คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 485 คนใจบุญ
เสียงตูมตามดังต่อเนื่องเป็นเวลานาน อานุภาพกดดันอันน่าตระหนกแผ่พุ่งมาเป็นระลอก ทำเอาที่บ่อสุราไม่เป็นอันทำงาน
จินเฟยเหยานั่งอยู่ตรงนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เสียเวลาไปเปล่าๆ นานขนาดนี้โดยไม่ได้ศิลาวิญญาณ คนพวกนี้รีบสู้ให้จบแล้วไสหัวไปเถอะ กระทบถึงธุระของคนอื่นอย่างรุนแรง น่าชังจริงๆ
รออยู่ครู่หนึ่ง คนทั้งสองดูเหมือนยังสู้กันอยู่ จินเฟยเหยาอดพูดกับผู้บำเพ็ญเซียนด้านข้างไม่ได้ “โดยรอบนี้เป็นผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์ทั้งหมดมิใช่หรือ หรือจะปล่อยให้คนทั้งสองต่อสู้กันอยู่ใกล้ๆ แบบนี้โดยไม่สนใจ?”
“เผ่ามารในเมืองเถียวเจียมีมากมาย เพียงแต่ส่วนมากเก็บเขา ดังนั้นจึงดูไม่ออก มีเผ่ามารต่อสู้กันอยู่ด้านข้าง เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง ทุกคนต่างมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นว่างเปล่า ใครจะห้ามปรามได้ ที่นี่กลับมีเผ่าปิศาจที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำให้คนแปลกใจอยู่บ้างจริงๆ” คนข้างๆ ก็เอ่ยอย่างไม่เข้าใจ ที่นี่มีผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์มากมาย เผ่าปิศาจจึงไม่ชอบปรากฏตัวที่นี่ ดังนั้นจึงรู้สึกแปลกใจเช่นกัน
จินเฟยเหยาพยักหน้า ที่แท้เป็นเช่นนี้ เผ่ามารและเผ่ามนุษย์ไม่ขัดแย้งกัน รออีกประมาณครึ่งชั่วยาม อานุภาพกดดันอันแข็งแกร่งสองขุมก็ล่าถอยไป รอบด้านกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง สัตว์กลืนฟ้าผ่อนคลายความระแวดระวัง นอนพังพาบลงไปอีก พวกจินเฟยเหยาก็เริ่มทำงานแข่งกับเวลาอีกครั้ง
ตามแผนการเดิม ด้วยความเร็วของจินเฟยเหยา ใช้เวลาเพียงสองเดือนก็สามารถหาศิลาวิญญาณได้เพียงพอกับค่าวัตถุดิบทั้งหมด ในบรรดานั้นย่อมไม่รวมโลหิตทายาทฉีหลิน แต่เพิ่งหนึ่งเดือนกว่า นางก็รู้สึกว่าตนเองทำต่อไปไม่ได้ เนื่องจากหอยทากจานเหล็กและหญ้าคนเน่าถูกนางดึงจนเกลี้ยง ถ้ายังคิดจะหาเงินอีกก็ได้แต่ใช้เพลิงแท้หลอมสกัดแก่นพิษ
งานนี้ทั้งยุ่งยากทั้งทำเงินได้น้อย สาเหตุหลักยังมีอีกข้อคือนางไม่อยากให้คนอื่นเห็นสีเพลิงแท้ของตนเองว่าเป็นสีดำ ดังนั้นหลังจากครุ่นคิดอย่างละเอียด จินเฟยเหยาจึงตัดสินใจไม่เอาโลหิตทายาทฉีหลิน ตอนนี้ศิลาวิญญาณในมือน่าจะพอฝืนใจซื้อวัตถุดิบกางวงเวทได้ ถ้าสามารถจัดการขยะของหอเหอฮวนทิ้งได้ การเงินคงไม่ตึงมือขนาดนี้
กล่าวอำลาบรรดาผู้บำเพ็ญเซียนที่ยังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสิ่งของที่ตนเองต้องการ จินเฟยเหยาก็พกพาป้ายจำนวนที่มีการรับรู้ของตนเองกลับไปยังเมืองเถียวเจีย
เดินอยู่บนถนน วางแผนว่าจะเปลี่ยนป้ายจำนวนเป็นวัตถุดิบที่หอเหอฮวนก่อน จากนั้นเลือกสิ่งของที่ไม่สะดุดตาในขยะของหอเหอฮวนตั้งแผงแบกะดินขายปะปนกับสิ่งของที่ตนเองมี ขายจำนวนน้อยน่าจะไม่ถูกคนพบเห็น
ขณะที่นางก้มหน้าวางแผนการก็ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยตะโกนเรียกตนเอง “สหายเซียนจิน โปรดหยุดก่อน”
“หืม?” พอจินเฟยเหยาเงยหน้าก็มองเห็นอินเยวี่ยพิงประตูร้านมองนางอย่างตั้งใจได้ในแวบเดียว
ทำไมถึงเดินบนถนนสายนี้อีกแล้วเล่า จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวา พบว่าจุดที่ตนเองยืนอยู่เป็นบนถนนสายนี้พอดี ความจำแย่จริงๆ นางได้แต่ฝืนใจก้าวไปหา “สหายเซียนอิน มีธุระกับข้าหรือ?”
รอจนนางเงยหน้าขึ้นมองอินเยวี่ยก็ตกตะลึงทันทีและถามอย่างสงสัย “สหายเซียนอิน วันนี้สีหน้าของเจ้าไม่เลวนะ สีหน้าดียิ่ง ใบหน้ามีเลือดฝาด ริมฝีปากแดง ปกติใบหน้าของเจ้าซีดขาวแบบสุขภาพไม่ดี ตอนนี้ดูดีขึ้นมาก เพียงแต่ริมฝีปากแดงเกินไปหน่อย เจ้าทาน้อยๆ หน่อยสิ แบบนี้ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ”
สีหน้าของอินเยวี่ยผิดปกติอย่างยิ่ง ในสีขาวมีสีชมพูดูแล้วเหมือนคนปกติ ถ้าเป็นคนปกติ นี่จึงเป็นลักษณะสุขภาพแข็งแรง ทว่าเขาเป็นศพ มีสีโลหิตปรากฏบนใบหน้าจึงเป็นเรื่องผิดปกติอย่างมหันต์ จินเฟยเหยานึกว่าเขาคิดจะแต่งหน้าแต่งตัวให้ตนเองดูเหมือนคนมากขึ้น ไม่ใช่เหมือนผี
เห็นนางพูดจาเหลวไหล อินเยวี่ยจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ “ครั้งที่แล้วยังเหลือสิ่งของอีกครึ่งหนึ่งมิใช่หรือ ขายไปหรือยัง? ถ้ายังไม่ได้ขาย ข้ายินดีรับซื้อไปทั้งหมดตามราคาตลาด”
“…” จินเฟยเหยามองเขาอย่างตะลึงงัน “ไม่จริงน่า นี่เจ้ามีมโนธรรมหรือ?”
เรื่องนี้ทำให้จินเฟยเหยาตกใจสุดขีด อินเยวี่ยเป็นฝ่ายทำความดี ครั้งที่แล้วขอให้เขาซื้อ เขายังจุกจิกจู้จี้ ขนาดบอกว่าจะลดให้เขาครึ่งหนึ่ง เขาก็ไม่ยอมซื้อ ตอนนี้คิดไม่ถึงว่าจะรับซื้อตามราคาตลาด เหนือความคาดหมายเกินไปคงไม่ได้มีแผนการร้ายอะไรหรอกนะ?
“ข้ายอมซื้อเจ้ายังพูดแบบนี้อีก ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่มีที่ขาย อย่างมากก็ต้องไปตั้งแผงแบกะดินขายเอง เข้ามาเถอะ ข้าต้องการทั้งหมด” อินเยวี่ยหมุนตัวเดินเข้าไปในร้านเอง
ขณะที่เขาหมุนตัว จินเฟยเหยาเห็นร่างของเขาติดขัดอยู่บ้างราวกับเคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก ท่าทางเหมือนได้รับบาดเจ็บมานิดหน่อย นางเดินตามเขาเข้าไปอย่างสงสัย หลังจากเดินขึ้นชั้นบนก็มองเขาอย่างละเอียดแล้วเอ่ยถาม “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?”
“อืม” อินเยวี่ยให้คนชงชา จากนั้นจึงพยักหน้า
จินเฟยเหยานั่งลูบคางอยู่ข้างเขาและเริ่มพึมพำขึ้นมา “คิดไม่ถึงว่าจะมีคนทำร้ายเจ้าได้ เรื่องนี้ทำให้ข้าประหลาดใจมาก สีหน้าเจ้าดีมาก คงไม่ใช่ถูกอัดจนกลายเป็นแบบนี้หรอกนะ? ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บมีสีหน้าซีดขาว เจ้ากลับดียิ่ง ถูกทุบตีจนเหมือนแต่งหน้าอย่างงดงาม”
“ข้าบาดเจ็บจนเป็นแบบนี้ เจ้ายังมีแก่ใจมาล้อเล่นอีก” อินเยวี่ยส่ายศีรษะ บ่นอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
“ใครให้เจ้าสู้กับคนอื่น หาเรื่องใส่ตัวเอง เจ้าต้องเห็นว่าตนเองมีพลังบำเพ็ญเพียรสูง ดังนั้นจึงจงใจลงมือกับคนอื่นก่อนแน่ๆ เห็นเจ้ายังนั่งอยู่ดีมีสุขที่นี่ คนที่ลงมือกับเจ้าคงถูกเจ้ากำจัดไปแต่แรกแล้วสินะ” ยามนี้น้ำชามาแล้ว จินเฟยเหยาถือถ้วยชาขึ้นดื่มคำโต จากนั้นหัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง
อินเยวี่ยจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยเรียบๆ “เปล่า สู้เสมอกัน”
“เสมอกัน! ท่าทางคู่ต่อกรของเจ้าจะไม่ธรรมดา จึงสู้เสมอกับเจ้าได้ จะว่าไปเดือนที่แล้วใกล้ๆ นี้ก็มีคนต่อสู้กันที่นี่ และเป็นคนขั้นว่างเปล่าสองคนเช่นเดียวกัน แต่คนหนึ่งเป็นเผ่ามารอีกคนเป็นเผ่าปิศาจ เผ่าปิศาจคนนั้นคงไม่ใช่เจ้าพอดีนะ?” จินเฟยเหยาพลันจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วได้จึงสอบถามเขาตรงๆ
“แล้วเจ้าว่าอย่างไรล่ะ?” อินเยวี่ยไม่ตอบคำถามทว่าถามกลับ
จินเฟยเหยาลูบจมูกเอ่ยว่า “ข้าอยู่ที่บ่อสุราก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าส่งมาจากเผ่าปิศาจคนนั้น ตอนแรกนึกว่าเป็นเจ้า ทว่ากลิ่นเหม็นรุนแรงกว่าหลังจากเจ้าเปลี่ยนร่างหลายเท่า ข้าจึงเดาว่าน่าจะไม่ใช่เจ้า คงเป็นเผ่าปิศาจของราชันซากเน่ามากกว่า แต่ก็เป็นไปได้ว่าหลายปีมานี้เจ้ากลิ่นแรงขึ้น ดังนั้นกลิ่นอายจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า หลังเปลี่ยนร่างกลิ่นจึงเข้มข้นกว่าเดิม”
คิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยาจะพูดแบบนี้ อินเยวี่ยชะงัก หลุบตาลงไม่รู้ว่ามองดูบนร่างของตนเองหรือไม่ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มบางๆ “ไม่ใช่ข้า ข้าจะเหม็นขนาดนั้นได้อย่างไร”
“ไม่ใช่เจ้าจริงๆ หรือ? แล้วเจ้าถูกใครอัดจนกลายเป็นแบบนี้ คนขั้นว่างเปล่าอย่างพวกเจ้าไม่ชอบต่อสู้นี่นา หรือว่าเจ้าคิดจะหลอกคนอื่นแล้วถูกอีกฝ่ายมองออก ดังนั้นจึงลงไม้ลงมือ? พ่อค้าหน้าเลือดอย่างเจ้า ครั้งนี้คงขาดทุนสินะ” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆๆๆ ก่อนหน้านี้เจ้าหลอกข้า ตอนนี้ถูกคนทุบตี นี่คือกรรมตามสนอง
อินเยวี่ยมองนางแวบหนึ่งอย่างได้รับความอยุติธรรม “เขาลงมือก่อน ข้าไม่ได้หลอกเขา แค่คุยเรื่องสนุกๆ กับเขานิดหน่อย เขาก็เปลี่ยนท่าทีลงไม้ลงมือ จริงๆ เลย เป็นคนรู้จักกัน คิดไม่ถึงว่าพอพูดไม่ถูกหูก็ลงมือ ก่อนหน้านี้ไม่รู้สึกเลยว่าเขาอารมณ์ร้ายขนาดนี้”
“ที่แท้เจ้าถูกคนรู้จักทุบตี อย่างนั้นก็ไม่ต้องห่วง เจ้าดูอย่างพั่งจื่อถูกข้าอัดทุกวัน ถึงโดนตีจนหัวปูดก็ยังยิ้มแย้มพูดคุยกันได้ดังเดิม” หากมิใช่เขามีพิษทั่วร่าง จินเฟยเหยาก็อยากจะตบบ่าปลอบใจอยู่ แต่ถึงตบบ่าไม่ได้ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อนางในการแสดงสีหน้าว่าข้าเข้าใจเจ้าแล้วพยักหน้าให้อินเยวี่ย
อินเยวี่ยเหล่มองนางแล้วเอ่ยอย่างมีอารมณ์หน่อยๆ “เอาสิ่งของมา ข้าจะเปลี่ยนเป็นศิลาวิญญาณให้เจ้า”
“เจ้าจะรับซื้อสิ่งของจากข้าจริงๆ หรือ ข้านึกว่าเจ้าหลอกข้าเสียอีก เจ้านี่ใจบุญจริงๆ กลับไปข้าจะให้พั่งจื่อตั้งป้ายวิญญาณจุดธูปสามดอกให้เจ้าทุกวันเป็นอย่างไร ดูดซับกลิ่นหอมหน่อยน่าจะมีส่วนช่วยเรื่องพลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าได้” ยามนี้จินเฟยเหยาจึงแน่ใจว่า เจ้าอินเยวี่ยจอมตระหนี่จะรับซื้อขยะของตนเองจริงๆ นี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่ร่วงลงมาจากฟ้า กำลังกังวลว่าต้องจัดการสิ่งของ จู่ๆ ก็มีคนกระโดดออกมารับซื้อ
“ข้ายังไม่ตาย เจ้าเก็บธูปหอมไว้เถอะ” อินเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นพลางตอบ
“ฮ่าๆ พูดได้ดีๆ” จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ อย่างเบิกบาน ขอเพียงสามารถจัดการสิ่งของในมือได้ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา นางมอบถุงเฉียนคุนที่บรรจุสมบัติของหอเหอฮวนให้อินเยวี่ย อินเยวี่ยให้ผู้ดูแลร้านแบ่งประเภทและตรวจนับสิ่งของแล้วรับไว้ทั้งหมดตามราคารับซื้อทั่วไปโดยไม่เหลือบแลเลยสักนิด
ผู้ดูแลคนนี้จัดการอย่างว่องไวเป็นพิเศษ ไม่ถามสักนิดว่าราคารับซื้อสิ่งของเหล่านี้สูงไปหรือไม่ ก็นำลูกคิดสีทองเป็นประกายออกมาดีดโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาจึงนำถุงเฉียนคุนบรรจุศิลาวิญญาณขึ้นมาส่งให้อินเยวี่ยก่อน อินเยวี่ยโยนให้จินเฟยเหยาทันทีโดยไม่มอง ไม่เหมือนท่าทางในยามปกติที่ศิลาวิญญาณชั้นล่างก้อนหนึ่งก็ต้องนับให้ถ้วนถี่ ดูแล้วราวกับถูกบังคับให้รับซื้อขยะเหล่านี้และมอบศิลาวิญญาณให้จินเฟยเหยาฟรีๆ มากกว่า ดังนั้นจึงไม่ยอมมองศิลาวิญญาณมากนักด้วยเกรงว่าตนเองจะเสียดาย
ถึงแม้จินเฟยเหยาจะสงสัยแต่ก็รับศิลาวิญญาณไว้ นางกำลังขาดศิลาวิญญาณพอดี มอบให้ฟรีๆ นับเป็นโอกาสดี ไม่ใช้ก็โง่แล้ว ดังนั้นนางจึงแสร้งเป็นไม่เห็นอาการตัดใจไม่ได้ที่แสดงออกมาในแววตาของอินเยวี่ย ใช้มือรับถุงเฉียนคุนมาดูแวบหนึ่งจึงเอ่ยอย่างเบิกบาน “ขอบคุณพี่อิน เจ้าเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ ข้าขาดศิลาวิญญาณอยู่พอดี เจ้าคือคนใจบุญที่ส่งถ่านกลางหิมะ[1] ให้ข้าวยามหิวโหย ไปเที่ยวหอคณิกาแล้วจ่ายเงินให้นะ”
“ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน ข้าจะพยายามช่วยเจ้าหาก้อนหินพวกนั้นอย่างเต็มที่ ยังมีข้อตกลงหนึ่งส่วนของสำนักจินคุนด้วย ข้าจะบอกกับสยงเทียนคุนแห่งสำนักจินคุน ข้าคิดว่าถ้าเขาว่างคงมาพูดคุยกับเจ้าที่นี่ จะบอกข่าวดีอีกเรื่อง เขายิ่งเติบโตก็ยิ่งงดงามนะ ฮ่าๆๆ! ขออำลา” จินเฟยเหยาลดเสียงเบาอย่างหยาบช้าก่อน จากนั้นค่อยยิ้มหื่นกาม สุดท้ายพอเอ่ยจบก็วิ่งหนีไปราวกับไฟไหม้ก้น
อินเยวี่ยเดินมาข้างหน้าต่างมองจินเฟยเหยาเดินออกจากร้าน จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองท้องนภาแล้วเอ่ยพึมพำว่า “ไม่ว่าที่ใด แสงอาทิตย์ล้วนเสียดแทงนัยน์ตายิ่ง”
ส่วนจินเฟยเหยาหอบป้ายจำนวนและศิลาวิญญาณปริมาณมหาศาลมาถึงหอหลงเสียงแล้ววิ่งเข้าไปอย่างตื่นเต้น หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม ตอนนางออกมาใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม จิตใจพลุ่งพล่าน ในที่สุดก็สามารถกางวงเวทที่พี่กระจกมอบให้ได้ เลือกฤกษ์ยามดีวันมงคลก็สามารถกางวงเวทให้หวาหวั่นซีได้แล้ว!
ไม่รู้ว่าหลังจากนางมีการรับรู้จะเหมือนมนุษย์จริงๆ หรือไม่ ถึงตอนนั้นก็ดื่มสุรากินเนื้อด้วยกันได้ ว่าแต่ จะฉวยโอกาสนี้เสริมส่วนที่ขาดของนางให้ครบถ้วนดีหรือไม่?
……………………………….
[1] ส่งถ่านกลางหิมะ หมายถึง มอบสิ่งของหรือช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่เขาต้องการ