คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 495 น้ำตาแห่งความโศกเศร้า
ยักษ์สาวมองจินเฟยเหยาอย่างโง่งม หลังจากตะลึงงันก็เหลียวซ้ายแลขวา ยื่นมือขยับไปมา กระโดดขึ้นอย่างกะทันหัน ร่ายรำสองมือตะโกนพลางหัวเราะแล้ววิ่งหนีไป
หวาหวั่นซีและจินเฟยเหยาเห็นนางวิ่งหนีไปแบบนี้ก็มองสบตากัน เรื่องราวคลี่คลายแบบนี้หรือ? เอาเถอะ พวกเราฉวยโอกาสที่นางยังไม่รู้ตัวรีบหนีไปดีกว่า
พวกนางเพิ่งคิดจะหนีก็เห็นยักษ์สาววิ่งกลับมาอีก ดินบนร่างร่วงลงมาไม่หยุด ร่างกายเปื้อนจนไม่เป็นสารรูป ยักษ์สาววิ่งมาเบื้องหน้าแล้วถามพวกนาง “พวกเจ้ามีน้ำหรือไม่?”
“น้ำหรือ? มีสิ” จินเฟยเหยาพยักหน้าไม่เข้าใจว่ายักษ์สาวไม่ตามหาคนจิ้มตาตนเองกลับมาถามว่ามีน้ำหรือไม่ทำไม
เห็นยักษ์สาวลูบดินที่เปื้อนเต็มร่าง อ้าปากเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ช่วยอาบน้ำให้ข้าหน่อย ร่างสกปรกเกินไปรู้สึกไม่สบาย”
“...”
จินเฟยเหยายืนอยู่บนพรมบิน ใช้เวทชักนำน้ำสูบน้ำในทุ่งหญ้าขึ้นด้วยสีหน้าขมขื่นจากนั้นราดรดลงบนร่างยักษ์สาว ส่วนหวาหวั่นซีอยู่ด้านล่าง ชักนำน้ำสกปรกที่อาบแล้วไปไว้ด้านข้างไม่ให้ปะปนกับน้ำสะอาด
ยิ่งอาบน้ำจนสะอาดเอี่ยมอารมณ์ของนางก็ยิ่งดีขึ้น จินเฟยเหยาพบว่าหมอกพลันจางลง ดวงอาทิตย์โผล่ออกมา ความรู้สึกที่ทำให้คนอยากตายหายไปอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องร่าง อารมณ์ดีขึ้นมาก
รอจนยักษ์สาวอาบน้ำจนสะอาดเอี่ยม น้ำที่ท่วมทุ่งหญ้ามาตลอดก็หายไป บนทุ่งหญ้าแห้งสบายอย่างยิ่ง ส่วนยักษ์สาวยิ้มตาหยีให้จินเฟยเหยาและหวาหวั่นซี “ขอบคุณพวกเจ้า”
ยักษ์สาวหน้าตางดงาม รอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้พวกนางรู้สึกราวกับอาบไล้แสงตะวัน
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างขัดเขิน “ไม่ต้องขอบคุณหรอก ลำบากเพียงยกมือเท่านั้น”
“ดีจริงๆ ข้านึกว่าต้องนอนไปชั่วชีวิตจึงเสียใจมาก” ยักษ์สาวดวงตารื้น ดวงตาบนหน้าผากพลันมีหยาดน้ำตาขนาดครึ่งจั้งร่วงลงมา
ทันใดนั้น จินเฟยเหยาก็เข้าใจจึงชี้นางพลางเอ่ยว่า “น้ำทั้งหมดที่นี่คงไม่ใช่น้ำตาของเจ้าหรอกนะ!”
ยักษ์สาวพยักหน้าเอ่ยด้วยสีหน้าน่าสงสาร “ใช่ ข้าอยากกลับบ้านก็ขยับตัวไม่ได้ ดังนั้นจึงเสียใจ น้ำตาไหลออกมาตลอด ข้าอยากกลับบ้าน”
บรรยากาศเสียใจจนทำให้คนอยากตายเอ่อท้นขึ้นอีกตามสีหน้าเศร้าซึมของนาง จินเฟยเหยาเงยหน้าขึ้นมอง ฟ้าเริ่มครึ้มอีกแล้ว ดวงอาทิตย์ถูกหมอกและเมฆดำบดบัง ที่นี่กลับคืนสู่สภาพเมื่อครู่
“อย่าร้องไห้ ตอนนี้เจ้าขยับได้แล้ว ทั้งยังอาบน้ำจนสะอาดเอี่ยม ต้องร่าเริงหน่อยถึงจะถูก” จินเฟยเหยาอยากพิสูจน์เรื่องนี้ขึ้นมากะทันหันจึงรีบปลอบโยนยักษ์สาว จากนั้นส่งสายตาให้หวาหวั่นซีคิดหาวิธี
หวาหวั่นซีก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ราวกับแสงอาทิตย์หรือเมฆหมอกที่นี่ได้รับผลกระทบจากความรู้สึกของยักษ์สาวตนนี้ ดังนั้นนางจึงถามยักษ์สาว “ตอนนี้เจ้าไม่ได้สวมอะไรเลย อยากได้ชุดที่งดงามเหมือนพวกเราหรือไม่?”
ยักษ์สาวหยุดเสียใจในพริบตา นอนลงมองเสื้อผ้าบนร่างของหวาหวั่นซีอย่างละเอียดและเอ่ยอย่างตื่นเต้นทันที “เสื้อผ้าชุดนี้งดงามยิ่งนัก ข้าอยากได้บ้าง แต่เล็กเกินไป ข้าสวมไม่ได้”
“ไม่เป็นไร คนผู้นั้นมีวัตถุดิบมากมาย ให้นางทำชุดสวยๆ ให้เจ้าสวมใส่” หวาหวั่นซีชี้จินเฟยเหยาแล้วพูดเรื่องสำคัญอย่างง่ายๆ
จินเฟยเหยากำลังสังเกตบรรยากาศรอบด้าน เมื่อยักษ์สาวเห็นเสื้อผ้าแล้วเบิกบานใจ ดวงอาทิตย์ก็โผล่มาแล้วเมฆหมอกหายไปอีกจริงๆ บรรยากาศหดหู่เปลี่ยนเป็นทำให้คนรู้สึกสบายทันที นางอดสงสัยไม่ได้ นี่คือยักษ์อะไรกัน สามารถใช้ร่างตนเองควบคุมสภาพอากาศและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนรอบด้านได้
ยามนี้ได้ยินหวาหวั่นซีพูดแบบนี้กะทันหัน นางก็โง่งมไปทันที ยักษ์สาวสูงขนาดนี้ เรือนร่างใหญ่ปานนี้ มิใช้วัตถุดิบของตนเองหมดเกลี้ยงหรือ อีกทั้งจะหลอมสร้างอย่างไร ต้องใช้เวลานานเท่าใด ห่มหนังสัตว์สักหน่อยก็พอแล้ว…
ยักษ์สาวหันไปมองจินเฟยเหยาและเอ่ยอย่างเบิกบานใจ “พวกเจ้าดีต่อข้ายิ่งนัก อาบน้ำให้ข้าแล้วยังทำชุดให้ข้าสวมใส่อีก ดีกว่าคนเลวที่ทิ่มตาข้ามาก”
“แน่นอน พวกเราเป็นคนดี อีกทั้งข้าก็ถูกคนของสำนักตะวันจันทรากักขังในนี้ ทุกคนต่างเป็นผู้รับเคราะห์ ต้องช่วยเหลือดูแลกัน ข้าจะช่วยทำเสื้อผ้าทันที” จินเฟยเหยารีบประจบเอาใจ
จากนั้นก็หารือกับหวาหวั่นซี ยักษ์ตัวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าหลอมเสื้อผ้าอันงดงามจะยุ่งยากเกินไป ชุดอาคมที่ยืดได้หดได้มีขีดจำกัด ปกติใช้ต่างของวิเศษจึงขยายขนาดให้ใหญ่ได้ ถ้าทำตัวเล็กโดยตรง การใช้พลังวิญญาณทำให้มันขยายขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องเพ้อฝัน (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
แต่ถ้าเพียงเย็บหนังสัตว์เข้าด้วยกันเป็นชิ้นเดียวให้นางพันกาย เกรงว่านางคงไม่พอใจ ยักษ์สาวที่ไม่รู้ความเป็นมาตนนี้ เพียงยินดีหรือโศกเศร้าก็สามารถทำให้บรรยากาศรอบด้านเปลี่ยนเป็นแบบนี้ได้ ถ้าเดือดดาลขึ้นมาผู้ใดจะรู้ว่าบนท้องนภาจะมีสายฟ้าลงมาผ่าพวกนางตายหรือไม่
สุดท้ายผลการหารือที่ออกมายังต้องให้นางเย็บชุดที่ทนทานและงดงาม งานนี้ต้องให้จินเฟยเหยาไปทำ ส่วนหวาหวั่นซีนั่งพูดคุยกับยักษ์สาวบนพรมบินรอเสื้อผ้าเสร็จ
“เจ้าชื่อหลันจิงหรือ? ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะยิ่งนัก”
“อะไรนะ! เจ้าอายุสามพันเจ็ดร้อยปีแล้ว! อ้อ…ในเผ่าของเจ้า เจ้าเพิ่งโตเป็นผู้ใหญ่”
“น่าสงสารจริงๆ เจ้าถึงกับถูกสำนักตะวันจันทราจับตัวมากักขังไว้ที่นี่”
“อย่าร้องไห้ เจ้าต้องเชื่อมั่นว่าพวกเราออกไปได้แน่”
จินเฟยเหยานั่งอยู่บนพื้น ปราณปิศาจบนฝ่ามือพลิกตลบไปมา จัดการหนังสัตว์กองเป็นภูเขา มองพวกนางอาบแดดพูดคุยกันอย่างมีความสุขด้วยสายตาเย็นชา พวกนางอยู่ว่างขนาดนี้ ส่วนตนเองกลับต้องทำงานใช้แรงงาน และยังต้องทนฟังคำพูดเสียดสี
“น้องหวา ทำไมนางต้องกลายร่างเป็นสุนัขตัวใหญ่ด้วย? มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ข้าจึงได้กลิ่นปราณปิศาจอันคุ้นเคยจากร่างนาง ถ้าไม่มีกลิ่นปิศาจพวกนี้ ข้าต้องนึกว่าพวกเจ้าเป็นคนของสำนักตะวันจันทรา พลั้งมือตีพวกเจ้าตายแน่ๆ” ยักษ์สาวนั่งบนทุ่งหญ้า กอดเข่ารอเสื้อผ้าพลางเอ่ยถามอย่างสงสัย
หวาหวั่นซีมองจินเฟยเหยาที่กลายร่างเป็นเทาเที่ยเพื่อทำเสื้อผ้าชุดใหญ่ได้สะดวก แล้วนั่งทำชุดอยู่ตรงนั้นแวบหนึ่ง นางกลั้นยิ้มตั้งแต่แรก ท่าทางของจินเฟยเหยาในยามนี้น่าขำเกินไป ตอนนี้พอหลันจิงถามก็นอนลงกุมท้องหัวเราะอย่างบ้าคลั่งบนพรมบินแบบอดไม่ไหว
ยักษ์สาวมองหวาหวั่นซีหัวเราะอย่างเบิกบานใจก็มองจินเฟยเหยาอีกครั้ง เห็นนางนั่งขนปุกปุยกะขนาดหนังสัตว์ในมือได้คลับคล้ายคลับคลา ท่าทางน่าขบขันอย่างยิ่งจริงๆ จึงได้รับผลกระทบจากหวาหวั่นซี ทั้งสองจึงหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุข เสียงหัวเราะดังเป็นระยะ อากาศยิ่งดีขึ้น แสงแดดเปลี่ยนจากอบอุ่นเป็นแผดเผาทำให้จินเฟยเหยาที่ขนหนาเตอะรู้สึกร้อนแทบตาย
นางโยนหนังสัตว์ในมือลงพื้นอย่างเดือดดาล กระโดดขึ้นคำรามอย่างไม่พอใจ “หัวเราะทำไม! ถ้ายังหัวเราะอีกพวกเจ้าสองคนก็ไปเปลือยกายรอข้าอยู่ทางโน้น!”
นางพ่นน้ำลายใส่หน้าสองคนนี้ เห็นคนทั้งสองพูดอุบอิบว่าไม่หัวเราะแล้ว จินเฟยเหยาจึงแค่นเสียงเย็นชาแล้วนั่งลงอีกครั้ง แต่พอนางนั่งลง คนทั้งสองก็ปิดปากแอบหัวเราะคิกคักลับหลังอีก แต่ครั้งนี้สะกดกลั้นไว้แอบหัวเราะเบาๆ ความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกหงุดหงิด
หลังจากหวาหวั่นซีและหลันจิงหัวเราะด้วยกัน พวกนางก็สนิทกันมากขึ้น เรื่องที่สอบถามยิ่งมากขึ้น หลันจิงจึงค่อยๆ เล่าต้นสายปลายเหตุออกมาทีละเรื่อง
ที่แท้หลันจิงเป็นเผ่าควาฟู่แห่งโลกวิญญาณเจียวเบื้องล่าง โลกวิญญาณที่นางอยู่มีเพียงเผ่าพันธุ์ของพวกนาง ถึงร่างกายจะใหญ่โตแต่กลับมีประชากรน้อยมาก ทั้งเผ่ามีเพียงยี่สิบกว่าคน ในนั้นยังมีเจ็ดแปดคนที่แก่ชราแล้ว ตอนนั้นนางอายุน้อยที่สุดในเผ่าและเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด ทั้งเผ่าหวังว่าหลังจากนางเติบใหญ่จะทำให้เผ่าใหญ่ขึ้น ความหมายคือสามารถให้กำเนิดลูกออกมาเยอะๆ ทั้งเผ่าจะได้ไม่ดับสูญไปโดยไม่ทันระวัง
ทว่าเมื่อสามพันเจ็ดร้อยปีก่อน นางถูกผู้บำเพ็ญเซียนที่มาถึงโลกวิญญาณเจียวคนหนึ่งลักพาตัวมา และถูกพามาที่โลกระดับเทพ ตอนนั้นโลกระดับเทพยังไม่ถูกพี่กระจกผนึกไว้จึงมีเผ่าปิศาจจำนวนมากอยู่ที่นี่ ผู้บำเพ็ญเซียนคนนั้นเรียกตนเองว่าประมุขสำนักตะวันจันทรา เจตนาที่ลักพาตัวหลันจิงมีเพียงข้อเดียวคือเขาคิดจะให้หลังภูเขาของตนเองมีหมอกปกคลุม จะได้ดูงดงามอลังการหน่อย
ทว่าเนื่องจากสถานที่ตั้งของสำนักตะวันจันทราไม่เหมาะจะผลิตหมอก ความปรารถนาข้อนี้ของเขาจึงไม่อาจเป็นจริงมาตลอด วันนั้นขณะเดินทางผ่านโลกวิญญาณเจียว เห็นหลันจิงที่งดงามและเยาว์วัยจึงเกิดความคิดชั่วร้ายลักพาตัวหลันจิงมาโลกระดับเทพทันที เขาปล่อยหลันจิงไว้หลังภูเขา ใช้เวทกักขังคุมขังนางเอาไว้ บางครั้งยังส่งคนมากระตุ้นให้นางคิดถึงคนในครอบครัวที่โลกระดับวิญญาณ
สมดังที่เขาปรารถนา เนื่องจากหลันจิงคิดถึงบ้านจึงร้องไห้เสียใจทั้งวันทำให้หลังภูเขาเต็มไปด้วยไอหมอก ทว่าก็เกิดผลเสีย นั่นคือขอเพียงเข้าสู่หลังภูเขาอารมณ์ของคนจะดิ่งวูบ ผู้บำเพ็ญเซียนคิดมากบางคนฆ่าตัวตายหลังภูเขาทันที
นี่คือเรื่องที่ประมุขสำนักตะวันจันทราคาดไม่ถึง ถึงมีไอหมอกทว่าทำให้คนที่อาศัยอยู่รู้สึกไม่สบายใจ ใครจะอยากอยู่ ในขณะที่เขาคิดจะฆ่าหลันจิงทิ้ง ไม่ต้องการหมอกเหล่านี้อีก กลับพบปรากฏการณ์หนึ่ง ผลกระทบจากกลิ่นอายเศร้าโศกและน้ำตาของหลันจิงผนึกเป็นสัตว์กลืนน้ำตาที่มีเฉพาะโลกวิญญาณเจียว
สัตว์ตัวนี้สามารถผนึกศิลาน้ำตาที่เปี่ยมกลิ่นอายธาตุน้ำ เป็นสิ่งล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง ดังนั้นนางจึงถูกผนึกไว้ในเขตหวงห้ามหลังภูเขา หนึ่งร้อยปีเปิดหนึ่งครั้ง ข้อแรกสามารถฝึกจิตปณิธานของศิษย์ว่าจะมีชีวิตอยู่ในบรรยากาศที่ทำให้คนอยากฆ่าตัวตายแห่งนี้ได้อย่างไร ข้อสองสามารถให้ศิษย์ฆ่าสัตว์กลืนน้ำตาและได้ศิลาน้ำตามา
เรื่องดีงามแบบนี้ผ่านไปเจ็ดร้อยปี กลับเจอเรื่องเผ่าปิศาจถูกคนกางวงเวทบังคับขับไล่ออกจากโลกระดับเทพ ประมุขสำนักตะวันจันทราไม่อยากเห็นหลันจิงที่อยู่ในมือตนถูกไล่กลับโลกระดับวิญญาณแบบนี้ จึงนำพื้นที่มิติออกมาแล้วโยนหลันจิงเข้าไป ทว่าเนื่องจากเกี่ยวพันกับวงเวทสะกดวิญญาณเก้าชั้น หลันจิงเข้าสู่พื้นที่มิติกลับยังได้รับผลกระทบถูกกดลงกับพื้นเคลื่อนไหวไม่ได้ สามพันปีมานี้นอนน้ำตาไหลรินอย่างเดียวดาย
ส่วนคนของสำนักตะวันจันทรา ทุกหนึ่งร้อยปีจะหยิบยืมพลังของบรรดาผู้อาวุโสเปิดทางเข้าพื้นที่มิติเล็กๆ และส่งศิษย์เข้าไปฆ่าสัตว์กลืนน้ำตาที่ร้อยปีจะมีสักตัว
บวกกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ร่างหลันจิงที่มีดินร่วงเต็มจึงค่อยๆ ถูกดินปกคลุมจนหมด มีพืชสีเขียวงอกเต็มร่าง นอกจากดวงตาสีฟ้าที่มีน้ำตาไหลออกมาตลอด ทั่วร่างล้วนถูกกลบฝังในดิน แม้แต่ผู้เยาว์รุ่นหลังของสำนักตะวันจันทราก็ไม่รู้ว่านอกจากสัตว์กลืนน้ำตาแล้วที่นี่ยังมียักษ์สาวอีกตนหนึ่ง
…………………..……………………