คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 100 เรื่องอันน่าตกตะลึง (1)
ยามใกล้พลบค่ำ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่สองคน
กำลังเดินอยู่บนเส้นทางภายในวังหลวง
ครั้นหวนนึกถึงสิ่งที่หารือกันภายในห้องทรง
พระอักษรกลับนิ่งเงียบไปเล็กน้อย
ผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อเห็นว่าปลอดคนถึงมีคน
เอ่ยปาก
“ท่านว่าตอนนั้นรองราชครูเซี่ยพูดตกไปคำ
หนึ่ง ที่แท้เขาเจตนาหรือไม่?”
“เรื่องนี้ผู้ใดจะรู้ได้”
“แต่ข้าคิดว่าแม้ตอนนั้นจะไม่มีใครเอ่ยถึง แต่
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีแค่พวกเราที่ฟังออกเสีย
หน่อยนี่?”
“นั่นมันแน่อยู่แล้ว”
“แต่กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยถึงในท้องพระโรงเลย?”
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยถึง?”
ผู้ที่เริ่มพูดก่อนพลันใจหายวาบ ร่างสั่น
สะท้านคล้ายนึกอะไรออก
อีกฝั่ายตบบ่าเขาคล้ายปลอบใจ แต่กลับถาม
ว่า “ในเมื่อท่านฟังออก เหตุใดถึงไม่พูดตอนอยู่
ในท้องพระโรงเล่า?”
คนผู้นั้นตอบกลับ “ข้ารู้สึกว่าจวนโหวออกจะ
น่าสงสารอยู่บ้าง…”
อีกคนถอนหายใจ “เฮ้อ เท่านี้ก็มิใช่คำตอบ
แล้วหรือไร?”
คนผู้นั้นยังคงไม่เข้าใจ “ข้าแค่ไม่เข้าใจว่ารอง
ราชครูเซี่ยทำไปเพื่อสิ่งใดกันแน่?”
อีกคนเปล่งเสียงหัวเราะ “ท่านคิดว่ารอง
ราชครูเซี่ยเป็นคนเช่นไรล่ะ?”
คนผู้นั้นตอบโดยไม่ต้องคิด “เป็นขุนนางมาก
ความสามารถในราชสำนัก เป็นเสาหลักของ
บ้านเมือง เชี่ยวชาญการวางกลยุทธ์ ความคิด
และสายตากว้างไกล”
อีกคนจึงเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านคิดว่าเขา
จะพูดหาเรื่องใส่ตัวหรือ?”
คนผู้นั้นตะลึงงัน
คิดว่าคนทั่วไปคงไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้
นับประสาอะไรกับเซี่ยเวยผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศกัน
เล่า
เมื่อตรึกตรองให้ถ้วนถี่ก็รู้สึกเย็นวาบอย่างไม่
ทราบสาเหตุ
สายลมเริ่มเย็น ทั้งสองคนซุกมือเข้าไปใน
แขนเสื้อของชุดขุนนาง สาวเท้าเข้าใกล้ประตูวัง
มากขึ้นเรื่อย ๆ จากนั้นก็ออกจากวังหลวงไป
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่จากสำนักมหาบัณฑิตยังคง
อยู่ในห้องทรงพระอักษร
ฟั้ามืดแล้ว ส่วนโคมประทีปก็จุดแล้วเช่นกัน
บริเวณโดยรอบสว่างเจิดจ้า ลำแสงตก
กระทบใบหน้าซึ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนตลอดเวลา
ของเสิ่นหลาง นัยน์ตาทั้งสองข้างจ้องจดหมาย
หลายฉบับที่กางอยู่บนโต๊ะ…เป็นจดหมายที่ตรวจ
ค้นและยึดมาได้จากจวนหย่งอี้โหว!
เหล่ามหาบัณฑิตจากสำนักมหาบัณฑิตผู้มี
ปากมีเสียงอย่างแท้จริงในราชสำนักยืนก้มหน้า
ก้มตาอยู่ด้านล่าง
แสงไฟอันไหวระริกทำให้เงาร่างที่ทอดยาว
ของพวกเขาขยับวูบไหวตามไปด้วย
เหยียนถิงหัวหน้าสำนักมหาบัณฑิตสูงวัยมาก
แล้ว เขาหนังตาตก รู้สึกง่วงเล็กน้อย เมื่อเห็นเสิ่น
หลางจ้องมองจดหมายเหล่านั้นอยู่นานก็คำนวณ
เวลาจนรู้ว่าใกล้ถึงกาลที่ประตูวังจะลงกลอน เมื่อ
เห็นผู้อื่นไม่เปล่งวาจาจึงทำได้เพียงลอบทอดถอน
ใจ แล้วเริ่มเป็นฝั่ายพูดก่อนด้วยตนเอง
“จดหมายเหล่านี้ได้มาจากการติดต่อกันของจวน
หย่งอี้โหวกับกบฏผิงหนานอ๋อง แต่ก็อาจเป็นแค่
สิ่งที่ใช้ตบตาผู้คน และจวนโหวอาจถูกพวกกบฏ
หลอกลวงก็เป็นได้ เนื่องจากเรื่องมันก็ผ่านมาตั้ง
ยี่สิบปีแล้ว จะบอกเล่าได้อย่างละเอียดถึงเพียงนี้
ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนับตั้งแต่เห็นจดหมาย
พวกนี้หลังจากยึดทรัพย์จวนโหวก็จิตใจไม่เป็นสุข
นอนหลับไม่ค่อยสนิทมาหลายวันหลายคืนจนถึง
ขั้นดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยแดงก่ำ ดูแล้ว
น่ากลัวยิ่งนัก
เมื่อได้ยินเหยียนถิงกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกทนไม่
ไหวจนแทบจะก้าวออกมาทันควัน
ยามนี้น้ำเสียงเจือโทสะอย่างชัดเจน “ที่
มหาบัณฑิตเหยียนกล่าวมานั้นถูกต้อง จวนโหว
ติดต่อกับกลุ่มกบฏจริง ทั้งที่เมื่อยี่สิบปีก่อนตอน
ผิงหนานอ๋องปิดล้อมเมืองหลวง บุตรที่อายุยังไม่
ถึงเจ็ดขวบของข้าต้องจบชีวิตอย่างน่าเวทนาใต้
คมดาบของพวกกบฏไปแล้วจริง ๆ ! ผู้วายชนม์ก็
ล่วงลับไปแล้ว ใช่ว่าเยี่ยนมู่จะไม่รู้ว่าผิงหนานอ๋อง
กับนิกายสวรรค์เป็นฆาตกรที่ทำให้
เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเซียวของข้าต้องจบ
ชีวิต ในเมื่อรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังคิดติดต่อกับคนร้ายอีก
จิตใจช่างชั่วร้ายเสียเหลือเกิน มีความคิดพรรค์นี้
ก็สมควรถูกประหารแล้ว! จดหมายพวกนี้เป็นแค่
ข้ออ้างที่นำมาใช้ติดต่อกับกบฏผิงหนานอ๋อง
เท่านั้น แท้จริงแล้วเยี่ยนมู่ลอบสมคบคิดกับพวก
กบฏ คิดจะล้มล้างราชสำนักต่างหากเล่า!”
“พอได้แล้ว!”
สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เหนือความคาดหมายของทุก
คน วันนี้ดูเหมือนความอดทนของเสิ่นหลางจะมี
น้อยกว่าปกติ เพิ่งฟังทั้งสองคนพูดไปได้แค่ไม่กี่
ประโยคก็ทรงตบโต๊ะ พระพักตร์ถมึงทึง พระสุ
รเสียงเย็นเยียบ
“หากจดหมายที่ใช้ติดต่อกันเป็นของปลอม
จะเป็นการดีที่สุด แต่ถ้าหากคำพูดของพวกกบฏ
ผิงหนานอ๋องเป็นความจริงขึ้นมาเล่าจะทำเช่น
ไร?”
เซียวหย่วนสบสายพระเนตรเสิ่นหลาง เมื่อ
คิดว่าหากเด็กคนนั้นยังไม่ตายและถูกเจ้านิกาย
สวรรค์พาตัวไปจริง เขาก็พลันร่างสั่นสะท้าน!
แทบทุกคนในห้องทรงพระอักษรเป็นขุนนาง
เก่าแก่ในราชสำนัก ต่อให้ไม่เคยเห็นและไม่เคย
ได้ยินความลับภายในวังหลวงที่เกิดเมื่อหลายปี
ก่อน แต่ก็พอจะคาดเดาได้จากเบาะแสที่ได้รับมา
ตอนนี้พอได้ฟังเสิ่นหลาง ทุกคนต่างเงียบงัน
ไม่กล้าพูดอะไร
สายลมหนาวจากเบื้องนอกพัดกระทบ
กระดาษกรุหน้าต่างจนเกิดเสียงดังหวีดหวิว
เงาของทุกคนทอดตัวบนผนัง
ยามนี้กลับไม่เหมือนห้องทรงพระอักษรที่ใช้
ปรึกษาข้อราชกิจ แต่เหมือนวัดเก่าแก่โบราณซึ่ง
ถูกทิ้งร้างกลางหุบเขาลึก เสียงลมดังรุนแรง
ประดุจเสียงภูตผีโหยไห้ยามราตรี พานให้รู้สึกว่า
ดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ซึ่งถูกปิดผนึกอยู่ใน
โลงกำลังจะออกมาจากสุสาน เหยียบย่ำโลหิตซึ่ง
นองเป็นท้องธารเต็มพื้นมาทวงหนี้คนเป็นอย่างไร
อย่างนั้น!
เซี่ยเวยยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงหัวมุม เงามืด
ปกคลุมเขาไปครึ่งร่าง
ทุกคนไม่กล่าวคำ
ในที่สุดเสิ่นหลางก็ทรงมีพระราชหฤทัยระลึก
ถึงเขาขึ้นมาได้ เคลื่อนสายพระเนตรมองแล้วตรัส
ถาม “เซี่ยเซียนเซิงมีความเห็นเช่นไร?”
ยามนี้เซี่ยเวยถึงช้อนดวงตาขึ้น เขาค้อมกาย
คารวะเล็กน้อย “กระหม่อมไม่ค่อยทราบเรื่อง
กบฏผิงหนานอ๋องเมื่อยี่สิบปีก่อนเท่าใดนัก จึงไม่
ทราบว่าจดหมายมีปัญหาหรือไม่ คิดว่าหากติ้ง
เฟยซื่อจื่อยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ก็นับว่าสวรรค์
เมตตาแล้ว ควรแสดงความยินดีกับท่านกั๋วกงที่
ได้ทราบข่าวของบุตรสุดที่รักถึงจะถูกพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเขากล่าวถึงตรงนี้ เซียวหย่วนก็หน้าแดง
จนแทบจะเหมือนตับหมู
ส่วนคนอื่นภายในห้องทรงพระอักษรมีสีหน้า
แตกต่างกันไป
แต่พอคิดดูให้ดีก็เข้าใจได้ เซี่ยเวยเป็นชาว
จินหลิง อาศัยอยู่เจียงหนานมาตั้งแต่เด็ก จนเมื่อ
อายุยี่สิบปีเขาเดินทางมาสอบถึงได้มายังเมือง
หลวง ดังนั้นย่อมไม่มีทางรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต
แน่ การเอ่ยเช่นนี้จึงไม่ได้ผิดอะไร
เมื่อเซี่ยเวยพูดจบก็มองสีหน้าของผู้อื่น ไม่รู้
เป็นเพราะเขาคิดว่าตนไม่รู้เรื่องจึงไม่ควรพูดจา
ให้มากความหรือไม่ เลยเปลี่ยนประเด็นสนทนา
“เพียงแต่กระหม่อมคิดว่าเรื่องที่ต้องทำอย่าง
เร่งด่วนยังคงเป็นการตามสืบเรื่องของจดหมาย
เหล่านี้อยู่ดี วันนี้กระหม่อมอ่านฎีกาซึ่งส่งมาจาก
หน่วยตรวจการเหนือฉบับหนึ่ง ในนั้นแจ้งว่า
จับกุมโจรกบฏที่เผยแพร่คำสอนของนิกายสวรรค์
ได้ที่หมู่บ้านต่าง ๆ รอบเมืองหลวง มีจำนวนมาก
ถึงสามสิบกว่าคนเห็นจะได้ ไม่ทราบว่าควร
จัดการเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
เสิ่นหลางทรงได้ฟังก็ตรัสว่า “จับได้ดีมาก!”
แล้วลุกขึ้นทรงพระดำเนินพระหัตถ์ไพล่หลัง
ภายในห้องทรงพระอักษร “คุมตัวพวกมันเข้าคุก
หลวง มอบให้กรมอาญาและองครักษ์เสื้อแพร
ผลัดกันสอบสวน จะต้องงัดอะไรออกมาจากปาก
พวกมันให้จงได้! จวนหย่งอี้โหวก่อความวุ่นวาย
กบฏนิกายสวรรค์อยู่นอกเมืองหลวง นี่ไม่ใช่เรื่อง
บังเอิญแน่!”
เซี่ยเวย “พ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหลางยังอยากซักถามรายละเอียด ทว่า
ยามนี้กลับมีขันทีผู้หนึ่งเข้ามาจากภายนอกแล้ว
กระซิบข้างใบหูหวังซินอี้ผู้เป็นขันทีดูแลตราพระ
ราชลัญจกรหลายประโยค ทำเอาฝั่ายนั้นเบิกตา
โพลง ใบหน้าฉายแววตื่นตระหนกและยินดีระคน
กัน รีบถามทันที “จริงหรือ?”
ขันทีผู้นั้นกระซิบตอบว่า “สำนักหมอหลวง
ยืนยันแล้ว ฮองเฮาถึงมีรับสั่งให้มากราบทูล เป็น
ความจริงแน่นอนขอรับ”
เสิ่นหลางขมวดพระขนงตรัสถาม “มีเรื่องอัน
ใด?”
หวังซินอี้หน้าชื่นตาบาน มือถือแส้ขนหาง
จามรี เดินเข้าไปถวายบังคมเสิ่นหลางพร้อมกล่าว
เสียงดัง “ขอแสดงความยินดีต่อฝั่าบาท ขอแสดง
ความยินดีต่อฝั่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นหลางนิ่งอึ้ง
สายตาของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในห้องทรงพระ
อักษรต่างไปตกที่ร่างหวังซินอี้
หวังซินอี้จึงพูดต่อไปว่า “เวินเจี๋ยอวี๋แห่งเรือน
พีเซียงตั้งครรภ์ สำนักหมอหลวงเพิ่งจะตรวจชีพ
จร ฮองเฮามีรับสั่งให้มากราบทูลพระองค์พ่ะย่ะ
ค่ะ!”
เสิ่นหลางสีพระพักตร์แปรเปลี่ยนในบัดดล
เผยความตื่นเต้นยินดีเพราะรู้สึกเหนือความ
คาดหมาย อดคว้ามือหวังซินอี้มาตรัสถามไม่ได้
“จริงหรือ จริงหรือ?!”
หวังซินอี้ตอบ “เป็นความจริงพ่ะย่ะค่ะ หาก
เสด็จไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองก็จะทรง
เชื่อว่าเป็นความจริงแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ยามนี้เสิ่นหลางไหนเลยจะยังสนใจงานใหญ่
ของบ้านเมืองได้อีก
พระองค์สะบัดพระหัตถ์ ทรงพระดำเนินออก
นอกห้องทรงพระอักษรทันที “ตั้งขบวนไปเรือน
พีเซียง!”
พระองค์ถึงกับทิ้งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นำขบวน
ขันทีและนางกำนัลมุ่งตรงไปยังเรือนพีเซียงอย่าง
เอิกเกริก
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ซึ่งถูกทิ้งอยู่ในห้องทรง
พระอักษรมองหน้ากันไปมา ทว่าครั้นนึกถึงข่าวที่
เพิ่งจะได้รับมาเมื่อสักครู่ก็เผยสีหน้าแตกต่างกัน
ไป
ส่วนเซี่ยเวยยิ่งย่นหัวคิ้วโดยไม่รู้ตัว
เงาดำทอดปกคลุมร่างเขา ไม่มีผู้ใดมองเห็น
รายละเอียดปลีกย่อยซึ่งปรากฏบนใบหน้าเขา
แม้แต่น้อย
*****
ณ ตำหนักฉือหนิง เซียวไทเฮาขว้างเตาอุ่นมือ
ที่อยู่ในมือลงพื้นอย่างแรง ใบหน้าปราศจาก
ความยินดีหลังจากรู้ข่าวว่าพระสนมรักษาเด็กใน
ครรภ์เอาไว้ได้
เซียวซูยืนอยู่ข้างล่าง สีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน
เซียวไทเฮากัดฟันกรอด “เรื่องนี้ไม่อาจยิง
เกาทัณฑ์ดอกเดียวได้อินทรีถึงสามตัวน่ะช่าง
เถอะ แต่กระทั่งเรื่องสำคัญมากที่สุดก็ยังทำไม่
สำเร็จอีก!”
เซียวซูไม่กล้าโต้เถียง นางค่อนข้างยำเกรง
ท่านอาหญิงของตน ครั้นหวนนึกถึงเหตุการณ์
ภายในสวนดอกเหมยก็รู้สึกใจหายวาบเล็กน้อย
ภาพที่สองพี่น้องตระกูลเจียงซ้อนทับกันปรากฏ
ในสมอง
นางก้มศีรษะลง
ทว่าไม่ได้แสดงอาการหวาดหวั่นออกมา
เท่าใดนัก เพียงกล่าวด้วยท่าทีสงบนิ่ง “เดิมทีคิด
ว่าเจียงเสวี่ยหนิงเป็นผู้ที่ต่อกรได้ยาก คิดไม่ถึงว่า
ผู้ที่ต่อกรได้ยากโดยแท้จริงกลับเป็นพี่สาวของ
นาง”
เซียวไทเฮาพลันบังเกิดโทสะเล็กน้อย “ก่อน
หน้านี้เจ้าบอกว่าผ้าเช็ดหน้าลายปักที่เจี้ยเอ๋อร์
เก็บเอาไว้มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าน่าจะเป็น
ของเจียงเสวี่ยฮุ่ยผู้นี้หรือ?”
เซียวซูกล่าวเรียบ ๆ “เป็นไปได้มากเจ้าค่ะ”
เซียวไทเฮากล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าพวกตัว
หายนะ!”
บทที่ 100 เรื่องอันน่าตกตะลึง (2)
ข่าวการตั้งครรภ์ของเวินเจี๋ยอวี๋แพร่สะพัดไป
ทั่ววังหลวงตลอดช่วงเช้าราวกับติดปีกบิน ถึงทุก
คนต่างไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์กันต่อหน้า แต่ยาม
มองดูสีหน้าของกันและกันกลับเผยความผิดปกติ
เล็กน้อย
ฝั่าบาทยังไร้พระโอรส
ไม่มีผู้ใดกล้าคิดว่าหากครรภ์นี้ของเวินเจี๋ยอวี๋
เป็นองค์ชายจะสร้างความสั่นสะเทือนต่อวังหลัง
เช่นไรในภายหน้า
แม้เรือนหยางจื่อที่พวกเจียงเสวี่ยหนิงพำนัก
จะมิใช่ส่วนหนึ่งของวังหลัง แต่ถึงกระนั้นก็ยัง
พอจะรู้ข่าวคราวมาบ้าง ได้ยินว่าเวินเจี๋ยอวี๋ได้รับ
การเลื่อนยศให้เป็นเจาอี๋ทันที ฝั่าบาท
พระราชทานสิ่งของไปที่เรือนพีเซียงตั้งมากมาย
ประดุจสายน้ำ สำนักหมอหลวงทั้งเบื้องบนจด
เบื้องล่างถูกฝั่าบาททรงเรียกตัวไปสั่งการให้พวก
เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลครรภ์ของเวินเจี๋ยอวี๋
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
ไม่สิ ตอนนี้ควรเรียกว่า ‘เวินเจาอี๋’ แล้ว
ต่างหาก
ครั้นรู้ว่าครรภ์ของเวินเจาอี๋ไม่เป็นอะไรเหยา
ซีก็โล่งใจ แข้งขาอ่อนล้มไปกองกับพื้นราวกับ
หมดเรี่ยวแรง
ทุกคนปลอบใจนางว่าไม่มีอะไรแล้ว
เหยาซีร้องไห้โฮคล้ายต้องการจะปลดปล่อย
อารมณ์อีกครา
เจียงเสวี่ยฮุ่ยย่นหัวคิ้ว มองเหตุการณ์อยู่
ด้านข้างเงียบ ๆ
ยามราตรีขณะที่กำลังจะกลับห้อง เจียงเสวี่ย
ฮุ่ยกลับเดินไปทางเดียวกับเจียงเสวี่ยหนิง
โคมวังหลวงบริเวณระเบียงทางเดินขยับแกว่ง
ไกวเล็กน้อยท่ามกลางสายลมหนาว
เจียงเสวี่ยหนิงหวนนึกถึงไหวพริบของพี่สาว
คนนี้ขณะอยู่ในสวนดอกเหมยเมื่อตอนกลางวัน
อย่างถ้วนถี่ มิอาจไม่ยอมรับได้ว่านี่ต่างหากเล่าถึง
จะสมเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เมิ่งซื่ออบรมสั่ง
สอนมา ความคิดความอ่านช่างเฉียบคมเสียจริง
ด้วยเหตุนี้นางจึงเอ่ยว่า “คราวนี้พี่หญิงคงได้สม
ปรารถนาแล้วกระมัง”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยพบว่านับตั้งแต่หลายเดือนก่อน
ดูเหมือนน้องสาวของตนจะฉลาดเฉลียวขึ้นมาก
ดังนั้นหากจะถูกอีกฝั่ายมองแผนการออกบ้างก็ไม่
เหนือความคาดหมาย นางจึงไม่ได้รู้สึกร้อนตัวอัน
ใด เพียงตอบกลับว่า “ถึงข้าจะมีแผนการ แต่
อย่างไรเสียก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตหนึ่งเอาไว้ หากรู้
อะไรแล้วยังมองดูโดยไม่แยแส นั่นต่างหากเล่าถึง
จะเรียกว่าการสร้างบาปกรรม ในเมื่อเรื่องเป็น
เช่นนี้ก็นับว่าได้ประโยชน์กันทั้งสองฝั่าย”
นางไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่ตนก็มีเจตนาแอบแฝง
เลยแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “เวินเจาอี๋ต้องจำเจ้าได้
แน่ หากฝั่าบาททรงทราบเรื่องนี้ เกรงว่าต้อง
พระราชทานรางวัลเป็นแน่แท้ เพียงแต่เจ้าทำ
เช่นนี้ก็ถือว่าล่วงเกินผู้อื่นแล้วเช่นกัน”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับคิดตก “มีได้ก็ต้องมีเสีย
คนเรามีชีวิตอยู่บนโลกนี้ไหนเลยจะทำให้ทุกคน
ชื่นชอบได้ จะล่วงเกินก็ล่วงเกินไปเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะ
ห้องของนางอยู่ใกล้กว่าเล็กน้อย ขณะนี้เดิน
มาถึงแล้ว นางจึงหยุดฝีเท้าทอดสายตามองเจียง
เสวี่ยฮุ่ย “เช่นนั้นก็ขออวยพรให้เจ้าโชคดี”
จากนั้นไม่พูดจาให้มากความอีก ผลักประตูห้อง
เดินเข้าไป
เป็นอย่างที่เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวเอาไว้ แค่
เที่ยงวันของวันต่อมาก็มีขันทีกลุ่มหนึ่งถือของ
พระราชทานสารพัดอย่างมายังเรือนหยางจื่อด้วย
ความรีบร้อน ส่วนหนึ่งเวินเจาอี๋เป็นผู้มอบให้ อีก
ส่วนหนึ่งถึงกับเป็นของรางวัลที่ฮ่องเต้เสิ่นหลาง
พระราชทานด้วยพระองค์เอง ทรงชื่นชมว่าเจียง
เสวี่ยฮุ่ยฉลาดหลักแหลมกอปรด้วยมนุษยธรรม
ยิ่งนัก
ความยิ่งใหญ่อลังการของสิ่งของพระราชทาน
ทำให้คนเห็นแล้วตาร้อนผ่าว
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตรงกันข้ามกลับเป็นพระ
กระแสรับสั่งในพระราช-โองการ พระดำรัสนั้น
ทรงตำหนิเหยาซีผู้เป็นพระสหายร่วมศึกษาใน
เรือนหยางจื่อและอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานอย่าง
ไม่ไว้หน้า ตรัสว่าขี้ขลาดตาขาวเสียกิริยาจนเกือบ
ทำให้พระโอรสในครรภ์เวินเจาอี๋ประสบเภทภัย
มีพระราชโองการขับนางออกจากการเป็นพระ
สหายร่วมศึกษาและให้เก็บข้าวของออกจากวัง
หลวงทันที!
เหยาซีซึ่งเมื่อวานนึกว่าตนรอดพ้นคราว
เคราะห์ไปแล้วแสดงอาการมึนงงขณะคุกเข่ารับ
พระราชโองการอยู่บนพื้น
ครั้นขันทีผู้ถ่ายทอดพระราชโองการจากไป
แล้ว นางถึงยืนขึ้นมาและเดินไปสองก้าว สมองมี
แต่ความหนักอึ้ง
ทุกคนไม่รู้ว่าควรปลอบใจเช่นไรดี
พวกนางต่างรู้ดีว่าการได้รับคัดเลือกเข้าวังมา
เป็นพระสหายร่วมศึกษานี้ยากเย็นเพียงใด แต่
บัดนี้ฝั่าบาทกลับมีพระราชโองการตำหนิและขับ
ไล่นางออกจากวังหลวง เช่นนั้นเมื่อข่าวแพร่ไปถึง
หูตระกูลใหญ่ภายในเมืองหลวงก็จะสร้างความ
อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง หากชื่อเสียงย่อยยับไป
แล้ว ต่อไปจะออกเรือนได้เช่นไร?!
เหยาซีเหม่อไม่ได้สติ ฝีเท้าเลื่อนลอย
ทุกคนเห็นนางเดินไปถึงหน้าประตู ขณะ
กำลังยกเท้าก้าวข้ามธรณีประตูนั้นร่างกายกลับ
ส่ายโอนเอน ล้มหน้าคะมำ!
“คุณหนูเหยา คุณหนูเหยา!”
ทุกคนแตกตื่นอย่างยิ่ง รีบกรูเข้าไปประคอง
เจียงเสวี่ยหนิงกลับคร้านจะแสดงละคร เพียง
มองดูเหตุการณ์อยู่ด้านข้าง ตอนเหยาซีกับโหยว
เย่ว์จิตใจมืดบอดคิดทำร้ายคน วางแผนการ
ทำลายชื่อเสียงจางเจอเพื่อถอนหมั้นราวกับไม่มี
ผู้อื่นอยู่ด้วย พวกนางเคยคิดกันหรือไม่นะว่าจะมี
จุดจบอย่างวันนี้
เหตุและผลล้วนสัมพันธ์กัน เช่นนั้นก็สมควร
แล้ว
นางเคลื่อนสายตาผ่านร่างของทุกคน สุดท้าย
มองไปยังใครอีกคนในหอหลิวสุ่ยที่ไม่ได้ร่วมกรู
เข้าไปประคอง…
เซียวซู
เซียวซูสบตาเจียงเสวี่ยหนิงครู่หนึ่ง ก่อนมอง
เจียงเสวี่ยฮุ่ยผู้ทำตัวไม่โดดเด่นซึ่งยืนอยู่วงนอก
สุดของทุกคน ริมฝีปากประดับรอยยิ้มบาง “อาซี
ช่างโชคร้ายเสียจริง”
เจียงเสวี่ยหนิงหัวเราะเย้ยหยันในใจ ทว่า
เปลือกนอกกลับพูดเออออเสริม “นั่นสิ โชคร้าย
มาก”
เรื่องนี้ไหนเลยจะง่ายดายดั่งเปลือกนอกที่
เห็น
เซียวซูก็มีความคิดจะกำจัดเหยาซีตั้งแต่ตอน
เกิดเรื่องถุงหอมแล้ว ในงานชมดอกเหมยฉินกุ้ย
เฟยเป็นฝั่ายเข้ามาลากตัวเหยาซีไป หลังจากนั้น
ไม่นานก็เกิดเรื่องและเหยาซีมีสีหน้าผิดปกติ
เห็นชัดว่าอยากจะโต้แย้งฉินกุ้ยเฟยแต่ก็ไม่รู้ว่าจะ
โต้แย้งเช่นไรและไม่กล้าอีกด้วย จากนั้นเมื่อเจียง
เสวี่ยฮุ่ยพูดเตือนสติ เวินเจาอี๋จึงกลับตำหนักไป
แล้วถึงรู้ตัวว่าตนเองตั้งครรภ์
เป็นกับดักซึ่งวางแผนมาอย่างรัดกุม!
มีคนรู้ว่าเวินเจาอี๋ตั้งครรภ์ก่อนเจ้าตัวมา
ตั้งแต่แรก คิดจะฉวยโอกาสนี้กำจัดลูกของเวิน
เจาอี๋ไปพร้อมกับเหยาซีในคราวเดียว การไม่ได้
ลากเจียงเสวี่ยหนิงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยคง
ทำให้ผู้ที่วางแผนรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
แน่นอนว่าการที่เด็กในครรภ์เวินเจาอี๋ไม่เป็น
อะไรย่อมทำให้ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังทรมาน
เหมือนมีก้างติดคอที่สุด!
เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวพันมากมายเหลือเกิน
หากสืบสาวราวเรื่องมากไปกว่านี้ก็ไม่รู้ว่าจะสาว
ลึกลงไปถึงไหน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมจริงๆ
ชาตินี้มีเจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าไปเกี่ยวข้องก็
เพียงพอแล้ว นางจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอันใด
ทั้งสิ้น แค่คอยเอาตัวรอดและปั้องกันมิให้ผู้อื่นมา
ทำร้ายตนก็พอ
วังหลวงอึกทึกคึกคักอยู่พักหนึ่ง
ได้ยินว่าเสิ่นหลางดีอกดีใจจนจัดงานเลี้ยง
ใหญ่ให้เหล่าขุนนาง
นี่อาจนับว่าเป็นข่าวดีเพียงหนึ่งเดียวที่เจียง
เสวี่ยหนิงได้ยินมาท่ามกลางห้วงวิกฤติสารพัด
อย่าง การชักนำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวังหลวงเป็น
เหตุให้ชะตาชีวิตของเวินเจาอี๋เปลี่ยนแปลงโดย
มิได้เจตนา ทั้งยังรักษาเด็กในครรภ์เวินเจาอี๋ไว้ได้
อีกด้วย ส่วนอารมณ์ของฮ่องเต้ก็มิได้เลวร้ายลง
บางทีการสะสางราชกิจอาจเพิ่มความเมตตา
กรุณามากกว่าชาติก่อนก็เป็นได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าขุนนางฝั่ายหน้าจะคว้าโอกาส
นี้ไว้ได้หรือเปล่า…
อย่างไรเสียวังหลังก็เต็มไปด้วยภยันตราย จะ
รักษาลูกของเวินเจาอี๋ได้นานสักเพียงใดก็ยังไม่รู้!
หลังจากเวินเจาอี๋ได้รับพระราชทานยศไม่ถึง
สองวัน วังหลวงก็สั่งให้พระสหายร่วมศึกษาที่
เรือนหยางจื่อแยกย้ายกันเป็นการชั่วคราว ด้วย
เหตุผลประการแรก องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง
เสิ่นจื่ออียังอยู่ในช่วงกักบริเวณ ประการที่สอง
เกิดเรื่องของเหยาซีในเรือนหยางจื่อ และ
ประการที่สาม จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่องจนทำให้
ทั้งภายในและภายนอกวังไม่สงบสุข พวกนางจึง
ถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านกันก่อน รอให้องค์หญิง
ใหญ่พ้นโทษกักบริเวณแล้วค่อยกลับเข้าวังหลวง
อีกครา
ทว่ารั้งไว้แค่เจียงเสวี่ยฮุ่ยเพียงผู้เดียว
บอกว่าเวินเจาอี๋แจ้งลงมาให้เจียงเสวี่ยฮุ่ย
พำนักอยู่ที่เรือนพีเซียงสักหลายวันเพื่อร่วม
สนทนาคลายความเบื่อหน่าย
เห็นชัดว่าได้รับความเมตตาจากเวินเจาอี๋
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนดอกเหมย
ทุกคนอิจฉายิ่งนัก
ครั้นได้รับคำสั่งก็จัดเก็บสัมภาระเพื่อออกจาก
วัง
ผู้อื่นนั้นจะกี่มากน้อยก็รู้สึกกระวนกระวายไม่
เป็นสุข ออกจากวังแล้วก็กลับจวน ในขณะที่เจียง
เสวี่ยหนิงกลับถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
นางคิดว่าจวนหย่งอี้โหวกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ
กลัวก็แต่ว่าพวกเขาจะขัดสนเงินทองอยู่เป็นแน่
ด้วยเหตุนี้จึงสั่งการให้สารถีพานางไปยังที่ว่าการ
องครักษ์เสื้อแพรก่อน
วันนี้โจวอิ๋นจือน่าจะประจำเวรพอดี
เมื่อเห็นนางมาก็รู้วัตถุประสงค์ เขาไล่ให้ผู้ไม่
เกี่ยวข้องออกไปให้หมด จากนั้นก็ใช้ข้ออ้างว่ามา
เยี่ยมนักโทษ พานางไปยังห้องคุมขังของโหยว
ฟางอิ๋นด้วยตนเอง
โหยวฟางอิ๋นกำลังอ่านตำราใต้แสงตะวันซึ่ง
ส่องลอดเข้ามาผ่านบานหน้าต่าง
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าสิ่งที่นางกำลังอ่านนั้นคือ
สมุดบัญชีอย่างที่เคยเป็นมา คิดไม่ถึงว่าพอเดิน
เข้าไปกลับเห็นว่าเป็น ‘บันทึกการเดินทาง
ดินแดนสู่’ พิจารณาจากชื่อแล้วคงจะเป็น
อรรถาธิบายสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และ
ลักษณะของคนท้องถิ่น
นางพลันประหลาดใจ “เหตุใดจู่ ๆ ถึงมาอ่าน
เจ้านี่ได้เล่า?”
โหยวฟางอิ๋นรู้จักตัวอักษรไม่มาก ทำให้นาง
ต้องอ่านด้วยความยากลำบาก แต่นางก็มุ่งมั่น
เป็นพิเศษ กระทั่งเจียงเสวี่ยหนิงเดินมาถึง
ตรงหน้าแล้วนางถึงจะรู้สึกตัว ทั้งยังตกใจสะดุ้ง
โหยงอีกด้วย
ทว่าอึดใจต่อมาก็หน้าชื่นตาบาน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยเห็นรอยยิ้มเฉิดฉัน
ปรากฏบนใบหน้านางเช่นนี้มาก่อน ทำให้นิ่งอึ้ง
ไปชั่วขณะ
โหยวฟางอิ๋นขบริมฝีปาก “คราวก่อนคุณหนู
รองกล่าวถูกต้อง ฟางอิ๋น ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนจน
หาวิธีการได้แล้ว หากราบรื่น ไม่เกินสองเดือนก็
จะได้ไปจากจวนปั๋อเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน “จริงหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นเบิกตากว้าง ผงกศีรษะอย่างแรง
เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันได้สติ โพล่งถามโดย
ไม่รู้ตัว “วิธีการอะไร?”
ตอนนี้ดูเหมือนโหยวฟางอิ๋นจะกระสับกระ
ส่าย ใบหน้าพลันแดงก่ำ พูดอะไรบางอย่างด้วย
เสียงแผ่วเบาราวกับยุง “ก็คือ…”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินไม่ชัด “อะไรนะ?”
ในที่สุดโหยวฟางอิ๋นก็รวบรวมความกล้าได้
กล่าวเสียงดังขึ้นอีกเล็กน้อย “ข้าจะแต่งงานแล้ว
เจ้าค่ะ”
“…”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนถูกฟั้าผ่า หนังตา
กระตุกตลอดเวลา เกิดลางสังหรณ์อัปมงคล
ขึ้นมาอย่างหนึ่ง
นางพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
โหยวฟางอิ๋นกลัวว่านางจะเข้าใจผิด รีบโบก
ไม้โบกมืออธิบายเป็นพัลวัน “ท่านไม่ต้องเป็นห่วง
คนที่ข้าหามาคือคุณชายเหรินจากดินแดนสู่ผู้นั้น
ไม่ได้แต่งงานกันจริง เพียงแต่งงานกันหลอก ๆ
เจ้าค่ะ ข้ากับเขาลงนามในสัญญากันแล้ว พอถึง
ดินแดนสู่ก็จะหย่าร้าง ถึงตอนนั้นฟางอิ๋นจะเป็น
อิสระ ได้ออกจากจวนปั๋อและทำงานให้ท่านได้
อย่างสบายใจแล้วเจ้าค่ะ!”
ลงนามในสัญญา แต่งงานกันหลอก ๆ !
เจียงเสวี่ยหนิงตาโตอ้าปากค้าง ไม่กล้าเชื่อว่า
ตนเองได้ยินอะไรเข้า วิธีการอันน่าตื่นตะลึงนี้
เกรงว่าแม้แต่โหยวฟางอิ๋นที่ได้รู้จักในชาติก่อนยัง
ไม่กล้านึกเลยกระมัง! นางช่างกล้า ช่างกล้า
เหลือเกิน…