คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 9 เทียบเชิญจากจวนตระกูลโหยว (1)
แม้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะย้อนเวลากลับมาเกิด
ใหม่ แต่ก็มีข้อได้เปรียบเพียงสองอย่าง นั่นคือ
สมองที่เป็นผู้ใหญ่กว่าร่างกาย และรู้เรื่องราว
บางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นล่วงหน้าเท่านั้น หาก
เอ่ยถึงสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่จริง อาจ
ย่ำแย่ยิ่งกว่าชาติก่อนเสียอีก
นางครุ่นคิดอย่างจริงจัง
นอกจากเยี่ยนหลินแล้ว หากชาตินี้นางได้คบ
ค้าสมาคมกับองค์หญิงใหญ่เล่อหยาง ย่อม
รับประกันความปลอดภัยให้ตนเองได้อีกระดับ
อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่จนใจที่นางมิใช่บุรุษจริง ๆ เสียนี่ สมมติว่า
นางแต่งกายเป็นบุรุษและทำให้เสิ่นจื่ออีมีใจให้
นางเข้า ภายหลังหากถูกจับได้ เกรงว่าคงมีจุดจบ
ไม่ต่างจากชาติที่แล้วเป็นแน่
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าชาติก่อนนางลงทุนลงแรง
ไปมากเท่าไรกว่าจะช่วงชิงโอกาสเข้าวังเพื่อเป็น
พระสหายร่วมศึกษามาจากเจียงเสวี่ยฮุ่ยได้…
ผลกลับกลายเป็นว่าได้พบกับเสิ่นจื่ออีตั้งแต่
วันแรกที่เข้าวัง
ตอนนั้นนางจึงได้รู้ว่าสตรีที่เสิ่นเจี้ยพามาและ
บังเอิญได้พบกันที่งานเทศกาลฉงหยาง แท้จริง
แล้วคือองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีผู้เป็นพระ
ขนิษฐาของฝั่าบาทนั่นเอง
อีกทั้งการเลือกพระสหายร่วมเรียนในครั้งนี้ก็
มีขึ้นเพื่อองค์หญิงพระองค์นี้โดยเฉพาะ
ดังนั้นเจียงเสวี่ยหนิงจึงถึงคราวเคราะห์ใหญ่
หลวง เพราะหลังจากเสิ่นจื่ออีรู้ว่านางเป็นสตรีก็
หน้าตาถมึงทึง อาจด้วยคิดว่าตนหลงรักคนผิดจน
ไม่อาจยอมรับและรู้สึกเสียหน้า หลังจากนั้นจึง
คอยหาเรื่องนางอยู่เสมอ
เยี่ยนหลินที่เป็นเพื่อนเล่นกับเสิ่นจื่ออีมา
ตั้งแต่เล็กจนโตทะเลาะกับเสิ่นจื่ออีเพราะเรื่องนี้
อยู่หลายครั้ง
เสิ่นจื่ออีพานยิ่งแค้นนาง คิดว่านางพูดจายุ
แยงตะแคงรั่วทำให้เยี่ยนหลินบาดหมางกับตน
ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งกลั่นแกล้งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงแม้แท้จริงแล้วองค์หญิงใหญ่จะไม่ได้ใช้วิธี
ทรมานผู้คนอะไรนัก แต่เจียงเสวี่ยหนิงในตอน
นั้นก็ยากจะทนรับไหว ใบหน้าถึงกับหมองคล้ำ
เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว
นางใช้มือทั้งสองข้างประคองดอกพุดตานสี
ชมพูสดใส ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเสิ่นจื่ออีใน
ชาติก่อนกระจ่างวาบภายในหัว เจียงเสวี่ยหนิง
แหงนศีรษะมองเยี่ยนหลิน พลันรู้สึกว่าความรู้สึก
นึกคิดในวัยหนุ่มของอีกฝั่ายสะท้อนออกมาทาง
คำพูดจนหมดสิ้น
เขาเป็นคนเผด็จการ และไม่รู้จักปิดบัง
มาถึงก็บอกนางว่า ‘ข้าจะพาเจ้าไปดูเอง’
ไม่ใช่ ‘อยากไปดูด้วยกันหรือไม่’
เจียงเสวี่ยหนิงยิ้มน้อย ๆ จู่ ๆ ก็รู้สึกอย่าง
แกล้งคนขึ้นมา นางถามว่า “เทศกาลโคมไฟฉง
หยางคือวันที่เก้าเดือนเก้า แต่วันนี้เพิ่งจะวันที่
เจ็ดเดือนเก้า เจ้าก็มาหาข้าแล้วหรือ?”
เดิมเยี่ยนหลินยังนั่งอย่างสง่างามอยู่บน
กำแพง แต่เมื่อนางเอ่ยประโยคนี้ออกมา สายตา
ก็พลันขยับวูบหลบหลีกเล็กน้อย แม้แต่นิ้วมือที่
จับกระบี่ก็กุมแน่นขึ้นอีกนิด ทว่าพอคิดได้ก็รู้สึก
ว่าเขาไม่จำเป็นต้องร้อนตัวเลยจริง ๆ ดังนั้นจึง
พูดด้วยความมั่นใจอย่างเปียมล้นทันที “ไม่ใช่
เรื่องของเจ้า ข้าอยากเสียอย่าง! ข้าอยากเห็น
หน้าเจ้าแล้วจะทำไม?”
เหลียนเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ด้านข้างเจียงเสวี่ยหนิง
อ้าปากตาค้าง รีบก้มหน้างุด ไม่กล้าเงยหน้ามอง
อีก
เจียงเสวี่ยหนิงคาดไม่ถึงว่าคำพูดของเขาจะ
อุกอาจและตรงไปตรงมาเพียงนี้ เมื่อนึกถึง
เรื่องราวในชาติก่อนก็อดเงียบงันไม่ได้
เยี่ยนหลินไม่พอใจ “จะไปหรือไม่ไปเล่า?”
เจียงเสวี่ยหนิงยกยิ้มบาง ๆ แสดงเจตนาขอ
อภัย “ครั้งนี้ข้าไม่ไป แต่หากครั้งหน้าเจ้าอยากไป
ชมงานเทศกาลโคมไฟอีก จงมาหาข้า ข้าจะไป
กับเจ้า”
ความจริงนางแต่งกายเป็นสตรีออกไปข้าง
นอกได้อยู่แล้ว
หากทำเช่นนี้ก็จะไม่เป็นที่สนใจขององค์หญิง
ใหญ่เล่อหยาง
แต่การแต่งกายเป็นสตรียากจะหลีกเลี่ยงการ
เป็นจุดสนใจ สร้างความไม่สะดวกเป็นอันมาก ไม่
สู้ไม่ไปเลยเสียดีกว่า หนำซ้ำนางเองก็ไม่ได้สนใจ
งานเทศกาลโคมไฟอะไรนี่ด้วย
เยี่ยนหลินขมวดคิ้ว “เจ้าช่างพูดจาแปลก
ประหลาด เหตุใดถึงเป็น ‘ครั้งนี้ไม่ไป’? ครั้งนี้กับ
ครั้งหน้ามีอะไรแตกต่างกันเล่า? ก็แค่โคมไฟแต่
ละครั้งไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง หรือว่าเจ้ามีธุระ
อื่นในวันงานเทศกาลฉงหยางจนไปไม่ได้?”
เจียงเสวี่ยหนิงขบคิด หาข้ออ้างให้ตนเอง
ทันที “เช้าวันนี้กลับมารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
อยากพักผ่อนอยู่บ้านสักสองวันน่ะ”
เยี่ยนหลินจึงมองสำรวจสีหน้านาง
ไม่ค่อยดีจริงเสียด้วย
หลังจากกลับจวนเจียงเสวี่ยหนิงเปลี่ยนไป
สวมชุดกระโปรง ไม่ได้แต่งกายเป็นบุรุษอย่างที่
เขาเห็นเป็นประจำ เรือนร่างของดรุณีวัยเลยสิบ
แปดปีมีส่วนโค้งส่วนเว้าอันงดงามแล้ว เดิมทีห
นิงหนิงของเขาก็ขาวกว่าผู้อื่นมาก ยามยืนอยู่
ภายใต้แสงสว่าง ผิวของนางประหนึ่งหยกชั้นเลิศ
ที่ส่องประกายแวววาว ทำให้คนอยากจะเอื้อมมือ
ไปลูบไล้เบา ๆ ยิ่งขณะนี้นางยืนอยู่ใต้ต้นบุปผา
สองมือประคองดอกพุดตานที่เขาทิ้งลงไปเมื่อครู่
นิ้วมืออันเรียวยาวขาวผุดผ่องแตะบนกลีบดอกสี
ชมพูสดใสอาบไล้ด้วยแสงตะวันยามสายัณห์
ใบหน้าขนาดเท่าฝั่ามือเชิดขึ้นเล็กน้อยขณะมองดู
เขา สายตาอ่อนโยนสุกสกาว ช่างงดงามกระจ่าง
ใสและเปียมล้นความรู้สึกจนพาให้ใจสะท้าน
เมื่อครู่ยังไม่ทันสังเกต ครั้นได้มองสำรวจแล้ว
กลับทำให้จิตใจของหนุ่มน้อยหวั่นไหว
เพียงหวังว่าจะถึงวันงานพิธีสวมกวานให้เร็ว
ขึ้นอีกนิด จะได้สู่ขอนางผู้งดงามเช่นนี้กลับไปรัก
ใคร่ทะนุถนอมที่บ้าน
เยี่ยนหลินสบสายตานาง กระแอมหนหนึ่ง
เขาขยับถอยห่างเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า
“ต้องโทษที่เมื่อคืนข้าไม่รู้จักแยกแยะหนักเบา
และไม่ได้ดูแลเจ้าให้ดี ปล่อยให้เจ้าแอบดื่มไปตั้ง
หลายจอกจนเมามายกลายเป็นแมวขี้เซา ช่าง
เถอะ ช่วงหลายวันนี้เจ้าจงอยู่บ้านพักผ่อนให้ดี ๆ
ข้าจะไปสืบข่าวสักหน่อยว่างานเทศกาลโคมไฟ
ครั้งหน้าจะจัดขึ้นอีกเมื่อไหร่ วันหลังจะได้ชดเชย
ให้เจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังคิดจะเอ่ยปากตอบเขา
นึกไม่ถึงว่าพลันมีเสียงตะโกนมาจากสถานที่
อันห่างไกลอีกด้านหนึ่ง “ดีนักนะ ให้ข้าจับได้ว่า
ท่านมาปีนกำแพงอีกแล้ว! เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะไป
ฟั้องต่อหน้าท่านโหว ขอให้ช่วยตัดสินสักหน่อย
ว่ามีซื่อจื่อที่ทำตัวเช่นท่านหรือไม่”
เป็นเจียงปั๋อโหยวซึ่งเดินผ่านมาเห็น
เหตุการณ์ทางนี้เข้าพอดี
เยี่ยนหลินพลันปวดเศียรเวียนเกล้า
เจียงปั๋อโหยวไม่พูดพร่ำทำเพลงสะบัดแขน
เสื้อมุ่งตรงมาทางนี้ อยากจะหาปล้องไม้ไผ่ยาวมา
กระทุ้งให้เยี่ยนหลินตกลงมาให้มันรู้แล้วรู้รอด
“ท่านโหวน้อย ท่านทำเช่นนี้ออกจะเกินไป
หรือไม่? จวนข้าไม่ได้มีแค่ยายหนูหนิงที่เป็นสตรี
นะ!”
เยี่ยนหลินไม่เข้าใจ “แต่ข้าอยากพบนางแค่
คนเดียวนะ”
เจียงปั๋อโหยวโมโหจนเครากระดิก “อย่างไร
เสียก็ห้ามท่านปีนกำแพงเข้ามาอีก ท่านเป็นถึง
ซื่อจื่อจวนโหว มีธุระอันใดให้เดินเข้าประตูหน้า
หรือไม่ก็ให้บ่าวไพร่มาแจ้งก็ได้ ข้าจะไม่ว่ากล่าว
ท่านสักคำเลย แต่ท่านทำเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหน
กัน!”
เยี่ยนหลินคุ้นเคยกับเจียงปั๋อโหยวมาตั้งนาน
แล้ว เขาพลิกข้อมือควงกระบี่เล่นรอบหนึ่ง กล่าว
สัพยอกโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย “ใต้เท้าเจียง
อย่ามีโทสะไปเลย กำแพงนี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คน
ปีนมิใช่หรือ? หากท่านไม่พอใจ ครั้งหน้าก็สร้าง
กำแพงเรือนให้สูง ๆ จะได้ให้ผู้เยาว์ฝึกฝีมือด้วย”
เจียงปั๋อโหยวโกรธจนพลันหายใจไม่ออก
หมดคำจะพูด
ส่วนเยี่ยนหลินเห็นว่าเย็นมากแล้ว ถึงแม้ใจ
จะอยากมองเจียงเสวี่ยหนิงให้นานกว่านี้อีกสัก
หน่อย แต่เขาต้องกลับจวนเพื่อไปกล่าวคารวะ
ท่านพ่อท่านแม่แล้ว จึงเคลื่อนสายตากลับมามอง
นางพร้อมเอ่ยว่า “วันนี้ข้าคงต้องขอตัวก่อน วัน
หน้าค่อยมาหาเจ้าใหม่”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เยี่ยนหลินใช้มือข้างหนึ่งยันกาย กระโดดขึ้น
จากกำแพงซึ่งเต็มไปด้วยดอกพุดตานทีหนึ่ง
เพียงชั่วพริบตาก็ไปถึงตีนกำแพงอีกฝัง ปราศจาก
ร่องรอยเสียแล้ว
เหลือเพียงเจียงปั๋อโหยวที่กำลังถลึงตาเดือด
ดาลอยู่ตรงตำแหน่งเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเช่นนั้นก็หัวเราะขัน ไม่รู้
เพราะเหตุใดถึงรู้สึกอารมณ์ปลอดโปร่งขึ้นไม่น้อย
นางแสดงการคารวะเจียงปั๋อโหยว ก่อนหมุนกาย
กลับเรือนไป
เพียงได้ยินเจียงปั๋อโหยวกล่าวพึมพำอยู่ข้าง
หลังนางว่า “มันเรื่องอะไรกันนี่!”
บทที่ 9 เทียบเชิญจากจวนตระกูลโหยว (2)
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงกลับมาถึงห้อง ถังเอ๋อร์รอ
นางมาได้สักระยะแล้ว ครั้นเห็นนางก็พูดขึ้นว่า
“เมื่อครู่บ่าวไปหาใต้เท้าโจวตามที่คุณหนูสั่ง พอ
ใต้เท้าโจวได้ยินว่าท่านต้องการพบก็รออยู่ข้าง
นอก เพียงแต่ท่านถูกนายหญิงเรียกตัว ผ่านไปครู่
หนึ่งก็ไม่มีทีท่าจะกลับมา ฟากใต้เท้าโจวเองก็มี
ธุระถูกเรียกตัว ไม่อาจรอได้จึงจากไปแล้วเจ้าค่ะ
แต่เขาทิ้งคำพูดไว้ให้ท่าน แจ้งว่าหากคุณหนูมี
ธุระและไม่สะดวกจะคุยในจวน หากไม่ถือสาว่า
เป็นการลดเกียรติ ให้ไปหาเขาที่ตรอกเสียเจียได้
มิกล้าทำให้คุณหนูเสียเวลาแน่นอนเจ้าค่ะ”
กลับมาก็ปั่านนี้แล้ว เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่ได้
คาดหวังว่าจะได้พบโจวอิ๋นจือ
แต่อย่างน้อยอีกฝั่ายก็ยังทิ้งข้อความเอาไว้
หากดูจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชาติก่อน ช่วงนี้โจวอิ๋
นจือคงกำลังคิดหาสารพัดวิธีเพื่อเข้าหาเยี่ยน
หลิน เกรงว่าคงอยากพบหน้านางมากเช่นกัน
นางเพียงตอบกลับว่า “รู้แล้ว” ระหว่างเดิน
ไปนั่งเหนือเตียงเตาตรงริมหน้าต่างก็ครุ่นคิดถึง
ช่วงเวลาที่จะออกจากจวนได้สะดวกและไม่เป็น
จุดสนใจของผู้อื่น จะได้ไปพบปะสนทนากับโจวอิ๋
นจือ
ขณะเอื้อมมือไปยกน้ำชา สายตาพลันเหลือบ
เห็นเทียบเชิญฉบับหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อย หยิบมันขึ้นมา
“นี่คืออะไร?”
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ตอนถังเอ๋อร์ถูกเหลียน
เอ๋อร์ลากตัวเข้ามาภายในห้องด้วยความตื่น
ตระหนก ความจริงนางกำลังถือเทียบเชิญฉบับนี้
แต่ต่อมาเมื่อปรนนิบัติเจียงเสวี่ยหนิงชำระล้าง
ร่างกาย ดื่มชา ตลอดจนทำสิ่งต่าง ๆ ก็แทบจะ
ลืมไปเลย ยามนี้พอเห็นก็นึกขึ้นได้จึงรีบตอบ
ทันที “เป็นเทียบเชิญที่ส่งมาจากคุณหนูทั้งหลาย
ของจวนชิงหย่วนปั๋อ เชิญให้คุณหนูไปร่วมงานชม
ดอกเบญจมาศที่จวนของพวกนางเจ้าค่ะ เทียบ
เชิญเพิ่งส่งถึงจวนช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ ทีแรกบ่าว
คิดจะแจ้งให้ท่านทราบก่อน แต่ต่อมากลับล่าช้า
จนเกือบลืมไปเจ้าค่ะ”
“จวนชิงหย่วนปั๋อ?”
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุกโดยพลัน
“ชิงหย่วนปั๋อ จวนตระกูลโหยว?”
ถังเอ๋อร์เห็นนางมีปฏิกิริยาเช่นนี้ก็รู้สึกเหนือ
ความคาดหมายเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าเหตุใด
คุณหนูถึงมีท่าทางแบบนี้เลยตอบไปว่า “เจ้าค่ะ
จวนตระกูลโหยว ในเมืองหลวงจวนชิงหย่วนปั๋อ
ไม่ถือว่าเป็นตระกูลใหญ่อะไรนัก นับตั้งแต่ได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์จนถึงบัดนี้ก็เสื่อมถอยลง
ทุกรุ่น คุณหนูทั้งสองในจวนแม้จะเชี่ยวชาญเรื่อง
การปลูกพืชพรรณต่าง ๆ ทว่าเทียบเชิญฉบับนี้
กลับจัดชนงานชมดอกเบญจมาศของจวนเฉิงกั๋ว
กง ในเมืองหลวงเกรงว่าผู้ที่ได้รับเทียบเชิญจาก
จวนเฉิงกั๋วกงคงไม่มีทางไปจวนชิงหย่วนปั๋อแน่
เมื่อครู่มีคนมาแจ้งว่าเทียบเชิญจากจวนเฉิงกั๋วกง
ไปถึงนายหญิงแล้วเช่นกัน คิดว่าคงจะพาท่านกับ
คุณหนูใหญ่ไปด้วย ส่วนเทียบเชิญจากจวนปั๋อนี้
คุณหนูไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลยเจ้าค่ะ”
ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ?
ไม่ใส่ใจได้อย่างไรกันเล่า!
ชิงหย่วนปั๋อ จวนตระกูลโหยวอย่างนั้นหรือ…
โหยวฟางอิ๋นที่นางรู้จักในชาติก่อนคือบุตรี
อนุภรรยาของจวนปั๋อ คือผู้ที่คนเล่าขานกันว่า
‘ครั้นตกน้ำนิสัยก็แปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวง’
สุดท้ายออกไปทำการค้า กลายเป็นมหาเศรษฐีผู้
ร่ำรวยที่สุดในเมืองเจียงหนิงอันเป็นเมืองซึ่งอุดม
สมบูรณ์ที่สุดในแคว้นต้าเฉียน
ทว่าการตกน้ำครั้งนี้เกิดในงานชมดอก
เบญจมาศของวันเทศกาลฉงหยางที่จวนชิงหย่วน
ปั๋อพอดี! ย่อมหมายความว่าโหยวฟางอิ๋นผู้ต่อมา
เดินทางทำการค้าทั่วหล้ากระทั่งมั่งคั่งร่ำรวยที่สุด
ยามนี้ยังไม่ได้ตกน้ำ และยังไม่ได้มาโลกนี้อย่าง
แท้จริง
โหยวฟางอิ๋นในจวนชิงหย่วนปั๋อ ณ ปัจจุบัน
เป็นคนละคนกับโหยวฟางอิ๋นที่นางเคยผูกมิตรใน
ชาติก่อน และยังต้องการจะผูกมิตรด้วยใหม่ใน
ชาตินี้
โหยวฟางอิ๋นเคยบอกว่าตน ‘ทะลุมิติ’ มา
ตอนนั้นเจียงเสวี่ยหนิงไม่เข้าใจ เพียงเข้าใจ
ว่าอีกฝั่ายมาจากสถานที่อันห่างไกลและไม่อาจ
กลับไปได้อีกแล้ว หาใช่คนที่อยู่ในดินแดนของ
พวกนางไม่
แต่หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงย้อนเวลามาเกิด
ใหม่ กลับเข้าใจความหมายของโหยวฟางอิ๋นได้
ราง ๆ
ท้ายที่สุดโหยวฟางอิ๋นก็อ้างว้างเดียวดาย
ผู้อื่นรู้เพียงนางทำตัวไม่เหมือนใคร คิดว่านาง
แปลกแยกและกำเริบเสิบสาน ทว่ามีเพียงตัวนาง
เองเท่านั้นที่รู้ว่าตนแตกต่างจากผู้อื่น
บางทีอาจเพราะอยู่กันคนละ ‘โลก’ ก็เป็นได้
ตามความเข้าใจของเจียงเสวี่ยหนิง คำว่า
‘โลก’ มักใช้ในพระพุทธ-ศาสนา แต่ดูเหมือน
โหยวฟางอิ๋นกลับชอบใช้แทนคำว่า ‘ใต้หล้า’
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเทียบเชิญวาด
ลวดลายวิจิตรประณีต รอยยิ้มเพียงน้อยนิดซึ่ง
ก่อนหน้านี้ยังประดับอยู่บนใบหน้าค่อย ๆ เลือน
หาย
มีทางเลือกปรากฏตรงหน้านางอีกอย่างแล้ว
หากชาตินี้โหยวฟางอิ๋นมายังโลกแห่งนี้
เหมือนชาติที่แล้ว โหยวฟางอิ๋น อาจเป็นหนึ่งใน
ไม่กี่คนที่เข้าใจเจียงเสวี่ยหนิงก็เป็นได้ อย่างไร
เสียชาติก่อนช่วงที่ถูกกักบริเวณ พวกนาง
กลายเป็นผู้รู้ใจที่คุยกันได้ทุกเรื่อง พิสูจน์ว่าคนทั้ง
คู่มีนิสัยเข้ากันได้ หากใช้ความสามารถของโหยว
ฟางอิ๋น และใช้ข้อได้เปรียบจากการรู้เหตุการณ์
ล่วงหน้าเพราะการย้อนเวลาของนาง สองฝั่าย
ร่วมมือกัน ขอเพียงระมัดระวังในช่วงแรกแล้ว
ดำเนินการให้ดี ไม่แน่ว่าอาจจะต่อกรเซี่ยเวยได้
หากพูดด้วยสำบัดสำนวนของโหยวฟางอิ๋น
หญิงสาวผู้ทะลุมิติจะกลายเป็น ‘ลูกพี่’ ของเจียง
เสวี่ยหนิง
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้ว่าโหยวฟางอิ๋น
เกลียดโลกนี้เข้ากระดูกดำ
*****
ค่ำคืนนี้นางนอนบนเตียงใต้ม่านโปร่งบางเบา
พลิกตัวไปมา ผ่านไปเนิ่นนานก็ยากจะข่มตานอน
ความทรงจำชาติก่อนไหลทะลักเต็มหัว
ครั้นหลับตา ท่ามกลางห้วงแห่งความฝันอัน
รางเลือน นางได้หวนคืนสู่ช่วงเวลาที่ถูกกัก
บริเวณในตำหนักคุนหนิง ได้เดินหมาก ดื่มสุรา
เล่นไพ่เยี่ยจื่อ[1] และพูดคุยความในใจกับโหยว
ฟางอิ๋นอีกครา
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะสวมชุดสามัญชน
โยนคัมภีร์และตำราเต็มชั้นวางหนังสือลงกองไฟ
เพื่อความสะใจ…
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะเดินเท้าเปล่าบนพื้น
ครวญเพลงเป็นท่วงทำนองที่นางไม่เคยได้ยินมา
ก่อนอย่างปล่อยตัวปล่อยใจในค่ำคืนอันหนาวเย็น
บางครั้งโหยวฟางอิ๋นจะดื่มจนเมามาย หิ้วไห
สุรานั่งบนขอบหน้าต่าง ทอดมองจันทร์เพ็ญที่
ลอยเด่นนอกรั้วกำแพงวังด้วยความอ้างว้าง
เดียวดาย…
โหยวฟางอิ๋นเอนกายบนฟูกนอน กล่าวขึ้นมา
ว่า “ฮองเฮา หม่อมฉันมาจากสถานที่อันห่างไกล
นั่นเป็นยุคสมัยที่ดีกว่าที่นี่มากมายนัก หม่อมฉัน
เป็นคนนอก ส่วนพระองค์เป็นคนที่อยู่ในโลกนี้
หม่อมฉันไม่เคยรู้สึกว่าสตรีมีความทะเยอทะยาน
แล้วผิดตรงไหน ทรงอยากจะเป็นฮองเฮาก็เป็น
ฮองเฮาไปสิ ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายผิดต่อสวรรค์
เสียหน่อย คนผิดไม่ใช่พระองค์ แต่เป็นโลกใบนี้
ต่างหากเล่า!”
โหยวฟางอิ๋นชูจอกสุราพร้อมส่งเสียงแค่น
จมูกเบา ๆ “น่าสมเพช น่าขัน!”
นางชี้จันทร์เต็มดวงริมขอบฟั้าแล้วเอ่ยว่า
“คนอื่นเห็นว่าข้าร่ำรวยมหาศาล ใต้หล้าไม่มีสิ่ง
ใดที่ข้าใช้เงินซื้อไม่ได้ แต่เมื่อข้ามองดูตัวเองกลับ
สมเพชนัก จิตใจอันเสรีกลับต้องมาถูกขังอยู่ใน
ตะราง ทุกข์ใจแต่ไม่อาจออกไปได้ ฮองเฮา
พระองค์ทรงทราบหรือไม่ โลกทางนั้นก็มีสหาย
คิดถึงข้าอยู่ มีบิดามารดาที่รอให้ข้าไปแสดงความ
กตัญูอยู่เช่นกัน…”
ทุกถ้อยคำทุกประโยค ค่อย ๆ กลายเป็นก้อน
สะอื้นภายในห้วงความฝันของเจียงเสวี่ยหนิง
กระทั่งเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำตา
ค่ำคืนผ่านพ้น ไม่อาจนอนหลับให้สนิทได้
วันต่อมาเจียงเสวี่ยหนิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่
ดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยเส้นเลือดจาง ๆ
และยิ่งรู้สึกเลื่อนลอยไร้จุดหมาย โดยที่แม้แต่ตัว
นางเองก็ยังไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรดี
นางจำเป็นต้องมีโหยวฟางอิ๋น
ทว่าขณะเดียวกัน การย้อนเวลากลับมาเกิด
ใหม่ได้มอบโอกาสให้นางได้เปลี่ยนแปลงชะตา
ชีวิตของผู้รู้ใจคนนี้ด้วยเช่นกัน
ถังเอ๋อร์เห็นสภาพของนางแล้วก็เป็นห่วงยิ่ง
นัก
แต่กระนั้นเจียงเสวี่ยหนิงกลับถามเพียงว่า
“เทียบเชิญจากจวนชิงหย่วนปั๋อยังอยู่หรือไม่?”
ถังเอ๋อร์ถามด้วยความระแวดระวัง “ยังอยู่
ท่านจะไปหรือไม่เจ้าคะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา ผ่านไปเนิ่นนานถึง
ตอบว่า “ไป”
ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไป
แต่เมื่อไปแล้วจะทำเช่นไร
นางไม่รู้
——————–
1. ไพ่เยี่ยจื่อการพนันอย่างหนึ่งในสมัยจีน
โบราณ เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคราชวงศ์ถัง
คาดว่าเป็นต้นแบบของเกมไพ่หม่าเตียว