คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 496 แสวงหามรรคา
ฟังประสบการณ์รันทดของนาง จินเฟยเหยาก็ทำชุดเสร็จแล้ว หลังจากมอบให้หลันจิงสวมใส่ ก็เห็นขาใหญ่ๆ ของนางเผยออกมาภายนอก จินเฟยเหยาชะงักแล้วกลับไปง่วนอยู่กับเศษวัตถุดิบที่เหลือต่อ
เสื้อผ้าของหลันจิงเน่าเปื่อยไปกับดินนานแล้ว ตอนนี้มีชุดใหม่ย่อมรู้สึกยินดียิ่ง รู้สึกว่าเสื้อผ้างดงามน่ามอง ด้านซ้ายสีหนึ่งด้านขวาอีกสีหนึ่ง สวมใส่แล้วราวกับบุปผา ที่จริงเนื่องจากหนังสัตว์ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงใช้หนังสัตว์ต่างสีติดเข้าด้วยกัน
เห็นจินเฟยเหยาไปค้นหนังสัตว์อีก หวาหวั่นซีจึงบินไปถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าจะทำอะไรอีก หรือว่าจะทำรองเท้า?”
“ใครจะมีเวลาว่างทำรองเท้า นางสูงขนาดนี้ ขอเพียงยืนอยู่ด้านล่าง นางสวมหรือไม่สวมเสื้อผ้าก็ไม่แตกต่างกัน เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นอย่างชัดเจน ข้าจะทำกางเกงให้นางตัวหนึ่ง แต่วัตถุดิบไม่พอ ดังนั้นจึงทำกางเกงใน ไม่เช่นนั้นพวกเราสองคนเงยหน้าขึ้นคงมองเห็นก้นของนางทุกวัน” จินเฟยเหยาตอบโดยไม่หันหน้ามาและยังง่วนกับงานในมือ
“เจ้าคิดได้รอบคอบนัก” หวาหวั่นซีหันหน้ากลับไปมอง มีปัญหาจริงๆ ด้วย ทำกางเกงในดีกว่า ต้องประหยัดหนังสัตว์หน่อย
พวกนางทำงานยุ่งอยู่ที่นี่ ส่วนไป๋เจี่ยนจู๋ก็มาถึงสถานที่ซึ่งมีแผ่นศิลาเขียวแห่งหนึ่งขณะหลันจิงฟื้น เหนือแผ่นศิลา ปรากฏรอยแยกที่มีแสงสีเหลืองอ่อนกระจายออกมา
ตลอดทางเขาไม่ได้พูดกับเจียงซีแม้แต่ประโยคเดียว เจียงซีกลับคิดจะตีสนิทกับเขาเพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ และผู้บำเพ็ญเซียนสตรีคนนั้นเป็นใคร ทว่าไป๋เจี่ยนจู๋ไม่ยอมพูดอะไรเลยราวกับคนใบ้
สิ่งที่ทำให้เจียงซีสงสัยมากกว่านั้นคือสองคนนี้เข้าไปในดินแดนลึกลับได้อย่างไร เดิมทีที่นี่คือที่รวมพลหลังภูเขาของสำนักตะวันจันทราในอดีต ร้อยปีจึงเปิดออกหนึ่งครั้ง ศิษย์ที่เข้ามาแต่ละครั้งห้ามเกินสิบคน ทั้งยังต้องเป็นคนที่จิตใจมั่นคง ขอเพียงกลับมาได้อย่างปลอดภัยก็สามารถได้รับตำแหน่งสำคัญ เพียงแต่ต่อมาสถานที่รวมพลย้ายไปอยู่ใกล้ๆ ภูเขาจีเสวียน ที่นี่จึงกลายเป็นสาขาหก
ถึงจะบอกว่าตกเป็นของสาขาหก ทว่าการเปิดดินแดนลึกลับทุกหนึ่งร้อยปียังจัดขึ้นตามปกติ เพียงแต่การเปิดดินแดนลึกลับแห่งนี้ยากลำบากยิ่ง สำนักสาขาหกแทบต้องส่งผู้อาวุโสเก้าคนร่วมมือกันจึงสามารถเปิดดินแดนลึกลับได้สามวัน ถ้าครบสามวันแล้วไม่ออกไป ดินแดนลึกลับจะปิดลง ต้องรออีกหนึ่งร้อยปีจึงเปิดได้อีกครั้ง
แบบนี้พวกนางก็น่าจะมาทางประตูใหญ่ แต่ที่นี่ไม่ให้คนอื่นๆ เข้าไป เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ หรือสำนักสาขาหกเกิดเรื่อง?
เจียงซีเรียกได้ว่าเป็นไข่มุกในอุ้งมือของหัวหน้าสาขาหก ถึงสาขาหกเป็นเพียงสาขาย่อยของสำนักตะวันจันทรา ทว่าในสายตานาง แทบจะเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลนางแล้ว แม้แต่ยี่สิบเอ็ดสำนักที่อยู่ภายในสำนักสาขาหก นางก็ไม่เคยเห็นอยู่ในสายตามาก่อน
ทว่าสำนักตงอวี้หวงที่กำลังจะเข้าร่วมกับสำนักสาขาหกในครั้งนี้ หากมิใช่อาศัยว่ามีความสัมพันธ์กับสำนักหลิงเถี่ยวอยู่บ้างและได้รับการแนะนำมา สำนักระดับกลางอย่างพวกเขาคิดจะเข้าร่วมกับสำนักตะวันจันทราเป็นเรื่องน่าขำโดยแท้
แต่ถึงเป็นสำนักเล็กๆ กลับมีผู้บำเพ็ญเซียนบุรุษที่สง่างามไม่น้อย ไป๋เจี่ยนจู๋ผู้นี้ก็เป็นบุรุษรูปงาม ทั้งยังสอบถามมาแล้วว่าไม่มีนิสัยเลวร้าย หากแต่งเข้าบ้านท่านพ่อต้องยินยอมแน่
ในใจกังวลว่าสำนักสาขาหกจะพบเหตุไม่คาดฝันหรือไม่ เจียงซีตามหลังไป๋เจี่ยนจู๋ออกจากรอยแยก พอออกมาก็เห็นข้างนอกเป็นเวลากลางวันและไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กลับมีคนในสำนักจำนวนมากรออยู่ข้างนอก เห็นพวกเขาสองคนออกมาก็ต้อนรับ
ไป๋เจี่ยนจู๋เดินมาถึงเบื้องหน้าก็ถูกเฟิงอวิ๋นจู๋รับมาด้านข้างอย่างใส่ใจทันที ยามนี้เขาเพิ่งขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้น รูปโฉมโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ดูแล้วอายุสี่สิบกว่าปี เห็นขาของไป๋เจี่ยนจู๋ไม่ถูกต้องจึงรีบถาม “ศิษย์น้องไป๋ ขาเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?”
ทว่าไป๋เจี่ยนจู๋ไม่สนใจเขา ทิ้งให้เฟิงอวิ๋นจู๋พูดเองเออเองแล้วเดินไปข้างหน้าต่อ เดินไปได้ร้อยก้าว เขาพลันหยุดลงและเอ่ยโดยไม่หันหน้ามา “ศิษย์พี่เฟิง ข้ายังไม่กลับสำนักชั่วคราว”
“เอ๋? เจ้าไม่กลับ คิดจะไปที่ใด!” เฟิงอวิ๋นจู๋มองเขาอย่างงุนงง ศิษย์ตำหนักซวีชิงมีไม่มากและมีของดีให้ใช้ไม่หมดสิ้น ดังนั้นศิษย์จะไม่ออกไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ ถึงออกไปก็จะรวมกลุ่มกันไป ทำไมเขาเพิ่งออกจากหลังภูเขาของสำนักสาขาหกก็อาละวาดจะออกจากบ้านอีก?
“แสวงหามรรคา” ไป๋เจี่ยนจู๋ชะงัก ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นทิ้งทุกคนไว้แล้วเหยียบของวิเศษจากไป
เห็นไป๋เจี่ยนจู๋ถึงกับจากไป เจียงซีจึงผลักบรรดาอาจารย์อาอาจารย์ลุงที่เป็นห่วงความปลอดภัยของนาง รีบพุ่งมา “ศิษย์พี่ไป๋! ท่านจะไปที่ใด”
เฟิงอวิ๋นจู๋สอบถามเจียงซีอย่างไม่เข้าใจ “สหายเซียนเจียง ขอถามหน่อย เกิดเรื่องใดขึ้นในดินแดนลึกลับ? ทำไมพอศิษย์น้องไป๋ของข้าออกมาก็อาละวาดจะไปแสวงหามรรคา!”
เจียงซีมองเฟิงอวิ๋นจู๋ เดิมทีไม่มีความอดทนจะพูดกับเขา แต่นางพลันจำได้ว่าสตรีผู้นั้นบอกว่าเป็นศิษย์น้องของซือจู่ไป๋เจี่ยนจู๋ คนผู้นี้ต้องรู้เรื่องแน่ ดังนั้นจึงเอ่ยอย่างร้อนใจ “สหายเซียนเฟิง พวกเราพบสตรีสองคนด้านใน คนหนึ่งในนั้นดูเหมือนจะสนิทกับศิษย์พี่ไป๋ พวกเขาสองคนพูดคุยกันเล็กน้อย สตรีผู้นั้นพลันลงมือทำร้ายศิษย์พี่ไป๋ จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว ส่วนศิษย์พี่ไป๋ระหว่างทางไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไมจึงต่อสู้กัน”
“สตรีสองคน อีกทั้งยังสนิทกับศิษย์น้องไป๋หรือ?” เฟิงอวิ๋นจู๋ครุ่นคิด ไม่พบว่าไป๋เจี่ยนจู๋มีสตรีไปมาหาสู่ อวี้จูช่วยแนะนำผู้บำเพ็ญเซียนสตรีให้เขาไม่รู้เท่าใด ทว่าถูกเขาปฏิเสธหมด เสียความตั้งใจดีของพวกเขาจริงๆ
เจียงซีพยักหน้า “ใช่ อีกทั้งสตรีผู้นั้นบอกว่านางเป็นศิษย์น้องซือจู่ของพวกท่าน หน้าตาธรรมดาสามัญ เกล้ามวยผมสองข้าง สวมชุดสีดำ ดูเรียบง่าย”
ในใจนางอยากจะบอกอย่างยิ่งว่าหน้าตาน่าเกลียด ทั้งยังสวมชุดเหมือนขอทานยากจน ทว่าเพื่อภาพลักษณ์ของตนเอง ได้แต่เสริมแต่งคำพูด ทำให้งามขึ้นหน่อยอยู่ในขอบเขตที่รับได้ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ศิษย์น้องของซือจู่…” เฟิงอวิ๋นจู๋ตะลึงงัน พลันนึกได้ว่าเป็นใคร “อ๋อ! ข้ารู้แล้วว่าใคร คิดไม่ถึงว่าเป็นนาง”
“เป็นใครกันแน่ พวกเขามีบุญคุณความแค้นอะไรกันใช่หรือไม่?” เจียงซีรีบเอ่ยถามด้วยดวงตาเป็นประกาย
เฟิงอวิ๋นจู๋ยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “คนผู้นั้นชื่อจินเฟยเหยา พวกเราทุกคนเรียกนางว่าศิษย์น้องเล็ก ในอดีตคนทั้งสองเคยสู้กัน ดูเหมือนศิษย์น้องไป๋จะชอบนาง แต่นางกลับไม่มีใจให้ศิษย์น้องไป๋ ต่อมาศิษย์น้องเล็กมาขออาศัยอยู่ที่สำนักตงอวี้หวง ทั้งสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน ความสัมพันธ์จึงดีขึ้นมาก วันที่นางจากไป ศิษย์น้องไป๋ยังไปส่งนางด้วย แต่ขัดเขิน ดังนั้นเพียงแอบมองส่งนางจากไป คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะได้พบที่นี่ หรือว่าศิษย์น้องไป๋ไปพัวพันนางอีกแล้ว”
“อุ๊บส์…” เฟิงอวิ๋นจู๋ทอดถอนใจพลางส่ายศีรษะ “สหายเซียนเจียงไม่รู้อะไร ศิษย์น้องคนนี้ของข้ามีนิสัยยึดมั่นโดยกำเนิด เรื่องที่ตั้งใจมั่นแล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง คำว่ารักช่างทำร้ายผู้คนจริงๆ เขาคงออกจากบ้านครั้งนี้เพราะถูกหักอกมากกว่า”
ในดวงตาเจียงซีมีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน จากนั้นเอ่ยเสียงเย็นชา “สหายเซียนเฟิง ข้าหวังว่าท่านอย่าพูดเรื่องนี้ออกไป ถ้าให้ท่านพ่อข้ารู้เข้า เรื่องเข้าร่วมสำนักตะวันจันทราของพวกท่านก็จะมีเหตุไม่คาดฝัน สตรีผู้นั้นสังหารศิษย์สำนักข้าที่อยู่ด้านใน นางมีความสัมพันธ์ไม่ธรรมดากับพวกท่าน คิดว่าข้าคงไม่ต้องพูดมาก ข้ายังต้องไปรายงานเรื่องอื่นๆ กับหัวหน้าสำนักสาขาอีก ขอลาก่อน”
“ขอบคุณสหายเซียนเจียง ค่อยๆ เดิน” เฟิงอวิ๋นจู๋ประสานมือคารวะตอบ คิดไม่ถึงว่าจินเฟยเหยาจะสังหารคนด้านใน แต่บุตรสาวของหัวหน้าสาขาผู้นี้นิสัยไม่เลว คิดจะช่วยปิดบังให้พวกเรา เป็นคนดีจริงๆ
จากนั้นเขาจึงครุ่นคิดว่าจะกลับไปรายงานอาจารย์อย่างไร ครั้งนี้ติดตามซือจู่และบรรดาผู้อาวุโสมาถึงสำนักสาขาหกแห่งสำนักตะวันจันทรา ต้องให้ซือจุนจากสำนักหลิงเถี่ยวพาเข้าพบ เรียกศิษย์น้องไป๋มาเพื่อให้คนของตนเองดูไม่ขายหน้าโดยเฉพาะ ครั้งนี้กลับดียิ่ง เรียกเขามาเป็นเพื่อนบุตรสาวหัวหน้าสาขาเข้าดินแดนลึกลับอะไรนั่น ตอนนี้เขากลับหนีออกจากบ้านเพราะความรัก
ท่าทางกลับไปได้แต่เล่าให้ซือจู่ฟังตามความจริง ศิษย์น้องไป๋พัวพันศิษย์น้องเล็กไม่สำเร็จอีกแล้ว หลังจากถูกทำร้ายบาดเจ็บก็เข้าหน้ากันไม่ติด ออกไปแสวงหามรรคาอะไรกัน เฟิงอวิ๋นจู๋ครุ่นคิดแล้วจึงตัดสินใจกลับไปบอกว่าไป๋เจี่ยนจู๋ไปหาวิธีลืมรัก
ถ้าไป๋เจี่ยนจู๋จากไปช้ากว่านี้ และเฟิงอวิ๋นจู๋กล่าวคำพูดเหล่านั้นกับไป๋เจี่ยนจู๋ตรงๆ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าเขาจะมีโทสะจนเป็นเช่นไร
เจียงซีรุดกลับมาเบื้องหน้าอาจารย์ลุงอาจารย์อาสำนักสาขา เอ่ยอย่างร้อนใจ “อาจารย์ลุงอาจารย์อาทุกท่าน ครั้งนี้พวกเราเข้าไปพบคนนอกสองคนมาแย่งชิงศิลาน้ำตา เดิมทีพวกศิษย์น้องหลี่มีชีวิต ทว่ากลับถูกสองคนนั้นฆ่าตายหมด แม้แต่ไป๋เจี่ยนจู๋แห่งสำนักตงอวี้หวงก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บ ทั้งยังถูกหยามเกียรติ ตอนนี้เขาจากไปอย่างเดือดดาลแล้ว”
“เด็กคนนี้! เมื่อครู่พอออกมาทำไมไม่บอก ตอนนี้บรรดาอาจารย์ลุงอาจารย์อาของเจ้ารั้งพลังวิญญาณกลับ ดินแดนลึกลับปิดลงแล้ว!” พออาจารย์ลุงใหญ่ของเจียงซีได้ยินก็บริภาษทันที
เจียงซีมีสีหน้าอัปลักษณ์ “ถ้าเมื่อครู่ข้าพูด เรื่องศิษย์พี่ไป๋ถูกทำร้ายบาดเจ็บและหยามเกียรติคงแพร่ออกไปทันที ข้าทำเพื่อเขา…”
“เด็กโง่ ถ้าเจ้าชอบเขาขนาดนี้ก็บอกมาตรงๆ พวกเราจะเป็นธุระจัดการให้ สำนักตงอวี้หวงเล็กๆ ของเขาจะไม่ตกลงได้หรือ เรื่องสำคัญในตอนนี้คือมีคนบุกรุกดินแดนลึกลับ ทั้งยังสังหารศิษย์สำนักเรา นี่เป็นเรื่องใหญ่นะ!” อาจารย์ลุงใหญ่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง เดือดดาลที่นางไม่ทำอะไรเลย เอาแต่สนใจความรักระหว่างบุรุษสตรี
“ท่านลุงใหญ่ ข้าผิดไปแล้ว พวกท่านรีบเปิดดินแดนลึกลับเข้าไปจับพวกนางมาสับเป็นหมื่นชิ้นเถอะ คนหนึ่งในนั้นมีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นแปลงจิตช่วงต้น หากมิใช่ข้าโยนศิลาน้ำตาดึงดูดความสนใจของพวกนาง ข้ากับศิษย์พี่ไป๋คงไม่ได้กลับมา” เจียงซีน้ำตาปริ่ม เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ได้รับความเป็นธรรม
บรรดาอาจารย์อาอาจารย์ลุงแต่ละคนชมดูจนคับแค้นใจ ถึงกับกล้ารังแกสำนักตะวันจันทรา มีความกล้าไม่เบา
เพียงแต่…
เหล่ายอดฝีมือของสาขาหกแห่งสำนักตะวันจันทรามองทางเข้าดินแดนลึกลับที่ตั้งอยู่ตรงกลางเสาสูงด้านหลังภูเขาและรอยแยกหายไปแล้วจึงเอ่ยอย่างจนใจ “ที่จริงดินแดนลึกลับแห่งนี้เป็นพื้นที่มิติของประมุขสำนักตะวันจันทรา เมื่อสามพันปีก่อนเสียหายจากด้านในเนื่องจากสาเหตุไม่แน่ชัดบางประการ ตอนนี้เคลื่อนที่ไม่ได้ ยามปกติเปิดไม่ออก รอยแยกนี้ประมุขเชิญผู้อาวุโสขั้นผสานร่างมาเปิดออก มีเพียงในสามวันนี้จึงเปิดรอยแยกได้ มันหลอมรวมเป็นร่างเดียวกับฟ้าดินแล้ว”
“หา! ถ้าเปิดไม่ออก จะปล่อยให้นางซ่อนตัวอยู่ด้านในอย่างปลอดภัยเป็นเวลาร้อยปีหรือ? เดี๋ยวก่อน หมายความว่าเข้าไปได้จากที่นี่เท่านั้น แล้วพวกนางเข้าไปด้านในได้อย่างไร?” เจียงซีเอ่ยถามอย่างกะทันหัน
ปัญหานี้ทำให้ทุกคนครุ่นคิด สุดท้ายจึงมีคนบอกว่า “บางครั้งถ้ามีพลังอันแข็งแกร่งและประสบโชควาสนาโดยบังเอิญ ระหว่างฟ้าดินจะถูกโจมตีออกเป็นรอยแยก บางทีสองคนนี้อาจจะเปิดรอยแยกห้วงอากาศเข้าไปในดินแดนลึกลับจากที่อื่น ถึงอย่างไรตอนนี้ดินแดนลึกลับก็หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน ไม่นับว่าเป็นพื้นที่มิติส่วนบุคคลแล้ว”
“พูดเช่นนี้ ถ้าพวกเขาไม่มีพลังอันแข็งแกร่งแหวกห้วงอากาศอีก ก็ได้แต่ถูกกักขังอยู่ในนั้นร้อยปีออกมาไม่ได้?” เจียงซีกัดริมฝีปากเอ่ยถามอย่างไม่พอใจ
“ใช่ ส่งคนมาเฝ้าที่นี่ พวกเราได้แต่รออีกร้อยปี อาศัยคนสองคนยังแหวกห้วงอากาศไม่ได้” นี่เป็นวิธีที่จนปัญญา ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นสมบัติของท่านประมุข ครั้งนี้ยังสูญเสียศิลาน้ำตา ถ้าทำลายดินแดนลึกลับอีก เกรงว่าคงให้คำอธิบายไม่ได้
เจียงซีได้แต่มองดินแดนลึกลับอย่างลึกล้ำ แค่นเสียงเย็นชาในใจ เช่นนี้จะให้เจ้ามีชีวิตอยู่อีกร้อยปี!
……………………………………