คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 101 ความรู้สึกของแม่ยาย (1)
ข่าวที่ได้รับมาอย่างกะทันหันเล่นเอาเจียง
เสวี่ยหนิงไม่อาจทำใจได้ไปชั่วขณะ
นางนิ่งงันอยู่นาน ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียง
ราวกับละเมอ “นี่มันเรื่องอะไรกัน…”
โหยวฟางอิ๋นจึงบอกต้นสายปลายเหตุ
อันที่จริงเรื่องราวหาได้สลับซับซ้อนแม้แต่
น้อยไม่
หลังจากโหยวฟางอิ๋นได้ฟังเจียงเสวี่ยหนิง
วิเคราะห์สภาพความเป็นอยู่ภายในจวนของตน
คราวก่อน นางก็ใคร่ครวญอย่างหนักว่าพอจะมี
วิธีการอะไรบ้างที่จะทำให้ตนได้ออกจากจวนปั๋อ
อย่างปลอดภัย หากหลบหนีก็อาจถูกจับตัว
กลับมา จุดจบจะน่าอนาถยิ่งกว่าเดิม หากจะตั้ง
จวนขึ้นเอง นางก็ยังไม่มีความสามารถเช่นนั้น ยิ่ง
ไม่ต้องพูดถึงการเป็น ‘เจ้าบ้านสตรี’ เลย คิดไป
คิดมาก็นึกคำว่า ‘แต่งงาน’ ขึ้นมาได้
หากหาคนมาแล้วแต่งงานออกไปเสีย เช่นนี้
ตนก็จะได้ออกจากจวนโหวอย่างถูกต้องและ
ราบรื่นแล้วมิใช่หรือ
ทว่าจะหาผู้ใดมาสู่ขอตนดีเล่า
นอกจากนี้ตามจารีตที่เป็นมาแต่อดีต ‘อยู่
บ้านต้องเชื่อฟังบิดา แต่งงานต้องเชื่อฟังสามี เมื่อ
สามีสิ้นต้องเชื่อฟังบุตร[1]’ หากนางแต่งออกไป
แล้วสถานการณ์ยังเป็นเช่นเดิม กระทั่งว่ายังแย่
กว่าเดิมอีกเล่า นั่นไม่เท่ากับว่าสิ่งที่ทำลงไปเสีย
แรงเปล่าอย่างนั้นหรือ
ดังนั้นผู้ที่จะมาสู่ขอนางก็ควรดีพอหรือไม่ก็ให้
ความร่วมมือมากพอจึงจะเยี่ยมที่สุด
คืนนั้นโหยวฟางอิ๋นจึงเขียนรายชื่อบุรุษที่ตน
รู้จักทั้งหมดลงบนกระดาษพลางไล่คิดทีละคน ถึง
ขั้นนับรวมลูกพี่หวังอันซึ่งทำหน้าที่เฝั้าประตูจวน
โหวด้วย
แต่พวกเขาล้วนเป็นไปไม่ได้
ชื่อสุดท้ายซึ่งไม่ได้ถูกขีดฆ่าบนกระดาษเพียง
ชื่อเดียวคือเหรินเหวยจื้อ
เมื่อเห็นชื่อนี้ดวงตาทั้งสองข้างของโหยว
ฟางอิ๋นก็ทอแสงสว่างยิ่งขึ้น หลังจากปะติดปะต่อ
เรื่องราวภายในสมอง นางจึงพบว่าเขาคือ
ตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้วในบรรดาคนรู้จัก
อันมีจำกัดของนาง!
ประการแรก เหรินเหวยจื้อขาดทุนรอน
ต้องการความช่วยเหลือจากนาง
ประการที่สอง บ้านเขาอยู่ไกลถึงดินแดนสู่
ครั้นแต่งออกไปแล้วนางจะอยู่ไกลสายตาจวนปั๋อ
ประการที่สาม โหยวเย่ว์พี่สาวของนางกำลัง
อยากจะร่วมหุ้นนาเกลือของเหรินเหวยจื้อพอดี
ประการที่สี่ เหรินเหวยจื้อดูน่าจะเป็นคนดี
นางรู้ตัวมาตลอดว่าตนไม่ได้มีมันสมองชาญ
ฉลาด ฉะนั้นจึงทำได้แค่ใช้วิธีการอันโง่งมยิ่งเช่นนี้
นางเขียนเหตุผลที่ตนพอจะนึกขึ้นได้ออกมาทีละ
ข้อ จากนั้นก็แนบกระดาษแผ่นนี้กับอก เบิกตา
โพลงตลอดคืนโดยไม่อาจนอน
นั่นเพราะนางมีแผนการอันแสนอุกอาจและ
ไม่เคยมีใครทำมาก่อนอยู่ในใจนั่นเอง!
ขอเพียงออกจากจวนปั๋อได้ นั่นก็ถือเป็นเรื่อง
ดีแล้ว ขอเพียงทำงานให้คุณหนูรองได้ นั่นก็ถือ
เป็นเรื่องดีเช่นกัน
แล้วไฉนจะต้องไปสนใจตำราเตือนสตรี คำสั่ง
สอนของตระกูล หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของ
ผู้อื่นด้วยเล่า
เพราะฉะนั้นในวันที่เจรจาการค้าเรื่องนา
เกลือ โหยวฟางอิ๋นจึงคุยเรื่องที่เกี่ยวพันถึง
ความสุขชั่วชีวิตกับเหรินเหวยจื้อ
จนถึงตอนนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังไม่อาจสงบจิต
สงบใจ “เหรินเหวยจื้อมีปฏิกิริยาเช่นไร?”
โหยวฟางอิ๋นหน้าแดงเรื่อ คล้ายรู้สึกกระดาก
ใจอย่างยิ่ง กระแสเสียงก็แผ่วลงเช่นกัน “ท่าทาง
คล้ายอึ้งอยู่นานและไม่ค่อยอยากจะเชื่อสัก
เท่าไหร่เจ้าค่ะ แต่อย่างไรเสียข้าก็มีเงินที่คุณหนู
ให้มาอยู่ในมือ ต่อให้เขาไม่ยอมรับตัวคนก็ต้อง
ยอมรับเงิน ดังนั้นหลังจากเดินวนไปเวียนมาใน
ห้องหลายรอบ เขาก็ยังนั่งลงถามต้นสายปลาย
เหตุกับข้าอยู่ดี ข้าจึงบอกเขาไปทุกอย่างเจ้าค่ะ”
พอเล่าถึงตรงนี้นางก็นึกอะไรได้ รีบโบกไม้
โบกมืออุตลุด
“แต่ข้าไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องของคุณหนูแม้แต่คำ
เดียว เขายังไม่รู้เรื่องนะเจ้าคะ สุดท้ายก่อนกลับ
เขาบอกข้าว่า ต่อให้เป็นการแต่งงานกันหลอก ๆ
แต่ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ไม่กล้าทำเหมือน
เป็นการละเล่นของเด็กน้อย และยิ่งไม่กล้า
รับปากข้าอย่างวู่วามด้วย เขาจึงขอให้ข้าปล่อย
เรื่องนี้ไปสักสองสามวันก่อน ประการแรก เขา
ต้องการเวลาสงบสติอารมณ์เพื่อพิจารณา
ประการที่สอง เขาหวังว่าพอข้ากลับไปแล้วจะ
ไตร่ตรองให้รอบคอบ หากหลังจากนั้นยังไม่
เปลี่ยนใจ เขาถึงกล้าตอบว่ารับปากหรือไม่เจ้า
ค่ะ”
การที่เหรินเหวยจื้อพูดเช่นนี้ แสดงว่าเขาเอง
ก็เป็นวิญูชนคนหนึ่ง
เพียงเจียงเสวี่ยหนิงตรองดูก็รู้ได้ เขามีตั๋วแลก
เงินหมื่นตำลึงอยู่ตรงหน้า นาเกลือย่อมมีโอกาส
ครั้งใหญ่ที่จะได้คืนชีวิตกลับมาอีกครั้ง มิหนำซ้ำ
ยังได้สู่ขอเด็กสาวผู้โง่งมเช่นนี้อีก ฟางอิ๋นก็มิได้
หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ นิสัยใจคอดีงาม ต่อให้สภาพ
ความเป็นอยู่ในจวนปั๋อไม่สู้ดีนัก แต่หากเอ่ยถึง
สถานะก็ยังนับว่าเป็นบุตรีอนุภรรยาของตระกูล
ขุนนาง คู่ควรกับเขาซึ่งเกิดมาในตระกูลพ่อค้า
อย่างเหลือเฟือ
หากเขาคิดจะรับปากย่อมปราศจากแรง
กดดันอันใดอยู่แล้ว
ทว่าคนผู้นี้กลับพยายามโน้มน้าวให้โหยว
ฟางอิ๋นลองกลับไปคิดดูก่อน ถือว่าไม่เลวเลย
เพียงแต่คิดก็ส่วนคิด ถึงอย่างไรนางก็ไม่เคย
ได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน ความกังวลกดทับเหนือ
ทุกสิ่ง จึงถามขึ้นมาอีกว่า “ตอนนี้เขารับปากแล้ว
หรือ?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะ “รับปากแล้วเจ้าค่ะ”
นางกล่าวเสริม “ที่บ้านเขาไร้บุพการี เขาจึง
เป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง เขาตกลงกับข้าแล้วว่า
เมื่อแต่งงานกันจะเป็นสามีภรรยาแต่ในนาม ไม่
กล้าล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน และจะไม่ฝืนบังคับ
ว่าต้องใช้เวลานานถึงครึ่งปีอีกด้วย พอไปถึง
ดินแดนสู่และลงหลักปักฐานเรียบร้อย ขอเพียง
ข้าเอ่ยปากก็จะแยกทางกัน หากยังไม่อาจลงหลัก
ปักฐานได้ก็ให้อาศัยอยู่บ้านเขาไปก่อน เมื่อตั้ง
หลักได้แล้วถึงค่อยว่ากันอีกที ข้ากับเขาทำ
หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรกันเรียบร้อยแล้ว
แค่ดูว่าจะไปสู่ขอเมื่อไหร่เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
โหยวฟางอิ๋นเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยาที่ไม่ได้
รับความโปรดปรานในจวนปั๋อคนหนึ่ง เกรงว่าคน
ในครอบครัวคงไม่เสียเวลากับเรื่องวิวาห์ของนาง
มากสักเท่าใด
ภายในจวนปั๋อเป็นเช่นไร เจียงเสวี่ยหนิง
พอจะรู้มาบ้าง
นอกจากนี้โหยวเย่ว์ซึ่งยังหวังว่าจะหาเงินได้
จากเหรินเหวยจื้อก็น่าจะฉวยโอกาสจากเรื่องนี้
เพื่อให้ได้อะไรกลับคืนมาบ้าง เรื่องวิวาห์จึงไม่ใช่
ปัญหา ยอมให้โหยวฟางอิ๋นแต่งออกไปเลยก็ได้
ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนคำพูดอยู่นาน
นางมองสตรีซึ่งทั้งไม่ชอบพูดจาทั้งขี้ขลาดตา
ขาว และยังค่อนข้างซุ่มซ่ามตรงหน้าด้วยสายตา
อึ้งงัน จู่ ๆ ก็นึกถึงสำนวนสองสำนวนขึ้นมา นั่น
คือ ‘ผู้มีสติปัญญาดูเหมือนโง่งม’ และ ‘ความ
ฉลาดปราดเปรื่องซุกซ่อนอยู่ภายใน’
แต่ครั้นนึกดูอีกที ถ้าโหยวฟางอิ๋นเป็น ‘ผู้มี
ปฏิภาณไหวพริบ’ ซึ่งคำนึงถึงผลได้ผลเสียและ
ห่วงหน้าพะวงหลังจริง เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีทาง
ตัดสินใจทำเรื่องอันแสนจะอุกอาจเช่นนี้แน่
ยิ่งเป็นคนทึ่มทื่อมากเท่าใด ก็ยิ่งทำเรื่องน่า
เหลือเชื่อได้ง่ายดายมากเท่านั้น
——————–
1. หลักสามเชื่อเป็นหนึ่งในรูปแบบจริยธรรม
การใช้ชีวิตของสตรีจีนในสมัยโบราณ ซึ่ง
จำกัดสิทธิของสตรีให้เชื่อฟังเพียงบุรุษ
บทที่ 101 ความรู้สึกของแม่ยาย (2)
ที่เจียงเสวี่ยหนิงมาในวันนี้ เจตนาเดิมคือ
อยากจะถามโหยวฟางอิ๋นว่าจัดการเรื่องทางฝังเห
รินเหวยจื้อไปถึงไหนแล้ว แต่นางกลับต้องหัว
สมองพองโตเพราะข่าวนี้แทน จนถึงขั้นที่ว่า
ต่อมาเมื่อโหยวฟางอิ๋นคุยธุระสำคัญกับนาง นาง
ยังมึนงงเล็กน้อยอยู่เลย
โหยวฟางอิ๋นเจรจาเรื่องหุ้นหนึ่งหมื่นตำลึง
สำเร็จแล้ว
เหรินเหวยจื้อรับปากแล้วด้วยว่าหุ้นจำนวนนี้
ส่งต่อให้ผู้อื่นได้
มิหนำซ้ำโหยวเย่ว์พี่สาวของโหยวฟางอิ๋นยัง
ร่วมหุ้นด้วยเงินจำนวนสองพันกว่าตำลึงอีกด้วย
เรื่องราวพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นยิ่ง
นัก ยามนี้วางกับดักเรียบร้อย เพียงรอคอยสิ่งที่
จะเกิดขึ้นตามมา
เมื่อเห็นว่าสายพอสมควรแล้ว เจียงเสวี่ยหนิง
จึงนั่งอยู่กับโหยวฟางอิ๋นต่ออีกครู่หนึ่ง ความจริง
นางยังอยากจะพูดอะไรอีกตั้งมากมาย แต่ก็ไม่รู้
ว่าควรเอ่ยปากเช่นไรดี สุดท้ายจึงกล่าวว่า “วันนี้
ข้าเพิ่งออกจากวังมา ภายในวังกำลังวุ่นวาย ไม่
ต้องเข้าวังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษา เพียงรอฟัง
การเรียกตัวอยู่ในจวน ดังนั้นจึงมีเวลาให้พูดคุย
กัน ผ่านไปอีกสักระยะข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่”
โหยวฟางอิ๋นจึงลุกขึ้นไปส่งนาง
โจวอิ๋นจือรออยู่ที่ประตู เขาพานางเดินออก
จากคุกและไปส่งนางถึงนอกประตู
รถม้ายังคงรออยู่ข้างนอก
สารถีเห็นนางแล้วจึงเอ่ยถาม “คุณหนู จะ
กลับจวนเลยหรือไม่ขอรับ?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะตามความเคยชิน
แต่ครั้นขึ้นรถม้าไปแล้วกลับหัวคิ้วขมวดมุ่น ถึง
อย่างไรก็ไม่อาจวางใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าจะฟังเช่น
ไรเรื่องนี้ก็แปลกพิสดารราวกับนิทานเหลือเกิน
“ไม่ได้ ข้ายังไม่เคยพบหน้าเหรินเหวยจื้อผู้นี้
เลยสักครั้ง หากเป็นนักต้มตุ๋นเล่า?” หัวคิ้วนาง
พันกันจนกลายเป็นรอยย่นตั้งฉาก อย่างไรเสีย
โหยวฟางอิ๋นก็ไม่ค่อยฉลาดเฉลียว ด้วยเหตุนี้
หลังจากใคร่ครวญอยู่นานและเห็นว่ารถม้ากำลัง
จะเลี้ยวเข้าสู่ถนนกลับจวน นางพลันเลิกผ้าม่าน
บอกสารถีทันที “อย่าเพิ่งกลับจวน ไปที่โรงเตี๊ยม
สู่เซียงสักประเดี๋ยว”
เดิมนางควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไป
เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
เนื่องด้วยเรื่องการค้าเส้นไหมดิบก่อนหน้านี้
ทิ้งปัญหาเอาไว้ ขณะที่ยังไม่รู้ว่าผู้ใดคอยสืบข่าว
ลับหลังกันแน่ หากบุ่มบ่ามเข้ามาข้องแวะจน
เปิดเผยตัวตนก็จะตกอยู่ในอันตราย
แต่ตอนนี้ไม่อาจสนใจอะไรมากขนาดนั้นแล้ว
นางต้องพบหน้าเหรินเหวยจื้อผู้นี้ให้จงได้!
สารถีย่อมประหลาดใจเป็นธรรมดา แต่ก็รู้ว่า
ยามอยู่ในจวนเจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนโอหังและเจ้า
อารมณ์ แม้จะบ่นในใจว่าฟั้าใกล้จะมืดแล้วหาก
ไม่กลับจวนเกรงว่าคงทำให้คนที่บ้านเป็นห่วง
ทว่าก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา พลันหวดแส้เร่งให้
อาชาซึ่งกำลังลากรถอยู่เร่งฝีเท้า
ไม่นานนักก็มาถึงโรงเตี๊ยมสู่เซียง
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงลงจากรถก็เดินเข้าไปข้าง
ใน ระบุชื่อแซ่เหรินเหวยจื้อ ว่าต้องการพบเขา
ยังคงเป็นห้องพักชั้นบนห้องนั้น
เหรินเหวยจื้อได้พบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงเป็น
ครั้งแรก รู้สึกตกใจเป็นล้นพ้น
ครั้นเปิดประตูและเชิญนางเข้ามาแล้วก็เต็ม
ไปด้วยความประหลาดใจ ดูจากการแต่งกายของ
นางไม่เหมือนคนค้าขาย เขาจึงฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก
อดถามขึ้นมาไม่ได้ “ไม่ทราบว่าแม่นางมาหา
ข้าน้อยมีธุระอันใด?”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับย่นหัวคิ้วไม่เอ่ยวาจา
นางจ้องมองเหรินเหวยจื้อและสำรวจตั้งแต่
ศีรษะจดปลายเท้าถึงสามรอบ หัวคิ้วที่ขมวดแน่น
มิได้คลายแม้แต่น้อย กระทั่งว่าไม่ได้ตอบคำถาม
เขาเสียด้วยซ้ำ นางสาวเท้าเข้ามาเดินวนรอบกาย
เขา จากซ้ายไปขวา และจากขวาอ้อมไปทางซ้าย
เหรินเหวยจื้อพลันรู้สึกว่าตนเหมือนเนื้อสุกร
ซึ่งวางอยู่บนแผง
และแม่นางที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ไม่ว่าจะมองเช่น
ไรก็เหมือนเป็นลูกค้าเรื่องมากจุกจิกจู้จี้พวกนั้น…
ไม่ว่าใครหากถูกมองสำรวจเช่นนี้ย่อมรู้สึก
กระสับกระส่าย เหรินเหวยจื้อเองก็เช่นกัน เขา
สันหลังเย็นวาบ กระแอมทีหนึ่งแล้วเอ่ยถามอย่าง
ระมัดระวัง “แม่นาง?”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงหยุดฝีเท้า
เหรินเหวยจื้อผู้นี้มีท่าทางองอาจอยู่บ้าง
องคาพยพบนใบหน้าไม่เลว เพียงแต่ดูเหมือน
บัณฑิตเสียมากกว่า ไม่เหมือนพ่อค้าเลยสักนิด
มิน่านาเกลือของครอบครัวถึงสูญสิ้น
ทว่าก็ดูท่าทางพอใช้ได้อยู่ แต่ถึงกระนั้น…
ไฉนนางจึงไม่สบอารมณ์เลยนะ
คนผู้นี้น่ะหรือจะสู่ขอฟางอิ๋น
เจียงเสวี่ยหนิงยืนยันอีกหน “เจ้าคือเหริน
เหวยจื้อ?”
เหรินเหวยจื้อยังคงงุนงงอยู่บ้าง “ใช่”
ดวงตาเจียงเสวี่ยหนิงฉายแววพินิจพิจารณา
หลายส่วน “เจ้าเขียนสัญญากับฟางอิ๋นว่าจะสู่ขอ
นางอย่างนั้นหรือ”
ในที่สุดเหรินเหวยจื้อก็เข้าใจ ที่แท้ก็มาเพราะ
เรื่องนี้นี่เอง! แต่ก่อนหน้านี้คล้ายว่าแม่นางโหย
วจะไม่เคยกล่าวถึงเลยว่าสนิทสนมกับผู้ใดในจวน
ปั๋อ บางทีแม่นางตรงหน้าอาจเป็นญาติทางฝัง
มารดากระมัง มิน่าเล่าสายตาที่มองข้าถึงเหมือน
แม่ยายมาดูตัวลูกเขยนัก
รอยยิ้มบนริมฝีปากเขาแข็งค้าง เหงื่อผุดซึม
บนหน้าผาก
ตอนนี้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ได้แต่
กล่าวอย่างตะกุกตะกัก “ใช่”
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดนิ่ง ไม่พูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าสมองนางกำลังคิดอะไร
อยู่
เหรินเหวยจื้อผู้นี้เป็นตัวอับโชค หลังจากนำ
เงินกลับไปสร้างเครื่องขุดบ่อได้ไม่นานก็ประสบ
จุดหักเหในชีวิต นาเกลือเกิดเรื่องและถูกเผาจน
วอดวาย สุดท้ายคนผู้นี้จะถูกโชคชะตาบีบคั้น
จนถึงทางตัน สิ้นไร้หนทางจนต้องผูกคอตาย
กลายเป็นผีแขวนคอ
ชาตินี้เจียงเสวี่ยหนิงมอบเงินลงทุนให้เขา
หากให้คำชี้แนะเขาผ่านทางโหยวฟางอิ๋นได้
บ้าง นางย่อมชี้แนะแน่นอน อย่างไรเสียนางก็ลง
เงินอยู่ในนั้นด้วย นางคิดว่าตนเพียงเตือนเขาไปก็
พอแล้ว ส่วนที่เหลือคงต้องดูที่สวรรค์ ไม่เคยคิด
หรอกว่าจะต้องเป็นดังปรารถนาทุกประการ
เพราะเรื่องอย่างสวรรค์สูงฮ่องเต้ไกล กำลังเอื้อม
ไปไม่ถึงเช่นนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนสู่จึง
มิใช่สิ่งที่นางจะควบคุมได้เลย หากภายหน้าเกิด
เรื่องขึ้นมาจริงก็ไม่น่าแปลกใจอะไร
แต่เด็กโง่ฟางอิ๋นผู้นี้ พอใช้ความคิดก็นึกเรื่อง
แต่งงานกันหลอก ๆ ออกมาได้!
หากเหตุการณ์ยังคงเหมือนชาติก่อน มิได้
เปลี่ยนแปลงไป แล้วเหรินเหวยจื้อผู้นี้หนีไปผูก
คอตายจะให้ทำเช่นไร
ฟางอิ๋นของเราจะไม่กลายเป็นภรรยาม่าย
ต้องครองตนเป็นโสดตราบจนชั่วชีวิตเอาหรือ
ช้าก่อน…
ภรรยาม่าย?
ทันใดนั้นความคิดอย่างหนึ่งก็ฉายวาบภายใน
สมองเจียงเสวี่ยหนิง สายตาที่มองเหริน
เหวยจื้อพลันแปลกประหลาดขึ้นมาอีกหลายส่วน
หากตัวอับโชคตรงหน้าผูกคอตายขึ้นมาจริง
อย่างน้อยวันหน้าก็ต้องทิ้งนาเกลือเอาไว้ให้
ภรรยาม่าย! เช่นนั้นฟางอิ๋นของเรามิใช่จะร่ำรวย
มหาศาล กลายเป็นเศรษฐินีหน้าใหม่ขึ้นมาทันที
หรือ
อะแฮ่ม แค่คิดไปอย่างนั้นเองน่า
แค่คิดไปอย่างนั้นเอง
เจียงเสวี่ยหนิงพลันแสดงท่าทีเป็นมิตรขึ้นมา
เล็กน้อย อีกทั้งใบหน้ายังประดับรอยยิ้มอย่างที่
ไม่เคยมีมาก่อน ผายมือเชิญให้เหรินเหวยจื้อนั่ง
ลงอย่างมีมารยาทยิ่งนัก “คุณชายเหริน พวกเรา
มานั่งคุยกันหน่อยดีหรือไม่?”
*****
จวนตระกูลเซี่ย ห้องทำพิณ
วันนี้เซี่ยเวยกลับจากวังหลวงก่อนเวลา ทว่า
เขาทั้งไม่ได้อ่านตำราสะสางงานราชการและ
ไม่ได้ทำพิณหรือปรับสายเสียง แต่กำลังก้มหน้า
ก้มตาค่อย ๆ ทำความสะอาดโต๊ะน้ำชาที่แกะมา
จากท่อนซุง
จิตใจว่างเปล่า นิ่งสงบยิ่งนัก
น้ำที่ใช้สำหรับชงชาเดือดบนเตามาตั้งนาน
แล้ว กำลังพ่นไอร้อนออกมานอกกาพร้อมส่ง
เสียงดังปุด ๆ
ท่าทางเช่นนี้ของเขาเหมือนกำลังรอคน
ครั้นเขาทำความสะอาดโต๊ะชาตัวนี้เสร็จ
เรียบร้อยก็มีเสียงฝีเท้าจากภายนอกแว่วเข้ามา
เจี้ยนซูพาคนผู้หนึ่งมาและกล่าวรายงานอยู่นอก
ประตู “เซียนเซิง กงอี๋เซียนเซิงมาถึงแล้วขอรับ”