คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 10 โหยวฟางอิ๋น (1)
งานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศที่จวนชิงหย่วนปั๋อ
จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ครั้นได้ยินคำว่า ‘ไป’ จาก
เจียงเสวี่ยหนิง ถังเอ๋อร์ก็รีบเขียนเทียบตอบกลับ
แล้วใช้ให้คนส่งไปยังจวนชิงหย่วนปั๋อ ถึงอย่างไร
การส่งเทียบเชิญก็เป็นเพียงการบอกกล่าว ใช่ว่า
ทุกคนที่ได้รับจะต้องไป แต่การเขียนตอบกลับ
เจ้าภาพจะทำให้เมื่อถึงวันงานทางนั้นจะได้
เตรียมการเอาไว้แต่เนิ่น ๆ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ถูกเยี่ยนหลินรู้จนได้
หลังจากการบรรยายประจำวันสิ้นสุดลง เขา
กับเสิ่นเจี้ยออกจากวังไปชงชาที่จวนของเสิ่นเจี้ย
ใบหน้าอันหล่อเหลาบึ้งตึง กล่าวอย่างอารมณ์เสีย
“ข้าถามนางว่าวันที่เก้าเดือนเก้าจะไปดูงาน
เทศกาลโคมไฟหรือไม่ นางบอกว่าไม่ไป ครั้น
ผู้อื่นเชิญนางไปชมดอกเบญจมาศในเทศกาลฉง
หยาง นางกลับเลือกจะไป ทั้งที่จวนชิงหย่วนปั๋อ
เป็นตระกูลที่ตกต่ำถึงเพียงนั้น นี่นางอยากทำให้
ข้าโมโหอย่างนั้นหรือ!”
เรื่องของหนุ่มสาว เสิ่นเจี้ยไม่สะดวกจะสอด
คำ ทำได้เพียงมองเขาเท่านั้น
เยี่ยนหลินคิดไม่ตก ทั้งยังหึงหวงอีกด้วย
เพิ่งจะยกถ้วยชาขึ้น แต่เนื่องจากดื่มไม่ลง จึง
วางกลับไปอีกครั้ง
เขาขมวดคิ้วและออกคำสั่ง “ชิงเฟิง! เจ้าลอง
กลับไปดูที่จวนสิว่าเทียบเชิญจากจวนชิงหย่วน
ปั๋อยังอยู่ที่จวนเราหรือไม่ ถ้ามีจงตอบกลับไป ถึง
เวลาข้าจะไปด้วย หากไม่มีก็ต้องมี! แค่ส่งเทียบที่
มีชื่อของข้ากลับไป ยังจะมีใครกล้าขวางข้าอยู่
นอกประตูอีก?”
ชิงเฟิงลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะเตือนด้วยความ
ระมัดระวัง “แต่ว่าซื่อจื่อ จวนเฉิงกั๋วกงก็ส่งเทียบ
เชิญมาเช่นกันนะขอรับ หากถึงเวลาแล้วท่านไปที่
จวนชิงหย่วนปั๋อ…”
ตระกูลเซียวของจวนเฉิงกั๋วกงเป็นตระกูล
ใหญ่เพียงตระกูลเดียวในเมืองหลวงที่เทียมทัด
เคียงบ่าเคียงไหล่ตระกูลเยี่ยนได้
เมื่อยี่สิบปีก่อนทั้งสองตระกูลเคยมีวิวาห์
เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลอีกด้วย
ทว่าตอนนี้น่ะหรือ…
เยี่ยนหลินหัวเราะเย้ยหยัน “จวนเฉิงกั๋วกงมี
พวกผู้ใหญ่ไปร่วมงาน ส่วนพวกผู้เยาว์ก็แค่ไปเป็น
เพื่อนเท่านั้น มิหนำซ้ำจวนหย่งอี้โหวของพวกเรา
กับจวนเฉิงกั๋วกงไม่ได้คบค้าสมาคมกันมาตั้งนาน
แล้ว ข้าไม่ไปก็ไม่เห็นมีอะไรน่าแปลกเลย เจ้าจะ
พูดจาไร้สาระทำไม รีบไปเสียสิ”
ชิงเฟิงไม่กล้าพูดให้มากความ เพียงเอ่ยถาม
ว่า “เช่นนั้นจะให้แจ้งคุณหนูรองเจียงหรือไม่
ขอรับ?”
อยากลองดูสิว่าพอนางเห็นข้าแล้วจะหา
ข้ออ้างผีสางอะไรมากลบเกลื่อนอีก!”
เสิ่นเจี้ยหัวเราะเยาะเขา “นิสัยของเจ้านี่นะ”
ครั้นกล่าวจบและครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่สักพัก
เสิ่นเจี้ยก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าไป
ร่วมสนุกที่จวนชิงหย่วนปั๋อด้วยก็ได้”
เยี่ยนหลินเลิกคิ้วมองอีกฝั่าย
เสิ่นเจี้ยกลับดื่มชาด้วยท่าทีเอ้อระเหย
อธิบายว่า “เจ้าก็รู้ข่าวลือในวังหลวงช่วงนี้นี่นา
ต่างลือกันว่าเสด็จพี่ทรงคิดจะแต่งตั้งข้าให้เป็น
พระอนุชารัชทายาท วันนี้ตอนออกมาจาก
ตำหนักเหวินหวา เซี่ยเซียนเซิงกล่าวชี้แนะข้า
บอกว่าคำคนในราชสำนักน่ากลัว ต่อให้ข้าไม่ได้
กระทำเรื่องที่ต้องละอายแก่ใจ แต่ทางที่ดีช่วงนี้
ให้อยู่ห่างจากตระกูลเซียวสักหน่อยจะดีกว่า”
จวนเฉิงกั๋วกงก็คือตระกูลเซียว เป็นตระกูล
ฝั่ายมารดาของไทเฮาองค์ปัจจุบัน และเป็น
ตระกูลฝั่ายมารดาของฝั่าบาทอีกด้วย
เสิ่นเจี้ยกับเสิ่นหลางเป็นพี่น้องร่วมมารดา
ดังนั้นตระกูลฝั่ายมารดาของฝั่าบาทย่อมเป็น
ตระกูลฝั่ายมารดาของเขาเช่นกัน
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้มีความพิเศษ
มากจริง ๆ
ถึงอย่างไรเสด็จพี่ก็เป็นฮ่องเต้แล้ว อีกทั้ง
ตระกูลเซียวก็มีอำนาจยิ่งใหญ่ แม้จะลือกันว่า
เสด็จพี่ทรงคิดจะแต่งตั้งเขาให้เป็นพระอนุชารัช
ทายาท แต่หากเขาสนิทสนมกับตระกูลเซียวมาก
เกินไปก็ยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เสด็จพี่บังเกิด
ความระแวงสงสัย
เยี่ยนหลินหลุบตาใคร่ครวญครู่หนึ่ง “เซี่ย
เซียนเซิงถึงกับยอมชี้แนะท่านด้วย”
เสิ่นเจี้ยไม่แยแส เพียงเอ่ยว่า “เซียนเซิงเป็น
วิญูชน มีความเป็นนักปราชญ์ ย่อมดีต่อทุกคน
อยู่แล้ว”
*****
เรื่องที่จวนเฉิงกั๋วกงกับจวนชิงหย่วนปั๋อส่ง
เทียบเชิญร่วมงานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศ
เทศกาลฉงหยางในเวลาเดียวกันนั้น แพร่สะพัด
ในหมู่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงอย่างเงียบ ๆ มา
ตั้งแต่แรก มีหลายคนได้รับเทียบเชิญจากสอง
จวนพร้อมกัน ส่วนใหญ่เตรียมตัวจะไปจวน
เฉิงกั๋วกง
ไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากตระกูลเซียวนั้น
ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน
ตระกูลที่ไม่ค่อยสูงส่งนักจึงคิดจะปีนปั่าย
ส่วนตระกูลที่สูงส่งเพียงพออยู่แล้วก็ดูแคลน
ตระกูลตกต่ำอย่างจวนชิงหย่วนปั๋อ
เพราะฉะนั้นแม้จะรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นการหัก
หน้าจวนตระกูลโหยวเป็นอย่างมาก แต่หลายคน
ก็จำต้องหาข้ออ้าง หรือมีแม้กระทั่งคร้านจะหา
ข้ออ้าง ปฏิเสธคำเชิญจากจวนชิงหย่วนปั๋อไป
เสียเลย
ทุกคนคาดเดากันว่าคราวนี้คงมีผู้ไปร่วมงาน
เลี้ยงที่จวนชิงหย่วนปั๋อเพียงไม่กี่คน
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคาดคิดว่ายามบ่ายพลันมี
ข่าวแพร่สะพัด บอกว่าท่านโหวน้อยแห่งจวนหย่ง
อี้โหวกับหลินจืออ๋องตอบเทียบเชิญ พรุ่งนี้จะ
เดินทางมาพร้อมกันเพื่อร่วมงานเลี้ยงของจวนชิง
หย่วนปั๋อ!
ทุกคนตกใจจนอ้าปากค้างทันที
แม้แต่จวนชิงหย่วนปั๋อเองยังงงงัน ต่างมอง
หน้ากันไปมา พวกเราเคยคบหากับจวนหย่งอี้โหว
เช่นนั้นหรือ ผู้ใดรู้จักท่านโหวน้อย ผู้ใดไปติดต่อ
หลินจืออ๋อง เคยสนทนากันบ้างหรือไม่ อยู่ดีไม่ว่า
ดีคนเขามาร่วมงานได้อย่างไร
ทว่าหลังจากนั้นกลับรู้สึกยินดีเป็นล้นพ้น
เดิมทีก็จัดงานชนกับจวนเฉิงกั๋วกง พวกเขา
ทั้งประหวั่นลนลาน ทั้งกระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
หลายวันนี้เทียบที่ตอบกลับมามีน้อยนิดเพียงไม่กี่
ฉบับยังพอทำเนา ครั้นเปิดออกยังมีครึ่งหนึ่งที่
กล่าวปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ
จวนตระกูลโหยวจึงพากันสังหรณ์ใจว่ายาม
เปิดงานวันพรุ่งนี้จะต้องวังเวงแน่
แต่จู่ ๆ กลับมีหลินจืออ๋องกับท่านโหวน้อยมา
ร่วมงาน นี่ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่สวรรค์ประทาน
มาให้จริง ๆ สถานะของทั้งสองคนถือเป็นอันดับ
ต้น ๆ ของเมืองหลวงเชียวนะ!
ทุกคนในจวนคึกคักอักโขกันโดยพลัน
ตกเย็น น่าจะเป็นช่วงที่ข่าวการมาร่วมงานใน
วันพรุ่งนี้ของเยี่ยนหลินกับเสิ่นเจี้ยแพร่ออกไป
แล้ว เทียบตอบกลับและเทียบเชิญสารพัดอย่าง
ปลิวว่อนเข้าหาจวนชิงหย่วนปั๋อราวกับหิมะ
โต๊ะกินเลี้ยงที่พวกเขาจัดเตรียมไว้แต่เดิมนั้น
นึกว่ามากเกินไป
แต่คาดไม่ถึงว่าครั้นใช้ลูกคิดคำนวณ กลับยัง
ไม่เพียงพอ!
ดังนั้นพวกเขาจึงทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ
ลานเรือนสว่างไสวด้วยแสงโคมไฟตลอดคืน
เพราะเกรงว่าจะจัดเตรียมไม่เรียบร้อยจนทำให้
วันพรุ่งนี้ดูแลแขกเหรื่อได้ไม่ทั่วถึง
จวนตระกูลโหยวมีคุณหนูบุตรีภรรยาเอกอยู่
สองคน คุณหนูใหญ่มีนามว่าโหยวซวง ส่วน
คุณหนูรองมีนามว่าโหยวเย่ว์
รูปโฉมของสองศรีพี่น้องอยู่ในระดับกลาง ๆ
ค่อนไปทางดี
เมื่อได้ยินบ่าวแจ้งว่าหลินจืออ๋องกับท่านโหว
น้อยจะมา ทั้งสองต่างเบิกตาโพลง ตกใจจนต้อง
เอามือปั้องปาก
บ่าวผู้นั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี เอ่ยกับ
พวกนางสองคนว่า “ท่านปั๋อฝากคำพูดมา ครั้งนี้
ถือเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่งนัก คุณหนูใหญ่กับ
คุณหนูรองต้องเตรียมตัวให้พร้อม แต่งกายให้
หมดจดงดงามนะขอรับ”
คำพูดประโยคนี้กำกวมมาก
แต่โหยวซวงและโหยวเย่ว์สองคนล้วนฟัง
เข้าใจ พวกนางหน้าแดงเล็กน้อย ทว่าปากกลับ
ตอบไปว่า “ท่านพ่อห่วงเกินไปแล้วจริง ๆ งาน
เลี้ยงสำคัญเช่นนี้ พวกเราสองพี่น้องย่อมไม่อาจ
ทำให้จวนหย่วนชิงปั๋อเสียหน้าอยู่แล้ว”
บ่าวรับคำอย่างต่อเนื่อง “ขอรับ”
โหยวซวงกลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
ใบหน้านางเย็นชาลงเล็กน้อย ขมวดคิ้ว
ครุ่นคิด “น่าแปลกจริง จวนของเราไปคบค้า
สมาคมกับจวนหย่งอี้โหวตั้งแต่เมื่อใด? ข้าไม่เคย
ได้ยินว่าพวกพี่ชายจะเคยคบหาอะไรกับท่านโหว
น้อยและหลินจืออ๋องเสียด้วย แล้วเหตุใดวันนี้ถึง
บอกจะมาก็มาล่ะ?”
มิหนำซ้ำยังตอบกลับช้าเกินไปสักหน่อยด้วย
กระทำราวกับตัดสินใจกันกะทันหันเสียอย่าง
นั้น
โหยวเย่ว์ยังคงยินดีอย่างออกนอกหน้า
รูปโฉมนางงดงามกว่าเล็กน้อย ทั้งยังอ่อนวัย
กว่า สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนทำให้ดู
งามเพริศพริ้งยิ่งนัก
บทที่ 10 โหยวฟางอิ๋น (2)
เมื่อได้ฟังคำพูดของพี่สาว นางก็มิได้ใส่ใจสัก
เท่าไร “พี่หญิงคิดมากไปแล้ว ไม่ใช่เพราะผู้อื่น
เกิดสนใจขึ้นมากะทันหันหรือไร? ต่างลือกันว่า
ตระกูลเซียวกับตระกูลเยี่ยนไม่ถูกกัน ไม่แน่
ว่าเยี่ยนซื่อจื่ออาจจงใจหักหน้าจวนเฉิงกั๋วกงถึง
มาร่วมงานก็เป็นได้”
ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่…
“ต่อให้ต้องการหักหน้าจวนเฉิงกั๋วกง แค่ไม่
ไปก็พอแล้วนี่นา เหตุใดต้องกระทำตรงกันข้าม
มาเพิ่มหน้าตาให้จวนของพวกเราด้วยล่ะ?”
โหยวซวงเป็นพี่สาว ทั้งยังได้เรียนรู้หลายสิ่งมา
จากมารดา มักใช้ความคิดลุ่มลึกกว่าเล็กน้อย
ฉะนั้นนางจึงถามบ่าวกลับไปว่า “ข้าขอถามเจ้า
สักหน่อย ก่อนเยี่ยนซื่อจื่อกับหลินจืออ๋องจะตอบ
กลับ ยังมีผู้ใดแจ้งว่าจะมาอีกบ้าง?”
บ่าวผู้นั้นงอนิ้วมือนับ “ก่อนหน้าซื่อจื่อกับหลิ
นจืออ๋อง ผู้ที่ตอบกลับมาว่าจะมาร่วมงานมีไม่
มาก รวมแล้วก็มีจวนซังซานปั๋อ จวนโจวแห่งฝั่าย
ตรวจการ อ้อ ช่วงเช้ายังมีคุณหนูรองจวนท่าน
รองเสนาบดีเจียงด้วยขอรับ!”
โหยวซวงอดขมวดคิ้วไม่ได้ “คุณหนูรองเจียง
…”
สวรรค์ย่อมรู้ว่าจวนปั๋อส่งเทียบเชิญไปให้จวน
รองเสนาบดีเจียงตามมารยาทเท่านั้น พวกนาง
ไม่ได้สนิทสนมกับเจียงเสวี่ยหนิง
หากบอกว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมายังปกติกว่าเสีย
อีก
แต่การมาของเจียงเสวี่ยหนิงก็ค่อนข้างแปลก
ประหลาดเช่นเดียวกับการมาของเยี่ยนซื่อจื่
อกับหลินจืออ๋อง มิหนำซ้ำนางยังตอบกลับก่อน
หน้าสองคนนี้อีกด้วย…
ส่วนโหยวเย่ว์กลับคร้านจะขบคิดให้มาก
ความถึงเพียงนั้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘คุณหนูรอง
เจียง’ สี่พยางค์นี้ก็แค่นเสียงขึ้นจมูก เผยสีหน้า
รังเกียจดูแคลนทันที “เดิมทีการมาของเยี่ยนซื่อจื่
อถือเป็นเรื่องดี คิดไม่ถึงว่านางคนบ้านนอกคอก
นาผู้นี้จะมากับเขาด้วย อัปมงคลเสียจริง!”
โหยวซวงรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างแปลกประหลาด
จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อโหยวเย่ว์เอ่ยถึงเจียงเสวี่ยหนิงก็พลอยนึก
ถึงอีกคนหนึ่งซึ่งตนรังเกียจ จึงเชิดหน้าออกคำสั่ง
บ่าวรับใช้ “จริงสิ ในเมื่อพรุ่งนี้มีแขกคนสำคัญ
จงเฝั้าจับตาดูนางสารเลวนั่นให้ดี จับขังไว้ในห้อง
เก็บฟืนเสีย อย่าให้ล่วงเกินแขกคนสำคัญเข้าล่ะ”
*****
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ในจวน หารู้ไม่ว่าการ
ตัดสินใจไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนชิงหย่วนปั๋ออย่าง
กะทันหันของนางส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ยาว
เหยียดเพียงใด ซ้ำยังไม่รู้ว่าเยี่ยนหลินกับเสิ่นเจี้ย
จะไปอีกด้วย
นางคิดเรื่องโหยวฟางอิ๋นจนปวดหัว
อีกทั้งเมื่อคืนยังหลับไม่สนิท กลางวัน
สะลึมสะลือ ปราศจากความสดชื่น
กระปรี้กระเปร่า
ครั้นเมิ่งซื่อได้ยินว่านางจะไปจวนชิงหย่วนปั๋อ
ไม่ได้ไปจวนเฉิงกั๋วกง ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรมากนัก
เจียงเสวี่ยหนิงแอบคิดในใจว่ามารดาคงรู้สึก
โล่งอก
เมิ่งซื่อต้องการไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเฉิงกั๋ว
กงอยู่แล้ว ไม่สู้พาเพียงเจียงเสวี่ยฮุ่ยผู้สง่างามมี
จริยามารยาทและรู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรไปจะดีกว่า
หากพานางที่มีนิสัยดื้อรั้นและเอาแต่ใจไป ก็ไม่รู้
จะก่อเรื่องอะไรอีกบ้าง
เช้าวันต่อมา เจียงเสวี่ยหนิงตื่นขึ้นมากินโจ๊ก
แต่งตัวเกล้าผม จากนั้นจึงก้าวขึ้นรถม้าที่ทางจวน
จัดเตรียมเอาไว้ให้ ขับอ้อมผ่านครึ่งเมืองมุ่งหน้า
ไปยังจวนชิงหย่วนปั๋อ
จวนชิงหย่วนปั๋อตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ
เมือง แถบนั้นมีแต่ตระกูลของผู้มีบุญหนักศักดิ์
ใหญ่
เมื่อเทียบกับตระกูลอันสูงส่งจนน่าตื่น
ตระหนกเช่นจวนเฉิงกั๋วกง สิงโตหินสองตัว
บริเวณหน้าประตูจวนชิงหย่วนปั๋อก็พอจะเสริม
บารมีกับเขาอยู่บ้าง ทว่าบรรยากาศบริเวณหน้า
ประตูและลานเรือนกลับดูทรุดโทรมไปหน่อย
อย่างเห็นได้ชัด
โชคยังดีวันนี้มีผู้มาร่วมงานเลี้ยงจำนวนไม่
น้อย
เบื้องหน้าประตูที่เคยเงียบเหงาในกาลก่อน
ยามนี้ถือว่ามีผู้คนสัญจรไปมาคับคั่งพอสมควร
ผู้คนใบหน้าประดับรอยยิ้มกล่าวทักทายกันขณะ
เดินเข้าประตูไม่ขาดสาย พาให้คนคิดว่าหรือจวน
ชิงหย่วนปั๋อกำลังจะรุ่งโรจน์อีกครั้ง
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงเคยได้ยินโหยว
ฟางอิ๋นเล่าให้ฟัง ทำให้รู้สถานการณ์ปัจจุบันของ
จวนชิงหย่วนปั๋อแจ่มแจ้ง ยามนี้ขณะเพิ่งจะลง
จากรถม้าและได้เห็นบรรยากาศโดยรอบคึกคักก็
เกือบนึกว่าตนมาผิดที่เสียแล้ว ครั้นเงยศีรษะมอง
ปั้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงค่อยมั่นใจได้ว่าที่นี่คือจวน
หย่วนชิงปั๋อจริง ๆ
นางรู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่ได้ไต่ถามสิ่งใด
มากนัก
เมื่อยื่นเทียบเชิญ บ่าวรับใช้ก็พาพวกนางเดิน
เข้าจวน
ฝูงชนเดินผ่านระเบียงวน ระหว่างทางได้กลิ่น
หอมของดอกหอมหมื่นลี้โชยมา ทั้งยังมีดอกจิน
จ่านจวี๋[1]งอกงามประปรายริมทาง การตกแต่ง
ประดับประดาถือว่าบรรจงพิถีพิถัน กอปรด้วย
สุนทรียภาพอยู่หลายส่วน
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเดินผ่านซุ้มประตูทรงโค้งเพื่อ
เข้าไปยังสวนด้านหลัง กลับมีเงาร่างผอมซูบสาย
หนึ่งพุ่งเข้ามา
มีรอยขาดและคราบสกปรกบนชุดกระโปรงสี
เขียวเล็กน้อย
เป็นดรุณีที่ทำผมทรงมวยเมฆคล้อยซึ่งมี
สภาพยุ่งเหยิงอยู่บ้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความ
ร้อนรนกระวนกระวาย ดวงตาแดงก่ำ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกคุ้นตา ใจสั่นสะท้านขึ้นมา
ทันที พอเห็นอีกฝั่ายวิ่งมาด้วยความรีบร้อนลน
ลาน ยังไม่ทันจำได้ว่าเป็นผู้ใดและยังไม่ทันหลบ
หลีก ก็ถูกชนกระแทกไหล่ไปทีหนึ่ง
ถุงหอมปักลายผูกเอวเจียงเสวี่ยหนิงร่วงตก
พื้น
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งไม่ไหวติง เพียง
ทอดสายตามองนาง
ด้านโหยวฟางอิ๋นเพิ่งจะหนีออกมาจากห้อง
เก็บฟืน คิดเพียงอยากจะไปพบหน้าอี๋เหนียงซึ่ง
กำลังล้มปั่วยหนักสักครา กลัวว่าจะไม่ได้เห็นหน้า
เป็นครั้งสุดท้าย แต่ยามนี้กลับชนผู้อื่นเข้าเสียได้
จึงร้อนใจจนน้ำตาไหลริน
นางรีบค้อมกายเก็บถุงหอมใบนั้นขึ้นมา
ทว่าน้ำตาที่ร่วงหล่นกลับทำให้ดอกโบตั๋นสี
ขาวปักด้วยฝีเข็มอันละเอียดประณีตชื้นแฉะ
เมื่อใช้มือเช็ดอีกหนก็เปือนเป็นดวง
ยามนี้โหยวฟางอิ๋นแค้นใจนักที่ตนเองมือไม้
เงอะงะงุ่มง่าม และไม่กล้าใช้มือเปือน ๆ ของตน
เช็ดต่อแล้วเช่นกัน นางใช้สองมือประคองถุงหอม
ส่งให้เจียงเสวี่ยหนิงด้วยความละอายใจและ
หวาดกลัว “ฟางอิ๋นโง่เขลาเบาปัญญา ชนคุณหนู
และยังทำให้ถุงหอมของท่านเสียหายอีก วันหน้า
ข้าต้องปักชดใช้ให้คุณหนูแน่ ขอคุณหนูโปรดให้
อภัยด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
ขณะนางยื่นมือออกไป ชายแขนเสื้อก็เลื่อน
ร่นเล็กน้อย
ข้อมือที่โผล่พ้นไม่มีบริเวณใดที่ดูได้สักนิด
ม่วงช้ำดำเขียวเป็นแถบ ทั้งยังหลงเหลือรอยแส้
หลายแห่ง
ครั้นบ่าวนำทางเห็นนางเข้าก็ตะลึงงัน
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตาจากใบหน้าไปยัง
ข้อมือ สีหน้างุนงงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ยังคงเป็นถังเอ๋อร์ที่มีปฏิกิริยารวดเร็วยิ่งนัก
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ผิดปกติจึงรีบเข้ามารับถุง
หอมเอาไว้ “ให้ข้าก็ได้”
เสียงฝีเท้าอันสับสนและเสียงร้องตะโกน
โหวกเหวกของหญิงรับใช้วัยกลางคนหลายราย
แว่วมาจากอีกฟากของระเบียงทางเดิน “แค่คน
เดียวยังเฝั้าให้ดีไม่ได้! จับขังแล้วนางยังจะหนี
ออกมาได้อีก! ในวันสำคัญเช่นนี้เสียด้วย หากเกิด
อะไรขึ้นพวกเจ้าได้เห็นดีกันแน่! เร็ว รีบไปตา
มหาเร็ว!”
เมื่อโหยวฟางอิ๋นได้ยิน ไหนเลยจะกล้าอยู่ต่อ
นางรีบยอบกายคารวะเจียงเสวี่ยหนิง ก่อน
จะยกชายกระโปรงวิ่งห้อตะบึงไปอีกทาง กิ่งบุป
ผาที่ยื่นระหว่างทางกรีดแขนเสื้อและหลังมือนาง
แต่นางก็ไม่กล้าหยุดฝีเท้า
บรรดาหญิงรับใช้วัยกลางคนทางด้านหลังพบ
ร่องรอยของนางอย่างรวดเร็วและไล่ตามไปทันที
เสียงดังเอะอะโวยวายไปช่วงหนึ่ง
บ่าวผู้นั้นรู้ว่าช่วงนี้จวนไม่ค่อยสงบสุขเพราะ
เรื่องของอี๋เหนียง อีกทั้งไม่กล้าให้แขกที่มา
ร่วมงานรู้เรื่อง ฉะนั้นจึงทำได้เพียงรีบยิ้มประจบ
เอาใจเจียงเสวี่ยหนิง “ขายหน้าคุณหนูแล้ว สาว
ใช้ที่เพิ่งซื้อตัวมาของจวนไม่รู้จักกฎระเบียบ
พวกหมัวมัวกำลังอบรมสั่งสอนอยู่ ท่านคงไม่
ตกใจนะเจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงรับถุงหอมมาจากมือถังเอ๋อร์
เดิมทีดอกโบตั๋นปักด้ายสีขาวมีกลิ่นอายความสูง
ศักดิ์และงามสง่า ทว่ายามนี้กลับเปรอะรอยน้ำตา
ทั้งยังเป็นน้ำตาที่เปือนคราบสกปรกอีกด้วย
นางกะพริบตาก่อนหลุบตามอง
ภายใต้แพขนตายาวอันดกหนาเต็มไปด้วยเงา
ดำมืดอาบความหม่นหมอง
นางได้ยินเสียงอันแสนจะโหดร้ายและเย็นชา
ดังจากก้นบึ้งของจิตใจ อย่ายุ่ง อย่ายุ่ง บนโลกนี้มี
คนที่ต้องจบชีวิตอยู่ตั้งมากมายทุกวี่วัน เพิ่มโหยว
ฟางอิ๋นผู้นั้นไปอีกสักคนจะเป็นไรไปเล่า อย่าไป
ยุ่งเด็ดขาด อีกไม่กี่ชั่วยามเจ้าก็จะได้พบกับ
‘โหยวฟางอิ๋น’ ตัวจริงแล้ว
——————–
1. ดอกจินจ่านจวี๋หรือดอกดาวเรืองหม้อ
ดอกนำมาปรุงหรือสกัดเป็นยาบำรุงได้