คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 491 ร่วมสัมพันธ์
บนพื้นหญ้าเบื้องหน้าจินเฟยเหยามีสัตว์ปิศาจตัวหนึ่งยาวห้าจั้งกว่าทั่วร่างเรียบลื่นเหมือนจิ้งเหลนมีเท้าสี่ข้างเหมือนครีบ แต่ยามนี้หนังท้องของมันเปิดอ้า มีเครื่องในไหลออกมา สิ้นใจตายไปนานแล้ว
ทว่าบนพื้นหญ้าที่เปื้อนเลือดข้างท้องของมัน มีผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษและสตรีสองคนโอบกอดกัน สตรีแทบจะไม่ได้สวมอะไรเลย บุรุษยังสวมกางเกง แต่ดูเหมือนใกล้จะถอดแล้ว เสียงครวญครางจวนจะหมดลมหายใจที่พวกจินเฟยเหยาได้ยินก่อนหน้านี้ ที่จริงคือเสียงรัญจวนที่ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีร้องออกมา ยังไม่เริ่มก็ครางเสียแล้ว คนทั้งสองต่างเป็นผู้บำเพ็ญเซียนขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลาย เส้นผมยุ่งเหยิง แลดูบ้าคลั่งสุดขีด
“ในสถานที่แบบนี้ก็สนุกกันได้ มีอารมณ์สุนทรีจริงๆ” จินเฟยเหยายืนอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าสองคนนี้ยังร้ายกาจกว่าเหรินเซวียนจือ อย่างน้อยที่สุดผู้อื่นยังอยู่ในโอเอซิสที่มีทิวทัศน์ไม่เลว ทว่าพวกเขากลับอยู่ข้างซากสัตว์ปิศาจ ยิ่งกว่านั้นใต้ร่างยังเป็นน้ำเลือดที่หนาวเย็น ไม่รังเกียจว่าจะเย็นถึงก้นบ้าง
พวกนางยืนอยู่ตรงนี้ คนทั้งสองก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวราวกับไม่รู้ว่ามีคนยืนอยู่ข้างๆ นี่เป็นข้อห้ามใหญ่ของผู้บำเพ็ญเซียน ถ้าเวลานี้มีคนลงมือ ทั้งสองคนจะตายคาที่
หวาหวั่นซีเอียงศีรษะมอง จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ถูกพิษ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งปลุกกำหนัด ดูจากระดับความบ้าคลั่ง เกรงว่าคงสูญเสียสติสัมปชัญญะไปแต่แรก ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ขนาดพวกเรามาก็ไม่รู้ น่าจะเป็นพิษรักอันร้ายกาจชนิดหนึ่ง ถ้าไม่ระบายสักหน่อยจะตาย”
“โอ้?” จินเฟยเหยาค้นถุงเฉียนคุนโดยอัตโนมัติแล้วหัวเราะเย้ยหยันตนเองทันที “ข้ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ใช่พิษที่ข้าวางเสียหน่อยจะค้นถุงเฉียนคุนทำไม อีกทั้งข้ายังใช้กระบวนท่าชั่วร้ายนี้ไม่เป็น อย่างมากก็แค่ทำให้คนคลั่ง ทว่าไม่ได้เอาชีวิต”
“ตอนนี้ทำอย่างไรดี” จินเฟยเหยาไม่เคยจัดการกับเรื่องแบบนี้มาก่อน จึงขอคำชี้แนะจากผู้มีประสบการณ์อย่างหวาหวั่นซี
หวาหวั่นซีมองนางอย่างสงสัย “แน่นอนว่าปกติสมควรจะทำอย่างไรตอนนี้ก็ต้องทำอย่างนั้น”
“อย่างนั้นเจ้าว่าพวกเราเอาส่วนที่มีราคาของสัตว์ปิศาจไม่ทราบชื่อตัวนี้ไปให้หมดแล้วหยิบถุงเฉียนคุนของพวกเขาไป และให้พวกเขาสองคนสนุกกันต่อเพื่อช่วยชีวิตตนเอง รอพวกเขาได้สติคืนมาค่อยสอบถามว่าที่นี่คือที่ใดและจะออกไปได้อย่างไร หรือรวบรัดหน่อยก็ฆ่าคนเสียเลย จะได้ไม่ต้องเค้นถามให้ยุ่งยาก แต่จะออกไปอย่างไรก็ต้องคิดหาวิธีเอง” จินเฟยเหยามีสองตัวเลือก รู้สึกว่าทางเลือกแรกดูเหมือนจะดีกว่านิดหน่อย ทว่าต้องรอคนทั้งสองแก้พิษเสร็จกลับรู้สึกเบื่อหน่าย”
“เช่นนั้นก็รอเถอะ พวกเราไปดูก่อนว่าสัตว์ปิศาจตัวนั้นเป็นตัวอะไร ถ้ามีสิ่งมีค่าก็หยิบได้” หวาหวั่นซีครุ่นคิด สอบถามว่าที่นี่คือที่ใดดีกว่า คนทั้งสองถือว่าสัตว์ปิศาจตัวนี้เป็นสมบัติของตนเองและเตรียมนำไป
“หืม?” จินเฟยเหยาเหลือบมอง เห็นถุงเฉียนคุนสามใบบนพื้นเป็นสิ่งของที่คนทั้งสองโยนทิ้งไว้ ดังนั้นจึงใช้มือดูดขึ้นมา คิดจะดูว่าด้านในมีของดีอะไร พลันพบว่าบนถุงเฉียนคุนใบหนึ่งในนั้นมีอักษร ‘จู๋’
นางชะงัก กวาดตามองเสื้อผ้าที่ถูกโยนทิ้งระเกะระกะบนพื้น เสื้อสีขาว กางเกงสีขาว ลวดลายใบไผ่สีเข้ม…ไม่จริงน่า!
จินเฟยเหยาสาวเท้าไปหาคนทั้งสอง ใช้เท้าเตะบุรุษคนนั้นคว่ำ จากนั้นพอเห็นหน้านางก็ตกใจ เป็นไป๋เจี่ยนจู๋จริงๆ!
คิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้จะเป็นไป๋เจี่ยนจู๋ นึกว่าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องคนใดของเขาเสียอีก ถ้าให้เขาทำเรื่องพรรค์นี้ต่อหน้าตนเอง จินเฟยเหยาพลันรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ทว่าตอนนี้เขาแววตาแตกซ่าน ตลอดร่างแดงก่ำเหมือนสตรีผู้นั้น พอสายตามองเห็นสตรีร่างเปลือยเปล่าก็พุ่งกลับไปอีก
จินเฟยเหยาลังเลเล็กน้อย จึงโจมตีหลังศีรษะพวกเขาสองคนให้สลบไปตรงๆ
“ฆ่าคนหรือ?” หวาหวั่นซีถาม
“ฆ่าคนอะไรเล่า บุรุษผู้นี้คือไป๋เจี่ยนจู๋ จริงสิ ดูเหมือนเจ้าจะไม่เคยเจอ ข้าพบเขาครั้งที่แล้วตอนเจ้าถูกเหรินเซวียนจือลากไปที่โลกวิญญาณจ้งถู่ เขาเป็นศิษย์หลานของจู๋ซวีอู๋ ข้ายังเคยเรียกเขาว่าศิษย์พี่ไป๋อยู่หลายปี” จินเฟยเหยาหิ้วไป๋เจี่ยนจู๋ขึ้นมาจากร่างสตรีผู้นั้นแล้วโยนไปด้านข้าง จากนั้นพอใช้มือโบก ชุดขาดวิ่นบนพื้นก็คลุมบนร่างสตรี
หวาหวั่นซีเคยได้ยินพั่งจื่อพูดถึงไป๋เจี่ยนจู่ รู้แต่ว่าเป็นคนที่มีคุณธรรมสูงส่ง หยิ่งในศักดิ์ศรีมาก แต่ดูจากลักษณะแดงเถือกทั่วร่างของเขา ถ้าไม่แก้พิษจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
“ตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไร คงไม่ได้คิดจะช่วยเขาแก้พิษด้วยตนเองนะ?” หวาหวั่นซีตะลึงงัน มองจินเฟยเหยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ
จินเฟยเหยากลอกตามองนาง “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ เขาเห็นข้าเป็นสตรีไร้ยางอายที่สุดในโลกมาตลอด ถ้าข้าช่วยเขาแก้พิษ ฟื้นขึ้นมาเขาคงฆ่าตัวตายทันทีมากกว่า”
“ฆ่าตัวตาย? เป็นไปไม่ได้ที่จะถึงขั้นนั้น เจ้าทุบเขาสลบทำไม ให้เขาแก้พิษกับสตรีผู้นั้นก็ได้นี่นา” หวาหวั่นซีถามอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าคิดว่าคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างเขา ถ้ารู้ว่าตนเองทำเรื่องพรรค์นี้กับสตรีอื่น อีกทั้งตนเองยังไม่ยินยอม ฟื้นขึ้นมายังจะฆ่าตัวตายหรือไม่ ดังนั้นข้าคิดจะถามเขาดู บังคับให้ฟื้นสักครู่น่าจะได้ ถ้าเขาตกลง ข้าก็ไม่สนใจ ถ้าเขาไม่ยอม หลังฟื้นขึ้นมาก็จะเจ็บปวดมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย” จินเฟยเหยาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง ครุ่นคิดจากมุมมองของไป๋เจี่ยนจู๋อย่างรอบด้าน
หวาหวั่นซีกลับสงสัยอยู่บ้าง มีบุรุษที่ฟื้นขึ้นมาแล้วเจ็บปวดจนอยากตายจริงๆ หรือ นี่คือสตรีที่ไม่เข้าใจบุรุษโดยสิ้นเชิงจึงกล่าวคำพูดน่าขำเช่นนี้ออกมา
ทว่าจินเฟยเหยากลับนั่งยองๆ ลงข้างกายไป๋เจี่ยนจู๋ ยื่นนิ้วไปกดตรงหว่างคิ้วของเขา บังคับถ่ายทอดพลังวิญญาณและการรับรู้เข้าไป ไป๋เจี่ยนจู๋ขมวดคิ้วแล้วลืมตาขึ้น ใบหน้าของจินเฟยเหยาปรากฏขึ้นต่อหน้า
ไม่รอให้เขามีปฏิกิริยาก็ได้ยินจินเฟยเหยาถามอย่างรีบร้อน “ข้าจะพูดสั้นๆ ตอนนี้เจ้าถูกพิษ ถ้าไม่ได้ร่วมสัมพันธ์กับสตรีจะต้องตาย จริงสิ ข้าไม่ได้วางยาพิษ ตอนข้ามาสตรีข้างกายเจ้าถูกถอดเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า แต่ยังขาดขั้นสุดท้าย ตอนนี้ข้าจะถามเจ้า เจ้ายอมแก้พิษหรือไม่? ถ้าเจ้ายอมข้าจะไม่สนใจ เชิญพวกเจ้าสองคนตามสะดวก”
ไป๋เจี่ยนจู๋มองนางด้วยสีหน้าตะลึงงัน ได้ยินเรื่องน่าตกตะลึงขนาดนี้ กำลังจะย้อนนึกว่าก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็รู้สึกตลอดร่างร้อนผ่าวควบคุมความปรารถนาในใจไม่ได้
เห็นสายตาของเขาเริ่มเลื่อนลอยอีก จินเฟยเหยาก็ตวาดลั่น “เจ้าพูดสิ!”
“ตาย…” ไป๋เจี่ยนจู๋เพิ่งพูดคำว่าตายคำเดียว พลันสูญสิ้นสติจนเกือบจะโผเข้าใส่ จินเฟยเหยาออกแรงในมือ เขาจึงหมดสติไปอีกครั้ง
“เจ้ามีวิธีหรือไม่?” จินเฟยเหยาหันมาถามหวาหวั่นซี
หวาหวั่นซีไม่เข้าใจว่าจินเฟยเหยาคิดจะทำอะไร ทำเช่นนี้มีความหมายใด อย่าไปสนใจพวกเขาก็สิ้นเรื่อง อีกทั้งถ้าได้ยินไม่ผิด เมื่อครู่ไป๋เจี่ยนจู๋พูดชัดๆ ว่าตาย คิดไม่ถึงว่ายังมีบุรุษเช่นนี้อยู่ ยอมตายแต่ไม่ยินดีทำเช่นนี้ อย่างนั้นส่งเสริมเขาก็พอ
“หวั่นซี พิษรักชนิดนี้นอกจากวิธีแก้แบบนี้ ก็ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ?” จินเฟยเหยามองพินิจไป๋เจี่ยนจู๋กับสตรีผู้นั้นแล้วถามอีกครั้ง
“มี แต่สตรีคนนั้นอาจจะตาย” หวาหวั่นซีครุ่นคิด ในอดีตนางใช้พิษประเภทนี้เป็นประจำ เคยทดลองใช้มาหลายชนิด จึงรู้จักวิธีคดโกงบางอย่างดี
“ช่างเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่รู้จักนาง” พอจินเฟยเหยาได้ยินจึงเอ่ยออกมา
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา บอกกับนางอย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อครู่ไป๋เจี่ยนจู๋ยินดีตาย ไม่ว่าเขาจะยอมตายเพื่อศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ยอมทำเรื่องพรรค์นั้นกับสตรีที่ไม่ได้รัก หรือไม่คิดจะทำให้สตรีผู้นี้แปดเปื้อนล้วนแสดงว่าเขาไม่อยากใช้วิธีการเหล่านี้ ถ้าจินเฟยเหยาใช้สตรีผู้นั้นช่วยไป๋เจี่ยนจู๋ มิเสียแรงทำให้เขาฟื้นขึ้นมาถามความเห็นหรือ?
ทว่าจินเฟยเหยากลับมองหวาหวั่นซีด้วยสายตาแปลกๆ จากนั้นก็เอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นไร “ข้าปลุกเขาเพียงเพื่อให้เขารู้ว่าเคยพูด ไม่ได้บอกว่าอยากรู้ทางเลือกของเขา ขอเพียงเขาหลับนอนกับสตรีผู้นี้เอง เขาจะโทษข้าได้อย่างไร อย่างมากข้าก็บอกว่าคำพูดในตอนนั้นของเขาไม่ใช่ตายทว่าเป็นช่วย คิดจะให้ข้าช่วยเขา แบบนี้ก็ใช้ได้แล้ว”
“เจ้าทำเช่นนี้มีเจตนาใด!” หวาหวั่นซีขบคิดไม่เข้าใจ จินเฟยเหยาวกอ้อมเป็นวงอย่างยุ่งยากแบบนี้เพื่อสิ่งใด?
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าทำเพื่อเขา ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกแล้ว อย่าเห็นว่าเขาเลี้ยงกระต่าย ที่จริงคนอย่างเขาหยิ่งในศักดิ์ศรีมาก ปกติไม่เคยทนทุกข์ทรมาน อีกทั้งคุณธรรมแห่งวิญญูชนยังสูงส่ง ข้าแค่ดูก้นเขานิดเดียว เขาก็ไล่สังหารข้าตั้งร้อยปี ถ้าเขานอนกับสตรีผู้นี้ เขามิอาละวาดจะเป็นจะตายหรือ”
“ข้ากับเขาและซือจู่ของเขาก็รู้จักมักคุ้นกัน อีกทั้งตัวเขาก็ไม่ได้เลวร้าย ตอนข้าเฝ้าบ้าน เขายังคิดจะวางยาพิษข้าให้ตายเพื่อช่วยปลดปล่อยข้าเลย ดังนั้นตอนนี้ ข้าจะทนดูเขาทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร ข้าต้องทุ่มเททำเพื่อเขาสิ”
หวาหวั่นซีเข้าใจทันทีจึงชี้หน้านางแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคิดจะแก้แค้นที่ตอนนั้นเขาคิดจะวางยาพิษเจ้าให้ตาย ยังมีความแค้นที่ไล่สังหารเจ้า ในอดีตเขาใช้วิธีการของตนเองมาทำความเข้าใจเจ้า ดังนั้นตอนนี้เจ้าจะใช้วิธีการของตนเองไปทำดีต่อเขาใช่หรือไม่ นี่คือวิธีแอบแก้แค้นของเจ้าแท้ๆ ยังบอกว่าทำเพื่อเขาอีก เจ้าคิดจะเห็นเรื่องน่าหัวเราะของเขา ให้เขาลิ้มรสความผิดที่เจ้าเคยได้รับ”
“ไม่มีเรื่องเช่นนั้น ข้าทำเพื่อเขาจริงๆ วิญญูชนจะแปดเปื้อนเล็กน้อยได้อย่างไร เร็วหน่อย นำวิธีออกมา ถ้าถ่วงเวลาต่อไปเขาจะตายนะ อีกทั้งเจ้าแค่บอกว่าสตรีผู้นั้นอาจจะตายมิใช่หรือ ก็ไม่แน่ว่าจะตายสักหน่อย ถ้าเรื่องราวสำเร็จ ข้าจะรักษาความบริสุทธิ์ของพวกเขาไว้ ทั้งยังช่วยชีวิตของพวกเขาได้ พวกเขาคงรีบขอบคุณข้าแทบไม่ทัน” จินเฟยเหยาไม่ยอมรับหรอก กระพริบตามองหวาหวั่นซีแล้วเอ่ยเร่งเร้าด้วยสีหน้าใสซื่อ
“ตามใจเจ้า!” หวาหวั่นซีถอนหายใจและเริ่มบอกว่าจะช่วยชีวิตเขาอย่างไร
แบบไม่ร่วมสัมพันธ์จะทำให้คนถูกพิษรักตาย หลักๆ คือชักนำปราณชีวิตของอีกฝ่ายมาแก้พิษ ดังนั้นขอเพียงมีปราณของเพศตรงข้ามก็สามารถแก้พิษได้ ถ้าเป็นหยวนอินและหยวนหยางก็ยิ่งดี ไม่เพียงแก้พิษได้ยังเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรด้วย
หวาหวั่นซีเรียนเคล็ดวิชาชนิดหนึ่ง สามารถดึงปราณของสตรีผู้นั้นหรือหยวนอินออกมาได้ ถึงตอนนั้นค่อยใช้เคล็ดวิชาถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างของไป๋เจี่ยนจู๋ก็สามารถแก้พิษรักได้ ส่วนสตรีผู้นั้นถ้าจัดการดีๆ ก็สามารถขจัดพิษรักในร่างของตนเองได้เนื่องจากระบายปราณหยวนอินออกมา
คิดไม่ถึงว่าจะง่ายดายขนาดนี้ จินเฟยเหยาม้วนแขนเสื้อขึ้น “ลงมือเถอะ”
หวาหวั่นซีกลับไม่ขยับทว่าชี้ไปที่สตรีผู้นั้น “นางยังเป็นสาวบริสุทธิ์ ถ้าจะดึงหยวนอินออกมาต้องทำลายพรหมจรรย์ของนางก่อนจึงดึงหยวนอินออกมาได้ในเวลาเดียวกับที่พรหมจรรย์ขาด”
“ทำลายอย่างไร?” จินเฟยเหยาตะลึงงัน ยืนมองหวาหวั่นซีด้วยสายตาแปลกๆ อยู่ด้านข้าง
“เจ้าเรียกทงเทียนหรูอี้ออกมาให้มันเปลี่ยนรูปร่างเป็นแบบนั้นแล้วช่วยเหลือหน่อย” หวาหวั่นซีชี้ไปที่เป้ากางเกงของไป๋เจี่ยนจู๋ ตรงนั้นเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
จินเฟยเหยากัดฟันตอบรับ “ถึงตายก็อย่าหวังว่าข้าจะทำ! เจ้ามีประสบการณ์ เรื่องนี้เจ้าไปทำ ข้าไม่ทำ!”
หวาหวั่นซียักไหล่เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ข้าไปก็ได้ แต่ข้าไม่มีเครื่องมือ เจ้าให้ข้ายืมทงเทียนหรูอี้หน่อย”
“อ่ะให้ เอาสิ่งนี้ไปใช้” จินเฟยเหยาล้วงหยกหรูอี้ซึ่งเป็นอาวุธเวทชั้นบนจากถุงเฉียนคุนยัดใส่มือหวาหวั่นซี
“…” หวาหวั่นซีมองหยกหรูอี้ในมือแล้วมองนางอย่างหมดวาจา
ส่วนจินเฟยเหยาวิ่งออกไปแล้ว โบกมืออยู่ไกลๆ พลางเอ่ยว่า “ข้ารอเจ้าอยู่ตรงนี้ เจ้าทำเร็วหน่อยล่ะ!”
“เร็วบ้าอะไร! พลังวิญญาณของข้าไม่พอ ต้องให้เจ้าใช้เคล็ดวิชา ส่วนข้าใช้แค่หยกหรูอี้เท่านั้น เจ้ารีบมาเลย!” หวาหวั่นซีด่าทออย่างเดือดดาล ถือหยกหรูอี้ขึ้นกวัดแกว่งใส่นาง
“ชิ!” จินเฟยเหยาส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจแล้วเดินมาอย่างไม่ยินยอม
…………………………………………