คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 492 รับผิดชอบ
เห็นลมหายใจของไป๋เจี่ยนจู๋สงบลง สีแดงก่ำผิดปกติทั่วร่างหายไปจินเฟยเหยาจึงเอ่ยชมเชย “หวั่นซี วิธีของเจ้าได้ผลจริงๆ พิษหายไปแล้ว”
หวาหวั่นซีชี้ไปที่สตรีด้านข้างพลางเอ่ยว่า “แล้วนางจะทำอย่างไร?”
“อะไรจะทำอย่างไร ยังมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ? แก้พิษแล้วนี่นา” จินเฟยเหยาเอ่ยด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“นางฟื้นขึ้นมาย่อมรู้ว่าตนเองเป็นอะไร เจ้าคิดว่านางจะผูกมัดไป๋เจี่ยนจู๋ให้รับผิดชอบหรือไม่?” หวาหวั่นซีถาม
จินเฟยเหยาลูบหน้า เอ่ยอย่างสงสัย “ไม่หรอก ผู้บำเพ็ญเซียนจะสนใจเรื่องแบบนี้หรือ?”
“เจ้านึกว่าทุกคนเป็นเหมือนเจ้าหรือ? ไป๋เจี่ยนจู๋ต้องนึกว่าตนเองทำและไปรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยความสับสน ดังนั้นข้าจึงบอกว่า เรื่องที่เจ้าทำไร้ประโยชน์ เรื่องราวมาถึงขั้นสุดท้ายก็เป็นเช่นนี้” หวาหวั่นซีส่ายศีรษะ บอกแต่แรกก็ไม่ฟัง ตอนนี้กลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีก
“เจ้าหมายความว่าให้ข้าสังหารนาง? ไม่มีปัญหา เรื่องเล็ก” จินเฟยเหยายักไหล่เอ่ยอย่างสงบนิ่ง
หวาหวั่นซีเงยหน้าขึ้นชี้ไป๋เจี่ยนจู๋พลางถาม “เจ้ากลัวเขาตายจึงทำแบบนี้มิใช่หรือ ถ้าเขารู้ว่าคนที่ทำเพื่อเขาตาย ถึงเขาไม่ตายก็อาจจะติดอยู่ที่ขั้นกำเนิดใหม่ไปชั่วชีวิต ได้ยินพั่งจื่อบอกว่าคนผู้นี้ใจคอคับแคบ ชอบจดจำเรื่องราวฝังใจ”
“พอสักทีได้ไหม ข้าซ่อมให้นางคงใช้ได้สินะ!” จินเฟยเหยาโบกมืออย่างหงุดหงิด ค้นในถุงเฉียนคุนครู่หนึ่งเจอวุ้นปลา[1]ชั้นเยี่ยม นางหลอมวุ้นปลาแล้วใส่เข้าไปทางท้องน้อยของผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนั้นโดยตรงภายใต้การจ้องมองอย่างปากอ้าตาค้างของหวาหวั่นซี
จากนั้นนางใช้พลังเหนี่ยวนำให้วุ้นปลากั้นช่องว่างและเริ่มลงมือทำเรื่องที่ทำให้หวาหวั่นซีคาดไม่ถึง ผ่านไปหนึ่งเค่อก็เห็นนางปัดๆ มือลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยกับหวาหวั่นซี “เอาละ ซ่อมเสร็จแล้ว รับประกันว่าเหมือนของเดิมเป๊ะ”
หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา อยากจะพูดอะไรแต่ก็ลังเล
จินเฟยเหยาเลิกคิ้วเอ่ยว่า “อย่าบอกให้ข้าซ่อมหยวนอินคืนนะ ของพรรค์นั้นข้าไม่รู้จัก อีกทั้งข้าก็ไม่ได้ว่างขนาดนั้น สวมเสื้อผ้าพวกเขาสองคนให้เรียบร้อยก็พอ แบบนี้พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ถึงอย่างไรก็บอกว่าหมดสติไป”
เรื่องพรรค์นี้จะไม่รู้เลยได้อย่างไร อีกทั้งเมื่อครู่นางยังพูดกับไป๋เจี่ยนจู๋อยู่เลย! หวาหวั่นซีมองจินเฟยเหยาผู้ขาดไหวพริบหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาทั้งยังพูดมาก รังเกียจว่าเสื้อผ้าของสตรีผู้นี้ขาดวิ่น จากนั้นนางก็สวมเสื้อผ้าคืนให้ทีละชิ้น แม้แต่เสื้อผ้าของไป๋เจี่ยนจู๋ จินเฟยเหยาก็ช่วยสวมคืนให้เขา
“พวกเราไปเถอะ อีกสักครู่รอพวกเขาฟื้นขึ้นมาก็แสร้งทำท่าว่าเพิ่งเจอ จากนั้นให้พวกเขาพาพวกเราออกไป แบบนี้ทุกคนก็จะอยู่อย่างมีความสุข ข้านับถือตนเองจริงๆ ที่ทำความดีแบบนี้ได้ ท่าทางข้าจะใจบุญมากขึ้นทุกที” จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวา คุยโวชมเชยตนเองโดยไม่ละอาย
“ถ้าจะแสร้งทำเป็นไม่เคยปรากฏตัว เจ้าน่าจะวางถุงเฉียนคุนของพวกเขากลับที่เดิมใช่หรือไม่?” หวาหวั่นซีขี้เกียจจะว่า จ้องมองถุงเฉียนคุนในอ้อมอกนางแล้วเอ่ยเตือน
“เอ๋…ต้องคืนด้วยหรือ” จินเฟยเหยามีสีหน้าไม่ยินยอม ทำงานฟรีอีกแล้ว นี่มันสังคมแบบไหน พลันรู้สึกทรวงอกเจ็บแปลบขึ้นมาอีก หรือก่อนหน้านี้ถูกผู้บำเพ็ญเซียนนับร้อยโจมตีโดน?
หวาหวั่นซีเพิกเฉยต่อสีหน้าเจ็บปวดของนาง คว้าถุงเฉียนคุนที่เก็บกลับมาเมื่อครู่ออกจากอกของนาง มีใบหนึ่งเขียนอักษร ‘จู๋’ วางคืนตรงเอวของไป๋เจี่ยนจู๋ ส่วนอีกสองใบเห็นได้ชัดว่าเป็นของที่สตรีใช้จึงแขวนคืนบนร่างของผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนั้น เหลือแค่ใบเดียวที่ดูเหมือนถุงเฉียนคุนธรรมดาจึงแยกไม่ออกว่าเป็นของใคร
นางครุ่นคิดแล้วโยนถุงเฉียนคุนลงพื้นให้พวกเขาเก็บเอง
“ไปเถอะ ตัดใจเสีย นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือกเอง ถ้าเจ้าไม่ยุ่งเกี่ยวแต่แรก หยิบถุงเฉียนคุนแล้วหนีไปคงไม่มีเรื่องเช่นนี้” หวาหวั่นซีไม่เห็นใจนางเลยสักนิด ยังหัวเราะเยาะว่านางยุ่งไม่เข้าเรื่อง
“ฮึ ถุงเฉียนคุนใบใหญ่สักแค่ไหนเชียว ข้ามีเม็ดบัวแสงม่วงนะ” จินเฟยเหยาส่งเสียงขึ้นจมูก สะบัดมือเดินเข้าในม่านหมอกกับหวาหวั่นซี หาสถานที่รอคอยให้พวกเขาได้สติ
ไป๋เจี่ยนจู๋กำลังฝันถึงความฝันที่เคยฝันมาตลอด แต่กลับไม่คิดจะจดจำให้ชัดเจน เขารู้สึกได้ว่าแผ่นหลังค่อยๆ เหน็บหนาว พอลืมตาขึ้นและลุกนั่งทันควันจึงพบว่าตนเองแช่อยู่ในน้ำดังนั้นจึงหนาว
เสื้อผ้า! เขาใช้มือลูบคลำ พบว่าเสื้อผ้ายังสวมอยู่บนร่าง ถุงเฉียนคุนก็แขวนอยู่บนเอว ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ไป๋เจี่ยนจู๋รู้สึกปวดศีรษะอยู่บ้าง สติเลอะเลือนเล็กน้อย เขากุมหน้าผากครุ่นคิดพลันนึกเรื่องก่อนหน้านี้ได้ มองไปรอบด้านอย่างแตกตื่นลนลานจึงพบว่ามีคนนอนอยู่ไม่ไกลนัก
“สหายเซียนเจียง?” เขาตะโกน ก็เห็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนั้นขยับตัว จากนั้นใช้มือประคองศีรษะหันมาเอ่ยด้วยสีหน้าสงสัย “ศิษย์พี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้น?”
เห็นนางยังมีชีวิตอยู่ ไป๋เจี่ยนจู๋ก็ไม่ส่งเสียงทว่าเริ่มสงสัย ถ้าจำไม่ผิด ตนเองเห็นจินเฟยเหยาปรากฏตัวขึ้น อีกทั้งนางยังกล่าวคำพูดกับตนเอง ถ้าคำพูดเหล่านั้นเป็นความจริง เพราะเหตุใดตนเองยังมีชีวิตอยู่?
หรือว่า! ตนเองกับสหายเซียนเจียง…ไม่ถูกสิ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง จินเฟยเหยาช่วยสวมเสื้อผ้าให้ตนเองหรือ?
สายตาของเขากวาดมองเจียงซี เวลานี้นางลุกนั่งพลางคลึงศีรษะถามว่า “ศิษย์พี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้น? ทำไมข้าจึงหมดสติไป”
“เจ้าตรวจสอบดูว่าบาดเจ็บหรือไม่?” เรื่องที่ทั้งสองคนสวมเสื้อผ้าทำให้ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่เข้าใจอยู่บ้าง จินเฟยเหยาที่ตนเองเห็นเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ถ้าเป็นเรื่องจริง ความฝันเมื่อครู่ก็คือความจริง ดังนั้นตนเองจึงแก้พิษได้ แล้วใครเป็นคนแก้พิษรักของเจียงซี?
ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่รู้ว่าพิษรักของสตรีจะแก้ได้อย่างไรถ้าไม่มีบุรุษ เขาละอายที่จะครุ่นคิด ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่าเจียงซีจะไม่เป็นไร เช่นนี้จึงพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาแค่ถูกพิษทำให้สลบไปแต่ไม่ได้ถูกพิษรัก
เจียงซีตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่ง พบว่าบนร่างของตนเองไม่มีบาดแผล เพียงเสื้อผ้าฉีกขาดเล็กน้อย จำได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนกรีดท้องสัตว์กลืนน้ำตาเหมือนมีปราณสีชมพูพ่นออกมาจากด้านใน จากนั้นก็หมดสติ
ใบหน้านางพลันแข็งทื่อ หรือว่านี่คือพิษคู่รักที่ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยถึง? เดี๋ยวนะ เจียงซีสะกดความยินดีในใจเอาไว้ รีบใช้การรับรู้ตรวจสอบท่อนล่าง จากนั้นนางกลับผิดหวังอย่างรุนแรง คิดไม่ถึงว่ายังอยู่! หรือศิษย์พี่ใหญ่หลอกข้า? ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ได้ ถูกพิษคู่รักแล้วชัดๆ เสื้อผ้าที่ไม่ได้ถอดยังเป็นกำแพงป้องกันร่างกาย อีกทั้งที่สำคัญคือยังไม่ตายทั้งคู่! เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกไว้ชัดเจน ถ้าโดนพิษคู่รักแล้วไม่ร่วมสัมพันธ์ก็จะตาย
ในสมองเจียงซีสับสนวุ่นวาย ไม่เข้าใจว่าเกิดความผิดพลาดอะไร นางเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อเดิมพันเรื่องนี้นะ ตอนนี้ปรากฏผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดและเดือดดาลอย่างยิ่ง
ไป๋เจี่ยนจู๋จ้องมองสีหน้าของนางอยู่ตลอดเวลา เห็นใบหน้านางแข็งทื่อเขาก็ตกใจ จากนั้นเห็นเจียงซีดูเหมือนจะแสดงสีหน้ายินดีเล็กน้อย ตอนนี้กลับมีสีหน้าเดือดดาลอีก ทำให้เขาไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร ดังนั้นเขาจึงถามอย่างระมัดระวัง “สหายเซียนเจียง เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
“เปล่า…ขอบคุณศิษย์พี่ไป๋ที่ห่วงใย ข้าเคยบอกแล้ว ท่านเรียกข้าว่าศิษย์น้องได้ ไม่ต้องเห็นเป็นคนอื่นคนไกล” เจียงซีตอบอย่างไม่ยินยอมอยู่บ้าง
“ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่มีเรื่องอื่นจริงๆ หรือ?” ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีจึงได้แต่ถามอีกรอบ เจียงซีกัดริมฝีปากส่ายศีรษะดังเดิม รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง
ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่เข้าใจว่านางผิดหวังเรื่องอะไร แต่เขากลับยินดียิ่ง จริงเสียด้วย เรื่องทั้งหมดเป็นความฝัน แม้แต่คำพูดที่จินเฟยเหยากล่าวกับตนเองก็เป็นเพียงความฝันเท่านั้น
หลังจากฟื้นขึ้นมา ในที่สุดไป๋เจี่ยนจู๋ก็วางภาระหนักอึ้งที่กดทับบนร่างมาตลอดนับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาได้ เขาเกรงว่าถ้าตนเองทำเรื่องพรรค์นั้นแล้วจะเผชิญหน้ากับเจียงซีได้อย่างไร ถ้าเป็นเจียงซีตนเองต้องรับผิดชอบสถานเดียว อย่างไรก็ไม่อาจผิดต่อผู้อื่น ถึงเขาจะรู้สึกว่าตนเองไม่เคยทำอะไรเจียงซีเลยสักนิด เนื่องจากคนในฝันไม่ใช่นาง
ถ้าเป็นเหมือนในความฝันจริงๆ ไป๋เจี่ยนจู๋รู้สึกว่าตนเองต้องตกนรก็แน่ ถ้าต้องรับผิดชอบคนผู้นั้น ตนเองคงอยู่มิสู้ตาย
วางภาระในใจลงได้ ทั่วร่างไป๋เจี่ยนจู๋ก็ผ่อนคลาย แม้แต่อาการปวดศีรษะก็ดีขึ้นมาก เขาลุกขึ้นด้วยจิตใจปลอดโปร่ง เอ่ยกับเจียงซีที่ไม่รู้ว่าทำไมจึงมีโทสะว่า “สหายเซียนเจียง พวกเรารีบเก็บศิลาน้ำตาเถอะ”
“อืม” เจียงซีลุกขึ้นอย่างไม่ยินยอม ยังคงขบคิดไม่เข้าใจ
คนทั้งสองไปค้นหาศิลาน้ำตาบนร่างสัตว์กลืนน้ำตาแบบคนหนึ่งเบิกบานอีกคนหดหู่ ไป๋เจี่ยนจู๋ค้นหาอยู่ตรงส่วนท้องอยู่เนิ่นนานก็หาศิลาน้ำตาไม่พบ เจียงซีกลับหยิบมุกสีฟ้าอ่อนขนาดเท่ากำปั้นออกมาจากหัวของสัตว์กลืนน้ำตา
พอไป๋เจี่ยนจู๋เห็นว่าเป็นศิลาน้ำตาที่พวกเขามาค้นหาในครั้งนี้พอดี จึงถามอย่างไม่เข้าใจ “สหายเซียนเจียง เจ้าบอกว่าศิลาน้ำตาอยู่ในท้องมิใช่หรือ ทำไมไปอยู่ในหัวได้”
เจียงซีที่ถือศิลาน้ำตารีบอธิบาย “อาจจะเข้าใจผิด ไม่ต้องสนใจมากหรอก ถึงอย่างไรก็ได้ศิลาน้ำตามาแล้ว พวกเรารีบกลับดีกว่า”
“อืม” ไป๋เจี่ยนจู๋ก็ไม่คิดมาก ครั้งนี้นอกจากพวกเขาสองคน คนที่ร่วมทางมาด้วยล้วนตายเกลี้ยง กลับไปยังไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร
“เอ๋? ศิษย์พี่ไป๋นี่นา คิดไม่ถึงว่าจะได้พบเจ้าที่นี่!” ทันใดนั้น ในม่านหมอกอันห่างไกลก็มีเสียงที่ทำให้ไป๋เจี่ยนจู๋ใจเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งดังมา
เขาหันไปช้าๆ แบบตัวแข็งทื่อ คนที่เขาไม่อยากเห็นในตอนนี้ปรากฏกายขึ้นในม่านหมอก ทรงผม เสื้อผ้า และยังใบหน้ายิ้มแย้มนั่นเหมือนในความฝันเมื่อครู่ราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ไป๋เจี่ยนจู๋ตกใจจนพูดไม่ออกราวกับสายฟ้าฟาดกระหม่อม หรือเรื่องเมื่อครู่เป็นความจริง!
จินเฟยเหยารออยู่นาน ในที่สุดพวกเขาก็ฟื้น ครุ่นคิดว่าพวกเขาน่าจะสนทนาไร้สาระจบแล้ว นางจึงพาหวาหวั่นซีนั่งพรมบินออกมา หวาหวั่นซีก้มหน้ามองพรมบิน นางดูออกว่าผู้อื่นจำเรื่องในตอนนั้นได้จากสีหน้าตกตะลึงเมื่อครู่ของไป๋เจี่ยนจู๋
ถ้าไม่ทำให้เขาฟื้นสติอาจจะไม่รู้อะไรเลยเหมือนสตรีผู้นั้น โชคดีที่จินเฟยเหยาเรียนไม่เก่ง ใช้เคล็ดวิชาได้ย่ำแย่ เหลือหยวนอินไว้ในร่างสตรีผู้นั้นบ้าง ไม่เช่นนั้นแค่ดูก็รู้ว่าหยวนอินของตนเองไม่มีแล้ว ยังให้จินเฟยเหยาซ่อมแซมได้หรือ
ถ้าบุรุษไม่ได้ลงมือกระทำเอง คิดจะได้หยวนอินมาทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
…………………………………..
[1] วุ้นปลา คือ เจลาตินหรือวุ้นโปรตีนซึ่งได้จากปลา