คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 494 น้ำทะเลสาบใสกระจ่าง
หวาหวั่นซีลังเลนิดหนึ่งแล้วถอนหายใจเบาๆ ทำไมเรื่องราวถึงดำเนินไปแบบนี้ได้ ทำให้คนรู้สึกประหลาดใจจริงๆ มองจินเฟยเหยาที่นั่งบนพรมบินด้านหน้าอย่างระมัดระวัง นางยังเอ่ยถาม “ตอนนี้จะทำอย่างไรดี”
“หืม? เรื่องอะไร” จินเฟยเหยาหันกลับมาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
หวาหวั่นซีตะลึงงัน ได้แต่เอ่ยว่า “พวกเราจะออกไปได้อย่างไร ที่นี่คือที่ใดก็ไม่รู้”
จินเฟยเหยาลุกขึ้นมองด้านหลัง จากนั้นเอ่ยอย่างสงบนิ่ง “พวกเขาคงไปแล้ว พวกเราแอบตามไป ตอนพวกเขาออกไป พวกเราก็ออกไปด้วย”
“ไม่ได้!” หวาหวั่นซีตวาด ขมวดคิ้วมองนางอย่างเหลือเชื่อ
“เพราะเหตุใด แล้วพวกเราจะออกไปอย่างไร?” จินเฟยเหยามองนางอย่างไม่เข้าใจ หรือว่ามีวิธีอื่น
หวาหวั่นซีกุมหน้าผากเอ่ยอย่างจนปัญญา “เจ้าคิดอะไรอยู่! เมื่อครู่เจ้าทุบตีเขาจนเป็นแบบนั้นและยังพูดจาหยามเกียรติเขา สุดท้ายจากไปอย่างอหังการ ตอนนี้เจ้าจะแอบกลับไปตามหลังพวกเขาอีก ตอนออกไปถ้าถูกคนเห็น เจ้าให้คนอื่นมองเจ้าอย่างไร!”
“มองอย่างไร? คงหมดคำพูดจนอยากตาย ฮ่าๆๆ” จินเฟยเหยากระพริบตาครุ่นคิด จากนั้นเอ่ยพลางหัวเราะหึๆ
“เจ้ากลับมาอารมณ์ดีเร็วจริงนะ!” นางทำให้หวาหวั่นซีเดือดดาล คนอะไร ห่างจากช่วงที่มีโทสะสูงเทียมฟ้าเพียงครู่เดียว ตอนนี้นางกลับเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว แถมยังจะสะกดรอยตามพวกไป๋เจี่ยนจู๋หาทางออกไปด้วย
จินเฟยเหยาทำปากยื่นบ่นอย่างไม่พอใจ “คนอะไร ห้ามคนอื่นอารมณ์ดี”
“ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมตามหลังพวกเขา ข้าไม่ให้เจ้าทำเรื่องขายหน้าแบบนี้หรอก!” หวาหวั่นซียืนกรานคัดค้านอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ข้าทำเรื่องขายหน้าน้อยอยู่หรือ?” จินเฟยเหยากลับลูบศีรษะ เอ่ยด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“…” หวาหวั่นซีมองนางอย่างหมดวาจา สุดท้ายกัดฟันโยนเสี่ยวหวั่นออกมาแล้วตนเองหลบเข้าไป เสี่ยวหวั่นออกมาก็ร้องไห้โฮทันที น้ำมูกน้ำตาเปื้อนชุดอีกาของจินเฟยเหยา อาละวาดเป็นตายก็ไม่ยอมไป ทั้งยังกลิ้งตัวบนพรมบิน สุดท้ายจินเฟยเหยาจนปัญญา ได้แต่ยอมไปหาทางออกเอง ไม่ตามพวกไป๋เจี่ยนจู๋ไป
เสี่ยวหวั่นเสร็จสิ้นภารกิจก็กลับไปอย่างพึงพอใจ เปลี่ยนให้หวาหวั่นซีออกมาอีก นางมองสีหน้าไม่ยินยอมของจินเฟยเหยาแล้วได้แต่ทำเป็นไม่เห็นหน้าบูดๆ สุดท้ายนางจนปัญญาได้แต่หลอกล่อว่า “สตรีผู้นั้นเป็นบุตรสาวของหัวหน้าสาขาสำนักตะวันจันทรามิใช่หรือ ด้านนอกต้องมีคนของสำนักตะวันจันทราเฝ้าอยู่แน่ ไป๋เจี่ยนจู๋รู้ฐานะเทาเที่ยของเจ้า ถ้าถึงตอนนั้นเขาพูดออกไป เจ้ายังหนีรอดหรือ? ดังนั้นพวกเราไปอีกทาง อย่าเสี่ยงอันตรายจะดีกว่า”
“เขาไม่พูดหรอก แค่เด็กน้อยที่คิดจะเป็นต้นไผ่แก่ๆ แต่กลับติดอยู่ในหน่อไม้มาตลอดเท่านั้น ปณิธานไม่เพียงพอ ดังนั้นข้าจึงบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีคุณสมบัติมาเจรจาเงื่อนไขกับข้า ข้าไม่อยากรังแกเด็ก” จินเฟยเหยานั่งบนพรมบินแล้วหันหน้ามายิ้มให้หวาหวั่นซี
“ทำท่าทางแก่กว่าและมองทะลุเรื่องทุกอย่างในโลกให้น้อยๆ หน่อย ผู้อาวุโสเขาไม่ทำอย่างเจ้าหรอก” หวาหวั่นซียักไหล่ ขอเพียงนางไม่ไปทำเรื่องขายหน้าแบบนั้นก็พอ อยากจะพูดอะไรก็ตามสบาย
จินเฟยเหยาหัวเราะหึๆ อย่างเบิกบาน “ข้าเป็นศิษย์น้องของซือจู่เขา ซือจู่คนนั้นของเขานอกจากรักเอ็นดูพวกศิษย์หลานแล้วก็ไม่ได้สั่งสอน ข้าสั่งสอนเขาแทนซือจู่ ต่อไปถ้ามีความสำเร็จพวกเขาก็ได้ประโยชน์”
“ได้เปรียบแล้วยังอวดฉลาด!” หวาหวั่นซีส่งเสียงขึ้นจมูก ไม่ฟังคำพูดเหลวไหลของนางอีก
ไม่มีคนนำทาง คนทั้งสองได้แต่หาทางออกเอง บรรยากาศซึมเศร้าแผ่กระจายไปรอบด้านต่อ ม่านหมอกขวางกั้นอยู่เบื้องหน้าชั่วนิรันดร์ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด แบบนี้ไม่ใช่วิธีที่ดี จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมองท้องนภา และให้พรมบินเหาะขึ้นไป คิดจะมองหาเส้นทางจากด้านบน หมอกไม่ได้มีทุกที่ มีบางแห่งมองเห็นท้องฟ้าได้
พวกนางสองคนเหาะออกจากชั้นหมอกมาถึงกลางนภาแล้วมองไปรอบด้าน นอกจากหมอก สถานที่ซึ่งเผยออกมาให้เห็นบางครั้งเป็นทุ่งหญ้าชื้นแฉะ ไม่มีจุดสังเกตใดๆ แต่เหาะบนท้องนภา การมองเห็นดีกว่าอยู่ในม่านหมอก ดังนั้นพวกนางจึงเหาะบนท้องนภา ใช้การรับรู้กวาดดูสถานที่ ค้นหาสิ่งของหรือสัตว์ปิศาจ
เหาะมาแบบนี้หนึ่งชั่วยามกว่า จินเฟยเหยาพลันเห็นแสงสว่างวาบขึ้นบนพื้นข้างหน้าจึงเร่งความเร็วรุดไป รอจนเหาะเข้าไปใกล้และผ่านรอยแยกม่านหมอกมาจึงพบว่าที่นี่คือทะเลสาบเล็กๆ อันงดงาม
น้ำริมฝั่งเป็นสีฟ้างามวิจิตร ทว่าในทะเลสาบกลับเป็นผืนน้ำสีดำสนิทมองไม่เห็นก้นบึ้ง บนผิวทะเลสาบราบเรียบอย่างยิ่ง นอกจากไอหมอกบางๆ ก็ไม่มีระลอกคลื่นที่ถูกลมพัดสักนิด ยังเงียบจนน่ากลัวดังเดิม
หวาหวั่นซีมองพินิจรอบด้านแล้วพลันเอ่ยว่า “ดูจากสิ่งที่อยู่ในสมองสัตว์ปิศาจที่พวกเขาเอาไปเมื่อครู่ ไม่เหมือนบุกเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญอย่างพวกเราทว่าตั้งใจมาล่าสัตว์ปิศาจที่นี่โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเข้ามาอย่างไร ก็ต้องมีทางออกแน่ ก่อนหน้านี้เจ้าเห็นพวกเขาไปทางใด?”
จินเฟยเหยาเหล่มองนางแล้วเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เข้าใจผิดอะไรหรือไม่! ข้าบอกจะสะกดรอยตามพวกเขา เจ้ายืนกรานคัดค้าน ทั้งยังเอาเสี่ยวหวั่นออกมาทรมานข้า ตอนนี้กลับดียิ่ง ยังมีหน้ามาถามข้าว่าพวกไป๋เจี่ยนจู๋ไปทางใด! ไม่รู้หรอก หลังจากที่เจ้าพูดข้าก็คร้านจะดูว่าพวกเขาไปที่ใด ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้หนีไปไหนแล้ว”
“เจ้าก็ดื้อรั้นเกินไป” หวาหวั่นซีบ่น
“ยายคนนี้!” จินเฟยเหยาขึงตาใส่นางอย่างแรง เรียนอะไรไม่เรียนถึงกับเรียนรู้นิสัยเลวร้ายของพั่งจื่อ ท่าทางเย่อหยิ่งเย็นชาตีตัวออกห่างจากผู้คนแบบเมื่อก่อนจัดการง่ายกว่า
จินเฟยเหยายืนจ้องมองทะเลสาบอยู่ริมฝั่ง พลันเอ่ยกะทันหัน “ทะเลสาบแห่งนี้แปลกประหลาด”
“แปลกประหลาดอย่างไร?” หวาหวั่นซีถามอย่างสงสัย นางก็เห็นทะเลสาบแห่งนี้ แต่ไม่พบว่ามีตรงไหนไม่ถูกต้อง
“สถานที่อื่นๆ ล้วนเป็นทุ่งหญ้า มีเพียงที่นี่เป็นทะเลสาบ อีกทั้งน้ำบนทุ่งหญ้าก็ท่วมมาจากที่นี่” จินเฟยเหยาอธิบาย
หวาหวั่นซีตั้งใจฟัง “แล้วอย่างไรต่อ?”
จินเฟยเหยาเหลียวซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยอย่างมั่นใจ “จากนั้นพวกเราต้องลองลงน้ำไปดู”
หวาหวั่นซีชะงัก จากนั้นถามอย่างดูแคลน “ที่จริงเจ้ารู้สึกว่ารอบด้านเป็นหญ้าทั้งหมด มีแต่ที่นี่เป็นทะเลสาบ ดังนั้นจึงลงไปหาในทะเลสาบแห่งนี้ง่ายกว่าเดินสะเปะสะปะไปทั่วทุ่งหญ้า”
“น่าชังนัก ทำไมเจ้าถึงพูดตรงขนาดนี้” จินเฟยเหยาหัวเราะฮ่าๆ จากนั้นสร้างฟองแสงนรกแล้วพาหวาหวั่นซีกระโดดลงน้ำ
ไม่รู้เพราะเหตุใด จินเฟยเหยาจึงรู้สึกว่าทะเลสาบนี้มีปัญหา กลิ่นอายที่ทำให้คนซึมเศร้าจนอยากตายแผ่ออกมาจากที่นี่เข้มข้นที่สุด ไม่แน่ว่าจะมีสิ่งประหลาดที่ก้นทะเลสาบ ออกไปเป็นเรื่องเล็ก ต้องได้ของดีมาชดเชยความเสียหายก่อน
ไม่มีอะไรในทะเลสาบเช่นกัน อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิตในน้ำเลยแม้แต่พวกพืชน้ำก็ไม่มี เทียบกับริมฝั่ง ที่นี่น่ากลัวยิ่งกว่า เพิ่งดำลงไปนิดเดียว ฟองแสงนรกพลันสัมผัสถูกบางอย่างจึงหยุดลง
จินเฟยเหยาตะลึงงัน มองไปไม่พบว่าเบื้องหน้ามีสิ่งใด ดังนั้นนางจึงให้ฟองแสงนรกเข้าไปใกล้ สิ่งที่สกัดกั้นพวกนางดำลงในทะเลสาบถึงกับเป็นสิ่งของโปร่งใสชั้นหนึ่ง ใช้มือลูบแล้วยืดหยุ่นนิดๆ ส่วนด้านล่างเป็นน้ำในทะเลสาบสีฟ้าเข้ม
“ประหลาดจริงๆ ด้วย ด้านล่างต้องมีบางอย่างแน่ ดังนั้นจึงถูกกั้นไว้” จินเฟยเหยาพูดกับหวาหวั่นซีที่อยู่ด้านข้างราวกับครุ่นคิด
หวาหวั่นซีก็ลูบสิ่งของโปร่งใส รู้สึกว่าค่อนข้างแข็ง “พวกเราจะเข้าไปหรือไม่ บางทีด้านในอาจจะขังสัตว์ปิศาจประเภทที่พวกเราไม่มีทางจัดการได้เอาไว้”
“ช่างมัน ลองใช้หมัดต่อยดูก่อน บางทีด้านล่างอาจมีสิ่งล้ำค่า” เจอเรื่องประหลาดแบบนี้ จินเฟยเหยาจะไม่จากไปโดยไม่ทำความเข้าใจให้กระจ่าง ยิ่งเสี่ยงมากผลตอบแทนก็ยิ่งมากเป็นคำพูดที่นางเชื่อถือมาตลอด
นางเดินไปข้างหน้า เรียกทงเทียนหรูอี้ออกมาให้กลายเป็นกระบองยาวครึ่งจั้ง วางปลายแหลมคมบนชั้นโปร่งใส จากนั้นนางให้หวาหวั่นซีถอยไป ยกทงเทียนหรูอี้ขึ้นถ่ายเทพลังวิญญาณแล้วจิ้มลงไปบนผิวโปร่งใสอย่างแรง ตามที่นางคิด สิ่งของที่มีความยืดหยุ่นแบบนี้ จิ้มให้แตกได้ง่ายกว่าทุบและถูกดีดออกมาได้ยาก
ทงเทียนหรูอี้ปักลงบนชั้นโปร่งใส ไม่ได้จิ้มทะลุกลับได้ยินเสียงร้องตกใจผ่านหูราวกับสายฟ้าฟาดทันที ฟองแสงนรกสั่นสะเทือนจนแตกเป็นเสี่ยงๆ แม้แต่น้ำในทะเลสาบก็กระเพื่อม จินเฟยเหยาและหวาหวั่นซีถูกเขย่าไปมาในทะเลสาบ นางมีเลือดออกเล็กน้อยจากหูลอยลงในน้ำ
“ไป!” จินเฟยเหยาตวาด ลากหวาหวั่นซีพุ่งขึ้นสู่ผิวทะเลสาบ พอโผล่พ้นผิวทะเลสาบนางก็โยนพรมบินออกมาแล้วหนีไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็เห็นพื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือน น้ำในทะเลสาบผุดออกมาไม่หยุด ผืนน้ำอันกว้างขวางทะลักไปทุ่งหญ้ารอบด้าน พื้นดินเริ่มแตกแยกตามแรงสั่นสะเทือน พื้นดินพลิกตลบ ทะเลสาบทั้งหมดตั้งขึ้น
“นี่ตัวอะไร!” จินเฟยเหยามองคนผู้หนึ่งลุกขึ้นนั่งจากใต้ทุ่งหญ้าแบบปากอ้าตาค้าง ร่างกายสูงใหญ่ชวนตะลึง ทะเลสาบกว้างห้าหกจั้งอยู่บนหน้าผากของคนผู้นี้ ด้านล่างลืมตา ทั่วร่างเปื้อนดินโคลน แต่ก็ดูออกว่าเป็นสตรี เส้นผมถูกดินจับเป็นก้อน
ร่างกายของนางสูงใหญ่จริงๆ ใหญ่กว่ายักษ์ตาเดียวที่จินเฟยเหยาเคยเห็นสองเท่า ข้อสำคัญคือผู้อื่นมีนัยน์ตาข้างเดียว ทว่าสตรีผู้นี้มีนัยน์ตาสามข้าง ในอดีตจินเฟยเหยาสูงเพียงนิ้วมือของยักษ์ตาเดียว ตอนนี้กลับสูงเพียงครึ่งนิ้วมือ
หลังจากนางพลิกตัวก็ยื่นมือเปื้อนดินมากุมดวงตาบนหน้าผาก จากนั้นจินเฟยเหยาก็ได้ยินนางคำรามอย่างเดือดดาล “ใครใช้สิ่งของจิ้มตาข้า!”
พอจินเฟยเหยาได้ยินก็รีบเก็บทงเทียนหรูอี้ในมือ จากนั้นตะโกนลั่น “พี่สาว ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!”
“หืม!” ยักษ์ตะลึงงัน ปล่อยมือมองสถานที่ซึ่งมีเสียงดังมาก็เห็นคนตัวเล็กๆ สองคนนั่งบนผ้าชิ้นหนึ่งอยู่กลางอากาศ คนหนึ่งในนั้นยังโบกมือตะโกนเสียงดัง “เจ้าพวกสารเลวสำนักตะวันจันทราถึงกับกล้าจิ้มตาท่าน! พี่สาว ดวงตาท่านคงไม่เป็นไรนะ!”
……………………………