คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 99 ปฏิกิริยาผีเสื้อขยับปีก (1)
เวินเจี๋ยอวี๋แห่งเรือนพีเซียง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักเรือนพีเซียง แต่หากพูด
ถึงเวินเจี๋ยอวี๋อะไรนี่ เช่นนั้นก็ปราศจากความทรง
จำใด ๆ แล้ว ฟังจากบรรดาศักดิ์ถือว่าไม่ได้มี
ตำแหน่งภายในวังหลังสูงส่งมากนัก แล้วจะ
ก่อให้เกิดเรื่องอะไรได้
เมื่อคิดไปในทางนี้กลับจับต้นชนปลายไม่ถูก
ตลอดเส้นทางที่เดินกลับมาเรือนหยางจื่อ
นางรู้สึกเพียงว่าเรื่องนี้ใหญ่หลวงยิ่ง จึงพยายาม
เค้นสมองและบังคับให้ตนนึกอีกด้านหนึ่ง ช่วงนี้
ในชาติที่แล้วเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นหรือไม่
เรื่องใหญ่ที่สุดคือจวนหย่งอี้โหวถูกยึดทรัพย์
ตอนนั้นเมื่อนางกลับมาจากจวนโหวก็สับสน
ทำอะไรไม่ถูก ตกใจจนล้มปั่วยหนัก นอนซมอยู่
บนเตียงหลายวัน ระหว่างนี้มีเพียงหลินจืออ๋อง
เสิ่นเจี้ยซึ่งยังคงนึกถึงนางและส่งคนมาถามไถ่
อาการเป็นบางครั้ง
ครั้นนางหายปั่วยก็ได้ยินว่ามีคนมาปล้นคุก
หลวง ฮ่องเต้กริ้วหนัก ลงโทษขุนนางเมืองหลวง
ไปมากมาย มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก
ประสบเคราะห์กรรมถูกประหารชีวิต
ยังมีอะไรอื่นอีกหรือไม่
อย่างเช่น ไฉนหลังจากผ่านเหตุการณ์ไป
หลายวันจู่ ๆ เสิ่นหลางก็กริ้วอย่างรุนแรงขึ้นมา
อีก
เพิ่งจะมีหิมะตกไปเมื่อสองวันก่อน อากาศ
หนาวเย็นกว่าเดิม ตลอดเส้นทางภายในวังหลวง
ปราศจากเสียงมนุษย์
มีเพียงเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของนางเท่านั้นที่แว่ว
ดัง
เมื่อคิดเพียงหนึ่ง ความคิดนับหมื่นจะพรั่งพรู
ตามมา ทันใดนั้นสมองของนางก็กระจ่างแจ้ง
เท้าซึ่งกำลังย่างไปข้างหน้าพลันหยุดชะงัก แม้แต่
ดวงตายังเบิกโพลง นอกจากกบฏปล้นคุกหลวง
แล้ว ช่วงที่นางล้มปั่วยคล้ายว่าภายในวังจะเกิด
เรื่องที่หากอยู่ในรัชสมัยอื่นอาจไม่นับว่าใหญ่โต
มากนัก แต่เมื่ออยู่ในรัชสมัยนี้ โดยเฉพาะในช่วง
ที่เสิ่นหลางยังครองราชย์อยู่ย่อมถือเป็นเรื่องใหญ่
ยิ่ง…
*****
เมื่อกลับถึงเรือนหยางจื่อ ทุกคนกำลังเตรียม
ตัวไปร่วมงานชมดอกเหมยและหิมะช่วงบ่าย
ครานี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ล้มปั่วย นางจึงไม่
อาจใช้เป็นข้ออ้างไม่ไปได้อีกแล้ว
นางจึงทำได้เพียงจัดเตรียมชุดสีขาวพิสุทธิ์
คลุมทับด้วยเสื้อคลุมกันลมสีฟั้าชมพู
เมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คนที่ประชันความงามก็ถือ
ว่าระดับกลาง ๆ ทั้งไม่โดดเด่นเกินไปจนสะดุดตา
และไม่ดูซอมซ่อเกินไปจนขัดตา
สีหน้าของนางดูไม่ต่างจากที่เคยเป็น
อีกทั้งผู้อื่นอยู่ร่วมชายคาเดียวกับนางได้ไม่
นานนัก ทำให้มองอะไรไม่ออก
แต่ไม่ว่าอย่างไรเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็เป็นพี่สาวของ
นาง ต่อให้สองพี่น้องบาดหมางกัน แต่ยังถือว่า
พอเข้าใจกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะดูเช่นไรนางก็รู้สึกว่า
ใบหน้าเจียงเสวี่ยหนิงปกคลุมด้วยเงาอันดำมืด
ระหว่างทางไปสวนดอกเหมย จึงแอบหันไปมอง
ถึงสามหน หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นเมื่อ
นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกนาง สุดท้ายเลย
ไม่ได้ไต่ถามอันใด
เจียงเสวี่ยหนิงกลับรู้สึกผ่อนคลาย
ภายในสวนปลูกดอกเหมยนานาพรรณ
ขณะนี้ถึงช่วงที่กำลังบานสะพรั่งพอดี
หิมะเมื่อสองวันก่อนกองสุมใต้ต้นเหมยและ
ยังละลายไม่หมด วันนี้ฟั้ากระจ่างใส หิมะขาว
โพลนส่องสะท้อนดอกเหมยสีแดง ดูงดงามเป็น
ล้นพ้น
วังหลังมีเซียวไทเฮาเป็นประธาน คนส่วน
ใหญ่มาถึงแล้ว
พระสหายร่วมศึกษาส่วนใหญ่รวมตัวกัน
ภายในศาลาคั่นเสวี่ยตรงมุมตะวันออกเฉียงใต้
ของสวนดอกเหมย หลังเข้ามาอยู่ในวังหลวงกัน
เนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้เห็นวังหลังของฮ่องเต้ พระ
สนมของโอรสสวรรค์เสียที
ผู้ประทับบนที่นั่งประธานสูงสุดคือเซียวไท
เฮา
จากนั้นจึงเป็นเจิ้งฮองเฮาซึ่งแต่งองค์
ทรงเครื่องพิถีพิถัน ถัดลงมาคือเหล่าพระสนมผู้
งดงามพริ้มเพราคนแล้วคนเล่า ทุกคนล้วนเป็น
โฉมสะคราญ บ้างก็ดูงดงามอย่างเย็นชา บ้างก็ดูมี
ท่วงท่าเกียจคร้าน บุคลิกอากัปกิริยาหลากหลาย
บางคนกำลังพูดจากระซิบกระซาบ บางคนกลับ
แสดงท่าทีอุกอาจตรงไปตรงมา
เพียงเห็นก็ทำให้คนอิจฉายิ่งนัก
เหล่าพระสนมในสามพระตำหนักหกหมู่
ตำหนักวังหลัง[1]ของฮ่องเต้มีนับไม่ถ้วน พูดได้ว่า
เสพสุขกับวาสนาที่มีภรรยาเต็มบ้าน
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมองก็อดย่นหัว
คิ้วเล็กน้อยไม่ได้ ในใจรู้สึกดูแคลนหลายส่วน
หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยมิใช่ผู้มักมากในกาม แต่เสิ่น
หลางผู้เป็นพระเชษฐาของเขาในช่วงที่ครอง
บัลลังก์กลับเป็นผู้รู้จักเสพสุขอย่างเต็มที่ เคยมี
ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่อาจทนดูจนต้องถวายฎีกา
โน้มน้าวให้เขา ‘ละเว้นภารกิจในหอห้อง’ คำพูด
ถือว่ารอมชอมมากแล้ว ทว่าเสิ่นหลางไหนเลยจะ
ยอมรับฟัง ตรงข้ามกลับอับอายจนกลายเป็น
โทสะ ไม่นานก็หาข้ออ้างโยกย้ายขุนนางชั้น
ผู้ใหญ่คนนี้ออกไปจากเมืองหลวง
รู้ว่าเขามีผู้สืบสกุลยาก แต่ยิ่งประพฤติเช่นนี้ก็
ยิ่งทำให้มีผู้สืบสกุลยากกว่าเดิมอีกไม่ใช่หรือ
โชคดีที่เขายังมีพระอนุชาเช่นเสิ่นเจี้ยซึ่งสนิท
สนมกันพอสมควรมาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เสิ่น
เจี้ยคิดว่าพระเชษฐาสำคัญประดุจบิดา มิหนำซ้ำ
เขาเองยังว่านอนสอนง่าย ด้วยเหตุนี้ราชสำนักจึง
มีข่าวลือมาโดยตลอดว่าในเมื่อฮ่องเต้ทรงไร้
ทายาท เช่นนั้นก็จะทรงแต่งตั้งให้พระอนุชาขึ้น
เป็นผู้สืบสันตติวงศ์เพื่ออุดปากผู้คนในแผ่นดิน
เจียงเสวี่ยหนิงจำพระสนมเหล่านี้ได้ไม่มาก
นัก
จากการไปมาหาสู่กันอันน้อยนิดในชาติที่แล้ว
ของนาง อย่างมากก็รู้เพียงว่าผู้ที่นั่งถัดมาทางขวา
มือของฮองเฮาคือฉินกุ้ยเฟย[2]ผู้กำลังได้รับความ
โปรดปราน นางสวมเครื่องประดับศีรษะหรูหรา
และแสดงท่าทางเกียจคร้านออกมาหลายส่วน
ถัดจากนั้นยังมีซูเฟยและเสียนเฟยอีกสองคน
ส่วนผู้ที่ยศต่ำจากนั้นไม่รู้จักเลยสักราย
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเวินเจี๋ยอวี๋อะไรนั่น
เมื่อมีคำเตือนล่วงหน้าของเจิ้งเปั่า นางจึง
จดจำมาตลอดทาง ครั้นเดินตามทุกคนเข้าภายใน
งานก็อยู่รั้งท้ายด้วยท่าทางคล้ายเจตนาคล้ายไม่
เจตนา เมื่อถวายพระพรเสร็จแล้วก็นั่งอยู่คน
สุดท้ายเพื่อให้ห่างจากพระสนมเหล่านั้นสัก
หน่อย
เซียวซูมองนางด้วยสายตาคลุมเครือ
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเหมือนไม่รู้ตัวเลยสักนิด
เหล่าพระสนมครั้นเห็นดรุณีน้อยซึ่งยังไม่ได้
เข้าพิธีปักปินเหล่านี้ก็แสดงสีหน้าแววตาแปลก
ประหลาดแตกต่างกันออกไป กลับเป็นเจิ้ง
ฮองเฮาซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ค่อยได้รับความ
โปรดปรานมากนักที่มีสีหน้าเป็นธรรมชาติและดู
เป็นมิตรมากที่สุด อาจเพราะนางเห็นภาพคน
ใหม่มาแทนที่คนเก่าในวังหลวงจนชาชินแล้วก็
เป็นได้ อีกทั้งเหล่าดรุณีน้อยก็ไม่ได้เข้าวังเพื่อมา
ถวายงาน แต่มาเป็นแค่พระสหายร่วมศึกษา
เท่านั้น นอกจากนี้นางยังเป็นผู้หยิบยกอีกเรื่อง
หนึ่งขึ้นมาพูดก่อนด้วย
“หลายวันก่อนฝั่าบาทเคยตรัสกับหม่อมฉัน
ว่าจะคัดเลือกพระชายาให้หลินจืออ๋อง บอกว่า
หลินจืออ๋องยังมีความวู่วามของเด็กหนุ่ม ดังนั้น
จึงสมควรแก่เวลาที่จะให้หลินจืออ๋องลงหลักปัก
ฐานสร้างครอบครัวได้แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะได้
ทำตัวหนักแน่นขึ้นบ้าง ไทเฮาเป็นพระมารดาของ
ฝั่าบาทและหลินจืออ๋อง ครานี้เกรงว่าคงต้องทรง
เหน็ดเหนื่อยเพื่อดูตัวให้หลินจืออ๋องอย่างถ้วนถี่
แล้วเพคะ”
เซียวไทเฮาวันนี้ไม่ได้มีสีหน้าบึ้งตึงอย่าง
หลายวันก่อน ถึงอย่างไรเรื่องที่เกิดในราชสำนักก็
แทบจะสมความตั้งใจของนางไปเสียทุกอย่างอยู่
แล้ว เพราะฉะนั้นจึงมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใส กระทั่ง
ว่ายังดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมหลายปีอย่างเห็นได้ชัด
คำพูดนี้ของเจิ้งฮองเฮาก็ชวนให้นางเบิกบาน
ใจเช่นกัน
——————–
1. สามพระตำหนักหกหมู่ตำหนักวังหลัง
ประกอบด้วยสามพระตำหนักฝั่ายใน ได้แก่
พระตำหนักเฉียนชิงที่ประทับของฮ่องเต้
พระตำหนักคุนหนิงที่ประทับของฮองเฮา
และพระตำหนักเจียวไท่ที่เก็บรักษาพระ
ราชสมบัติ ส่วนหกหมู่ตำหนักวังหลัง
หมายถึงที่ประทับของสนมซึ่งขนาบข้าง
พระตำหนักทั้งสาม แบ่งเป็นฝังตะวันตก
และฝังตะวันออก ฝังละหกตำหนัก รวม
เป็นสิบสองตำหนัก
2. เฟย เป็นสนมขั้นสูงประกอบด้วยสี่ตำแหน่ง
ได้แก่ กุ้ยเฟย เสียนเฟย ซูเฟย และเต๋อเฟย
ตำแหน่งกุ้ยเฟยมีลำดับศักดิ์เป็นรองจาก
ฮองเฮา
บทที่ 99 ปฏิกิริยาผีเสื้อขยับปีก (2)
ในที่สุดหลินจืออ๋องก็จะคัดเลือกพระชายา
และหมายความว่ากำลังจะลงหลักปักฐานสร้าง
ครอบครัว นี่ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับคนเป็นมารดา
เช่นเซียวไทเฮา นางจึงไม่ได้หาเรื่องจับผิดเจิ้ง
ฮองเฮาอย่างหาได้ยากยิ่ง ตรงกันข้ามกลับกล่าว
กลั้วหัวเราะ “ถึงเรื่องนี้กรมพิธีการจะเป็น
ผู้ดำเนินการคัดเลือก แต่บุรุษจะไปเข้าใจการสู่
ขอและตบแต่งภรรยามากกว่าสตรีได้อย่างไร?
ฮองเฮาดูแลวังหลัง ยุ่งเกี่ยวกับนายหญิงของ
ครอบครัวซึ่งรับใช้ทั้งในและนอกราชสำนัก เจ้า
เองก็ควรจับสังเกตให้หลินจืออ๋องมากกว่านี้ถึงจะ
ถูก”
เจิ้งฮองเฮาลุกขึ้นมาด้วยความตื่นตระหนก
เพราะได้รับความเมตตา รีบตอบกลับไปว่า
“หม่อมฉันต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างแน่นอน
หวังว่าหลินจืออ๋องจะได้พระชายาที่ถูกใจเพคะ”
ฉินกุ้ยเฟยซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างกอดเตาอุ่นมือ
[1]อันงามวิจิตรไว้ในอ้อมแขน ครั้นได้ฟังก็ลืมตา
ขึ้นมาเหลือบมองพระสหายร่วมศึกษาจากเรือนห
ยางจื่อซึ่งนั่งอยู่ปลายแถวด้วยสายตาเฉื่อยชา
นางพูดกระเซ้าลากเสียงยาวว่า “หม่อมฉันว่าไม่
เห็นจะต้องสิ้นเปลืองแรงขนาดนั้นเลย โน่นแน่ะ
สตรีผู้มีความรู้และหน้าตางดงามมากที่สุดใน
เมืองหลวงมิใช่ล้วนนั่งอยู่ทางนั้นแล้วหรือเพคะ
องค์หญิงใหญ่เลือกพระสหายร่วมศึกษากลุ่มนี้มา
ถือว่ากระทำหนึ่งได้ถึงสอง ที่จริงไม่ต้องคัดเลือก
แล้วก็ได้ เกรงว่าตอนนี้พระชายาหลินจืออ๋องของ
พวกเราคงนั่งอยู่ที่นี่แล้วละเพคะ”
คำพูดนี้หากมิได้รับความโปรดปรานย่อมไม่
กล้าเอ่ยออกมา
ครั้นพูดจบ สายตาของเซียวไทเฮาก็ไปอยู่บน
ร่างนาง จากนั้นจึงมองไปทางพระสหายร่วม
ศึกษา ทว่าก็มิได้เผยพิรุธอะไรให้เห็น “เรื่องนี้
ผู้ใดจะไปรู้กันเล่า ในฐานะผู้ใหญ่ก็ทำได้แค่ช่วยดู
ให้ ที่สำคัญคือเขาเองก็ต้องรักชอบด้วยมากกว่า
เอาละ อย่ามาอยู่คุยกับยายแก่อย่างข้าเลย ฉวย
โอกาสที่กำลังมีหิมะฤดูหนาวแรกของวัน ยากนัก
จะมีโอกาสได้ออกมาเดินเหิน ออกไปชมดูกันสัก
หน่อยเถอะ”
หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกพระ
ชายาหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยจึงเปลี่ยนไปโดยง่าย
เช่นนี้เอง
ทุกคนย่อมไม่กล้าพูดอะไรให้มากความ
ทยอยกันลุกขึ้นเดินไปทางสวนดอกเหมย
ดอกเหมยเบ่งบานงามเฉิดฉันยามเหมันต์
เมื่อคนอยู่ท่ามกลางบุปผาก็ทวีความงามทรง
เสน่ห์มากขึ้นไปอีก
ฉินกุ้ยเฟยแตะมือนางกำนัล ลุกขึ้นเดินชด
ช้อยออกไปข้างนอก โดยมีพระสนมใบหน้ารูป
แตง[2]สวมชุดชาววังสีม่วงอ่อนซึ่งนั่งค่อนไปทาง
ริมสุดผู้หนึ่งเดินติดตามอยู่ด้านหลังนางอย่างรู้
ความ
ฉินกุ้ยเฟยมองสำรวจผาดหนึ่ง กลับหยุดยืน
อยู่ตรงหน้าเหยาซี
นางยิ้มแย้มด้วยความเป็นมิตรอย่างหาได้ยาก
ยิ่ง “ข้าอยากเรียกตัวเจ้ามาพูดคุยตั้งแต่ตอนเจ้า
เพิ่งจะเข้าวังมาแล้ว ถึงอย่างไรมารดาข้าก็มักเอ่ย
ถึงมารดาเจ้าอยู่เสมอ ช่วงนี้ท่านน้าหญิงสบายดี
หรือไม่?”
ช่วงที่เหยาซีเพิ่งจะเข้าวังหลวง นางเคยได้ยิน
บิดาเอ่ยว่ามารดาของนางเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ
มารดาฉินกุ้ยเฟย คำกล่าวแต่โบร่ำโบราณนั้นพูด
ได้ดีมาก ‘ลูกพี่ลูกน้องห่างไกลถึงสามพันลี้[3]’
ตั้งแต่เหยาซีเข้าวังมาก็ไม่กล้าทำตัวสูงส่งเช่น
เซียวซู อย่างไรเสียสายสัมพันธ์ฉันญาติมิตรซึ่ง
เกิดจากการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูล
ก็เบาบางยิ่งนัก
ถึงขั้นไม่ควรตั้งความหวังว่าจะจำกันได้ด้วย
ซ้ำไป
เหยาซีคิดไม่ถึงเลยว่าวันแรกที่ได้พบหน้ากุ้ย
เฟยซึ่งได้รับความโปรดปรานมากที่สุดในวังหลัง
เจ้าตัวกลับเป็นฝั่ายเดินมาหาตนและเริ่มสนทนา
ก่อน ดวงใจนางอุ่นวาบ รีบแสดงการคารวะ “ได้
พบตอนออกจากวังหลวงเมื่อหลายวันก่อน ท่าน
แม่สุขภาพแข็งแรงดี ถือเป็นเกียรติที่กุ้ยเฟยทรง
จดจำได้ ถวายพระพรกุ้ยเฟยเพคะ”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้นางก็หยุดชะงัก
เนื่องจากเหยาซีช้อนดวงตาขึ้นมาเห็นพระ
สนมซึ่งยืนอยู่ด้านข้างฉินกุ้ยเฟย หลังจากใช้
ความคิดเพียงเล็กน้อยใบหน้าก็เย็นชา ทว่าก็ยัง
แสดงการคารวะตามมารยาทอยู่ดี “คารวะเวิน
เจี๋ยอวี๋เจ้าค่ะ”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังคิดอยู่ว่าจะไป
หลบเภทภัยตรงไหนดีได้ยินสามคำนี้ ก็ลากตัว
ฟางเมี่ยวที่อยู่ข้าง ๆ มาโดยไม่ต้องขบคิด “พวก
เราไปชมสวนกันเถอะ”
ฟางเมี่ยวตะลึงงัน
เจียงเสวี่ยหนิงดึงมือนางแล้วเดินออกจาก
ศาลาคั่นเสวี่ยโดยไม่หันกลับมามองสักแวบ
ฉินกุ้ยเฟยเพิ่งจะจับมือเหยาซี กวาดสายตา
กลับมาด้วยท่าทางคล้ายกำลังจะเรียกตัวคนอื่น
ให้ร่วมเดินไปด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าหันหน้ามาอีกที
ที่นั่งตัวสุดท้ายกลับว่างเปล่าเสียแล้ว เห็นเพียง
เงาหลังสองเงาอยู่ไกล ๆ
หากยังจะเรียกคนในตอนนี้ก็ออกจะจงใจ
โจ่งแจ้งไปสักหน่อย
คิ้วบางซึ่งวาดมาอย่างบรรจงของฉินกุ้ยเฟย
เลิกขึ้นเล็กน้อย มองและส่งสายตาว่า ‘พยายาม
แล้วแต่ก็ช่วยไม่ได้’ ไปทางเซียวซูซึ่งยังไม่ได้เดิน
จากไป จากนั้นก็พาเวินเจี๋ยอวี๋ซึ่งมีท่าทีเงียบงัน
ทั้งยังค่อนข้างขลาดกลัวและเหยาซีที่เพิ่งสนทนา
กันเมื่อครู่ไปด้วยกัน
ฟางเมี่ยวถูกเจียงเสวี่ยหนิงลากตัวออกมาได้
ระยะหนึ่ง ยังคงไม่ทันได้สติ นางอดหันกลับไป
มองไม่ได้ ดวงตาฉายแววครุ่นคิดเล็กน้อย แล้ว
เข้าประชิดเจียงเสวี่ยหนิงพร้อมเอ่ยถาม “กลัวจะ
มีคนคิดทำร้ายท่านหรือ?”
ฝีเท้าเจียงเสวี่ยหนิงหยุดชะงัก รูม่านตาหด
แคบเล็กน้อย
ฟางเมี่ยวเล่นเหรียญทองแดงที่ค่อนข้าง
เก่าแก่โบราณเหรียญหนึ่งอยู่ในมือ นางหัวเราะ
กล่าวด้วยความกระหยิ่มใจ “เรื่องภายในวังก็เป็น
เช่นนี้ไม่ใช่หรือ? การตรวจค้นเรือนหยางจื่อคราว
ก่อนท่านล่วงเกินไทเฮาไปขนาดนั้น ไหนตอนนี้
ยังมีสตรีวังหลังพวกนั้นอีก หากข้าเป็นท่านก็ต้อง
หลบลี้หนีหน้าให้ไกลเหมือนกัน”
ที่แท้ก็ไม่ได้รู้เรื่อง
เจียงเสวี่ยหนิงผ่อนคลายลง แหวกกิ่งเหมยซึ่ง
ห้อยระลงมากิ่งหนึ่งออกแล้วกล่าวเจือหัวเราะ
“เจ้าก็รู้นี่นา ช่วงนี้ความเป็นอยู่ของข้าไม่ค่อยสู้ดี
ต้องปลอดภัยไว้ก่อน”
ฟางเมี่ยวรู้สึกเห็นใจ “ควรเป็นเช่นนี้”
ฟางเมี่ยวต้องสิ้นเปลืองสมองถึงจะได้รับ
คัดเลือกให้มาเป็นพระสหายร่วมศึกษา แต่นั่น
เป็นเพราะการประชันขันแข่งและการแก่งแย่งชิง
ดีกันของบรรดาพี่สาวน้องสาวภายในตระกูล
ภายหน้าเมื่อถึงคราวที่ต้องวิวาห์ หากบอกว่าเคย
เข้าวังเป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่
ก็จะมีหน้ามีตา
แต่นางไม่เคยอยากรั้งอยู่ในวังหลวง
ในสถานการณ์ที่มีเหล่าพระสนมมารวมตัวกัน
เช่นนี้ นางไม่อยากทำตัวโดดเด่นเช่นเดียวกับ
เจียงเสวี่ยหนิง อยากจะหลบลี้หนีหน้าไปให้ไกล
แสนไกล ยอมเดินเล่นเตร่ไปทั่วกับเจียงเสวี่ยหนิง
มากกว่า แต่จะไม่ยอมไปร่วมสนุกกับบรรดาพระ
สนมเหล่านั้นเด็ดขาด
ตอนนี้ผ่านไปได้ค่อนชั่วยามแล้ว ภายในสวน
ดอกเหมยมีแต่เสียงสรวลเสเฮฮา ปราศจาก
เหตุการณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงอดนึกไม่ได้ว่า หรือบางทีนาง
อาจจะคิดมากไปเอง
เรื่องแบบนี้ไหนเลยจะกระทำกันตอน
กลางวันแสก ๆ นั่นมันไม่โจ่งแจ้งเกินไปหรือ
อย่างไรก็ตามขณะที่นางเพิ่งจะคิดเช่นนี้ พลัน
มีเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังมาเป็นทอด ๆ
จากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสวนดอกเหมย
จากนั้นก็มีคนตะโกนว่า…
“หนู หนู!!!”
“พระสนมทรงไม่เป็นไรนะเพคะ?”
“คุณหนูเหยา นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดถึง
ประมาทเลินเล่อเช่นนี้…”
…
เสียงกรีดร้องของเหล่านางกำนัลดังแจ่มชัด
ผู้คนทั้งใกล้และไกลภายในสวนดอกเหมยต่างได้
ยินกันถ้วนทั่ว หันไปมองต้นเสียงด้วยความตื่น
ตระหนกทันที
เจียงเสวี่ยหนิงอดมองฟางเมี่ยวแวบหนึ่งไม่ได้
ทั้งสองคนตามฝูงชนอยู่ด้านหลังไกล ๆ ครั้น
เดินเข้าไปใกล้ก็เห็นพวกของฉินกุ้ยเฟย เวิน
เจี๋ยอวี๋ และเหยาซี คงเพราะเห็นหนูระหว่างเดิน
ชมสวนดอกเหมยจึงตกใจมิใช่น้อย เวินเจี๋ยอวี๋ผู้มี
ร่างกายผอมแห้งถึงกับล้มบนพื้นหิมะ เหล่านาง
กำนัลกรูกันเข้าไปช่วยพยุง ฉินกุ้ยเฟยขมวดคิ้ว
มุ่น กำลังกล่าวตำหนิเหยาซี
เหยาซีอ้าปากด้วยท่าทางคล้ายประหลาดใจ
อยู่บ้าง คิดจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่ครั้นมอง
ฉินกุ้ยเฟยก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงยืนอยู่
ด้านข้างอย่างหวาดกลัว
——————–
1. เตาอุ่นมือ หรือเตาอังมือ คือเตาขนาดเล็ก
ที่เอาไว้ผิงหรือถือประคองช่วงฤดูหนาวเพื่อ
เพิ่มความอบอุ่นให้มือ ส่วนใหญ่จะมีสอง
ชั้น ชั้นในทำด้วยสำริดไว้ใส่เชื้อเพลิง
ชั้นนอกไว้กักเก็บความร้อน
2. ใบหน้ารูปแตง เป็นใบหน้าทรงคางแหลม
3. ลูกพี่ลูกน้องห่างไกลถึงสามพันลี้ หมายถึง
ความสัมพันธ์แบบลูกพี่ลูกน้องเป็น
ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันมาก ไม่ค่อยมี
ความหมายหรือช่วยเกื้อหนุนอะไรได
บทที่ 99 ปฏิกิริยาผีเสื้อขยับปีก (3)
เมื่อเห็นนางกำนัลเข้าไปประคองเวินเจี๋ยอวี๋
นางจึงตามไปด้วย
เวินเจี๋ยอวี๋ถือว่ามีสถานะภายในวังหลังไม่สูง
มากนัก ทั้งยังเห็นว่าฉินกุ้ยเฟยปฏิบัติตัวดีต่อ
เหยาซี นางจึงกล่าวปนหัวเราะ “คุณหนูเหยาไม่
ต้องตำหนิตัวเองนะ ทุกคนต่างต้องมีช่วงที่ตกใจ
กันทั้งนั้น ร่างกายข้าทนทานต่อการหกล้ม ไม่
เป็นอะไรมาก”
พอนางพูดเช่นนี้ เหยาซีก็โล่งอก
อย่างไรก็ตามขณะที่เวินเจี๋ยอวี๋เพิ่งจะลุก
ขึ้นมาใบหน้าก็ซีดเซียวเล็กน้อย นางใช้มือกุมท้อง
คล้ายว่ารู้สึกทรมานในช่องท้อง
นางกำนัลตกใจ “เจี๋ยอวี๋เป็นอะไรหรือเจ้า
คะ?”
เวินเจี๋ยอวี๋ยังคงมีสีหน้างุนงง “เหมือนจะปวด
ท้องเล็กน้อย…”
นางยังไม่รู้สึกตัว ทว่าบรรดาพระสนม
โดยรอบกลับหน้าเปลี่ยนสีอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามขณะที่ทุกคนมองหน้ากันไปมา
กลับไม่มีผู้ใดเอ่ยปากพูดในเวลานี้เลย
เวินเจี๋ยอวี๋ออกแรงยึดมือของนางกำนัลเบา ๆ
ครานี้รู้สึกว่าความเจ็บปวดภายในช่องท้องมิได้
รุนแรงขนาดนั้นอีกแล้ว ราวกับว่าอาการดีขึ้น
มาก ดังนั้นจึงหัวเราะอีกครา “ไม่ได้เป็นอะไร
มาก ไปชมดอกเหมยกันต่อเถอะ”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยเดินมาพร้อมพวกโจวเปั่าอิง
ครั้นเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แววตากลับวาวโรจน์
เอ่ยปากพูดอย่างอดไม่ได้ “เจี๋ยอวี๋ลื่นล้มจน
เสื้อผ้าเปียกไปหมดแล้ว ทั้งยังเปือนหิมะอีกด้วย
อากาศหนาวเหน็บสายลมเย็นยะเยือก ต่อให้เป็น
มนุษย์เหล็กไหลก็ไม่อาจทนไหว ควรกลับไป
เปลี่ยนเสื้อผ้าที่อุ่นขึ้นอีกสักหน่อย จากนั้นก็ตาม
หมอหลวงมาตรวจอาการและดื่มน้ำแกงเพื่อ
คลายความหนาว เสร็จแล้วค่อยพูดถึงเรื่องชม
หิมะเถอะเจ้าค่ะ”
นางมองเวินเจี๋ยอวี๋ด้วยสายตาจริงจังยิ่งนัก
ยามนี้คล้ายเวินเจี๋ยอวี๋ตระหนักอะไรขึ้นมาได้
จึงสะดุ้งเบา ๆ แต่ถึงกระนั้นอาการสั่นสะท้าน
กลับมากยิ่งกว่า นางอดมองไปทางฉินกุ้ยเฟย
ไม่ได้ “คุณหนูท่านนี้กล่าวมีเหตุผลเช่นกัน หม่อม
ฉันลืมตัวไป ขออนุญาตกลับเรือนไปเปลี่ยนชุด
แล้วค่อยมาใหม่ ขอตัวก่อนนะเพคะ”
ทุกคนรีบพูดแสดงความห่วงใย บอกให้นาง
รีบกลับมา
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองเงาหลังของ
เวินเจี๋ยอวี๋ผู้นี้ รู้สึกใจหายวาบ
จริงดังคาด เวินเจี๋ยอวี๋จากไปไม่ถึงสองเค่อก็มี
ขันทีน้อยรีบวิ่งมายังสวนดอกเหมย เขาเช็ดเหงื่อ
เย็นที่หน้าผากพร้อมกราบทูล “แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!
ทูลไทเฮา ทูลฮองเฮา เวินเจี๋ยอวี๋ตกเลือด หมอ
หลวงวินิจฉัยแล้วว่ากำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนภายในศาลาคั่นเสวี่ยส่งเสียงสูดลม
หายใจหนาวเหน็บโดยพลัน
ส่วนเหยาซียิ่งหน้าซีดเผือด เผลอทำถ้วยชา
บนโต๊ะคว่ำ
แต่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่านางเสียกิริยา
*****
สิ่งที่เคยได้ยินมาในชาติก่อนกับสิ่งที่ประสบ
พบเจอในชาตินี้ตรงกันจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการได้
ฟังมากับการได้ประสบด้วยตนเองนั้นช่าง
แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ชาติก่อนช่วงเจียงเสวี่ยหนิงล้มปั่วยก็บังเอิญ
ได้ยินว่ามีพระสนมสถานะไม่สูงส่งผู้หนึ่งแท้งบุตร
ครั้นเสิ่นหลางทราบเรื่องก็เดือดดาลเป็นล้นพ้น
ตอนนั้นระบายโทสะใส่ผู้คนในราชสำนักตั้ง
มากมาย หากมีผู้ใดทำให้ไม่สบอารมณ์ก็จะถอด
ยศ เป็นเหตุให้เหล่าขุนนางวิพากษ์วิจารณ์กัน
อย่างหนัก
แต่นางไม่รู้ว่าพระสนมผู้นั้นคือใครกันแน่
ส่วนชาตินี้กลับแทบจะเห็นด้วยตาตนเอง
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ฉินกุ้ยเฟยพาเวินเจี๋ยอวี๋มา
พร้อมเรียกตัวเหยาซีไปก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกเหมือน
มีไอเย็นยะเยือกเข้ามาปะทะร่างกาย
ครั้นเกิดเรื่องเช่นนี้ ไม่ว่าจะทั้งการชมดอก
เหมยหรือชมหิมะย่อมเลิกรากลางคันเป็น
ธรรมดา
เมื่อทุกคนกลับมาถึงเรือนหยางจื่อก็เงียบงัน
ไม่กล่าววาจา
เหยาซีซึ่งวางตัวเป็นศัตรูและคอยพูดจา
ประชดประชันแดกดันเจียงเสวี่ยหนิงมาหลายวัน
ยามนี้กำลังนั่งนิ่งเหม่อลอยไม่ปริปากอยู่นาน
คล้ายถูกคนสูบเอาดวงวิญญาณออกไป พอเฉินซู
อี๋เข้ามาปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางก็ยก
สองมือปิดหน้าร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว พูด
รัวต่อเนื่อง “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ข้าไม่ได้ชน มีคนชน
ข้าจากข้างหลัง…ไม่เกี่ยวกับข้า…”
มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าเสิ่นหลางฮ่องเต้พระองค์
ปัจจุบันไร้ทายาท
วัยใกล้สามสิบ ไร้บุตรชาย
วังหลังแห่งนี้ไม่มีองค์ชายแม้แต่พระองค์เดียว
เหล่าพระสนมทั้งหลายพยายามครุ่นคิดหาวิธีมี
พระโอรสองค์โตให้ฮ่องเต้อย่างสุดความสามารถ
หากฮ่องเต้ทรงพระอารมณ์ดีอาจแต่งตั้งให้เป็นผู้
สืบสันตติวงศ์ นับแต่นั้นมารดาได้พึ่งพาบุตร
เรียกลมก็ได้ลม เรียกฝนก็ได้ฝน
จนใจที่ท้องปราศจากความเคลื่อนไหวอันใด
ทั้งสิ้น
จนบัดนี้มีข่าวแพร่จากราชสำนักว่าจะแต่งตั้ง
ให้หลินจืออ๋องเป็นพระอนุชารัชทายาท อย่างไรก็
ตามเรื่องราวยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด หากมีพระโอรส
ถือกำเนิดจะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง
แน่นอน
แต่ถึงกระนั้นกลับเป็นเวินเจี๋ยอวี๋เสียได้!
หากฝั่าบาททรงทราบ…
เหยาซีคิดแล้วก็อดสั่นเทาไปทั้งตัวไม่ได้
ร้องไห้เสียงดังกว่าเก่า
เซียวซูนั่งย่นหัวคิ้วอยู่ด้านข้าง “เหตุใดเจ้าจึง
ไม่ระวังถึงเพียงนี้?”
ยังมีคนพูดปลอบใจ “รอฟังข่าวเพื่อดูว่า
เจี๋ยอวี๋เป็นอะไรหรือไม่จะดีกว่า”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งมองเงียบ ๆ ตัวนางในชาติ
ก่อนรู้คำตอบอยู่แล้วว่าต่อมาเสิ่นเจี้ยได้ขึ้น
ครองราชบัลลังก์ ยิ่งไปกว่านั้นนางเคยได้ยินข่าว
ลือเรื่องแท้งตอนอยู่ในวังหลวงจริง คิดว่าเด็กใน
ครรภ์เวินเจี๋ยอวี๋คงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้
เจียงเสวี่ยฮุ่ยถอนหายใจเบา ๆ คล้ายรู้สึก
เวทนาอยู่บ้าง
จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก
ภายในเรือนหยางจื่อมีแต่เสียงร่ำไห้ด้วย
ความเสียใจและหวาดหวั่นของเหยาซี ทำให้ทุก
คนกระวนกระวายไม่เป็นสุข
เมื่อถึงยามสนธยา ในที่สุดก็มีนางกำนัลที่ไป
สืบข่าวคราววิ่งกลับมา
เซียวซูผุดลุกขึ้นถามทันที “เป็นเช่นไรบ้าง?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองตามเช่นกัน
นางกำนัลผู้นั้นหอบหายใจ สายตาเต็มไปด้วย
ความลิงโลด “รักษาเอาไว้ได้แล้ว! รักษาครรภ์
ของเจี๋ยอวี๋เอาไว้ได้แล้ว ใต้เท้าจากสำนักหมอ
หลวงบอกว่าเป็นเพราะรู้ตัวเร็ว อีกทั้งไม่ได้
กระทบความเย็นมากนักจึงโชคดียิ่งที่ไม่ได้เกิด
เรื่องใหญ่ เพียงแต่ต่อจากนี้ไปต้องระมัดระวังให้
มากเป็นพิเศษเจ้าค่ะ!”
อะไรนะ?!
รักษาเอาไว้ได้…
พลันบังเกิดเสียงดัง ‘ตูม’ ขึ้นในสมองเจียง
เสวี่ยหนิง เกิดความรู้สึกที่ไม่อาจจะสาธยายได้
อย่างหนึ่ง นางอดหันขวับไปทางเจียงเสวี่ยฮุ่ย
ไม่ได้…
ไม่ใช่เพราะนางเห็นใจเวินเจี๋ยอวี๋หรอก
เพียงแต่ความตกตะลึงพรึงเพริดที่กำลัง
บังเกิดมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้อยู่เหนือความ
คาดหมายของนางยิ่งนัก นางไม่เคยคิดเลยด้วย
ซ้ำไปว่าครรภ์ของเวินเจี๋ยอวี๋จะรักษาเอาไว้ได้!
บัดนี้นางถึงรู้สึกตัวว่าเหตุการณ์ในชาติก่อน
กับชาตินี้แตกต่างกันมหาศาล ชาติก่อนเมื่อนาง
เข้าวังมาเป็นพระสหายร่วมศึกษา นางไม่รู้เลยว่า
ตนมีคู่ต่อสู้ซึ่งกำลังซุ่มตัวเช่นเซียวซู ทั้งยังไม่เข้า
พวกกับผู้ใด ไม่ได้เป็นสหายกับเสิ่นจื่ออี และยิ่ง
ไม่ได้ชักนำให้เจียงเสวี่ยฮุ่ยเข้าวังมาด้วย! งานชม
ดอกเหมยชาติก่อนจึงปราศจากเจียงเสวี่ยฮุ่ย แต่
ชาตินี้ไม่เพียงเจียงเสวี่ยฮุ่ยจะอยู่ในงาน มิหนำซ้ำ
ยังเป็นคนบอกให้เวินเจี๋ยอวี๋กลับไปหาหมอหลวง
ตั้งแต่เนิ่น ๆ อีก…
ไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง!
หากรักษาครรภ์นี้ของเวินเจี๋ยอวี๋เอาไว้ได้
หากเด็กคลอดออกมาอย่างราบรื่น และหาก
คลอดออกมาแล้วเป็นชาย เช่นนั้นทุกสิ่งที่จะ
เกิดขึ้นนับจากนี้ก็จะกลับตาลปัตรกับชาติที่แล้ว
โดยสิ้นเชิง!