คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 102 วิญูชนกับปีศาจร้าย (1)
กงอี๋เฉิงอายุห้าสิบกว่าปี ใบหน้าซูบตอบ
ดวงตาหลักแหลมและเจ้าเล่ห์เพทุบายคล้ายจะ
อ่านใจคนออก และยังไว้เคราแพะที่คาง ร่างกาย
ของเขาผ่ายผอมประดุจกิ่งไม้แห้ง รูปร่างหน้าตา
ล้วนดูปกติไม่มีอะไรพิเศษ เขาสวมชุดสีเทาซึ่งดู
เก่าซอมซ่ออยู่บ้าง ทำให้ยากจะเชื่อว่าบุคคล
เช่นนี้เป็นถึงหนึ่งในสองเซียนเซิงของนิกาย
สวรรค์อันลือลั่น เป็นนักกลยุทธ์ผู้มีสถานะสูงส่ง
ข้างกายเจ้านิกาย
เขาเข้าร่วมนิกายสวรรค์มาเกือบสามสิบปี
แล้ว
ผ่านร้อนผ่านหนาวเคียงข้างเจ้านิกายมานับ
ไม่ถ้วน พูดได้ว่าผ่านคลื่นลมมรสุมมาจนชาชิน ไร้
ซึ่งความตื่นตระหนกอันใดทั้งสิ้น
เพียงแต่เมื่อคนของเซี่ยเวยมาหาถึงที่เพื่อเชิญ
เขาไปร่วมสนทนา ชายชราเจ้าเล่ห์ผู้มีแผนการ
อันล้ำลึกผู้นี้ยังคงจับเค้าลางความผิดปกติอะไร
บางอย่างได้อยู่ดี
อย่างไรเสียแม้เจ้านิกายจะชุบเลี้ยงเซี่ยเวยมา
นานยี่สิบปีจนถึงขั้นรับเป็นบุตรบุญธรรม เห็น
เป็นดั่งบุตรในไส้และไว้ใจยิ่งนัก ทว่าสุดท้ายแล้ว
ชาติกำเนิดของคนผู้นี้ก็พิเศษ ความไว้ใจนั้นจะไป
ถึงระดับใด เกรงว่าคงยากจะตัดสินได้
กงอี๋เฉิงไม่กลัวเซี่ยเวย เขาแค่ไม่ชอบความ
ยุ่งยากอยู่บ้างก็เท่านั้น แต่ในเมื่ออีกฝั่ายส่งคนมา
เชิญถึงที่แล้วจะไม่ไปได้อย่างไรเล่า
นอกจากนี้หลังจากพำนักภายในเมืองหลวง
มาได้ระยะหนึ่ง กงอี๋เฉิงก็ค้นพบเรื่องไม่น่าพึง
ประสงค์นักบางอย่าง กำลังคิดหาโอกาสอัน
เหมาะสมเพื่อตักเตือนเซี่ยเวยให้จำเอาไว้ว่าสิ่งใด
คือหน้าที่ของตนอยู่พอดี
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมา
“เชิญเข้ามาได้”
น้ำเสียงเรียบเฉยของเซี่ยเวยดังออกมาจาก
ห้องทำพิณ
ท่าทีเหมือนตอนบังเอิญพบกันเป็นบางครั้งที่
เมืองจินหลิงทุกประการ ปราศจากความ
เปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้นในช่วงเวลาหลายปีที่
ผ่านมา
หลังจากคิดเช่นนี้ กงอี๋เฉิงก็เดินเข้าไปข้างใน
เจี้ยนซูยืนอยู่นอกประตู ไม่ได้ตามเข้าไปด้วย
แสงหรุบหรู่จากภายนอกห้องทำพิณสาดส่อง
กรอบหน้าต่าง เซี่ยเวยสวมชุดนักพรตสีขาว
บริสุทธิ์ เพียงเกล้าผมด้วยปินไม้ตะโก เส้นผมเกิน
ครึ่งแผ่สยายบนแผ่นหลัง เผยความรู้สึกผ่อน
คลายสบายอารมณ์ยามอยู่ในจวน
ชุดน้ำชาจัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อย
เขาเงยหน้ามองกงอี๋เฉิง เชิญให้นั่งลงพลาง
กล่าวปนยิ้ม “หลายวันก่อนได้ยินว่ากงอี๋เซียนเซิง
มาถึงเมืองหลวง ข้ายังไม่ค่อยเชื่ออยู่บ้าง คิดว่า
หากเซียนเซิงมาเมืองหลวงแล้วจะต้องบอกกล่าว
คนแซ่เซี่ยสักคำ คิดไม่ถึงว่าเซียนเซิงจะมาจริงๆ”
ศูนย์กลางอำนาจของนิกายสวรรค์อยู่ทางใต้
ส่วนเมืองหลวงตั้งอยู่ทางเหนือ ขุมกำลังของ
ราชสำนักแม้จะกล้าแกร่ง แต่ยิ่งมุ่งใต้ก็ยิ่งอ่อนลง
เรื่อย ๆ ง่ายแก่การเผยแพร่คำสอนของนิกาย
สวรรค์เพื่อขยายฐานอำนาจพอดี
กงอี๋เฉิงจึงมักอยู่ที่เมืองจินหลิง
ส่วนเมืองหลวงคือสถานที่ที่นิกายสวรรค์มี
กำลังอ่อนแอมากที่สุด
แต่นับจากเซี่ยเวยเดินทางมาสอบระดับ
แคว้นที่เมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อน โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งตั้งแต่เริ่มวางแผนการเพื่อช่วยเสิ่นหลาง
ขึ้นครองราชย์เมื่อสี่ปีที่แล้ว คนผู้นี้ก็กลายเป็น
ช่องทางที่นิกายสวรรค์จะใช้ข้องเกี่ยวกับราช
สำนัก ขุมกำลังของนิกายสวรรค์จึงแผ่ขยายเข้า
มาถึงเมืองหลวงมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งถึงตอนนี้
ก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว เขาจึงเป็น
ผู้ช่วยให้กำลังของนิกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างลับ ๆ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ฉะนั้นในเมืองแห่งนี้ เซี่ยเวยจึงถือเป็นผู้มี
อำนาจตัดสินใจ
หากว่ากันตามเหตุผล กงอี๋เฉิงเมื่อมาถึงเมือง
หลวงแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ควรบอกกล่าวเซี่ยเวยสัก
คำในฐานะที่อยู่ร่วมนิกาย แต่เขากลับไม่ได้ทำ
กงอี๋เฉิงนั่งลงฝังตรงข้ามเซี่ยเวย ยามนี้กำลัง
มองสำรวจอีกฝั่าย คล้ายกำลังครุ่นคิดอยู่ว่าคำ
กล่าวของเซี่ยเวยมีความนัยลึกซึ้งแอบแฝงหรือไม่
แต่เมื่อเอ่ยปากกลับพูดอย่างตรงไปตรงมา “เจ้า
นิกายมีบัญชามา ข้าจึงมีเรื่องด่วนติดพันทำให้มัว
แต่สะสางจนลืมไป ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าก็รู้ตั้งแต่แรก
แล้วไม่ใช่หรือ?”
เซี่ยเวยเทน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านลงใน
ถ้วยชา
กงอี๋เฉิงมองดูน้ำซึ่งมีไอสีขาวพวยพุ่ง กล่าว
อย่างเรียบเฉย “เมืองหลวงแห่งนี้มีหูตาทุกแห่ง
หน งานที่เจ้านิกายสั่งการลงมาย่อมมีคนมาถาม
ความเห็นเจ้าว่าสมควรทำหรือไม่อยู่แล้ว ไหนเลย
จะต้องให้ข้ามาบอกกล่าวเจ้าอีก?”
มือที่ถือกาอยู่ของเซี่ยเวยหยุดชะงัก “กงอี๋
เซียนเซิงกล่าวหนักเกินไปแล้ว ทุกคนในนิกาย
สวรรค์ต่างถือท่านเจ้านิกายเป็นใหญ่ เมื่อมีคำสั่ง
มาก็ต้องทำตาม ท่านเจ้านิกายมีพระคุณต่อเวย
ยิ่งใหญ่ดุจขุนเขา แล้วเวยจะกล้าก้าวล่วงอำนาจ
ได้อย่างไร?”
กงอี๋เฉิงหัวเราะเย็นชา “อย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเวยวางกาต้มน้ำลงบนเตาด้วยสีหน้าไม่
แปรเปลี่ยน อีกทั้งยังหันกลับมารินชาให้กงอี๋เฉิง
อีกด้วย “เวยไม่เคยกระทำเรื่องที่สร้างความ
เสียหายต่อนิกายสวรรค์”
สายตากงอี๋เฉิงพลันคมกริบขึ้นมาเล็กน้อย
ก่อนลุกขึ้นเดินย่ำไปสองก้าว ก้มมองเซี่ยเวยจาก
ตำแหน่งที่ค่อนข้างสูงกว่า แล้วพูดว่า “เช่นนั้น
เรื่องที่เกิดขึ้นนอกทงโจวกับเฟิงไถจะอธิบายเช่น
ไร?”
เซี่ยเวยจิบชา เลิกคิ้วถาม “เรื่องอันใด?”
กงอี๋เฉิงเห็นเขามีท่าทีนิ่งเฉยคล้ายไม่รู้ต้นสาย
ปลายเหตุเช่นนี้ก็รู้สึกเหมือนมีเพลิงโทสะแผ่พุ่ง
มาจากกลางอก ตำหนิเสียงแหลมขึ้นหลายส่วน
“ในเมื่อฮ่องเต้สุนัขเดินหมากพลาดคิดจะจัดการ
จวนหย่งอี้โหว ดังนั้นการปลุกระดมราษฎรก็จะ
ทำให้แผ่นดินวุ่นวายและยิ่งดึงกองทหารมาเป็น
พวกได้ง่ายดายขึ้นด้วย เช่นนี้แล้วนิกายเราจะ
กล้าแกร่งมากยิ่งขึ้น นับเป็นโอกาสอันดีที่สวรรค์
ประทานมาให้เพื่อโค่นล้มราชสำนัก! ทว่าคนสาม
กลุ่มที่ส่งไปกลับหายสาบสูญไร้ร่องรอย ไม่นาน
นักก็พบศพในดงต้นกกตรงท่าเรือ ล้วนถูกสังหาร
ทั้งสิ้น! นี่เจ้าไม่รู้เรื่องเชียวหรือ?!”
อาจเพราะชาที่ชงวันนี้ร้อนเกินไป น้ำชาที่ชง
มาครั้นผ่านปลายลิ้นกลับทิ้งรสฝาดเอาไว้หลาย
ส่วน
เข้าสู่เหมันต์แล้วเช่นนี้ ชาใหม่ยามวสันต์จึง
เก่าไปแล้ว
เซี่ยเวยค่อย ๆ วางถ้วยชา เคลื่อนสายตาขึ้น
สบกับกงอี๋เฉิงพลางแย้มยิ้มเล็กน้อย “อ้อ มีเรื่อง
เช่นนี้ด้วยหรือ? ตั้งแต่กงอี๋เซียนเซิงเข้าเมือง
หลวง เวยก็ไม่กล้าสอดมือยุ่งเรื่องของนิกาย
ปล่อยให้เซียนเซิงเป็นผู้จัดการทุกสิ่ง เวยจึงไม่รู้
จริง ๆ ว่าเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น มิทราบว่าสืบได้
แล้วหรือไม่ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด?”
“…”
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสาน สีหน้าและแวว
ตาของเซี่ยเวยเรียบนิ่งยิ่งนัก ส่วนกงอี๋เฉิงนั้นกลับ
เขม็งเกลียว ใบหน้าเผยความเคร่งเครียดอย่าง
บอกไม่ถูก
ต่อให้ที่ผ่านมาน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง แต่ดู
เหมือนว่ากงอี๋เฉิงมักจะไม่ถูกกับเซี่ยเวย
กงอี๋เฉิงคิดว่าเจ้านิกายเดินหมากก้าวนี้พลาด
สมัยนั้นควรขุดรากถอนโคนเสีย ไม่ควรเก็บคนผู้
นี้เอาไว้เลย อีกทั้งไม่เพียงปล่อยให้เขามีสถานะ
สูงส่งในนิกายสวรรค์ ยังจะปล่อยเขาให้มาอยู่
เมืองหลวงซึ่งเป็นสถานที่ที่ขุมกำลังของนิกาย
สวรรค์ยากจะแทรกซึมอีก!
ชักศึกเข้าบ้านและปล่อยเสือเข้าปั่า!
กงอี๋เฉิง “เช่นนั้นมันก็แปลกแล้วจริง ๆ ข้า
นึกว่าอย่างไรเสียตู้จวินกับจวนหย่งอี้โหวก็มี
ความสัมพันธ์กันมิใช่น้อย ครั้งนี้เจ้ายังไปสวม
กวานและตั้งนามรองให้ท่านโหวน้อยอีก ดู
เหมือนเจ้าจะคิดถึงสายสัมพันธ์ในอดีตอย่างไร
อย่างนั้น ข้านึกว่าเจ้าไม่พอใจแผนการของนิกาย
สวรรค์จนไปลอบสกัดขัดขวางในทางลับเพราะ
คิดว่าท่านเจ้านิกายโหดเหี้ยมอำมหิตเกินไปเสีย
อีก!”
เซี่ยเวย “กงอี๋เซียนเซิงเข้าใจผิดแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เอ่ยออกไปเขากลับไม่ได้
สบตากงอี๋เฉิง ทว่าเบนสายตาไปมองต้นไม้ใบ
หญ้าซึ่งกำลังโรยราในลานเรือนแทน ลุกเดินเอา
มือไพล่หลังไปตรงหน้าต่าง “ปณิธานของข้าไม่
ต่างจากของท่านเจ้านิกายแม้แต่น้อย กงอี๋เซียน
เซิงอยู่ในนิกายมานานหลายปีเช่นนี้ นึกว่าจะ
ทราบนิสัยใจคอของข้ามาตั้งนานแล้วเสียอีก”
“นั่นมันเมื่อก่อน ทั้งยังเป็นสิ่งที่ข้าเข้าใจไปว่า
ตนรู้ก็เท่านั้นเอง บัดนี้เมื่อมาถึงเมืองหลวงก็
จำต้องรู้ว่าจิตใจคนเราเปลี่ยนแปลงได้ง่าย” กงอี๋
เฉิงเหยียดยิ้มหยัน “ทั้งราชสำนักและเมืองหลวง
ต่างรู้กันดีว่า ‘เซี่ยเซียนเซิง’ ได้รับความไว้วางใจ
จากฮ่องเต้เป็นอันมาก กระทั่งว่าก่อนหน้านี้ไม่
นานนักยังได้กำกับดูแลสภาฮั่นหลิน สถานะ
มั่นคงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากรออีกสองปี อาจไม่ได้
แค่มีตำแหน่งพระอาจารย์ของฮ่องเต้ แต่คงได้มี
อำนาจของผู้เป็นพระอาจารย์ฮ่องเต้มาด้วย! ลาภ
ยศสรรเสริญทำให้คนหูตามืดบอด มีหรือจะยังจำ
คำสาบานและปณิธานที่เคยตั้งเอาไว้ในอดีตได้
อีก?”
บทที่ 102 วิญูชนกับปีศาจร้าย (2)
กรอบหน้าต่างฉลุลายบุปผางามลออ ให้
บรรยากาศของเจียงหนานอยู่หลายส่วน
เพียงแต่เจียงหนานไร้สายลมอันหนาวเหน็บ
กับหิมะขาวที่ตกหนักเยี่ยงนี้
แจกันดอกไม้ตั้งอยู่บนกรอบหน้าต่าง อย่างไร
ก็ตามฤดูกาลนี้ไม่มีดอกไม้ สิ่งที่อยู่ในนั้นมีเพียง
ลูกศรจำนวนสามดอก
เซี่ยเวยเอื้อมไปหยิบมาดอกหนึ่ง
ยามสัมผัสให้ความรู้สึกหนักอึ้ง ตัวลูกศรตีมา
จากเหล็กดำและวาดเส้นสีเงินเล็ก ๆ เป็น
ลวดลาย หางลูกศรทำมาจากแผ่นทองคำอัน
วิจิตรสองแผ่นฝังเข้าไปในส่วนปลายของลูกศร
มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของหรูหราที่ไม่อาจใช้
งานได้จริง คาดได้ว่าคงเป็นของเล่นที่สหาย
ร่วมงานในราชสำนักคนใดคนหนึ่งมอบให้
เขาใช้นิ้วมือหมุนเบา ๆ
ลูกศรดอกนี้หมุนตามไปด้วย
เซี่ยเวย “ฟังจากน้ำเสียงกงอี๋เซียนเซิงแสดง
ว่าไม่เชื่อใจข้า ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ ก็
หมายความว่าคดีหยกหรูอี้ที่เกิดขึ้นในวังหลวง
เป็นฝีมือของเซียนเซิงด้วยอย่างนั้นหรือ?”
มีถ้อยคำชั่วร้ายของพวกกบฏสลักอยู่บนหยก
หรูอี้ที่นำถวายไทเฮา
ครั้นเกิดความวุ่นวายใหญ่โต เซี่ยเวยก็เสีย
กำลังคนที่วางอยู่ในวังหลวง แรงกายแรงใจที่
ทุ่มเทมาสองสามปีย่อยยับในคราวเดียว ถูกบีบ
จนต้องตัดหางเพื่อรักษาตัวรอด! บัญชีนี้เขายัง
ไม่ได้ชำระเลย!
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ในที่สุดก็ให้ความรู้สึก
เหมือนเงาอาวุธแหลมคมกำลังปะทะกันอยู่หลาย
ส่วน
กงอี๋เฉิงได้ยินแล้วหัวเราะลั่น
เขาเลิกชายเสื้อคลุม นั่งกลับลงไปใหม่แล้วยก
ถ้วยชา ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “ข้า
ทำลายแผนการของเจ้า แตะต้องคนของเจ้า เจ้า
ไม่พอใจจริงเสียด้วย!”
เซี่ยเวยเดินมาถึงหน้าโต๊ะน้ำชา ข้างหลังคือ
ผนังอันว่างเปล่าที่เขามักใช้มอง “เนื่องจากผู้อื่น
มีเรื่องที่จะขอร้องข้าถึงถูกข้าดึงเข้ามาเป็นพวกได้
ผู้ที่ทำงานอยู่ในวังหลวงส่วนใหญ่มีชาติกำเนิด
ยากจนข้นแค้น ส่วนจวนหย่งอี้โหวก็ยิ่งซื่อสัตย์
จงรักภักดี ปกบ้านปั้องเมือง ได้ชื่อว่าเป็นเสา
หลักของแว่นแคว้น กงอี๋เซียนเซิงทำงานช่วยเจ้า
นิกายมานานหลายปี ทั้งช่วยคิดแผนการวางกล
ยุทธ์ และยังเคยเป็นผู้ถ่ายทอดคำสั่งของเจ้า
นิกาย วันนี้มาเมืองหลวงกลับสร้างคดีหยกหรูอี้
จนเกิดเรื่องวุ่นวายชักนำให้ผู้บริสุทธิ์เข้าไปมีส่วน
เกี่ยวข้องเสียได้ ซ้ำยังใส่ความจวนโหวว่าไม่
ซื่อสัตย์จงรักภักดีและไม่สนใจไยดีชีวิตของคนทั้ง
ตระกูล ขอบังอาจเรียนถามเซียนเซิงว่ายังจำคำ
สาบานและปณิธานที่ตั้งมั่นไว้ในตอนนั้นได้
หรือไม่?”
“ดี ดี! นับว่าพูดความจริงออกมาได้เสียที!”
กงอี๋เฉิงอดปรบมือไม่ได้ ทว่าสายตาที่ใช้จ้องมอง
เซี่ยเวยกลับกอปรด้วยความดูแคลนหลายส่วน
“หลายเดือนก่อนตอนท่านเจ้านิกายลอบส่งข้ามา
เมืองหลวงเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่
เกิดขึ้น เขาก็เคยกังวลเช่นกัน ประการแรก กลัว
ว่าเจ้าจะลุ่มหลงยศถาบรรดาศักดิ์ ประการที่สอง
กลัวว่าเจ้าจะผูกพันกับจวนโหวมากเกินไปจนใจ
อ่อนเยี่ยงสตรี! เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเป็นผู้ที่คำนึงถึง
สถานการณ์โดยรวม คิดไม่ถึงว่าท่านเจ้านิกาย
กลับพูดถูกต้องทุกประการ!”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตากลับไปมองเขา ไม่ได้
ตอบคำ
กงอี๋เฉิงแววตาเย็นชา แม้แต่น้ำเสียงก็ยังแผ่
ความเย็นเยียบมากมายนัก “เจ้าอย่าลืมสิว่าสมัย
นั้นผู้ใดเป็นคนไว้ชีวิตเจ้า และผู้ใดทำให้เจ้ามีทุก
อย่างเช่นวันนี้! ในเมื่อเจ้ารู้ว่านิกายสวรรค์มี
บุญคุณยิ่งใหญ่ประดุจขุนเขา ประหนึ่งเป็นผู้ให้
โอกาสเจ้าได้มีชีวิตใหม่ เจ้าก็ควรรู้ไว้บ้างว่าตนอยู่
ในสถานะใด! จะมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ท่านเจ้า
นิกายต้องการจะทำได้อย่างไร?!”
เซี่ยเวยยังคงไม่เอ่ยวาจา
ลูกศรดอกนั้นอยู่บนปลายนิ้วเขา ปราศจาก
ความอบอุ่นใด ๆ
มีเพียงหางลูกศรสีทองที่สะท้อนแสงนภาซึ่ง
มืดสลัวลงเรื่อย ๆ จึงเผยแสงสว่างออกมาหลาย
ส่วน
น้ำเสียงของกงอี๋เฉิงไม่ใช่เจตนาพูดคุย แต่
เป็นการสั่งสอน เนื่องด้วยคิดว่าตนอาวุโสกว่า
และมีประสบการณ์กับผลงานในนิกายสวรรค์
มากกว่าเซี่ยเวย ย่อมมีคุณสมบัติจะสั่งสอนอีก
ฝั่าย
ในคำพูดยังถึงขั้นแฝงการเตือนและข่มขู่อยู่ไม่
น้อย
หลังจากเรื่องคราวนี้เซี่ยเวยจะต้องสูญเสีย
ความไว้วางใจจากเจ้านิกาย และกงอี๋เฉิงจะไม่ให้
เซี่ยเวยมีฐานะอยู่ระดับเดียวกับตนอีกแน่ เขาจึง
กล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามว่า “‘ช่วยเหลือผู้
ตกทุกข์ได้ยาก ใต้หล้าเสมอภาค’ มันก็เป็นแค่คำ
ขวัญของนิกายที่ใช้จูงใจคน หากคิดทำการใหญ่
ย่อมต้องเสียสละพวกที่ไม่สำคัญไปบ้าง ดังนั้นที่
เสียสละจวนหย่งอี้โหวไปก็ไม่เห็นเป็นไร! ยามอยู่
ในช่วงกลียุค วิญูชนก็เป็นได้เพียงเศษสวะ ใต้
หล้านี้มีแต่วีรบุรุษเท่านั้นถึงจะก่อการพลิกฟั้า
คว่ำแผ่นดินได้!”
ยามอยู่ในช่วงกลียุค วิญูชนเป็นได้เพียงเศษ
สวะ ใต้หล้านี้มีแต่วีรบุรุษเท่านั้นถึงจะก่อการ
พลิกฟั้าคว่ำแผ่นดินได้
เซี่ยเวยไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน
จวบจนลูกศรทองในมือเขาดอกนั้นไม่ทอแสง
สะท้อนอีก เขาถึงกล่าวอย่างเนิบช้าออกมา
ประโยคหนึ่ง “ท่านพูดถูก”
กงอี๋เฉิงพูดมาตั้งมากมาย สุดท้ายจึงยกน้ำชา
ขึ้นมาดื่มอึกหนึ่งเพื่อทำให้ชุ่มคอ พูดต่อโดยไม่
หันหน้าไปมองสีหน้าเซี่ยเวยแม้แต่น้อย
“นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่ต้องสอดมือยุ่ง
งานของนิกายภายในเมืองหลวงอีกต่อไป…”
พูดไปได้เพียงครึ่งเดียว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึง
แรงกดที่หลังศีรษะ!
ไม่รู้ว่าเซี่ยเวยเดินมาด้านหลังตั้งแต่เมื่อไร อีก
ฝั่ายใช้มือข้างหนึ่งกดศีรษะเขากระแทกโต๊ะน้ำชา
โดยไร้การบอกกล่าว!
โครม เพล้ง!
ชุดน้ำชาบนโต๊ะพลันหล่นแตกกระจาย!
กงอี๋เฉิงอายุมากแล้ว อีกทั้งคาดไม่ถึงว่าการ
มาจวนเซี่ยเวยคราวนี้ตนจะประสบเหตุอันใด
เพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าเซี่ยเวยที่อยู่นิกาย
สวรรค์มานานหลายปีจะกล้าทำเรื่องผิดแปลกน่า
เหลือเชื่ออะไร เขาจึงตั้งตัวไม่ทัน!
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา!
เซี่ยเวยใบหน้าไร้อารมณ์ ลูกศรในมือดอกนั้น
เสียบเข้าท้ายทอยของกงอี๋เฉิงอย่างเลือดเย็น
ถึงกับตรึงคนติดโต๊ะด้วยพละกำลังมหาศาล หัว
ลูกศรคมกริบตีจากเหล็กดำทะลุลำคอออก
ทางด้านหน้า เส้นเลือดบริเวณข้างลำคอฉีกขาด
จนโลหิตพุ่งทะลักออกมาปริมาณมาก ทั้งยังสาด
กระเซ็นใส่ชุดสีขาวของเซี่ยเวย!
“อึก…”
เสียงแปลกประหลาดส่งมาจากลำคอของกงอี๋
เฉิง
นัยน์ตาทั้งสองข้างเบิกถลนด้วยความตื่น
ตระหนก ดิ้นทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง เขาใช้มือ
หนึ่งยึดจับมือของเซี่ยเวยที่กำลังกดตนเอาไว้แน่น
ส่วนอีกมือก็กุมลำคอตัวเอง คล้ายคิดจะใช้ความ
พยายามอันน้อยนิดมาช่วยกอบกู้ชีวิตที่กำลังจะ
สลายไปของตน
แต่กระนั้นทุกสิ่งล้วนไร้ค่ายามอยู่ต่อหน้า
บุรุษผู้เย็นชาคนนี้!
กงอี๋เฉิงไม่ยินยอมและไม่อยากเชื่อ!
โลหิตไหลทะลักออกจากปาก เขาจ้องเซี่ยเวย
เขม็ง “ตู้จวิน! เจ้า…”
ทว่าเสียงของเขาช่างแผ่วเบาเสียเหลือเกิน
แทบจะฟังไม่ได้ยิน
เซี่ยเวยคล้ายตกอยู่ในภวังค์หน่อย ๆ นึกถึง
ต้นอิงเถาสูงภายในจวนหย่งอี้โหวที่ยังคง
เหมือนเดิมต้นนั้น ก่อนกระซิบช้า ๆ ด้วยเสียงอัน
แผ่วเบา “ท่านพูดถูก วิญูชนทำการใหญ่ไม่ได้
แผ่นดินนี้ต้องการวีรบุรุษ ผู้รักษากฎกติกามักจะ
ยากลำบากอยู่บ้าง…”
เช่นนั้นจะยังรักษากฎกติกาไปเพื่อเหตุใดเล่า
สิ่งที่ผู้อื่นทำได้ เขาก็ทำได้ มิหนำซ้ำยัง
โหดเหี้ยมและเด็ดขาดกว่าผู้อื่นอีกด้วย! ดังเช่น
ตอนนี้!
ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ในที่สุดกงอี๋เฉิงก็
ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ทั้งยังตระหนักได้ถึงเจตนา
ซึ่งแฝงอยู่ในวาจาของเซี่ยเวย
แต่เขากลับไม่เหลือเวลาให้ขบคิดอีกแล้ว
จะเสียใจก็สายไปแล้ว
โลหิตสดที่ไหลจากลำคอของเขาก็มิได้รุนแรง
เฉกเช่นช่วงก่อน คล้ายตาน้ำที่เดิมมีน้ำผุดและ
ค่อย ๆ แห้งเหือด กลายเป็นผิวน้ำอันสงบนิ่ง
ใต้โต๊ะน้ำชาเองก็เจิ่งนองไปด้วยโลหิต
เขาค่อย ๆ หมดลมหายใจ
โลหิตอุ่น ๆ แผ่ขยายผ่านใต้เท้าเซี่ยเวย เขา
ไม่ได้เคลื่อนฝั่าเท้า จวบจนศพผอมแห้งใต้ฝั่ามือ
หยุดการเคลื่อนไหว เขาถึงคลายมืออย่างแช่มช้า
ทั้งที่มีใบหน้าของวิญูชน ทว่ามือกลับเปือน
โลหิตสด ๆ !
เขาหมุนกายกลับมา ชุดสีขาวพิสุทธิ์มีสภาพ
น่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก ครั้นเคลื่อนสายตาขึ้น
ก็เห็นเจี้ยนซูยืนมองเขาด้วยอาการตกตะลึงพรึง
เพริดอยู่ตรงประตู
เซี่ยเวยหลุบตา เพียงเดินไปหยิบผ้าสะอาด
บนโต๊ะมาเช็ดมือ จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียง
เรียบเฉย “เก็บกวาดให้เรียบร้อยเถอะ”