คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 11 เกล็ดย้อน (1)
“อะไรนะ หนีไปแล้ว?”
คุณหนูรองโหยวเย่ว์ซึ่งกำลังต้อนรับ
แขกเหรื่ออยู่ที่โถงรับแขก ถูกสาวใช้ประจำตัวดึง
มาสนทนาตรงระเบียงทางเดิน ครั้นได้ยินว่าโหยว
ฟางอิ๋นหลบหนีออกจากห้องเก็บฟืนในเวลาเช่นนี้
ดวงหน้าน้อย ๆ อันพริ้มเพราหมดจดจึงบึ้งตึง
“ให้หญิงรับใช้เฝั้าไว้ไม่ใช่หรือ? แล้วมัวทำ
อะไรกันอยู่เล่า!”
เมื่อสาวใช้เห็นนางกราดเกรี้ยวก็ตัวสั่นงันงก
ไม่กล้าเอ่ยวาจา
โหยวเย่ว์แค่นเสียงเย็นชา “นางเด็กนั่นคงแค่
อยากไปพบหน้านางอี๋เหนียงแพศยาสักครั้ง
เท่านั้นกระมัง วันนี้มีแขกมาเยือนจวน จะทำให้
เป็นเรื่องใหญ่โตไม่ได้ เจ้าไปสั่งพวกนางว่าตอนนี้
อย่าเพิ่งไปสนใจ จะได้ไม่ทำให้ผู้อื่นพบเห็นแล้ว
เอาไปเล่าลือถึงสิ่งไม่เหมาะไม่ควร รอให้ผ่านไป
อีกสักครู่ ข้ากับพี่หญิงจะพาแขกเหรื่อไปชมบุป
ผาในสวน ถึงตอนนั้นพวกเจ้าค่อยไปจับตัวนาง
แพศยานั่นที่ห้อง จากนั้นก็จัดการเสีย”
สาวใช้รับคำเสียงเบาแล้วออกไปถ่ายทอด
คำสั่ง
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานทยอยมาถึงกันแล้ว
ต่างรวมตัวสนทนากันที่โถงรับแขก
เดิมทีคุณหนูตระกูลใหญ่ทั้งหลายไม่ได้อยาก
เข้าร่วมงานนี้แม้แต่น้อย แต่พอได้ยินว่าเยี่ยน
หลินกับเสิ่นเจี้ยจะมาที่จวนชิงหย่วนปั๋อ พวกนาง
ไหนเลยยังจะนั่งอยู่ติดที่ได้อีก
มีผู้ใดบ้างในเมืองหลวงที่ไม่รู้ว่าท่านโหวน้อย
เยี่ยนเป็นผู้มีพรสวรรค์
เป็นเลิศทั้งวรยุทธ์และวิชาความรู้ ได้รับการ
แต่งตั้งเป็นซื่อจื่อมานานแล้ว ผ่านไปอีกสองเดือน
ก็จะเข้าพิธีสวมกวาน
ตามหลักแล้ว เมื่อผ่านพิธีสวมกวานก็จะถึง
เวลาพูดคุยเรื่องคู่ครอง
ต่อให้พวกนางไม่คิดจะเกาะตระกูลใหญ่อย่าง
จวนหย่งอี้โหว ทว่าลำพังแค่ตัวของเยี่ยนหลินเอง
ก็เพียงพอให้ผู้คนวิ่งกรูเข้าใส่แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ย
ถึงว่ายังมีหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยที่ยังไม่ได้สู่ขอพระ
ชายาเอกอยู่อีกราย
ขณะเดินเข้ามาในโถงรับแขก เจียงเสวี่ยหนิง
กวาดสายตามองครั้งหนึ่ง เห็นดรุณีสวมชุดหลาก
สีสันสดใส ใบหน้าผัดแปั้งแต้มชาดเต็มห้องโถง
ไม่ว่าจะอยู่ในตระกูลสูงศักดิ์หรือต่ำต้อยสัก
เพียงใดใบหน้าของทุกคนก็ล้วนประดับรอยยิ้ม
จอมปลอม เนื่องจากต้องรักษาภาพลักษณ์และ
มารยาทจนเกินเหตุ
มีเพียงสองคนซึ่งเผยรอยยิ้มค่อนข้างจริงใจ
อยู่บ้าง
ผู้หนึ่งคือโหยวซวง คุณหนูใหญ่แห่งจวน
ตระกูลโหยว ส่วนอีกผู้หนึ่งคือโหยวเย่ว์ คุณหนู
รองแห่งจวนตระกูลโหยวนั่นเอง
และนี่ก็ไม่น่าแปลกใจอะไร
จวนชิงหย่วนปั๋อในความทรงจำของนางกำลัง
อยู่ในช่วงตกต่ำ ทว่ากลับจัดงานเลี้ยง มิหนำซ้ำ
ยังจัดชนกับจวนเฉิงกั๋วกงอีกด้วย แม้จะเป็น
เช่นนั้นแต่ก็ยังมีคนมาร่วมงานจำนวนมากอยู่ดี
หากเจียงเสวี่ยหนิงเป็นพวกนาง เกรงว่าคงปกปิด
ความยินดีทางสีหน้าเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน
เมื่อสาวใช้ผู้นำทางเดินมาถึงทางเข้าห้องโถง
ก็ยิ้มแย้มให้คนด้านในพร้อมแจ้งให้ทราบ
“คุณหนูรองจวนรองเสนาบดีเจียงมาถึงแล้วเจ้า
ค่ะ”
ครั้นเหล่าหญิงสาวจากตระกูลใหญ่ซึ่งกำลัง
จับกลุ่มสนทนากันอยู่กลางห้องโถงได้ยินคำพูด
ประโยคนี้ คราแรกก็ไม่ได้ให้ความสนใจมากมาย
นัก เพียงเงยศีรษะทอดสายตามองทางเข้าห้อง
โถงตามความเคยชินทีหนึ่ง
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าการมองครั้งนี้กลับทำให้ดวงตา
สว่างวาบ
ชั่วขณะที่เจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้ามาจากนอก
ประตูห้องโถง ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนนิ่งเงียบก่อน
หลังจากนั้นก็เริ่มแผ่ขยายจนสงัดทั้งห้องโถงใน
บัดดล
อันที่จริงนับตั้งแต่เจียงเสวี่ยหนิงกลับมาเมือง
หลวง นางเข้าร่วมงานเลี้ยงทำนองนี้น้อยครั้งมาก
สตรีที่อาศัยในเมืองหลวงเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น
กุลธิดา ทุกคนล้วนได้รับการอบรมเลี้ยงดูจนมี
บุคลิกเช่นเจียงเสวี่ยฮุ่ย ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่ง
จะกลับมาเมืองหลวงได้สองปีกำลังร่ำเรียนจริยา
มารยาท เมิ่งซื่อจึงพานางออกไปไหนไม่ได้ ต่อมา
เมื่อรู้จักกับเยี่ยนหลิน นางก็ไม่อาจทนเรียนรู้
จริยามารยาทอันจุกจิกหยุมหยิม รวมถึงสิ่งที่
เหล่าคุณหนูตระกูลผู้ลาก-มากดีชื่นชอบอย่าง
พวกการเล่นเครื่องหอมหรือการดีดพิณอีก และ
ไม่ชอบคลุกคลีกับพวกคนนิสัยไม่เข้ากับนางด้วย
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าปกติแล้วงานพวกนี้ไม่เคย
ขาดเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เมื่อมีพี่สาวผู้เก่งกาจอยู่ทั้งคน ต่อให้เจียง
เสวี่ยฮุ่ยไม่คิดจะกดหัวนาง แต่สายตาคนนอกต่าง
มองว่าคุณหนูรองอย่างเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจสู้ได้
สักอย่าง นางจึงคร้านจะหาเรื่องให้ตนอารมณ์
เสีย
ด้วยเหตุนี้แม้หลายคนในห้องโถงจะเคยได้ยิน
ว่ามีคนเช่นนางอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเห็นด้วย
ตาตนเองว่ามีรูปพรรณสัณฐานและกิริยามารยาท
เช่นไร
แต่ครั้นได้เห็นแล้ว ทุกคนก็ปวดร้าวใจ
ตอนสวรรค์เสกสรรปันแต่งสตรีผู้นี้ออกจะ
ลำเอียงเกินไปหน่อยแล้ว…
ต่อให้ไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ
มิหนำซ้ำยังแต่งหน้าอย่างเรียบง่ายบางเบาเสีย
เหลือเกิน ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้กลับยิ่งทำให้รู้สึกว่า
นางงดงามโดยกำเนิด ไม่เขียนคิ้วก็คมเข้ม ไม่แต่ง
แต้มริมฝีปากก็แดงปลั่งสดใส ผิวขาวดั่งหิมะที่
โปรยลงมาจากฟากฟั้า ทำให้คนรู้สึกไม่อาจเอื้อม
ยามดวงเนตรดำขลับราวกับแต่งแต้มหมึกคู่นั้น
ค่อย ๆ เคลื่อนขยับ ช่างประหนึ่งดึงตัวนางลงมา
สู่โลกมนุษย์ ทั้งมีชีวิตชีวาและทรงเสน่ห์น่าลุ่ม
หลง
งดงามจนถึงขั้นที่ว่าออกจะเพริศพรายเกินไป
หน่อยเสียด้วยซ้ำ
แม้จะขับไล่ไสส่งนางให้อยู่ไกลห่างออกไปพัน
ลี้ ก็ยังทำให้คนละเมอเพ้อพกเฝั้าคะนึงหาอยู่ดี
เรือนผมตรงสลวยสีดำขลับเกล้าเป็นทรงมวย
จดเมฆา[2]
แม้เรือนร่างของสาวน้อยจะยังเจริญวัยไม่
เต็มที่ แต่ก็มีส่วนสัดอันล้ำเลิศแล้ว ยามเยื้องย่าง
เอวคอดกิ่วจะโยกย้ายตามเบา ๆ พานให้นึกถึงกิ่ง
หลิวปลิวไสวท่ามกลางสายลมยามวสันต์ ให้
ความรู้สึกสดชื่นและนุ่มนวล
ในช่วงเวลาแห่งความเงียบสงัดอันแสนสั้น ไม่
รู้ว่าผู้ใดแค่นเสียงออกมา “นางมาได้อย่างไรนี่?”
เหล่าคุณหนูซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกเล็กน้อยจึง
ได้สติคืนกลับมา
บางคนที่เคยพบหน้านางกำลังกระซิบ
กระซาบ บางคนที่ไม่เคยพบหน้านางก็ไป
สอบถามเรื่องราวจากผู้อื่น
แม้เสียงเหล่านั้นจะแผ่วเบาและฟังไม่ได้
ความแจ่มชัด แต่ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงกวาดสายตา
มองสีหน้าท่าทางของบรรดา ‘กุลธิดา’ เหล่านี้ก็รู้
ได้ทันที เกรงว่าคนพวกนี้คงมีความทรงจำต่อตน
ไม่ดีสักเท่าไรนัก ซ้ำดูท่าว่ายังแฝงความเป็นอริ
และความหวาดระแวงจนแผ่ซ่านอย่างเบาบางให้
รับรู้ได้อีกด้วย
ทว่าไม่นานนักความเป็นอรินี้ก็แปร
เปลี่ยนเป็นความดูแคลนจนสิ้น
อย่างไรเสียก็เป็นเด็กสาวบ้านนอกที่สิบสี่ปี
ก่อนยังใช้ชีวิตอยู่บ้านพักในชนบท แม้จะกลับ
เมืองหลวงมาแล้ว แต่ก็เหมือนคำกล่าวที่ว่าต่อให้
สวมเสื้อคลุมมังกรก็หาใช่องค์รัชทายาท[3]อยู่ดี
แล้วจะมาเทียบคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ซึ่งได้รับการ
ประคบประหงมมาตั้งแต่เล็กเช่นพวกนางได้
อย่างไร
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงใส่ใจสายตาเหล่านี้
มากเป็นพิเศษ
แต่พอเห็นพวกนางในชาตินี้ จิตใจกลับสุขุม
หนักแน่นขึ้นมาก ถึงอย่างไรนางก็เคยเป็นถึง
ฮองเฮา ต่อให้สู้รบปรบมือกับคนเจ้าเล่ห์ในราช
สำนักพวกนั้นไม่ได้ แต่นางก็เป็นผู้ชนะที่กำจัด
อุปสรรคขวากหนามจนก้าวสู่การเป็นฮองเฮาตัว
จริงอยู่ดี ฉะนั้นพอเห็น ‘พวกขี้แพ้’ จึงรู้สึกไม่ต่าง
อะไรกับการเห็นตัวตลก
บรรยากาศภายในโถงรับแขกกระอักกระอ่วน
อย่างน่าประหลาด
โชคดีที่เจ้าภาพทั้งสองของงานเลี้ยงคราวนี้ยัง
อยู่
เมื่อได้ยินบ่าวรายงาน โหยวซวงจึงรีบออกมา
ต้อนรับ ครั้นเห็นนางดวงตาก็เป็นประกาย เผย
รอยยิ้มเล็กน้อย พร้อมคารวะทักทายเจียงเสวี่ย
หนิง “ก่อนหน้านี้เหมือนจะเคยพบหน้าคุณหนู
รองเจียงที่งานเลี้ยงจวนเสนาบดีจางเท่านั้น คิด
ไม่ถึงเลยว่าวันนี้คุณหนูรองจะมาเยือนได้ ขอเชิญ
เข้าไปด้านใน”
ส่วนโหยวเย่ว์กลับจ้องเจียงเสวี่ยหนิงไม่
วางตา
วันนี้ตนเป็นเจ้าภาพ ถือว่าแต่งองค์ทรงเครื่อง
มาอย่างเต็มที่ ก่อนออกมาข้างนอกก็ได้ถือคัน
ฉ่องส่องดูตนและรู้สึกว่าคนที่อยู่ในนั้นช่างงดงาม
เหนือผู้ใด อีกทั้งจวนตระกูลโหยวมิได้ประสบ
เรื่องที่มีหน้ามีตาเช่นนี้มานานมากแล้ว ดังนั้น
นางจึงแต่งแต้มดวงตาด้วยสีที่ค่อนข้างร้อนแรง
ดั่งบุปผาสีชาดเฉิดฉายบนยอดกิ่ง ต่อให้มิได้งาม
พิลาสจนสะกดหมู่มวลผกา แต่ก็ต้องเปล่ง
ประกายเจิดจ้าทำให้ผู้อื่นมองปราดเดียวก็ยังต้อง
เห็นนางท่ามกลางฝูงชน เป็นดังไข่มุกเจิดจรัสเม็ด
หนึ่ง
——————–
1. เกล็ดย้อน หมายถึงเกล็ดใต้คอมังกรซึ่ง
หันไปในทางตรงข้ามกับเกล็ดบริเวณอื่น เชื่อ
กันว่าหากใครไปแตะเข้ามังกรจะโกรธจัดและ
ฆ่าเสีย
2. มวยจดเมฆา หมายถึงทรงผมที่เกล้าบิด
เป็นเกลียวสูงปลายแหลม
3. ต่อให้สวมเสื้อคลุมมังกรก็หาใช่องค์รัช
ทายาท เป็นประโยคเปรียบเปรย หมายถึงแม้
สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหราแต่หากมีบุคลิกไม่
สอดคล้องกันก็ไม่ถือว่าเป็นผู้มีฐานะดีได้
บทที่ 11 เกล็ดย้อน (2)
แต่การมาของเจียงเสวี่ยหนิงทำให้นางดูด้อย
ลงไปอย่างสิ้นเชิง
ประหนึ่งจันทร์กระจ่างบนท้องนภายามราตรี
ที่ส่งผลให้ไข่มุกอับแสง
ตามปกติโหยวเย่ว์ไม่ใช่คนจิตใจกว้างขวางอยู่
แล้ว นางจึงรู้สึกว่าเจียงเสวี่ยหนิงงดงามมาก
เกินไปจนขัดหูขัดตา ทั้งยังดูแคลนที่อีกฝั่าย
เติบโตท่ามกลางปั่าเขาในครั้งเยาว์วัยอีก ด้วยเหตุ
นี้นางจึงคลี่ยิ้มเสแสร้ง จงใจเอ่ยว่า “เหตุใดวันนี้
ถึงเห็นแต่คุณหนูรอง ไม่เห็นพี่สาวของเจ้าเลย
เล่า?”
คนโดยรอบจำนวนไม่น้อยต่างแอบมอง
ทุกคนล้วนเคยได้ยินข้ออ้างเกี่ยวกับบุตรี
ภรรยาเอกจวนตระกูลเจียงทั้งสองนางนี้จากปาก
ของคนตระกูลเจียงมาก่อน
อยู่ดีไม่ว่าดีมาเอ่ยถึงพี่สาวต่อหน้าน้องสาว
เจตนาของโหยวเย่ว์ที่จะทำให้เจียงเสวี่ยหนิงไม่
พอใจนั้นปรากฏให้เห็นชัดเจน
ทุกคนต่างลอบหวังหัวเราะเย้ยหยันอยู่บ้าง
แต่กระนั้นก็ขอดูก่อนว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะรับมือ
เช่นไร
ทว่าผู้ใดจะคาดคิด นางกลับสะกดกลั้น
อารมณ์อยู่ ทั้งไม่อับอายและไม่หงุดหงิด เพียงใช้
สายตาเจือรอยยิ้มมองโหยวเย่ว์ ตอบอย่างเรียบ
เฉยว่า “พี่หญิงกับท่านแม่ย่อมไปจวนเฉิงกั๋วกง
นอกจากนี้ยังกำชับให้ข้ากล่าวขอขมาจวนตระกูล
โหยวอีกด้วย”
โหยวเย่ว์หน้าเปลี่ยนสีในบัดดล
คนอื่นเองก็ลอบสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
เฮือกหนึ่ง คุณหนูรองตระกูลเจียงผู้นี้เห็นเงียบ ๆ
แต่ยามพูดจากลับอำมหิตนัก
มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าวันนี้จวนชิงหย่วนปั๋อจัดงาน
ชนกับจวนเฉิงกั๋วกง
ตระกูลที่ฉลาดหลักแหลมและมีคนมากจะ
แบ่งคนส่วนหนึ่งมาทางนี้และแบ่งอีกส่วนไปทาง
นั้น ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจ แต่จะไม่มีวันเอ่ยออกมา
เด็ดขาด ส่วนคำตอบของเจียงเสวี่ยหนิงแสดง
เจตนาชัดเจนว่าผู้มีฐานะสูงส่งกว่าตนในจวน
ตระกูลเจียงอย่างเจียงฮูหยินได้พาคุณหนูใหญ่ไป
ร่วมงานที่จวนเฉิงกั๋วกงแล้ว ขณะที่ทางงานเลี้ยง
ของจวนชิงหย่วนปั๋อกลับให้นางมาเพียงลำพัง นี่
มันต่างอะไรกับการตบหน้าโหยวเย่ว์กันเล่า
โหยวเย่ว์สาวเท้าขึ้นหน้าหนึ่งก้าว คิดจะ
อาละวาด
โหยวซวงซึ่งยืนอยู่ข้างกายนางหนังตากระตุก
มือไวตาไว คว้ามือโหยวเย่ว์เอาไว้แล้วชิงตอบ
เจียงเสวี่ยหนิง “จะเป็นไรไปเล่า? อย่างไรเสีย
ต่างก็พำนักอยู่ในเมืองหลวงมาช้านาน วันหน้า
งานจำพวกชมบุปผาชมจันทราอะไรต่อมิอะไรนี่
ยังมีอีกไม่น้อย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีวันได้พบหน้า
กันอยู่แล้ว พวกเรานั่งลงแล้วค่อยสนทนากัน
ดีกว่า เชิญเถิด”
คราวนี้ถึงได้เชิญให้เจียงเสวี่ยหนิงนั่ง
ครั้นคุณหนูตระกูลใหญ่บางคนที่สมัยก่อน
เคยพบปะเจียงเสวี่ยหนิงได้มาเห็นนางมีท่าที
หนักแน่นเช่นนี้ ก็อดสงสัยความทรงจำที่มีต่อ
นางในกาลก่อนบ้างไม่ได้ คุณหนูรองตระกูลเจียง
ผู้นี้นอกจากใบหน้าแล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เรื่องได้
ราวอะไร แล้วเหตุใดวันนี้กลับเสมือนมีบุคลิก
สูงส่งกว่าพวกนางหลายขุมได้
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยกำลัง
ลอบมองสำรวจตน แต่กระนั้นนางหาได้ใส่ใจไม่
เพราะความจริงนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะมา
ร่วมงานเลี้ยงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
มิหนำซ้ำนางยังรังเกียจการเข้าสังคม
จอมปลอมในเมืองหลวงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อนั่งลง
จึงไม่เอ่ยวาจา เพียงฟังคนด้านข้างสนทนาและ
ถามคำตอบคำ ส่วนใจก็กระหวัดถึงโหยวฟางอิ๋
นเพียงผู้เดียว
รูปโฉมของโหยวฟางอิ๋นที่นางรู้จักในชาติ
ก่อนกับเงาร่างของโหยวฟางอิ๋นที่นางได้พบใน
ชาตินี้ตัดสลับวูบไหวในสมองไม่หยุด ประเดี๋ยว
ทับซ้อนประเดี๋ยวแยกกัน ทำให้นางร้อนรน
กระวนกระวาย
โหยวเย่ว์โมโหคนเดียวอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอเห็น
ว่าเจียงเสวี่ยหนิงนั่งลงไม่กล่าวอะไรอีก ซ้ำ
บรรดาคุณหนูด้านข้างยังพูดจาแต่คำยกยอปอปัน
เนื่องจากคราวนี้จวนตระกูลโหยวเชิญเยี่ยนหลิน
กับเสิ่นเจี้ยมาได้ นางจึงค่อย ๆ ลืมเรื่องน่าอับ
อายก่อนหน้านี้ไปชั่วคราว
ยามนี้กำลังสนทนากันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นใน
เมืองหลวงช่วงนี้
นางปรบมือแสดงออกว่านึกอะไรได้เรื่องหนึ่ง
“เอ๊ะ มีเรื่องน่าสนุกอยู่อย่างนี่นา พวกเจ้าเคยได้
ยินกันบ้างหรือไม่? เป็นเรื่องที่หัวหน้าผู้ตรวจสอบ
ภายในกรมอาญาไปหาเรื่ององครักษ์เสื้อแพรน่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งจะหยิบขนมดอกหอมหมื่น
ลี้บนโต๊ะจัดเลี้ยงอย่างใจลอยชิ้นหนึ่ง ครั้นได้ยิน
คำว่า ‘หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญา’ ใจ
ก็เต้นรัว มือหยุดชะงัก ชำเลืองมองโหยวเย่ว์ทันที
โหยวเย่ว์แสดงสีหน้าดูแคลน กล่าวระคน
หัวเราะกับผู้อื่นว่า “เป็นที่รู้กันดีว่าหลังจากอดีต
ฮ่องเต้ก่อตั้งองครักษ์เสื้อแพรแล้วก็ให้
ความสำคัญมาก ถึงกับมอบหมายหน้าที่ให้
พิจารณาการลงทัณฑ์ในหลายคดี วันก่อนผู้คุม
กองพันโจวแห่งองครักษ์เสื้อแพรพาคนไปจับกุม
บัณฑิตตกยากที่แต่งเรื่องราวเหลวไหลเกี่ยวกับ
ราชสำนัก มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่านั่นคือพระประสงค์
ของฝั่าบาท? คนก็ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางไปแล้ว
แต่พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น? วันต่อมามี
คนถวายฎีกาต่อฝั่าบาท กราบทูลว่าองครักษ์เสื้อ
แพรจับกุมคนโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรม
อาญาของพวกเขา คิดจะร้องเรียนผู้คุมกองพันโจ
วอีกต่างหาก เห็นมีนามว่าจางเจอ เป็นแค่
หัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรมอาญา ขุนนางขั้น
เจ็ดเล็ก ๆ คนหนึ่งแต่กลับขวัญกล้ายิ่งนัก
รังเกียจจะมีชีวิตยืนยาวเสียแล้ว!”
ผู้คุมกองพันโจวมีสายสัมพันธ์กับจวนชิงหย่
วนปั๋ออยู่บ้าง
ชิงหย่วนปั๋อโมโหและอาละวาดด่าทอเพราะ
เรื่องดังกล่าวในห้องอักษรของตนอยู่หลายรอบ
โหยวเย่ว์จึงรู้สึกว่าเจ้าคนแซ่จางผู้นี้เรื่องมากเป็น
ธรรมดา ยามเอ่ยถึงก็พานปราศจากความเกรงใจ
คนอื่นต่างคล้อยตามเช่นกัน “ขุนนางเล็ก ๆ
ดั่งเมล็ดงาเช่นนี้ กลับกล้างัดข้อกับองครักษ์เสื้อ
แพรได้ ช่างไม่รู้จักประมาณตนเกินไปแล้ว!”
นิ้วมือของเจียงเสวี่ยหนิงคลายออกเล็กน้อย
ขนมดอกหอมหมื่นลี้ที่หยิบขึ้นมาชิ้นนั้นถูกโยน
ทิ้งลงจาน นางเพียงเปล่งเสียงหัวเราะคราหนึ่ง
จากนั้นก็พูดสอดคำเป็นครั้งแรก “นี่ก็ถือว่า ‘ไม่
รู้จักประมาณตน’ แล้วหรือ เช่นนั้นตาม
ความเห็นอันสูงส่งของทุกท่าน สิ่งใดเล่าถึงจะ
เรียกว่า ‘รู้จักประมาณตน’?”
ทุกคนต่างตะลึงงัน
พวกนางนั่งสนทนากันอยู่ตรงนี้มานานมาก
แล้ว ไม่ได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงโต้ตอบแม้เพียงครึ่ง
ประโยค ทำให้ค่อย ๆ ลืมเลือนว่ายังมีคนผู้นี้อยู่
ด้านข้าง เมื่อได้ยินนางเอ่ยวาจากะทันหันจึงรู้สึก
งุนงงทันที
ครั้นมองสีหน้าของคุณหนูรองตระกูลเจียงอีก
ครั้งก็อดตกใจเล็กน้อยไม่ได้…
ต่อให้เมื่อครู่โหยวเย่ว์ประชดประชันนาง แต่
เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังมีสีหน้าเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่า
ไม่ใส่ใจ
ทว่ายามนี้เวลานี้ แม้ริมฝีปากจะประดับ
รอยยิ้ม แต่กลับเย็นชาอยู่บ้าง
ดวงตาสุกสกาวคู่นั้นช้อนขึ้นมา จ้องมองผู้คน
อย่างสงบนิ่ง แผ่กลิ่นอายแห่งความน่ากริ่งเกรง
ออกมาหลายส่วนโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อ
ประกอบกับรอยยิ้มเย็นชาบริเวณมุมปากก็ยิ่งคม
กริบคล้ายแฝงการประชดประชัน
โหยวซวงหวั่นกลัว
ส่วนโหยวเย่ว์ถูกคำพูดของนางจุดเพลิงโทสะ
ใบหน้าบึ้งตึงในบัดดล “คำพูดของเจ้าฟังแล้ว
เหมือนอยากทวงความเป็นธรรมให้เจ้าคนแซ่จาง
อย่างไรอย่างนั้น แต่ทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน
เลยว่ารองเสนาบดีเจียงจะเก่งกล้าสามารถ ให้
การสนับสนุนแม้แต่ขุนนางขั้นเจ็ดที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
อะไรทั้งสิ้นกับเขาด้วย?”
คำพูดนี้แอบบอกเป็นนัยว่าเบื้องหลังของจาง
เจอคือเจียงปั๋อโหยว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่คนอารมณ์ดีมาตั้งแต่ชาติ
ก่อนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคำพูดนี้ของโหยวเย่ว์ยังล้ำ
เส้นเรื่องที่นางไม่ชอบอย่างต่อเนื่อง
ในที่สุดรอยยิ้มสุดท้ายบนใบหน้าจึง
ปลาสนาการสิ้น
นางรับผ้าแพรจากถังเอ๋อร์ที่ส่งมาด้านข้าง
แล้วเช็ดมือ เอ่ยเน้นทีละคำ “ตามกฎหมายและ
การลงโทษของราชสำนัก นอกจากองครักษ์เสื้อ
แพรจะต้องมีหมายจับแล้ว ยังต้องได้รับการลง
นามยินยอมจากหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในกรม
อาญาถึงจะไปจับกุมคนได้ ผู้คุมกองพันโจวผู้นี้
ขวัญกล้ากระทำการโอหัง ไม่เห็นแม้แต่กฎหมาย
ของราชสำนักในสายตา การจะถูกใต้เท้าจาง
ถวายฎีการ้องเรียนเข้าก็ถือว่าหาเรื่องใส่ตัวแล้ว
จริง ๆ ! แล้วจะถึงคราวให้คุณหนูโหยวมากล่าว
ร้องทุกข์แทนเขาได้อย่างไร คงมิใช่ต้องการดู
แคลนตัวบทกฎหมายของราชสำนัก กลับดำให้
เป็นขาวหรอกนะ?”
ผู้คนรอบด้านต่างหน้าถอดสีโดยพร้อมเพรียง
แม้นับวันองครักษ์เสื้อแพรจะโอหังมากขึ้น
เรื่อย ๆ อีกทั้งคนในราชสำนักเองก็ค่อย ๆ ชินชา
กับการกระทำของพวกเขา แต่สถานการณ์เช่น
วันนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีคนหยิบยกเรื่องตัวบท
กฎหมายออกมาพูด ทำให้คนไม่กล้าสอดปาก
อย่างยิ่ง
แม้แต่ตัวโหยวเย่ว์เองเมื่อได้สติก็ยังอด
หวาดกลัวไม่ได้
เพียงแต่นางไม่ถูกชะตาเจียงเสวี่ยหนิงเป็น
ทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งยังต้องมาถูกอีกฝั่ายกล่าวย้อน
อย่างไร้สาเหตุอีก รอบนี้หากยอมหุบปากไม่เอ่ย
วาจาก็คงต้องอับอายขายหน้าจนหมดสิ้นแล้วจริง
ๆ จึงกัดฟันกรอดโต้กลับไปว่า “เจ้าอย่าเอาเรื่อง
กฎหมายมาพูดเลย จงรอดูว่า ‘ใต้เท้าจาง’ ผู้นี้จะ
มีจุดจบเช่นไรดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มอย่างไม่ยี่หระ “ข้าจะรอดู
จุดจบของผู้คุมกองพันโจวเช่นกัน”
แม้นางจะยิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มกลับไปไม่ถึง
ดวงตา อีกทั้งแววตายามนางมองโหยวเย่ว์ยังฉาย
ประกายโหดเหี้ยม
ถึงแม้ชาติที่แล้วนางจะไม่ได้เป็นฝั่ายเริ่มทำ
ร้ายผู้ใดก่อน ทว่าก็เคยสังหารคน จิตใจจึงมีบาง
สิ่งสั่งสมจนแตกต่างจากคุณหนูซึ่งอยู่แต่ในเรือน
เหล่านี้
สายตานี้ซุกซ่อนกลิ่นอายโลหิตอยู่หลายส่วน
ไหนเลยจะเป็นสิ่งที่โหยวเย่ว์เคยพบเห็นมา
ก่อน
นางพลันถูกสายตานี้จ้องจนตัวสั่น แม้จะอ้า
ปากทว่ากลับพูดไม่ออกสักคำเดียว
นางไม่รู้ว่าชาติก่อนนาม ‘จางเจอ’ นี้มี
ความหมายต่อเจียงเสวี่ยหนิงเช่นไร
คนคนนี้เป็นผู้เดียวที่เจียงเสวี่ยหนิงละอายใจ
หากเผชิญหน้า ปกติแล้วนางเป็นคนรักตัวกลัว
ตาย ทว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต นางกลับใช้
ความกล้าที่มีทั้งหมดเพื่อเขา
แล้วจะให้ผู้อื่นกล่าวลบหลู่แม้เพียงครึ่งคำได้
อย่างไร
อย่าว่าแต่ผู้ที่นั่งอยู่ตรงนี้คือโหยวเย่ว์ตัวเล็ก
ๆ คนหนึ่งเลย ต่อให้เป็นเซี่ยเวย นางก็กล้าตำหนิ
โดยไม่ยอมอ่อนข้อเช่นกัน
——————–
1. เกล็ดย้อน หมายถึงเกล็ดใต้คอมังกรซึ่ง
หันไปในทางตรงข้ามกับเกล็ดบริเวณอื่น เชื่อ
กันว่าหากใครไปแตะเข้ามังกรจะโกรธจัดและ
ฆ่าเสีย