คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 104 เงามืดของนิกายสวรรค์ (1)
เจียงเสวี่ยหนิงออกมาจากโรงเตี๊ยมสู่เซียง
ด้วยความสบายใจพอสมควร
ตลอดการสนทนากับเหรินเหวยจื้อ นางไม่ได้
บอกที่มาที่ไปของตัวเอง แต่เน้นไปทางพูดคุย
ถามไถ่เรื่องสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดิน
แดนสู่เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ของนาเกลือ
บางครั้งจึงจะเอ่ยถึงโหยวฟางอิ๋น ขณะเดียวกันก็
ลอบสังเกตสีหน้าท่าทางของเหรินเหวยจื้อไปด้วย
จำต้องยอมรับว่าโหยวฟางอิ๋นผู้นี้ซื่อก็ส่วนซื่อ
ทว่าสัญชาตญาณกลับถือว่าใช้ได้
แม้เหรินเหวยจื้อจะสอบเคอจวี่ล้มเหลวครั้ง
แล้วครั้งเล่าจนต้องมารับช่วงต่อกิจการของ
ครอบครัวแทน แต่อย่างไรเสียเขาก็นับว่าเป็นผู้
ร่ำเรียนหนังสือและได้รับการอบรมสั่งสอนมา
พอสมควร ทำให้เป็นคนพูดจาดีมีมารยาท ทั้งยัง
ปราศจากความเจ้าเล่ห์เพทุบายแบบพ่อค้า
อย่าว่าแต่แต่งงานกันหลอก ๆ เลย ต่อให้ต้อง
เป็นเขยตัวจริงก็ถือว่ามีคุณสมบัติเพียงพอ
ขณะขึ้นรถม้านางหันศีรษะกลับไปมองห้อง
ชั้นบนของโรงเตี๊ยมซึ่งยังคงจุดตะเกียงสว่างไสว
อีกครา ในที่สุดใบหน้าก็ประดับรอยยิ้มผ่อน
คลายจากใจจริงขึ้นมาบ้าง
เพียงแต่การไปที่ห้องคุมขังขององครักษ์เสื้อ
แพรเพื่อเยี่ยมโหยวฟางอิ๋นและย้อนกลับไปยัง
โรงเตี๊ยมสู่เซียงเพื่อสนทนากับเหรินเหวยจื้อทำ
ให้เสียเวลาเดินทางพอสมควร พอกลับถึงจวน
ตระกูลเจียงฟั้าก็มืดสนิทแล้ว
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อรออยู่ภายในห้องด้วย
ความกระวนกระวายเล็กน้อย
บ่าวภายในจวนถือโคมไฟเดินมาส่งเจียงเสวี่ย
หนิงถึงหน้าห้อง เมื่อนางเดินเข้าไปแล้วก็ค้อม
กายแสดงการขอขมาเป็นอันดับแรก “ระหว่าง
ทางลูกไปทำธุระบางอย่างจึงกลับมาค่อนข้างดึก
ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นห่วงแล้ว”
เมิ่งซื่ออ้าปากคิดจะพูดอะไรบางอย่าง
คาดไม่ถึงว่าเจียงปั๋อโหยวกลับชิงเอ่ยขึ้นมา
ก่อน “จวนหย่งอี้โหวเพิ่งจะเกิดเรื่อง ส่วน
ทางการก็จับกุมกบฏนิกายสวรรค์มาได้อีกกลุ่ม
เมืองหลวงตอนนี้ไม่มีผู้ใดกล้าออกไปข้างนอก แต่
นี่ค่ำมากแล้วเจ้าก็ยังเตร็ดเตร่อยู่นอกจวน มัน
ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาไม่กล่าวคำ
เมิ่งซื่อถอนหายใจ ยามนี้กลับมีท่าทีเป็นมิตร
กับเจียงเสวี่ยหนิงอย่างหาได้ยาก กลับเป็นฝั่าย
โน้มน้าวเจียงปั๋อโหยวแทน “เกิดเรื่องราวใหญ่โต
ทั้งภายในและภายนอกวังหลวงเช่นนี้ ท่านเองก็
ตกใจมิใช่น้อย ตอนนี้อย่าทำให้ลูกเสียขวัญเลย
ไม่ใช่ว่าอยากจะถามถึงสถานการณ์ภายในวังหรือ
เจ้าคะ?”
เจียงปั๋อโหยวถึงยอมเลิกรา
เขารออยู่นาน เห็นเจียงเสวี่ยหนิงไม่กลับมา
เสียทีเลยเกิดโทสะ ไม่ได้มีเจตนาจะตำหนินาง
จริง ๆ ดังนั้นจึงสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว
เปลี่ยนหัวข้อสนทนามาถามถึงสถานการณ์
ภายในวังหลวงว่าเป็นเช่นไรบ้าง
เรื่องแรก การรับสั่งให้พระสหายร่วมศึกษา
แยกย้ายกันกลับ
เรื่องที่สอง การรั้งเจียงเสวี่ยฮุ่ยเอาไว้เพียงผู้
เดียว
เจียงปั๋อโหยวกับเมิ่งซื่อต่างรู้ว่าวังหลวงเกิด
เรื่องมหามงคล เวินเจี๋ยอวี๋แห่งเรือนพีเซียง
ตั้งครรภ์และได้รับการเลื่อนยศเป็นเวินเจาอี๋ ทั้ง
ยังได้ยินว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยสร้างความดีความชอบ
จนได้รับพระราชทานรางวัลอีกด้วย แต่ถึง
กระนั้นกลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและ
รายละเอียดปลีกย่อยของเรื่องนี้ชัดเจน
เจียงเสวี่ยหนิงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน
สวนดอกเหมยตอนนั้นอย่างครบถ้วน
ทั้งยังเล่าเรื่องที่เหยาซีถึงคราวเคราะห์
ในขณะที่เจียงเสวี่ยฮุ่ยได้รับพระราชทานรางวัล
และได้รับความโปรดปรานจากเวินเจาอี๋ด้วย
เจียงปั๋อโหยว “อาจไม่ใช่เรื่องดีอะไรก็ได้”
เมิ่งซื่อถอนหายใจเช่นกัน “พฤกษาใหญ่กลาง
ขุนเขาย่อมถูกลมพัดทำลาย เช่นนี้ออกจะเด่น
สะดุดตามากเกินไปหน่อยแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าพวกท่านออกจะดูถูก
ความสามารถของเจียงเสวี่ยฮุ่ยเกินไปอยู่บ้าง
แม้ใจนางจะนึกเช่นนี้ แต่ปากมิได้เอื้อนเอ่ย
เจียงปั๋อโหยวส่ายศีรษะ “ข้าอยากให้นาง
กลับจวนมาอย่างปลอดภัยเช่นลูกหนิงมากกว่า
ช่วงนี้เกิดเรื่องราวมากมาย วังหลวงมีแต่การ
วางแผนแก่งแย่งชิงดีกัน เมื่อทำร้ายคนได้ครั้ง
หนึ่งก็ต้องมีครั้งที่สอง ผู้โชคร้ายคราวก่อนคือ
คุณหนูตระกูลเหยา ผู้ใดจะรู้ว่าคราวต่อไปจะใช่
ลูกฮุ่ยหรือไม่?”
เมิ่งซื่อขมวดคิ้วแน่น
นางกลับคิดในแง่ดีได้บ้าง “ลูกฮุ่ยทำอะไร
ค่อนข้างละเอียดรอบคอบมาตั้งแต่เล็ก พวกเราก็
คงได้แต่คิดเสียว่าครรภ์ของเจาอี๋ได้รับ
ความสำคัญจากฝั่าบาทเป็นพิเศษ คนในวังหลวง
คงไม่กล้าดูแลอย่างขอไปที ด้วยเหตุนี้ฝั่าบาทจึงมี
รับสั่งให้พระสหายร่วมศึกษาแยกย้ายกันกลับ
ด้านคนถ่อยเองก็คงไม่มีโอกาสทำอันตรายอันใด
หากภายหน้าเจาอี๋คลอดพระโอรสจริงลูกฮุ่ยจะ
ได้รับความเมตตาจากนาง ถือว่าได้รับโชควาสนา
จากการเสี่ยงภยันตราย อย่างไรเสียใต้หล้านี้ก็ไม่
มีโชคร่วงหล่นมาจากฟากฟั้า จริงหรือไม่เจ้า
คะ?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ กล่าวได้ถูกต้อง
อาจเพราะนางไม่ได้เปล่งวาจาอยู่นาน ดูนิ่ง
เงียบอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่านาง
หดหู่ริษยา
เมิ่งซื่อกลับเป็นฝั่ายพูดปลอบใจนางเสียอีก
“ลูกหนิงเจ้าก็อย่าเศร้าโศกไปเลย จวนหย่งอี้โหว
เพิ่งจะเกิดเรื่อง ถึงอย่างไรจวนของพวกเราก็เคย
เจรจางานมงคลกันอย่างลับ ๆ ลูกหนิงไม่ทำตัว
ให้เป็นจุดสนใจสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน คน
ครอบครัวเดียวกันจะสุขหรือทุกข์ก็ต้องร่วมเผชิญ
ยามนี้มีลูกฮุ่ยคอยรับมืออยู่เบื้องหน้า ภายหลัง
เจ้าต้องได้รับผลประโยชน์แน่”
เมิ่งซื่อย่อมไม่พอใจพฤติกรรมในอดีตของ
ลูกหนิงอยู่บ้าง แต่ที่ลูกฮุ่ยเข้าวังได้เป็นเพราะพึ่ง
ใบบุญของลูกหนิง นอกจากนี้นางยังจำได้ว่าตน
เป็นมารดาแท้ ๆ ของเจียงเสวี่ยหนิง จึงไม่ได้
เลือกที่รักมักที่ชังออกนอกหน้าเกินไปนัก
นับประสาอะไรกับช่วงเวลาอันยากลำบาก
เช่นนี้
คนครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีผู้หนึ่งรุ่งโรจน์ทุก
คนล้วนรุ่งโรจน์ตาม เมื่อมีผู้หนึ่งเสียหายทุกคน
ล้วนเสียหายตาม ไม่อาจแตกความสามัคคีใน
ช่วงเวลาเช่นนี้ได้เป็นอันขาด
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเคลื่อนสายตาอันแปลก
ประหลาดหน่อย ๆ ขึ้นมองนาง
สุดท้ายเมิ่งซื่อก็เห็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูล
เป็นสำคัญ
อีกฝั่ายกล่าวกับตนด้วยท่าทีเป็นมิตรเช่นนี้
หากเป็นชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงอาจใจอ่อนหรือ
เบ้าตาแดงบ้าง ทว่านางผ่านความเป็นความตาย
และเดินผ่านประตูผีมาแล้วหนหนึ่ง จึงไม่ได้รู้สึก
อะไรมากนัก หากเมิ่งซื่อทำดีกับตนก็ดี หรือทำไม่
ดีกับตนก็ช่าง ไม่อาจสร้างความสะเทือนอารมณ์
แก่นางมากไปกว่านี้
นับประสาอะไรกับการปลอบใจอย่างขอไปที
เช่นนี้เล่า
นางตอบรับอย่างเรียบเฉย “เจ้าค่ะ”
เจียงปั๋อโหยวมองสำรวจสีหน้านาง ครั้นเห็น
นางมีท่าทีเฉยชาก็ลอบถอนใจ ทว่าไม่ได้พูดอะไร
ออกไป สุดท้ายคล้ายนึกบางอย่างได้จึงหันไป
กล่าวกับเมิ่งซื่อ “ข้ามีเรื่องจะคุยกับยายหนูหนิง
ตามลำพังสักสองสามประโยค เจ้ากลับไป
พักผ่อนที่ห้องก่อนแล้วกัน”
เมิ่งซื่อนิ่งอึ้งทันที
มีสิ่งใดที่ไม่อาจพูดต่อหน้านางได้เช่นนั้นหรือ
จู่ ๆ ในใจก็พลันบังเกิดความขุ่นเคืองเล็กน้อย
แต่เนื่องจากเป็นคำสั่งของเจียงปั๋อโหยว จึงทำได้
เพียงระงับความไม่พอใจและกลับไปที่ห้องก่อน
เมื่อนางจากไปแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึงเงย
ศีรษะมองเจียงปั๋อโหยว
นางรู้ว่าคือเรื่องอะไรโดยไม่ต้องรอให้เขาพูด
ด้วยซ้ำ
ยามนี้หัวใจเต้นเร็วขึ้นนิด ๆ อย่างไม่อาจ
ควบคุม “เรื่องที่ฝากท่านพ่อช่วยจัดการก่อนหน้า
นี้เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ข้าวของหลายหีบที่เจ้ามอบให้ข้าคราวก่อน
จะว่ามีค่าก็มีค่าอยู่ เพียงแต่หากรีบร้อนนำไป
แลกเปลี่ยนมากเกินไปจะเป็นเหตุให้คนฉวย
โอกาสกดราคา อีกทั้งข้าไม่อยากขายราคาต่ำจน
เป็นการดูถูกของดีเก่าเก็บของจวนโหว ฉะนั้นจึง
จัดการไปเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งหนึ่งข้าให้
ห้องบัญชียกเข้าไปเก็บในห้องเก็บสมบัติของจวน
เรา จากนั้นลองคำนวณเงินกองกลางและนำเงิน
ออกจากจวนมาหนึ่งหมื่นแปดพันสองร้อยตำลึง
ถือเสียว่าให้จวนเราเป็นผู้ซื้อมาในราคาต่ำแทนก็
แล้วกัน”
เจียงปั๋อโหยวยกกล่องขึ้นมาวางตรงหน้า
“รวบรวมมาทั้งหมดได้สามหมื่นตำลึง เจ้า
ลองดูสิ อยู่ในนี้ทั้งสิ้น”
สามหมื่นตำลึง
ต้องรู้ว่าต่อให้กวาดทรัพย์สมบัติของจวนชิง
หย่วนปั๋อมาจนหมดเกลี้ยง เกรงว่าก็ไม่อาจนำ
เงินจำนวนสามหมื่นตำลึงออกมาได้ในทันที
หลายปีนี้เยี่ยนหลินมอบข้าวของให้นาง
มากมายเพียงใดย่อมเห็นเป็นที่ประจักษ์
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดกล่องแล้วนับลวก ๆ ข้าง
ในนั้นเป็นตั๋วแลกเงินมูลค่าใบละหนึ่งพันตำลึงที่
กองรวมกันจนเป็นปึกหนาเตอะจำนวนสามสิบใบ
นางเอ่ยเสียงเบา “ลำบากท่านพ่อแล้วเจ้า
ค่ะ”
เจียงปั๋อโหยว “จวนหย่งอี้โหวเป็นสหายเก่า
กับพวกเรา ช่วยได้เท่าไรก็ช่วยไปเท่านั้น เพียงแต่
อีกไม่นานคดีของจวนโหวจะส่งมอบให้หน่วยงาน
สามตุลาการเป็นผู้ไต่สวนแล้ว หากเตรียมเพื่อใช้
ในภายหลังยังพอทำเนา แต่หากคิดจะใช้ติดต่อ
วิ่งเต้น เกรงว่า…”
เจียงเสวี่ยหนิง “ลูกรู้จักขอบเขต ไม่ทำเรื่อง
เหลวไหลแน่นอนเจ้าค่ะ”
แม้นางจะกล่าวเช่นนี้ แต่เจียงปั๋อโหยวก็รู้สึก
ได้จริง ๆ ว่าช่วงนี้นางเจ้าคิดเจ้าแผนการขึ้นมา
บ้าง กระทั่งว่ายังใช้คำพูดในวงราชการอีกด้วย
ออกจะ…
ฉลาดเฉียบแหลมมากไปหน่อย
บทที่ 104 เงามืดของนิกายสวรรค์ (2)
เมื่อครู่ตอนยายหนูหนิงเล่าเหตุการณ์ของเวิน
เจาอี๋ซึ่งเกิดขึ้นภายในสวนดอกเหมย เขาจับเค้า
จากคำพูดของนางได้ว่านางมองแผนการออก
ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงไม่เข้าไปมีส่วนข้องเกี่ยวและ
ไม่ต้องการได้หน้าก็เท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องภายในราชสำนัก
เขายังอดกังวลไม่ได้
เขาจึงกำชับเจียงเสวี่ยหนิงอีกหลายประโยค
กลัวว่าหากนางนำเงินก้อนโตนี้ไปตามลำพังอาจ
เกิดเรื่องอะไรขึ้น
เจียงเสวี่ยหนิงขานรับอย่างเชื่อฟังทุก
ประการ ทว่าแม้จะรู้ว่าคำเตือนของเจียงปั๋อโหยว
ล้วนถูกต้อง นางกลับไม่ได้เก็บเอาคำพูดของเขา
มาใส่ใจแต่อย่างใด
คดีของจวนหย่งอี้โหวจะไต่สวนโดยหน่วยงาน
สามตุลาการ ฮ่องเต้กำกับดูแลด้วยตนเอง ไหน
เลยจะวิ่งเต้นได้ง่ายดายขนาดนั้น
หากเกิดความผิดพลาดจะหัวหลุดจากบ่าเอา
ได้
เพียงแต่ราชสำนักไม่เคยเป็นเช่นปราการ
เหล็กไร้ช่องโหว่ มักจะมีช่องว่างเสมอมา อยู่ที่ว่า
จะพินิจพิจารณาอย่างถ้วนถี่จนหามันเจอได้หรือ
เปล่าเท่านั้นเอง
หากเอ่ยถึงข่าวสาร เกรงว่ายามนี้คงไม่มีผู้ใด
สันทัดไปกว่าเจิ้งเปั่าอีกแล้ว เพียงแต่นางอยู่นอก
วัง ไม่สะดวกจะติดต่อกับคนในวังหลวง
เพราะฉะนั้นต่อให้มีเจิ้งเปั่าก็ไม่อาจใช้งานในยาม
นี้ได้อยู่ดี
ส่วนนอกวังก็มีแค่โจวอิ๋นจือ
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงรับเงินมาจากเจียงปั๋อ
โหยว นางก็เพิ่มพิณราคาสามพันตำลึงคันนั้นเข้า
ไปด้วย รวมแล้วจะมีเงินสามหมื่นสามพันตำลึง
วันรุ่งขึ้นนางจะไปหาโจวอิ๋นจือเพื่อสืบข่าวคราว
สถานการณ์ในยามนี้ของคดีจวนหย่งอี้โหว
*****
แม้โจวอิ๋นจือจะดำรงตำแหน่งผู้คุมกองพัน
ขององครักษ์เสื้อแพรแล้วก็ตาม แต่ยามนี้ยังทำได้
แค่ยิ้มขื่นเท่านั้น “คดีส่งมอบให้สามตุลาการแล้ว
ด้านองครักษ์เสื้อแพรมีหน้าที่แค่ร่วมไต่สวน
นักโทษกับกรมอาญาเท่านั้น หากต้องการ
สอบถามถึงเรื่องของเบื้องบนคงไม่มีทาง ยิ่งไป
กว่านั้นตำแหน่งผู้คุมกองพันต่ำต้อยเกินไป อย่าง
มากก็ทำได้แค่เข้าไปในคุกหลวงเพื่อช่วยดูแลคน
แทนคุณหนูรองได้เล็กน้อย ทว่าไม่อาจดูแลได้
อย่างรอบด้านอยู่ดี มิหนำซ้ำอดีตเสนาบดีเจิ้งของ
กรมอาญาถูกไล่ออกจากตำแหน่ง กู้ชุนฟาง
ผู้ตรวจการแห่งมณฑลเหอหนานจะเข้ามารับ
ตำแหน่งในอีกสองวัน การช่วงชิงอำนาจระหว่าง
องครักษ์เสื้อแพรกับกรมอาญาถูกคนผู้นี้บีบอย่าง
รุนแรง เกรงว่าคงไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าไปยุ่งกับ
เรื่องนี้มากเท่าไหร่แล้วขอรับ”
‘สามตุลาการ’ ที่ว่านี้หมายถึงกรมอาญา
ศาลต้าหลี่ และสำนักตรวจตรา
องครักษ์เสื้อแพรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่
น้อย
ดังนั้นหากคนขององครักษ์เสื้อแพรสอดมือ
เข้าไปก็จะกลายเป็นก้าวล่วงหน่วยงานทั้งสาม
ถือได้ว่าตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่
ออก
เจียงเสวี่ยหนิงกลับเอ่ยว่า “จวนหย่งอี้โหว
เป็นตระกูลใหญ่ ทรัพย์สินที่ถูกยึดมามีจำนวนนับ
ไม่ถ้วน บัดนี้หลักฐานทุกอย่างน่าจะยังอยู่ใน
กระบวนการตรวจนับ คนจากหน่วยงานสามตุลา
การจึงเข้าออกคุกหลวงทุกวัน ถึงเจ้าจะสอดมือ
ไม่ได้ แต่จงสังเกตให้มากขึ้นสักหน่อยว่ามีผู้ใด
ผิดปกติหรือไม่”
หากนางจำไม่ผิด คดีของจวนหย่งอี้โหวแปลก
ประหลาดยิ่งนัก
แรกเริ่มค้นเจอจดหมายที่จวนโหว
ติดต่อสื่อสารกับกบฏผิงหนานอ๋อง เนื่องด้วยจวน
โหวต้องการสอบถามถึงเรื่องติ้งเฟยซื่อจื่อผู้
อาจจะนอนอยู่ในสุสานเด็กผู้ทรงคุณธรรมตั้งแต่
ยี่สิบปีก่อนแล้ว ทว่าหลังจากสามตุลาการไต่สวน
ไปได้ครึ่งเดือนกลับมีจดหมายเพิ่มขึ้นมาอีกฉบับ
จดหมายฉบับนี้เยี่ยนมู่เขียนถึงนิกายสวรรค์
เนื้อความระบุว่าจะลอบสนับสนุนขุมกำลังของ
นิกายสวรรค์ โดยให้ศิษย์ของนิกายสวรรค์ปะปน
อยู่ในกองทัพ
ครั้นจดหมายปรากฏก็ถือว่าหลักฐานแน่น
หนาทันที
คนในจวนถูกประหารไปกึ่งหนึ่ง ที่เหลือถูก
เนรเทศพันลี้ไปยังดินแดนแห่งหมอกพิษอันเป็น
ที่ตั้งของชนเผ่าไปั่เย่ว์[1] ในราชสำนักมีขุนนาง
ไม่กี่คนกล้าช่วยพูดจาออกหน้าให้พวกเขา
เหตุใดผ่านไปครึ่งเดือนแล้วจดหมายฉบับนี้
ถึงค่อยปรากฏ
เหตุใดจดหมายที่เยี่ยนมู่เขียนติดต่อนิกาย
สวรรค์ถึงถูกพบจากที่จวนได้
อีกทั้งขั้นตอนการตรวจยึดทรัพย์ก็ไม่ได้
รวดเร็วนัก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ถือว่าช้าแน่นอน
หากตรวจค้นเจอจดหมายฉบับนี้ตั้งแต่แรก
ตามหลักการแล้วควรนำถวายฮ่องเต้สิ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าระหว่างนั้นเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นกันแน่
ทว่าหากระหว่างนี้มีโอกาสอะไรอยู่บ้าง แต่
ตัวนางคิดไปว่าไร้ซึ่งโอกาสจนพลาดพลั้ง เช่นนั้น
นางจะต้องนึกเสียใจและเสียดายมากเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้นางจึงสั่งการโจวอิ๋นจือไปรอบหนึ่ง
แม้โจวอิ๋นจือจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึง
กล่าวเช่นนี้ แต่ภายในสมองก็มีความคิดหนึ่ง
สว่างวาบ นึกได้ว่าวันนั้นนางพูดเปิดโปงความใน
ใจของเขาภายในห้องโถงแห่งนี้เหมือนกัน ความ
ล้ำลึกยากจะหยั่งถึงอันแสนคลุมเครือผุดในจิตใจ
อีกครา
คุณหนูรองผู้นี้นับวันดูเหมือนจะยิ่งไม่
ธรรมดามากขึ้นเรื่อย ๆ
โจวอิ๋นจือไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางคือใคร
กันแน่ แต่ยิ่งเป็นเวลาแบบนี้ก็ยิ่งไม่กล้าชักช้า
แม้แต่น้อย
ครั้นกลับถึงที่ว่าการองครักษ์เสื้อแพร เขาก็
ไปแวะเวียนที่คุกหลวงเป็นพัก ๆ ประหนึ่งอาศัย
อยู่ที่นั่น
เขาจึงพบคนของกรมอาญาบ่อยครั้ง
อย่างเช่นกู้ชุนฟาง หรือไม่ก็จางเจอหัวหน้า
หน่วยย่อยแห่งกรมอาญาที่กู้ชุนฟางไว้เนื้อเชื่อใจ
คนของสามตุลาการย่อมไม่ถูกชะตากับ
องครักษ์เสื้อแพร แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไล่เขาไป
เช่นกัน ดังนั้นจึงเข้าใจไปว่าองครักษ์เสื้อแพร
อย่างพวกเขาไม่ยอมตายใจ ยังคิดจะสอดมือเข้า
มายุ่งเรื่องนี้ ทำให้พูดจาประชดประชันใส่
มากกว่าเดิมอย่างไม่เกรงใจ
โจวอิ๋นจือไม่แยแส
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผ่านไปไม่นานนักเขาจึงพบคน
ผู้หนึ่งซึ่งมีท่าทีผิดปกติเข้าจริง ๆ คล้ายจะเป็น
เจ้าหน้าที่เล็ก ๆ สังกัดกรมอาญา มักจะติดตาม
เข้ามาเดินเตร่ในคุกหลวงอยู่เสมอ สายตามอง
สอดส่ายไปยังผู้ที่ถูกจองจำตลอดเวลา ราวกับว่า
กำลังวางแผนอะไรบางอย่าง
โจวอิ๋นจือสังเกตอยู่สองวัน ในที่สุดก็รู้สึกว่า
คนผู้นี้มีปัญหาจริง
วันที่สามเขาจึงหาโอกาสขวางคนผู้นี้พร้อมใช้
ดาบพาดคออีกฝั่ายในตรอกขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
ทันที
ครั้นข่มขู่ก็ถามเรื่องสำคัญออกมาได้จริง ๆ !
จากนั้นจึงไม่พูดพร่ำทำเพลงลอบคุมตัวคนผู้
นี้เข้าไปขังที่จวนของตน ก่อนจะไปเยี่ยมคารวะ
เจียงเสวี่ยหนิงที่จวนยามราตรี “จับได้คนหนึ่ง
เป็นสายที่นิกายสวรรค์ส่งมาแทรกซึมในศาลาว่า
การ ได้รับคำสั่งมาจาก ‘กงอี๋เซียนเซิง’ ว่าต้องหา
โอกาสนำจดหมายฉบับหนึ่งส่งมอบให้กรมอาญา
บอกว่าจะทำให้จวนโหวย่อยยับได้ แต่หลายวัน
มานี้ ‘กงอี๋เซียนเซิง’ ผู้นั้นพลันไร้ข่าวคราว
ติดต่อไปหลายครั้งก็ปราศจากการตอบกลับ ทำ
ให้มันตื่นตระหนก กลัวว่ากงอี๋เซียนเซิงจะเกิด
เรื่อง แต่มันเองก็ไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้ ครั้นมี
จดหมายฉบับนี้เลยบังเกิดความละโมบ คิดจะใช้
สิ่งนี้หลอกเอาเงินจากจวนโหวสักก้อนหนึ่ง หลัง
จบเรื่องแล้วก็จะจากไป คิดไม่ถึงว่าจะเปิดเผย
ร่องรอยเพราะความกระสับกระส่ายจนถูกข้าจับ
ตัวได้คาหนังคาเขาขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงขนลุกชันไปทั้งร่าง!
คดีของจวนหย่งอี้โหวปรากฏเงามืดของนิกาย
สวรรค์ แม้แต่ ‘กงอี๋เซียนเซิง’ ผู้โด่งดังยังเข้ามา
เกี่ยวข้อง!
เพียงแต่…
คนสำคัญเช่นนี้กลับไร้ข่าวคราวไปกลางคัน
มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
รูม่านตานางหดแคบเล็กน้อย รู้สึกว่าไม่มี
เวลาคิดอะไรให้มากความขนาดนั้นแล้ว นางจึง
สูดลมหายใจลึกคราหนึ่งแล้วเอ่ยถามทันที “ได้
จดหมายมาหรือไม่?”
หากได้จดหมายฉบับนี้มาจะต้องเป็นโอกาส
พลิกชะตาครั้งใหญ่แน่!
——————–
1. ชนเผ่าไปั่เย่ว์ ในอดีตอาศัยอยู่แถวทิศ
ตะวันออกของประเทศจีน ปัจจุบันคือ
บริเวณเจียงหนานลงใต้ไปจนถึงเวียดนาม
นิยมไว้ผมสั้น มีรอยสัก เชี่ยวชาญดาบและ
การสู้รบทางเรือ