยวี่ยกลับยังเอ่ยด้วยรอยยิ้มตาหยีดังเดิมอย่างไม่รู้สึกผิดหวังเลยสักนิด “ไม่เป็นไร ที่นี่ก็รับสิ่งของด้วย สามารถช่วยเจ้าเปลี่ยนเป็นเงินได้ บอกมาว่าในมือของเจ้ามีอะไรบ้าง ถ้ามีหญ้าวิญญาณ ที่นี่สามารถรับซื้อในราคาสูงได้ ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่กินยา วางทิ้งไว้ก็น่าเสียดาย ร้านอื่นๆ ไม่แน่ว่าจะหลอกเจ้า”
จินเฟยเหยาอยากจะบอกเหลือเกินว่า เกรงว่าพ่อค้าหน้าเลือดที่ชั่วร้ายที่สุดในโลกระดับเทพคือเจ้า ยังมีหน้ามาบอกว่าร้านคนอื่นหลอกลวงอีก นางพึมพำตอบ “รอผู้ดูแลหาสิ่งของมาก่อนค่อยว่ากัน ถ้าเจ้าไม่มีข้าจะไปซื้อที่อื่น”
“ได้ ไม่รีบ” อินเยวี่ยยิ้ม
เมื่ออินเยวี่ยส่งจินเฟยเหยาออกจากคฤหาสน์เยวี่ยด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า สมบัติของหอเหอฮวนที่ได้มาก็ลดลงไปกว่าครึ่ง นางคิดไม่ถึงว่าแค่ร้านเล็กๆ ไม่สะดุดตาแบบนี้อินเยวี่ยก็สามารถนำสิ่งของออกมาได้มากมาย ที่นี่มีวัตถุดิบที่หวาหวั่นซีต้องการมากกว่าครึ่ง ตนเองจะได้ไม่ต้องไปหาเอง คิดๆ ดูแล้ว มีอำนาจและสำนักก็เป็นเรื่องดี มีคนทำงานให้เยอะแยะ มิน่าเล่าคนจำนวนมากจึงชอบเข้าสำนัก
ถ้ามีศิษย์หัวไวแบบนี้และสามารถลดเรื่องยุ่งยากเหมือนพวกเสี่ยวหงได้ ตนเองคงสบายขึ้นเยอะ จินเฟยเหยาทอดถอนใจ ปลากับอุ้งตีนหมีไม่อาจได้ทั้งสองอย่าง[1]จริงๆ
ถึงสมบัติของหอเหอฮวนจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะหญ้าวิญญาณแทบจะถูกอินเยวี่ยแลกเปลี่ยนไปทั้งหมด ทว่ายังมีสิ่งของอีกมากที่สามารถขายได้ เพียงแต่สิ่งของอื่นๆ ขายไม่ง่ายเท่าหญ้าวิญญาณ จะจัดการต้องใช้เวลาไม่น้อย แต่เรื่องนี้ไม่มีผลอะไร ไม่แน่ว่ามีคนจำเป็นต้องใช้พอดี
ดังนั้นจินเฟยเหยาจึงไม่ได้กลับไปทันที ทว่าเดินไปในเมืองเถียวเจียต่อ
นางเพิ่งมาก็ถูกอินเยวี่ยดักแล้ว ขนาดเกาะลอยได้ยังไม่ได้ไปคงจะกลับไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้ อีกทั้งเป้าหมายหลักที่ตนเองมาครั้งนี้คือโลหิตสีเงินของทายาทสายตรงฉีหลิน สิ่งนี้อินเยวี่ยไม่มี ดังนั้นนางจะลองไปหาที่อื่นดู
สิ่งของแบบนี้ไม่น่าจะมีในร้านเล็กๆ ถึงมีร้านรวงมากขนาดนี้ก็หาได้ยาก นางจึงคิดจะไปดูในร้านที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นนางจึงสุ่มหาคนจากริมถนนมาถามเส้นทางจึงได้ที่ตั้งร้านที่มีสิ่งของเยอะที่สุดและมีอิทธิพลมากที่สุดมา
หอหลงเสียงตั้งอยู่กลางเกาะลอยได้ เป็นอาคารสูงสิบชั้นซึ่งถูกรูปสลักมังกรยักษ์พันโอบ ไม่ว่าจะยืนอยู่บนถนนลอยได้สายใดก็สามารถมองเห็นได้ในพริบตาเดียว นี่ก็คือร้านเล็กๆ ของสำนักตะวันจันทราที่ควบคุมสัตว์กลืนฟ้า ซึ่งครอบครองหินอุจจาระมากที่สุด มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกระดับเทพ
…………………………………………..
[1] ปลากับอุ้งตีนหมีไม่อาจได้ทั้งสองอย่าง หมายถึง ต้องตัดสินใจเลือก ไม่อาจครอบครองทั้งสองอย่าง