คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 493 สิทธิ์เลือกตาย
จินเฟยเหยาไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของไป๋เจี่ยนจู๋ เข้ามาเอ่ยอย่างยินดี “ศิษย์พี่ไป๋ ข้าบังเอิญเข้ามาที่นี่ รู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง ด้านหน้ายังเจอซากศพมากมาย กำลังกังวลว่าที่นี่จะมีสัตว์ปิศาจน่ากลัว รู้สึกจิตใจไม่สงบ คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอเจ้า ดียิ่งนัก เจ้าต้องพาข้าออกไปนะ”
ไม่เพียงไป๋เจี่ยนจู๋ ขนาดหวาหวั่นซีได้ยินคำพูดของนางยังรู้สึกขนลุกทั้งตัว เหงื่อเต็มแผ่นหลัง ขนตั้งชัน เหงื่อเย็นซึมออกมา แต่หวาหวั่นซีตะลึงงัน ข้าไม่มีเหงื่อนะ! ทำไมจึงมีความรู้สึกแบบนี้
สมองไป๋เจี่ยนจู๋ว่างเปล่าไม่มีปฏิกิริยาโดยสิ้นเชิง ส่วนจินเฟยเหยาเข้าใกล้เขา ยื่นมือโบกไปมาเบื้องหน้า “ศิษย์พี่ไป๋ เป็นอะไรไป? เห็นข้าแล้วดีใจขนาดนี้เชียว?”
เจียงซีมองสตรีสองคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ก็ใช้การรับรู้พินิจดู สตรีที่งามล้ำคนนั้นเป็นขั้นกำเนิดใหม่ช่วงปลาย ส่วนคนที่เอ่ยวาจาสนิทสนมและท่าทางใกล้ชิดกับไป๋เจี่ยนจู๋มีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิตช่วงต้น
นางรีบเดินมาใช้มือดึงชายเสื้อของไป๋เจี่ยนจู๋แล้วเขย่า จากนั้นเอ่ยด้วยสีหน้าสงสัย “ศิษย์พี่ไป๋ ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นใคร?”
ไป๋เจี่ยนจู๋ถูกเขย่าจนได้สติคืนมา พบว่าเจียงซีถึงกับฉุดดึงมือของตนเอง เขาจึงรีบดึงแขนเสื้อออก จากนั้นเอ่ยอย่างลนลาน “นี่คือศิษย์น้องของซือจู่ข้า”
“ใช่ และข้าก็เป็นศิษย์น้องของเขาด้วย ศิษย์พี่ไป๋ นางเป็นใคร? ท่าทางพวกเจ้าสนิทสนมกันขนาดนี้ หรือว่าเป็นคู่บำเพ็ญ?” จินเฟยเหยาปิดปากหัวเราะ
“ไม่ใช่ เจ้าอย่าเข้าใจผิด นี่คือคุณหนูของหัวหน้าสาขาหกแห่งสำนักตะวันจันทรา ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด” ไป๋เจี่ยนจู๋ตื่นตระหนกอยู่บ้าง รีบอธิบายจนปราศจากความเยือกเย็นในยามปกติ ตอนนี้สมองของเขาสับสนอย่างยิ่ง สับสนจนไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
เจียงซีมีสีหน้าไม่เข้าใจ มีศิษย์น้องของซือจู่ที่ไหนเรียกศิษย์หลานว่าศิษย์พี่บ้าง แบบนี้มิวุ่นวายหรือ อีกทั้งคนผู้นี้กับศิษย์พี่ไป๋มีความสัมพันธ์อะไรกัน ศิษย์พี่ไป๋ถึงกับลนลานขนาดนี้ หรือว่าในอดีตสตรีผู้นี้เคยรังแกศิษย์พี่ไป๋?
จินเฟยเหยามองไป๋เจี่ยนจู๋อย่างสงสัย นี่ไม่เหมือนเขาเลย ทำไมถึงลนลานแบบนี้ ดังนั้นนางจึงถามตรงๆ “ศิษย์พี่ไป๋ เจ้าลนลานทำไม?”
ท่าทางสงบนิ่งของนางทำให้ไป๋เจี่ยนจู๋เยือกเย็นลงได้ในที่สุด ในใจกลับยิ่งสงสัย สาเหตุที่เมื่อครู่ลนลานมากเนื่องจากเห็นจินเฟยเหยาปรากฏตัว ปฏิกิริยาแรกคือนางเป็นคนแก้พิษของตนเอง ทว่าตอนนี้เห็นจินเฟยเหยาสงบนิ่งเช่นกัน อีกทั้งไม่มีความรู้สึกไม่พอใจหลังช่วยผู้อื่นแก้พิษเลยสักนิด หรือว่าตนเองคิดมากไป?
จริงสิ! ไป๋เจี่ยนจู๋พลันนึกได้ว่าตอนตนเองฟื้นมามีเรื่องต้องขบคิดมากมายจึงลืมตรวจสอบสภาพร่างกายของตนเอง ดังนั้นเขาจึงรีบใช้การรับรู้ตรวจสอบดูโดยไม่สนใจคนอื่น จากนั้นร่างก็เย็นเฉียบแข็งทื่อราวกับร่วงลงไปในโพรงน้ำแข็งก็มิปาน
ตรงจุดตันเถียนของเขามีดวงแสงสีชมพู ในนั้นบรรจุพลังวิญญาณอันเข้มข้น ภายนอกดวงแสงถูกปราณวิญญาณสีดำบางๆ ชั้นหนึ่งห่อหุ้มไม่ให้พวกมันกระจายหายไป อีกทั้งไป๋เจี่ยนจู๋รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าดวงแสงสีชมพูดนั่นมีปราณสุดหยิน หรือว่านี่คือหยวนอิน!
ปราณวิญญาณสีดำ…นอกจากจินเฟยเหยาแล้วเขาไม่เคยเห็นเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ มีปราณวิญญาณสีนี้ หรือว่านี่เป็นความจริง!
จินเฟยเหยามองไป๋เจี่ยนจู๋อย่างสงสัย ตอนนี้เขาเหม่อลอยจนเหมือนไร้วิญญาณ มีเรื่องใดทำให้เขาหวาดกลัวจนกลายเป็นแบบนี้ หรือที่จริงเขาจงใจถูกพิษรักเพื่อหลับนอนกับผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนี้ ตอนนี้เรื่องดีงามถูกนางก่อกวน ทั้งยังเกรงว่าข้าพบเห็นจะแพร่ข่าวฉาวของเขาออกไปดังนั้นจึงแตกตื่นลนลาน?
บรรยากาศที่นั่นแปลกประหลาดยิ่ง เจียงซีเหลียวซ้ายแลขวาแล้วยื่นมือไปดึงไป๋เจี่ยนจู๋แน่น มั่นใจว่าสองคนนี้ต้องมีเรื่องอะไรแน่!
“เจ้ามานี่หน่อย ข้ามีเรื่องจะถามเจ้า!” ทันใดนั้น ไป๋เจี่ยนจู๋ก็สะบัดมือเจียงซีทิ้งแล้วใช้มือฉุดดึงจินเฟยเหยาไปอีกด้าน เจียงซีถูกทิ้งไว้ด้านข้างทำให้นางอดกัดริมฝีปากไม่ได้
“มีอะไรหรือ?” จินเฟยเหยาถูกเขาลากมา เห็นเขากางม่านกั้นเสียงแล้วจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
ไป๋เจี่ยนจู๋ปล่อยมือ ลังเลเล็กน้อย ในที่สุดก็ตัดสินใจถาม “เมื่อครู่เจ้ามาใช่หรือไม่?”
“มาหรือ? เปล่านะ ข้าอยู่ทางนั้นตลอด ไม่ได้มาที่นี่” จินเฟยเหยาส่ายศีรษะ สีหน้าเรียกได้ว่าสัตย์ซื่อจริงใจ
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้าถอนพิษให้ข้าใช่หรือไม่!” ไป๋เจี่ยนจู๋สูดลมหายใจลึกๆ ถามอีกรอบอย่างเคร่งขรึม
เห็นสีหน้าของเขาจริงจังมาก จินเฟยเหยาจึงล้วงหูเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ใช่ ข้าช่วยเจ้าถอนพิษ”
“เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!” ถึงไป๋เจี่ยนจู๋จะเตรียมใจไว้แล้ว ทว่าเมื่อได้รู้ความจริง ร่างก็ยังโงนเงน
จินเฟยเหยามองเขาอย่างประหลาดใจ ปฏิกิริยาเกินจริงไปหน่อยกระมัง ก็แค่ช่วยเหลือเล็กน้อย ทำไมถึงทำราวกับถูกโจมตีอย่างหนักหน่วง หรือเขานึกว่าข้าแก้พิษให้เขาด้วยตนเอง? ไม่จริงน่า…ท่าทางต้องอธิบายหน่อย
ในเวลานี้เอง ไป๋เจี่ยนจู๋หลับตาลงราวกับกำลังตัดสินใจอะไร จากนั้นลืมตาขึ้นทันควันแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ”
“หา เจ้าว่าอะไรนะ?” จินเฟยเหยาตะลึงงัน คนผู้นี้คิดจะทำอะไรอีกล่ะ
ดวงตาไป๋เจี่ยนจู๋มองสบจินเฟยเหยาตรงๆ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมคุณธรรม “เจ้าใช้ตนเองช่วยข้า แต่ข้าไม่อาจรับผิดชอบเจ้าได้ ถ้าจะให้ข้าแต่งกับเจ้าข้าก็ทำไม่ได้ ดังนั้นข้าติดค้างชีวิตเจ้า ข้าไป๋เจี่ยนจู๋ไม่กระทำเรื่องประเภทไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นข้าจะมอบชีวิตคืนให้เจ้า”
จินเฟยเหยาตะลึงงัน เก็บรอยยิ้มที่มีอยู่เสมอในยามปกติ ถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าคนที่ช่วยเจ้าไม่ใช่ข้าทว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนั้นเล่า?”
“อย่างนั้นข้าได้แต่กลับไปแจ้งอาจารย์ ไปขอนางแต่งงานถึงสำนัก จัดพิธีบำเพ็ญคู่ ผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญกับนาง ถึงเรื่องก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้ยินยอมพร้อมใจ ทว่าข้าก็ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจทรยศนาง” ไป๋เจี่ยนจู๋เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง ความแน่วแน่ในดวงตาแสดงว่าเขาจริงจัง
“หึหึหึหึ…” จินเฟยเหยาพลันหัวเราะขึ้นมา หัวเราะจนปวดท้องไปหมด นางจึงเชิดหน้าขึ้นมองไป๋เจี่ยนจู๋ “เจ้าหมายความว่า ถ้านางนอนกับเจ้า เจ้าจะแต่งกับนาง ถ้าข้านอนกับเจ้า เจ้ารู้สึกว่าถูกหยามเกียรติจนอยากตาย ดังนั้นจึงได้แต่มอบชีวิตคืนให้ข้า? เจ้ารู้สึกว่าสตรีอย่างข้าไม่คู่ควรกับเจ้า ถึงช่วยเจ้าก็แค่ทำให้ความบริสุทธิ์ของเจ้าแปดเปื้อน ดังนั้นเจ้าจึงต้องการให้ข้าฆ่าเจ้าเพื่อคงความบริสุทธิ์และวิถีแห่งวิญญูชนของเจ้า?”
จินเฟยเหยาก้าวเข้าไปหาเขาทีละก้าว ใบหน้ามีรอยยิ้มประหลาด
ไป๋เจี่ยนจู๋ก้มหน้าเอ่ยอย่างหนักแน่น “เจ้าฆ่าข้าเสียเถอะ”
“อยากตายเป็นเรื่องง่ายดาย ข้ากินเจ้าตอนนี้เลยยังได้ ไป๋เจี่ยนจู๋ขั้นกำเนิดใหม่” จินเฟยเหยาเดินไปถึงเบื้องหน้าเขา ยื่นมือไปบีบคางแล้วเอ่ยอย่างเย็นชา
นางสบตาไป๋เจี่ยนจู๋ตรงๆ เจตนาสังหารในดวงตาเผยออกมา จินเฟยเหยาเดือดดาลยิ่ง เขาถึงกับรู้สึกว่าตนเองหยามเกียรติเขา เขานึกว่าตนเองเป็นใคร จะชดใช้ด้วยความตายหรือ ข้าไม่เห็นค่าชีวิตเน่าๆ หรอก เจ้าอยากตายใช่ไหม เช่นนั้นก็ต้องดูว่าข้ายินยอมหรือไม่!
ทันใดนั้น! จินเฟยเหยาก็ใช้กำปั้นเสยใบหน้าเขา ไป๋เจี่ยนจู๋ลอยออกไปทันที กระแทกบนพื้นหญ้าอย่างหนักหน่วงแล้วไถลออกไป จากนั้นเจตนาสังหารของจินเฟยเหยาก็แผ่ออกมาทั่วร่าง ค่อยๆ เดินเข้าหาไป๋เจี่ยนจู๋ ม่านกั้นเสียงที่เกะกะหายไป นางเดินมาหยุดข้างกายไป๋เจี่ยนจู๋
“ผู้อ่อนแอ ไม่มีสิทธิ์เลือกความตายของตนเอง” จินเฟยเหยาแย้มยิ้มเผยให้เห็นฟันเขี้ยวเล็กๆ แล้วใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนร่างไป๋เจี่ยนจู๋
“ศิษย์พี่ไป๋!” เจียงซีกรีดร้องอย่างตกใจ ทำไมจู่ๆ จึงสู้กันขึ้นมา
“หุบปาก!” จินเฟยเหยาขึงตา เจตนาสังหารพุ่งไปจู่โจมเจียงซีคว่ำกับพื้นทันที เจียงซีรู้สึกสองขาอ่อนยวบ เจตนาสังหารนี้แหลมคมสุดขีด ทั้งยังมีปราณเข่นฆ่าอันไร้ที่สิ้นสุด นางรู้สึกได้ว่ามีวิญญาณแค้นนับไม่ถ้วนพัวพันตนเอง สามารถลากนางลงสู่ยมโลกได้ทุกเมื่อ
ไป๋เจี่ยนจู๋ไม่เคยเห็นจินเฟยเหยาที่เป็นแบบนี้มาก่อน ขนาดหวาหวั่นซียังถอยไปหลายก้าว จินเฟยเหยามีโทสะจริงๆ แล้ว!
จินเฟยเหยามองไป๋เจี่ยนจู๋บนพื้นอย่างเย็นชาแล้วแย้มรอยยิ้มน่าหวาดผวา “เจ้าจำคำพูดของข้าไว้ ตอนนี้ชีวิตเจ้าเป็นของข้า อยากตายก็ต้องดูก่อนว่าข้าพอใจหรือไม่ ถ้าเจ้ากล้าฆ่าตัวตาย ข้าจะส่งทุกคนในตำหนักซวีชิงร่วมกลบฝังเป็นเพื่อนเจ้า ถ้าเจ้าตายด้วยน้ำมือคนอื่น ข้าก็จะให้คนในตำหนักซวีชิงไปเป็นเพื่อนเจ้า จำไว้ ผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์เลือกความตาย อยากทวงสิทธิ์เลือกตายคืนมา เจ้าต้องเอาชนะข้าก่อน!”
หยามเกียรติ! นี่คือการหยามเกียรติอย่างหนักหนาสาหัสที่สุดที่ไป๋เจี่ยนจู๋เคยได้รับในชีวิตนี้! เขากำมือแน่น สองตาแดงก่ำ จะระเบิดโทสะ ถึงต้องเสี่ยงชีวิตก็จะปล่อยให้คนมาหยามศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่ได้
“กร๊อบ!” จินเฟยเหยายกเท้าขึ้นเล็กน้อยแล้วเหยียบขาขวาของเขาหัก จากนั้นหัวเราะอย่างเย็นชา “ไม่พอไม่พอ ความสามารถของเจ้าในตอนนี้ไม่เพียงพอ อย่าได้คิดจะเสี่ยงชีวิตกับข้า พลังบำเพ็ญเพียรของเจ้าในตอนนี้ยังไม่มีคุณสมบัติ วิถีแห่งวิญญูชนหรือ? น่าขำจริงๆ หากไร้ความสามารถเจ้าก็มีเพียงกระดูกอ่อนๆ ทั่วร่าง คิดจะแสดงให้ใครดูกัน ถ้าเจ้าเป็นวิญญูชนจริงๆ เช่นนั้นก็รักษาชีวิตของเจ้าไว้ให้ดี เนื่องจากชีวิตนั่นเป็นของข้า”
“หวั่นซี พวกเราไป!” จินเฟยหยาส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชา เรียกให้หวาหวั่นซีนั่งพรมบินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง พยัคฆ์ไม่แสดงอานุภาพ เจ้าก็เห็นข้าเป็นแมวป่วยหรือ พูดเรื่องวิถีวิญญูชนให้ข้าฟัง ข้าก็จะให้เจ้าลิ้มรสกำปั้นว่าสิ่งใดจึงเป็นวิถีทาง!
เห็นจินเฟยเหยาจากไปแล้ว เจตนาสังหารคลี่คลุมฟ้าดินก็หายไป เจียงซีรีบโผไปหาไป๋เจี่ยนจู๋พยุงเขาขึ้นมาแบบน้ำตารื้น “ศิษย์พี่ไป๋ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง อ๊า! กระดูกขาหักหมดแล้ว ทำไมคนผู้นั้นลงมือหนักขนาดนี้ ข้าจะรีบพันแผลให้ท่าน”
ไป๋เจี่ยนจู๋ผลักนางออกด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ใช้พลังวิญญาณถ่ายเทลงในขาอย่างแรง จากนั้นดิ้นรนลุกขึ้น กัดฟันนำยาออกมากลืนลงไปเม็ดหนึ่ง เขาเอ่ยอย่างเย็นชา “ไป กลับ!”
“ศิษย์พี่ไป๋…” เจียงซีมองเขาแบบไม่รู้จะทำอย่างไรดี ไป๋เจี่ยนจู๋ในยามนี้ก็มีปราณแห่งการเข่นฆ่าทั่วร่าง ถึงจะด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนเมื่อครู่มาก ทว่าก็ทำให้นางไม่กล้าเข้าใกล้เช่นกัน
ไป๋เจี่ยนจู๋นำไผ่วั่นคงออกมาแล้วขึ้นไปยืนโดยไม่สนใจเจียงซี ถึงขาจะเจ็บแทบตาย เขาก็ไม่ยอมนั่งบนนั้น ผู้อ่อนแอ ผู้อ่อนแอ! คำพูดของจินเฟยเหยาผุดขึ้นในสมองของเขาไม่หยุด เขากำหมัดแน่น
จินเฟยเหยา ข้าไม่ใช่ผู้อ่อนแอ! ข้าจะช่วงชิงชีวิตนี้คืนมาจากมือเจ้า!
……………………………………………..