คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 497 พั่งจื่อเปลี่ยนร่าง
“ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเราจะอาศัยอยู่ที่นี่ ร้อยปีถึงเปิดออกจะกลัวอะไร พวกเราไม่กินอาหารเสียหน่อย ใครกลัวกันเล่า” จินเฟยเหยายืนอยู่บนแผ่นศิลาเขียวเอ่ยพลางเท้าสะเอว
หลันจิงมองไปรอบด้าน เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใดต้องเลือกที่นี่ สถานที่ก่อนหน้านี้ก็ดีมากนะ”
หวาหวั่นซีนั่งหัวเราะอยู่บนไหล่นาง “เนื่องจากพวกเราค้นหาที่นี่รอบหนึ่งแล้ว มีเพียงสถานที่แห่งนี้ที่มีแผ่นศิลาเขียวซึ่งถูกสลักด้วยฝีมือมนุษย์ จากเรื่องนี้เห็นได้ว่า ตรงนี้ต้องเป็นสถานที่พิเศษอย่างเช่นสามารถออกไปจากที่นี่ได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว วางแผ่นศิลาเขียวไว้เป็นเครื่องหมาย พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่จะไม่มีอันตรายหรือ ถ้าคนของสำนักตะวันจันทราบุกเข้ามา มิเตรียมตัวไม่ทันหรือ?” หลันจิงปรบมือยิ้มแย้มก่อน ทว่าพอคิดอีกทีก็รู้สึกไม่ถูกต้อง เรื่องนี้อันตรายมาก
จินเฟยเหยาวางเกาะลอยได้ในสถานที่ห่างจากแผ่นศิลาเขียวร้อยจั้งและอธิบายให้หลันจิงฟัง “ถ้าพวกเขาเข้ามาได้คงเข้ามานานแล้ว นี่ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า ไม่มีเงาใครสักคน เจ้าพวกนั้นต้องเปิดที่นี่ตามใจชอบไม่ได้แน่ๆ คำนวณตามที่เจ้าบอก น่าจะร้อยปีจึงเข้ามาได้ครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นถึงไม่มีสัตว์กลืนน้ำตาก็สามารถปลูกพืชวิญญาณที่นี่ได้ จากนั้นให้ศิษย์เข้ามาหาประสบการณ์ทุกสิบยี่สิบปี ถึงอย่างไรเมื่อก่อนที่นี่ก็เหมาะสมสำหรับฝึกฝนจิตใจมาก” เอ่ยถึงเรื่องนี้จินเฟยเหยาก็เดือดดาล ประมุขสำนักตะวันจันทราตระหนี่เกินไป ไม่ปลูกหญ้าวิญญาณที่นี่เลยสักนิด มีทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่และดีงามเสียเปล่าจริงๆ คนอะไรไม่มีความรับผิดชอบ!
“ก่อนหน้านี้มีปลูกไว้ ต่อมาถูกขุดไปจนเกลี้ยงก็ไม่มีคนปลูกเสริมอีก ดังนั้นจึงไม่มีหญ้าวิญญาณเลย” หลันจิงครุ่นคิด ดูเหมือนหลายพันปีก่อนจะมีหญ้าวิญญาณ
“เข้าใจผิดไปหรือไม่ ถ้าไม่โปรยเมล็ดย้ายต้นมาปลูกก็พอ นิสัยเสีย” จินเฟยเหยาด่าทออย่างอารมณ์ไม่ดี
หลันจิงอาศัยอยู่ในเกาะลอยได้ไม่ได้จึงนอนข้างนอก ที่นี่ไม่มีสัตว์ปิศาจ ไม่มีศัตรู ไม่มีอะไรเลย ทำให้ทุกคนฝึกบำเพ็ญได้อย่างวางใจ
หวาหวั่นซีเริ่มฝึกฝนการรับรู้ได้ที่ได้มาใหม่ ทว่ากินยาเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียรไม่ได้เพราะสาเหตุจากร่างกาย เพียงดูดซับศิลาวิญญาณชั้นล่างหนึ่งก้อนวันเว้นวัน ไม่กล้าใช้ศิลาวิญญาณจำนวนมากและคุณภาพดีเกินไป กลัวการรับรู้อ่อนแอ ทำให้มันบาดเจ็บโดยไม่ระวัง จินเฟยเหยากลับมีสิ่งของจำพวกศิลาวิญญาณอยู่มากมาย นางนำไปใช้ได้ตามสบาย ร้อยปีผ่านไปห้วงการรับรู้ยิ่งดีขึ้นและใหญ่ขึ้น
ส่วนหลันจิงนอนอยู่ที่นี่มาตลอดสามพันปี แต่ก็นับว่าช่างพูดอย่างยิ่ง นางไม่รู้จักสิ่งของมากมาย สติปัญญาแทบไม่แตกต่างจากเด็กน้อย รู้ว่าขอเพียงคงสภาพอารมณ์ที่แตกต่างกันไปของนางไว้ได้นานก็จะผลิตสัตว์ปิศาจชนิดอื่นเหมือนสัตว์กลืนน้ำตา จินเฟยเหยาอยากได้หินผลึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของธาตุทั้งห้า จึงวางแผนจะพานางฝึกบำเพ็ญสิบชั่วยามทุกวัน จากนั้นหาเวลาสองชั่วยามพานางไปเล่น ให้นางรักษาสภาวะจิตใจเบิกบานอยู่ตลอดเวลา
ทว่าเวลาฝึกบำเพ็ญยาวนานเกินไป หลันจิงยังต้องนอนหลับ สุดท้ายเวลาฝึกบำเพ็ญหดเหลือหกชั่วยามก็ยังทำให้นางทนไม่ไหว
จินเฟยเหยาไม่เข้าใจ นางร่างกายใหญ่โตขนาดนี้ทำไมจึงไม่อดทนเอาเสียเลย หลันจิงเอ่ยอย่างขัดเขินว่าสามพันปีมานี้ตนเองไม่ได้กินอะไรเลย ถึงหิวแต่ไม่ตายจึงรู้สึกไม่มีชีวิตชีวา ถ้ามีอาหารให้กินต้องมีเรี่ยวแรงแน่
อาหาร ข้ามีอาหารอยู่เยอะแยะ พอนางมองในถุงเฉียนคุนจึงพบว่าถุงเฉียนคุนของตนเองว่างเปล่า ไม่เพียงอาหารเหลือแค่ผลไม้เหี่ยวๆ กับเนื้อแห้งๆ แม้แต่วัตถุดิบก็เหลือไม่มากนัก
สิ่งของที่ได้จากหอเหอฮวนถูกขายไปหมดแล้ว แร่ราคาถูกที่ได้จากโลกวิญญาณจ้งถู่และวัตถุดิบที่เคยมีนำไปกางวงเวทที่โลกเทพกูซู่แล้ว สิ่งของอื่นๆ ก็ใช้สร้างห้วงการรับรู้ให้หวาหวั่นซี ส่วนเดือนที่แล้วยังทำเสื้อผ้าจากหนังสัตว์ปริมาณมากให้หลันจิง นางเทสิ่งของทั้งหมดในถุงเฉียนคุนลงพื้น สิ่งของที่กองสุมได้สูงเจ็ดแปดคนก่อนหน้านี้ ตอนนี้หดเล็กเหลือสูงสองคนกว่า จินเฟยเหยากุมศีรษะไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะยากจนถึงขั้นนี้
เทียบกับการตกใจสุดขีดของนาง หวาหวั่นซีกลับมองโลกในแง่ดี นางเดินเอื่อยเฉื่อยไปหน้ากองวัตถุดิบและค้นในนั้น “เจ้าตัดใจใช้ศิลาลั่วเทียนไม่ได้ นี่เป็นของดีนะ เอ๋ ด้านในมีมากกว่าครึ่งเป็นแร่หายากของโลกวิญญาณจ้งถู่ ขอเพียงนำสิ่งเหล่านี้ไปประมูลขาย เจ้าก็ซื้อขยะอีกหนึ่งกองใส่ถุงเฉียนคุนได้” นางถือศิลาขนาดเท่ากำปั้นสองก้อน ก้อนหนึ่งมีสีเงินแวววับ อีกก้อนหนึ่งในสีดำมีผงสีทอง ทั้งหมดเป็นแร่หายากของโลกวิญญาณจ้งถู่
“เจ้าจะรู้อะไร ข้าค้นขยะพวกนี้มีประโยชน์ เจ้าคงไม่ให้ข้าใช้สิ่งที่สามารถนำไปประมูลได้ไปจัดการกับคนของสำนักตะวันจันทราหรอกนะ ตีสุนัขไม่ต้องใช้ดาบล้ำค่า สิ้นเปลืองสุดๆ” จินเฟยเหยาหยิบแร่อย่างรู้สึกเสียดาย ลูบคลำแบบแสนรัก มีสีหน้าตัดใจไม่ลง
“แต่ไม่มีทางเลือก สิ่งที่วัตถุดิบขยะทำออกมาสู้สำนักตะวันจันทราไมได้ ของเก่าไม่ไป ของใหม่ไม่มา วันหลังค่อยไปเอาอีกรอบที่โลกวิญญาณจ้งถู่ก็พอ ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นคลังสมบัติของเจ้า” หวาหวั่นซีเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นอะไร
จินเฟยเหยาเกือบลืมไปแล้วว่าตนเองยังเก็บภาษีที่โลกวิญญาณจ้งถู่อยู่ เรื่องนี้ต้องอาศัยใบบุญของพี่กระจก ความมืดมนเมื่อครู่ของนางจึงหายไปจนเกลี้ยง เก็บของอย่างเบิกบานแล้วนำมาใช้สอย หมดก็ไปเอาที่โลกวิญญาณจ้งถู่!
ฝึกบำเพ็ญวันละสิบชั่วยาม บางครั้งหลอมวัตถุดิบที่เหลือ ชีวิตของพวกนางอยู่อย่างเงียบสงบ ขนาดจินเฟยเหยายังทอดถอนใจ ผ่านมาหลายปีในที่สุดก็ได้พักผ่อนเสียที
พริบตาก็ผ่านไปหกสิบปีแล้ว ห้วงการรับรู้ของหวาหวั่นซีฟื้นฟูมาเกินกว่าครึ่ง ตอนนี้ดูดซับศิลาวิญญาณชั้นล่างวันละสามก้อน บางครั้งใช้ศิลาวิญญาณชั้นกลาง เนื่องจากวันๆ ไม่ต้องทำอะไร ใช้เวลาทั้งสิบสองชั่วยามมาฝึกบำเพ็ญ ไม่เคยขาดศิลาวิญญาณ ดังนั้นความรวดเร็วในการบำเพ็ญเพียรจึงรวดเร็วอย่างยิ่ง ห้วงการรับรู้และหยวนอิงถึงระดับขั้นกำเนิดใหม่ช่วงต้นแล้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
จินเฟยเหยาไม่ค่อยรู้สภาพของหลันจิงมากนัก พวกเผ่าควาฟู่ฝึกบำเพ็ญก็เหมือนไม่ได้ฝึกบำเพ็ญ นางสงสัยว่าหลันจิงไม่ต้องฝึกบำเพ็ญเลย ความสามารถของตนเองจะเพิ่มขึ้นตามอายุตามธรรมชาติ เนื่องจากตอนหลังหลันจิงไม่ได้ฝึกบำเพ็ญเลย เล่นกับพวกเสี่ยวหงเสี่ยวหลันทั้งวัน อายุมากแล้ว แต่ขุดดินผสมน้ำสร้างบ้านสร้างสะพานให้พวกนาง ทั้งยังนำพืชสีเขียวมาเป็นอาหารให้พวกเสี่ยวหงกิน มีความเป็นเด็กน้อยสุดๆ
ส่วนพั่งจื่อหายใจปราณสีเขียวเข้าไปจนเกลี้ยง จินเฟยเหยาตรวจสอบ ปราณปิศาจภายในร่างของมันเข้มข้นจนเต็ม ตอนนี้ขาดเพียงเคราะห์สายฟ้า ไม่รู้ว่าเคราะห์สายฟ้าจะปรากฏขึ้นเมื่อใด ทางที่ดีสามารถบรรลุขั้นเทพได้ก่อนกำหนดเวลาร้อยปี
นางนั่งยองๆ อยู่ข้างพั่งจื่อ ใช้นิ้วจิ้มพุงใหญ่ๆ ของมัน ไม่รู้ว่าพั่งจื่อจะเปลี่ยนร่างเป็นเช่นไร บางทีอาจจะเป็นคุณลุงพุงยื่นหน้าตาลามก ถึงอย่างไรมันก็เคยให้กำเนิดเด็กน้อยโขยงหนึ่งมาแล้ว อาจจะอิจฉาเสี่ยวสยงที่หน้าตางดงามได้รับความนิยม ไม่แน่ว่าจะได้บุรุษรูปงามออกมา
นึกถึงความเป็นไปได้ของพั่งจื่อ นางพลันอยากเห็นว่าพั่งจื่อจะเปลี่ยนเป็นเช่นไรกันแน่ จินเฟยเหยาลุกขึ้นเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด พร่ำพูดไม่หยุด “ทำไมเคราะห์สายฟ้ายังไม่มา พั่งจื่อก็ไม่ฟื้น ข้าอยากเห็นนักว่ามันจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร!”
หวาหวั่นซีเห็นนางหงุดหงิดจึงเอ่ยว่า “ถ้าเจ้ารีบร้อนขนาดนี้ ลองถ่ายปราณปิศาจให้มันหน่อย อาจจะขาดอีกนิดเดียวก็บรรลุ ดังนั้นจึงไม่ฟื้น”
จินเฟยเหยาหยุดลงและตั้งใจมองหวาหวั่นซี ผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มชั่วร้าย “เจ้านี่ยิ่งเลวร้ายขึ้นทุกที ความคิดแบบนี้ก็คิดออกมาได้ ธาตุไฟเข้าแทรกตกสู่หนทางมารจะทำอย่างไร?”
“จะกลัวอะไร อย่างมากก็ให้พั่งจื่อฝึกบำเพ็ญใหม่ก็พอ ถึงอย่างไรอุดมคติของมันคือเปลี่ยนเป็นหล่อเหลาสง่างามดึงดูดาสายตาสตรี ที่จริงหน้าตาของมันในตอนนี้ก็น่ารักพอแล้ว พอออกไปแต่ละครั้ง ผู้บำเพ็ญเซียนสตรีล้วนชอบลูบคลำมัน ทว่าเนื่องจากมันตัวลื่นๆ ดังนั้นเมื่อแตะโดนก็แสร้งร้องอุทานอย่างขุ่นเคือง ไม่ต้องบอกเลยว่าพั่งจื่อชื่นชอบเรื่องนี้ขนาดไหน บางครั้งยังจงใจกระโดดเข้าอ้อมอกพวกนาง ชั่วร้ายสุดๆ” หวาหวั่นซีเอ่ยด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
“ทำไมข้าถึงไม่รู้!” จินเฟยเหยามองนางอย่างตกใจ พั่งจื่อออกมากับตนเองไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ทำอย่างมากที่สุดก็ถากถางตนเอง คิดไม่ถึงเลย มันออกไปกับหวาหวั่นซีถึงกับทำเรื่องแบบนี้ น่าชังนัก!
“ขายหน้าเกินไปแล้ว มีสัตว์ภูติแบบนี้ขายหน้าข้าจริงๆ” จินเฟยเหยาพูดไม่หยุด วางมือบนร่างมันจากนั้นถ่ายทอดปราณปิศาจของเทาเที่ยเข้าไป
เนื่องจากที่นี่ไม่มีใคร ดังนั้นนางรู้สึกขายหน้าก็ขายหน้าไป หลายสิบปีมานี้แต่ละวันใช้เวทผสานคงไว้ห้าหกชั่วยาม นอกจากตอนแรกที่ทำให้หลันจิงตกใจ หลังจากหัวเราะกับหวาหวั่นซีพอแล้ว ตอนนี้พวกนางเห็นจนชินจึงไม่มีใครหัวเราะลักษณะมนุษย์ปิศาจของนางอีก
ความคิดแย่ๆ ที่หวาหวั่นซีเสนอมาดีจริงๆ พอถ่ายเทปราณปิศาจเข้าไป ร่างพั่งจื่อก็เริ่มส่งเสียงดังแกร่กๆ ปราณปิศาจสีขาวออกมาจากในร่างหนีขึ้นกลางอากาศอย่างดุร้าย ในขณะเดียวกันกลางท้องนภาพลันมีเมฆดำม้วนตลบ เมฆสายฟ้าบทจะมาก็มา!
“เร็วขนาดนี้เชียว!” จินเฟยเหยาตะลึงงัน แค่เล่นๆ เท่านั้น ถึงกับเลื่อนขั้นจริงๆ! จะให้เมฆสายฟ้าผ่าเกาะลอยได้เล็กๆ ไม่ได้ นางหิ้วพั่งจื่อพุ่งออกนอกเกาะและเหาะออกไปหลายหลี่
ไม่เหมือนเคราะห์สายฟ้าตามปกติที่เมฆดำต้องมากองรวมกันและส่งเสียงดังอยู่นานจึงผ่าลงมาราวกับหยอกเย้า หลังเคราะห์สายฟ้าปรากฏขึ้นจากเมฆดำและส่งเสียงดังเพียงครั้งเดียว อัสนีสวรรค์ก็ผ่าลงมาราวกับพิรุณกระหน่ำ จินเฟยเหยาโยนพั่งจื่อออกไปอย่างแรงทันที ยิ่งไกลจากตนเองยิ่งดี อัสนีสวรรค์แทบจะเฉียดผ่านร่างจินเฟยเหยาและเลี้ยวโค้งห้อตะบึงเข้าหาพั่งจื่อที่ถูกโยนออกไป
“ตกใจแทบตาย!” จินเฟยเหยาโล่งอก เกือบถูกฟ้าผ่าเสียแล้ว จากนั้นก็เห็นอัสนีสวรรค์กลางท้องนภาผ่าลงตรงที่ร่างพั่งจื่อร่วงหล่นราวกับมังกรเหาะเหิน ความเคลื่อนไหวทำให้จินเฟยเหยารู้สึกเหมือนอัสนีสวรรค์มีขนาดใหญ่กว่าที่นางเคยพบเห็นมา
เคราะห์สายฟ้าของพั่งจื่อรีบผ่าแข่งกับเวลาอย่างยิ่ง กระแทกใส่โครมๆ แบบไม่ให้เวลาพักหายใจ พอการกระแทกสิ้นสุด อัสนีสวรรค์จึงเก็บสายฟ้าและสลายเมฆจากไปโดยไม่หันมา รีบผ่าๆ ให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเหมือนไม่อยากเห็นพั่งจื่ออีก ความรวดเร็วเช่นนี้ทำให้จินเฟยเหยายังไม่ได้สติคืนมา เวลาแค่ยี่สิบอึดใจเองนะ นางเพิ่งหอบแฮ่กๆ ยี่สิบครั้ง พั่งจื่อก็ผ่านเคราะห์สายฟ้าเสร็จสิ้น
ช่างรวดเร็ว โหดเหี้ยม และอำมหิตจริงๆ ขนาดสวรรค์ยังรังเกียจมัน!
เห็นสถานที่ซึ่งพั่งจื่อร่วงพื้นมีหมอกควันปกคลุมและกลิ่นไหม้อย่างรุนแรง จินเฟยเหยาสงสัยว่าพั่งจื่อถูกสายฟ้าที่มาแบบรีบร้อนนี้ผ่าตายแล้ว! ทว่าหมอกควันค่อยๆ สลายไป เงาร่างคนผู้หนึ่งก็ปรากฏ พอเห็นลักษณะของเขาจินเฟยเหยาก็ตกใจ ทำไมร่างมนุษย์ของพั่งจื่อเป็นแบบนี้! บ้าหรือเปล่า!
……………….……………….