คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 105 ชะตาเล่นตลก (1)
อย่างไรก็ตามครั้นนางเอ่ยถามเรื่องนี้ หัวคิ้ว
โจวอิ๋นจือพลันขมวดมุ่นกว่าเดิม ลังเลอยู่พักหนึ่ง
ถึงตอบว่า “ไม่ได้มาขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งงันไปทันใด “ไม่ได้มา?”
โจวอิ๋นจือพูดว่า “จดหมายไม่ได้อยู่ที่คนผู้นั้น
เหมือนยังมีคนจากนิกายสวรรค์มารับช่วงต่ออีกผู้
หนึ่ง คนที่ข้าจับตัวได้วันนี้บอกว่าแค่มาสืบข่าว
คราว ต้องรอให้ถึงโอกาสอันควรก่อนจึงจะส่ง
มอบจดหมายมา เนื่องจากฉุกละหุกและข้าคิดว่า
เรื่องนี้ต้องสำคัญต่อคุณหนูรองมาก ดังนั้นยังไม่
ทันไต่สวนละเอียดก็นำเรื่องมาแจ้งให้ทราบก่อน
ไม่ทราบว่าขั้นตอนต่อไปจะจัดการเช่นไรดี
ขอรับ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเคลื่อนสายตาไปอยู่บนร่าง
โจวอิ๋นจือราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง ผ่าน
ไปครู่หนึ่งถึงตอบว่า “คนผู้นี้ยังอยู่ที่จวนเจ้า
หรือไม่? ช่วยพาข้าไปดูที”
ขณะนี้เป็นยามวิกาลแล้ว
โจวอิ๋นจือนึกไม่ถึงอยู่บ้างว่าเจียงเสวี่ยหนิงจะ
เด็ดขาดเช่นนี้ แต่พอหวนคิดดูก็เข้าใจได้ว่า
อย่างไรเสียตนก็เป็นคนขององครักษ์เสื้อแพร
เกรงว่าเจียงเสวี่ยหนิงคงไม่กล้าเชื่อใจเขาอย่าง
แท้จริง เรื่องใหญ่แบบนี้ต้องไปดูให้เห็นกับตาถึง
จะเหมาะสมกว่า
เขาจึงไม่ได้ขัดขวาง
กลับเป็นเด็กเฝั้าประตูจวนตระกูลเจียงเสีย
อีกที่พอเห็นว่าคุณหนูรองของตนยังจะออกไป
ข้างนอกกลางดึกก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง เจียงเสวี่ย
หนิงเพียงสั่งการว่าหากคนที่จวนสอบถาม ให้
บอกว่านางออกไปธุระข้างนอกพร้อมโจวอิ๋นจือ
ขอให้ไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นก็ออกไป
โจวอิ๋นจือไม่ได้พูดเท็จจริง ๆ
คนผู้นั้นถูกมัดอยู่ในจวนของเขา
อย่างไรก็ดี เจียงเสวี่ยหนิงพลันพบว่าเพิ่งผ่าน
ไปยังไม่ถึงครึ่งเดือน โจวอิ๋นจือกลับเปลี่ยนจวน
หลังใหม่มาอยู่ในตรอกหลิ่วซู่ แม้ยังไม่นับว่า
หรูหราสักเท่าใด แต่ดูจากสิ่งปลูกสร้างแล้วก็
ดีกว่าจวนขนาดเล็กซอมซ่อที่มีอยู่แต่เดิมมากนัก
มีองครักษ์เสื้อแพรชุดสีนิลเฝั้าอยู่หน้าประตู
คนหนึ่ง
ดูแล้วคงเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของโจวอิ๋นจือ
ย้ายจวนใหม่ไม่มีอันใดน่าประหลาดใจ หาก
โจวอิ๋นจือหาเงินไม่ได้นั่นคงไม่ใช่โจวอิ๋นจือที่เจียง
เสวี่ยหนิงรู้จักแล้ว เพียงแต่ภายในช่วงระยะเวลา
อันสั้นหลังจากเข้าทำงานในหน่วยองครักษ์เสื้อ
แพร เขายังหาผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้
เช่นนี้ก็ถือว่ามีความสามารถไม่ธรรมดาจริง ๆ
ขณะพวกเขากำลังเดินเข้าประตู เจียงเสวี่ย
หนิงก็อดเมียงมององครักษ์เสื้อแพรที่เฝั้าประตูผู้
นั้นมิได้
โจวอิ๋นจือ “ชื่อเว่ยซี วรยุทธ์ใช้ได้เลยทีเดียว”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้า
เว่ยซีผู้นั้นดูท่าทางยังเป็นเด็กหนุ่ม คิ้วหนา
ตาโต อยู่ในระเบียบเคร่งครัด แต่ถึงกระนั้นยาม
โจวอิ๋นจือแนะนำตัวเขา เขาก็ลอบมองเจียงเสวี่ย
หนิงอย่างอดไม่ได้ แสดงความสงสัยชัดเจนว่า
สตรีที่ผู้บังคับบัญชาของตนปฏิบัติตัวอย่างมี
มารยาทด้วยเป็นใครกันแน่
คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่เข้าสู่ครรลองจักษุจะเป็นดรุณี
ผู้งามผุดผาดยิ่งนักนางหนึ่ง
เขาแทบจะมองตาค้างทันควัน
ครั้นได้สติก็พบว่าสตรีตรงหน้ากำลังใช้สายตา
คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มมองเขาอยู่ สายตานางไม่ได้
รุนแรงอันใด ทว่ากลับทำให้เขาหน้าแดงอย่างน่า
ประหลาดจนต้องรีบก้มหน้างุด
โจวอิ๋นจือเห็นเหตุการณ์นี้หัวคิ้วก็อดขยับเข้า
หากันเล็กน้อยไม่ได้ “คนยังอยู่ใช่หรือไม่?”
เว่ยซีสงบสติอารมณ์ พลันตอบกลับ “ไม่ได้
จากไปแม้เพียงครึ่งก้าว ยังอยู่ข้างในขอรับ”
โจวอิ๋นจือจึงพานางเดินเข้าไป
เจียงเสวี่ยหนิงกลับจงใจเลิกคิ้วมองพ่อหนุ่ม
น้อยนามเว่ยซีอีกครา ก่อนจะเดินตามโจวอิ๋นจือ
ไป ส่วนเว่ยซีใจลอยตามหลังเจียงเสวี่ยหนิงไป
เจ็ดแปดส่วนแล้ว
คนถูกขังอยู่ในห้องเก็บฟืนตรงหัวมุมทางทิศ
ตะวันตกเฉียงใต้ของจวน
ครั้นผลักประตูเข้าไปก็พบว่าข้างในสะอาด
สะอ้าน
โซ่ตรวนซึ่งทำมาจากเหล็กกล้าและเชือกปั่าน
มัดคนผู้นี้กับด้านหลังเสา เมื่อเดินเข้าประตูมาก็
เห็นแล้วว่าสวมชุดขุนนางสีดำของเจ้าหน้าที่ชั้น
ผู้น้อยในกรมอาญา
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดตรงประตู ไม่ได้เดินเข้าไป
ต่อ
โจวอิ๋นจือกลับเดินตรงไปเบื้องหน้าคนผู้นั้น
โจวอิ๋นจือยังไม่ทันจะพูด ครั้นคนผู้นั้น
มองเห็นก็เริ่มออกแรงดิ้นรนด้วยความกลัวสุดขีด
ราวกับว่าก่อนหน้านี้ถูกทรมานมาอยู่บ้าง “ข้าไม่
รู้อะไรแล้วจริง ๆ จดหมายไม่ได้อยู่กับข้าเช่นกัน
ท่านบอกว่าหากข้าบอกแล้วจะปล่อยตัวข้าไป
ไม่ใช่หรือ!”
โจวอิ๋นจือหลุบตาลงมองเขา “ถ้าอย่างนั้นผู้ที่
ติดต่อกับเจ้าเป็นใคร?”
คนผู้นั้นตัวสั่นงันงกตลอดเวลา “นิกายเรา
ปฏิบัติการใดล้วนเป็นความลับ พวกข้าต่างฟัง
คำสั่งจากกงอี๋เซียนเซิงแห่งเมืองจินหลิงอย่างลับ
ๆ โดยต้องไปวางจดหมายที่วัดไปั๋กั่วในยามจื่อ
ของทุกวัน จากนั้นจะมีคนมานำมันไป วันต่อมา
เมื่อไปอีกคราจะมีจดหมายตอบกลับ แต่ข้าไม่
เคยพบคนพวกนั้นเลย ดูจากลายมือที่ตอบ
จดหมายกลับมีอย่างน้อยสามคน ใต้เท้าโจว ท่าน
จับตัวข้ามาก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ! จดหมาย
ไม่ได้อยู่กับข้าจริง ๆ !”
โจวอิ๋นจือมองไปทางเจียงเสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ชิดประตู นางย่นหัวคิ้ว
กล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าเป็นถึงเจ้าหน้าที่กรม
อาญา ย่อมเข้าใกล้คุกหลวงได้ แต่คนผู้นั้นกลับ
ปกปิดสถานะโดยอาศัยเจ้าสืบข่าวคราว ข้าคิดว่า
พวกมันต้องพึ่งเจ้าให้นำจดหมายฉบับนี้ส่งถึงมือ
ราชสำนักกระมัง อีกทั้งยังหมายความว่าขอเพียง
เจ้าบอกพวกมันว่าโอกาสอันดีมาถึงแล้ว พวกมัน
ก็จะนำจดหมายฉบับนี้มามอบให้เจ้า!”
ครั้นได้ยินเสียงนี้ ชายเคราะห์ร้ายพลันขนลุก
ชันไปทั้งร่าง
จนถึงตอนนี้เขาถึงจะเพิ่งรู้สึกตัวว่ายังมีคนอื่น
กลับมาพร้อมโจวอิ๋นจือ ด้วย มิหนำซ้ำยังเป็น
สตรี ฟังจากคำพูดแล้วเหมือนนางจะเป็นผู้ที่อยู่
เบื้องหลังโจวอิ๋นจือ เขาจึงหวาดกลัวขึ้นมาหลาย
ส่วน
นึกอยากจะหันหน้ากลับไปมองว่าเป็นใคร
ตามจิตใต้สำนึก
อย่างไรก็ตามเขาเพิ่งจะขยับตัว โจวอิ๋นจือก็
ออกแรงถีบร่างเขา “นั่นใช่ผู้ที่เจ้าควรมองอย่าง
นั้นหรือ?”
คนผู้นั้นพลันร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
โจวอิ๋นจือตวาด “คุณหนูถามเจ้าว่าใช่
หรือไม่?”
คนผู้นั้นร้องครวญ “ใช่ ใช่ขอรับ!”
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “เช่นนั้นเรื่องก็ง่ายดาย
เจ้าจงติดต่อกับคนพวกนั้นตามปกติ บอกพวกมัน
ว่าได้โอกาสที่หน่วยงานสามตุลาการจะไต่สวน
แล้ว ถึงเวลามอบจดหมายฉบับนั้นออกมา เจ้าจง
เขียนจดหมายและไปในยามจื่อของคืนนี้ อย่าเล่น
ลูกไม้เป็นอันขาด”
คนผู้นั้นหวาดผวายิ่งนัก “ไม่ ไม่ หากนิกายรู้
เข้า…”
หัวคิ้วของเจียงเสวี่ยหนิงกดลึกกว่าเก่า
โจวอิ๋นจือมองนางแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นไม่สู้
ท่านหลบออกไปสักครู่?”
พูดจบเขาก็ฉีกผ้าขี้ริ้วมายัดปากคนผู้นั้น
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วจึงถอยออกไป
นางยืนอยู่ใต้ชายคาด้านนอกไม่นานนักก็ได้
ยินเสียงร้องโหยหวนผ่านผ้าที่อุดปากดังออกมา
จากข้างใน นอกจากนี้ยังมีเสียงกระแทกเสาอย่าง
รุนแรงและเสียงเสียดสีแหลมแสบแก้วหูของโซ่
เหล็กด้วย ผ่านไปสักพักก็หยุดลง
อาจเพราะผ้าขี้ริ้วที่ใช้อุดปากถูกเอาออกแล้ว
ดังนั้นเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดระคนเสียงหอบ
หายใจหนัก ๆ ของคนผู้นั้นจึงดังออกมา
ทว่าก็ดูเหมือนจะอ่อนแรงกว่าช่วงก่อนหน้านี้
มากนัก
โจวอิ๋นจือเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “จะ
เขียนหรือไม่เขียน?”
คนผู้นั้นไม่กล้าดื้อดึงขัดขืนอีกต่อไป รีบตอบ
กลับว่า “เขียน เขียน ข้าเขียน”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าโจวอิ๋นจือต้องใช้วิธีการอัน
โหดเหี้ยมอำมหิตขององครักษ์เสื้อแพรบีบบังคับ
ให้คนผู้นี้ยอมจำนนเป็นแน่
เว่ยซีรีบไปนำกระดาษกับพู่กันมาทันที
คนผู้นั้นเขียนจดหมายด้วยอาการตัวสั่นงันงก
ครั้นเขียนเสร็จแล้วโจวอิ๋นจือก็อ่านรอบหนึ่ง
ก่อนจะนำมาให้เจียงเสวี่ยหนิงอ่านผ่านตาอีกครา
นางอ่านอย่างละเอียดถ้วนถี่อยู่หลายรอบ ครั้นไม่
พบสิ่งผิดปกติอันใดก็ส่งคืนให้โจวอิ๋นจือ บอกให้
เขาพาคนผู้นี้ไปส่งจดหมายที่วัดไปั๋กั่ว รอให้คน
จากนิกายสวรรค์มาติดกับ
โจวอิ๋นจือสั่งให้คนดักซุ่มอยู่ละแวกนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงกลับไปในคืนนั้น
คาดไม่ถึงว่าเย็นวันต่อมาโจวอิ๋นจือจะจับตัว
คนได้จริง แต่บนร่างของคนที่จับกุมได้กลับมี
จดหมายแค่ครึ่งฉบับ!
นอกจากนี้คนผู้นั้นยังไร้ซึ่งความตื่นตระหนก
ประหนึ่งคาดการณ์เอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้อง
เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เพียงกล่าวเจือหัวเราะ
กับโจวอิ๋นจือว่า “พวกข้ารู้ตัวตั้งแต่เมื่อวานตอน
ผู้คุมกองพันโจวพาตัวคนไปแล้ว เมื่อท่านเอา
จดหมายฉบับนั้นกลับไปก็เดาว่าเป็นกับดัก คิดว่า
ไอ้เจ้าเศษสวะนั่นมันคงบอกท่านไปหมดแล้วแน่
ดังนั้นข้าน้อยไม่ขออ้อมค้อมอีก พวกข้าน้อยคือ
สายลับที่นิกายสวรรค์ลอบส่งมาขยับขยาย
อำนาจ จะไม่ติดต่อกับผู้ใดนอกจากกงอี๋เซียนเซิง
อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับข่าวคราว
จากเซียนเซิงแม้แต่น้อย เกรงว่าคงประสบ
เหตุร้ายหรือไม่ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของราชสำนัก
แล้ว กงอี๋เซียนเซิงสั่งการเอาไว้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้อง
ส่งจดหมายฉบับนี้ไปถึงกรมอาญาให้จงได้ แต่
แผนการดังกล่าวถูกพวกท่านทำลาย คิดว่าคงทำ
ไม่สำเร็จแล้ว พวกข้าเป็นแค่ชนชั้นต่ำต้อย ไม่
จำเป็นต้องสละตัวเองเพื่อเรื่องนี้หรอก คนเรามี
ชีวิตอยู่บนโลกนี้ สิ่งที่ต้องการไม่มีอะไรมากไป
กว่าชื่อเสียงและผลประโยชน์ จดหมายครึ่งฉบับ
นี้ใต้เท้าโจวจงนำกลับไปอ่านดู ส่วนอีกครึ่งที่
เหลือนั้นก็ต้องดูว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังใต้เท้าโจวจะมี
‘ความจริงใจ’ มากแค่ไหนแล้วละ”
โจวอิ๋นจือคิดไม่ถึงว่าจะถูกคนเล่นงานกลับ
มิหนำซ้ำจดหมายฉบับนี้ยัง…
เขาถาม “พวกเจ้าต้องการสิ่งใด?”
อีกฝั่ายกล่าวอย่างเย็นชา “ห้าหมื่นตำลึงเงิน
เพื่อซื้อชีวิตคนตระกูลเยี่ยน พอรับเงินแล้วพวก
ข้าจะไปจากเมืองหลวงและจะไม่เหยียบย่างเข้า
มาอีกแม้แต่ครึ่งก้าว! หากมิได้ตามนั้น จดหมาย
อีกครึ่งที่เหลือรับรองว่าจะไปโผล่บนโต๊ะของ
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนอย่างแน่นอน!”
บทที่ 105 ชะตาเล่นตลก (2)
วันนี้เซี่ยเวยต้องเข้าวัง
ห้องทำพิณถูกทำความสะอาดจนสะอาด
สะอ้าน มองไม่เห็นคราบเลือดแม้แต่น้อย
ศพของกงอี๋เฉิงเองก็หายไปแล้ว
ทว่าเหมือนเซี่ยเวยจะไม่ได้อารมณ์ดีขึ้นสักนิด
กระทั่งว่ายังแย่ยิ่งกว่าหลายวันก่อนเสียด้วยซ้ำ
ขณะกำลังผลัดเปลี่ยนชุดนักพรตสีนภา เขาก็
ขมวดคิ้วแน่นพลางเอ่ยถาม “ยังสืบไม่ได้อีก
หรือ?”
เตาฉินยืนส่ายหน้าอยู่ด้านหลัง
สีหน้าเจี้ยนซูเผยความรู้สึกหนักใจหน่อย ๆ
แม้แต่ตอนช่วยเขาจัดสาบเสื้อยังเพิ่มความ
ระมัดระวังขึ้นมาก ก่อนกล่าวเสียงเบาว่า “ทาง
จินหลิงส่งคนมาก่อเรื่องที่เมืองหลวงจริง ๆ แต่
คนพวกนี้ฟังคำสั่งจากกงอี๋เฉิงเท่านั้น บัดนี้พวก
เราควบคุมฝังวิหารที่อยู่ในเมืองหลวงเรียบร้อย
แล้ว หลังจากไต่สวนผู้ติดตามกงอี๋เฉิงทำให้รู้เพียง
ว่ามีคำสั่งถ่ายทอดลงมา แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคืออะไร
กันแน่ขอรับ”
พูดไปพูดมาเสียงก็แผ่วตาม
ความไม่สบอารมณ์ค่อย ๆ ก่อตัวภายใน
ดวงตาเซี่ยเวย คล้ายกำลังอดทนต่ออะไร
บางอย่าง เอ่ยถามอีกว่า “ทางด้านติ้งเฟยเล่า?”
เจี้ยนซูยิ่งไม่กล้ามองเขา ก้มหน้าตอบว่า “วัน
นั้นพอเซียนเซิงสั่งการแล้วก็ออกตามหาทั่วเมือง
หลวง แต่คุณชายติ้งเฟยไม่ได้กลับไปวิหารเลย มี
คนบอกว่าเขาอยู่ที่หอจุ้ยเล่อ ครั้นพวกเราไปหา
แม่นางที่หอคณิกา นางก็บอกตามถ้อยคำที่เขา
ฝากเอาไว้ว่าไปดื่มสุรา ‘บ่มสิบปี’ แต่เมื่อพวกเรา
ไปถึงกลับไม่พบตัวแล้วขอรับ…”
นั่นหมายความว่าคนผู้นี้หายไปโดยไร้ร่องรอย
เซี่ยเวยหัวเราะเสียงต่ำ “ไม่เลว ไม่เลวเลย”
เมื่อเจี้ยนซูและเตาฉินได้ฟังคำกล่าวซึ่งแฝง
อันตรายเช่นนี้ ก็ไม่กล้าเอ่ยวาจาแม้แต่น้อย
ส่วนเซี่ยเวยเมื่อจัดแจงเสื้อผ้าเสร็จก็เอ่ย
ราบเรียบว่า “ค้นหาต่อไป” จากนั้นไม่กล่าวอัน
ใดอีก มุ่งหน้าออกจากจวนและโดยสารรถม้าไป
วังหลวงทันที
ภายในหอจดหมายเหตุหลวงใต้กำลังหารือ
ข้อราชกิจกันอยู่
เสิ่นหลางทรงโสมนัสอย่างที่ไม่เคยเป็นมา
ก่อน นอกจากเวินเจาอี๋ตั้งครรภ์แล้ว ราชสำนัก
ยังเกิดเรื่องดีงามน่าตื่นเต้นยินดีอีกเรื่องหนึ่งด้วย
เซี่ยเวยเพิ่งจะเดินเข้ามา เสิ่นหลางก็ทรงพระ
สรวลร่าเสียงดัง
“เซี่ยเซียนเซิงมาได้เสียที ศาลาว่าการเมือง
ซุ่นเทียนแจ้งเรื่องมาแล้ว คราวนี้มีบุคคลสำคัญ
ของนิกายสวรรค์ถูกสังหาร เซี่ยเซียนเซิงสร้าง
ผลงานครั้งยิ่งใหญ่แล้วละ!”
ทุกคนมองไปทางเซี่ยเวย แววตาแฝงความ
นับถืออยู่บ้าง
แน่นอนว่าคนพวกนั้นออกจะมีความคิดตื้น
เขินอยู่สักหน่อย
เซี่ยเวยกลับทำเหมือนมองไม่เห็น ยิ้มรับโดย
ปราศจากพิรุธ “แค่ผู้ใต้บังคับบัญชาพบว่าพวก
มันกำลังรวมตัวกันที่วิหารโดยบังเอิญเลยเพิ่ม
ความตื่นตัวเล็กน้อย แล้วจึงติดต่อศาลาว่า
การเมืองซุ่นเทียนให้ส่งคนมาล้อมจับและระดม
ยิงเกาทัณฑ์จนกงอี๋เฉิงสิ้นใจก็เท่านั้น กระหม่อม
ยังทราบข่าวรวดเร็วไม่เท่าฝั่าบาทด้วยซ้ำ มิ
บังอาจรับความดีความชอบพ่ะย่ะค่ะ”
หากหลี่ว์เสี่ยนได้ยินคำพูดนี้ เกรงว่าคงตก
ตะลึงพรึงเพริดเป็นแน่แท้…
เซี่ยเวยฆ่าเจ้ากงอี๋เฉิงนั่นเองกับมือไม่ใช่หรือ
แล้วเหตุใดตอนนี้กลับกลายเป็นว่าศาลาว่า
การเมืองซุ่นเทียนล้อมจับตายไปได้เล่า?!
ทว่าคนในหอจดหมายเหตุหลวงใต้ไม่มีผู้ใดรู้
ความจริง ต่างคนต่างคิดเพียงว่าเดิมทีรอง
ราชครูเซี่ยก็ได้รับความไว้วางพระทัยจากเสิ่น
หลางมากอยู่แล้ว หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป
เกรงว่าคงเพิ่มพูนขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ชวนให้อิจฉาเป็น
ล้นพ้น
เสิ่นหลางทรงรู้สึกสาแก่ใจอย่างบอกไม่ถูก
พระองค์ทรงพระดำเนินพระหัตถ์ไพล่หลังลง
มาด้วยท่าทางคึกคักกระฉับกระเฉง “นิกาย
สวรรค์ไม่ยอมล้มเลิกความคิดล้มล้างราชวงศ์ของ
เรา ฉวยโอกาสจากคดีจวนหย่งอี้โหวแพร่ข่าวลือ
ก่อความวุ่นวายไปทั่ว ครั้งนี้กลับถูกกวาดล้างที่
จุดนัดพบภายในเมืองหลวงได้ในคราวเดียว ทั้งยัง
สังหารตัวการใหญ่ที่คอยวางแผนการให้หัวหน้า
ของพวกมันอีกด้วย! บางทีอาจเป็นฝีมือของ
สวรรค์ที่ช่วยกำจัดนิกายพรรค์นี้ก็เป็นได้ หาก
เป็นเช่นนี้ต่อไปคิดว่าอีกไม่นานก็จะขุดรากถอน
โคนโจรกบฏพวกนี้ได้แล้ว!”
ทุกคนกล่าวเห็นด้วย เปล่งเสียง “ฝั่าบาททรง
พระปรีชายิ่งแล้ว” ออกมา
ทว่ากู้ชุนฟางเสนาบดีกรมอาญาคนใหม่กลับ
ขมวดคิ้วหน้าตาเคร่งขรึม ปราศจากความยินดี
แม้แต่น้อย “น่าเสียดายตอนที่ศาลาว่าการเมือง
ซุ่นเทียนล้อมจับไม่ได้รู้ว่ามีคนผู้นี้อยู่ด้วย จึง
ระดมยิงเกาทัณฑ์จนสิ้นชีพ ในเมื่อคนผู้นี้อยู่ข้าง
กายหัวหน้าโจรมายี่สิบสามสิบปี ทั้งยังเป็นผู้วาง
แผนการ เช่นนั้นจะต้องรู้ความลับของนิกาย
สวรรค์มากแน่ เขาเป็นถึงบุคคลสำคัญระดับสุด
ยอดของนิกาย หากจับเป็นมาไต่สวนได้ ไม่ทราบ
ว่าจะเค้นข้อมูลสำคัญออกมาได้มากสักเพียงใด
พ่ะย่ะค่ะ…”
ทุกคนพลันกระดาก
เซี่ยเวยได้ยินดวงตาก็มีแสงวาบผ่านเล็กน้อย
กล่าวคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ “หากจับกุมตัวได้
ย่อมดีที่สุด แต่แม้ว่าตอนนี้คนผู้นี้จะตายไปแล้วก็
ใช่ว่าจะไม่อาจใช้ประโยชน์”
คิ้วทั้งสองข้างของกู้ชุนฟางเป็นสีดอกเลา
ประปราย
ครั้นได้ฟังวาจานี้ของเซี่ยเวยก็เลิกคิ้วหันไป
ทางเขา “รองราชครูเซี่ยมีความเห็นสูงส่งอันใด
หรือ?”
“มิกล้า” เซี่ยเวยมีสัมมาคารวะยิ่งนัก เขา
แสดงการคารวะระหว่างเอ่ยวาจากับกู้ชุนฟาง
ก่อนจะตอบว่า “หากเมื่อครู่ใต้เท้าฟางไม่พูด คน
แซ่เซี่ยก็ไม่ทันคิด แต่เมื่อใต้เท้าฟางพูดจึงบังเกิด
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาทันที เพียงแต่อาจจะเสี่ยง
อันตรายอยู่บ้าง”
เสิ่นหลางทรงสงสัยใคร่รู้ในบัดดล “ความคิด
อันใด?”
เซี่ยเวยมุมปากหยักโค้งนิด ๆ “ราชสำนัก
กวาดล้างนิกายสวรรค์ สังหารคนของพวกมันตั้ง
มากมาย รวมถึงบุคคลสำคัญเช่นกงอี๋เฉิงผู้นี้ด้วย
แต่ข่าวนี้รู้กันเพียงในศาลาว่าการและราชสำนัก
นั่นหมายความว่านิกายสวรรค์ยังไม่รู้ว่ากงอี๋เฉิง
เสียชีวิต หากพวกเราปล่อยข่าวลวงออกไปว่ากง
อี๋เฉิงยังไม่ตาย เพียงถูกราชสำนักจับกุมและ
กำลังถูกกรมอาญาไต่สวน ตามที่ใต้เท้าฟางกล่าว
มา คนผู้นี้ต้องรู้ความลับของนิกายสวรรค์
มากมาย นิกายสวรรค์ย่อมกลัวความลับจะ
รั่วไหล ต้องส่งคนมาช่วยอย่างแน่นอน พอถึง
เวลาก็แค่ส่งคนไปดักซุ่ม หรืออาจจะทำเรื่องเสี่ยง
อันตรายกว่านั้นสักหน่อย…”
พอเอ่ยถึงตรงนี้เขาก็หยุด
ทุกคนฟังแล้วผงกศีรษะ
แม้แต่กู้ชุนฟางเองยังอดลูบเคราพลางตริ
ตรองไม่ได้ เอ่ยถามว่า “ทำเรื่องเสี่ยงอันตราย
กว่านั้นสักหน่อยที่ว่าคือสิ่งใดหรือ?”
เซี่ยเวยหลุบตาลงเล็กน้อย “หลายวันนี้พวก
เราจับกุมกบฏนิกายสวรรค์มาจำนวนไม่น้อย
จากการไต่สวนอย่างต่อเนื่องจึงรู้ว่าส่วนใหญ่แล้ว
คนพวกนี้เคยพบกงอี๋เฉิงและรู้ว่าคนผู้นั้นมีรูปร่าง
หน้าตาเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตามที่เล่าลือกัน
ถึงผู้ที่วางแผนการให้นิกายสวรรค์ ว่ากันว่ายังมี
อีกคนหนึ่ง มีนามว่า ‘ตู้จวินซานเหริน’ ฝีมือยอด
เยี่ยม ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนมาก่อน สาวก
นิกายสวรรค์หรือแม้กระทั่งเจ้าวิหารก็ยังไม่เคย
เห็นหน้า มีเพียงคนจำนวนน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ของสาขาหลักเมืองจินหลิงถึงจะรู้ตื้นลึกหนาบาง
ของเขา หากใช้กงอี๋เฉิงเป็นเหยื่อล่อให้ศัตรูมา
ช่วยเหลือและส่งคนไปซ่อนตัวอยู่ในคุกเพื่อพบ
กับคนของนิกายสวรรค์ อ้างว่าตนคือ ‘ตู้จวินซาน
เหริน’ แล้วค่อยกลับไปพร้อมกับสาวกที่มา
ช่วยเหลือ จะต้องสืบความลับของนิกายมาได้
มากแน่ หลังจากได้ข้อมูลจุดนัดพบอื่นของนิกาย
มาแล้วค่อยหาโอกาสถอนตัวออกมาเสีย ถือว่าได้
ประโยชน์มหาศาลนักพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ผู้อื่นก็สันหลังเย็นวาบ
ขณะเดียวกันก็อดร่ำร้องในใจว่ายอดเยี่ยมไม่ได้
นี่ช่างเป็นแผนการที่อุกอาจเหลือแสน!
ทว่าโอกาสและสิ่งที่จะได้รับมาน่าสนใจ
พอสมควร
เสิ่นหลางถาม “แต่จะส่งผู้ใดไปดีเล่า?”
นั่นสิ
จะส่งผู้ใดไป
การใช้กงอี๋เฉิงเป็นเหยื่อล่อถือเป็นแผนการที่
ดีมาก แต่อย่างหลังนั้น หากพลาดพลั้งจนสถานะ
ถูกเปิดเผย ก็อาจต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของพวก
กบฏ อันตรายเสียเหลือเกิน
ทุกคนขมวดคิ้วมุ่นพลางครุ่นคิด
เซี่ยเวยกวาดสายตามอง ครั้นรออยู่ครู่หนึ่งไม่
เห็นใครเอ่ยวาจาถึงโน้มกายเล็กน้อย เตรียมเอ่ย
ปาก
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เองกู้ชุนฟางซึ่งยืนอยู่ไม่
ไกลนักกลับส่งเสียงขึ้นมา “หากเอ่ยถึงสติปัญญา
กระหม่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของรองราชครูเซี่ย
มาก่อน เดิมทีความคิดแรกใคร่เสนอท่านรอง
ราชครูเนื่องจากมีความสามารถจะรับมือ
สถานการณ์เช่นนี้ได้ เพียงแต่รองราชครูเซี่ยมี
ชื่อเสียงมากเกินไป หากอ้างตนเป็น ‘ตู้จวินซาน
เหริน’ ของนิกายสวรรค์ ขอเพียงเกิดเหตุ
ผิดพลาดอะไรขึ้นมาสักหน่อยจะทำให้ผู้อื่นสงสัย
เอาได้ กระหม่อมมีตัวเลือกอยู่ผู้หนึ่ง เขาเคย
ศึกษาค้นคว้าข้อมูลของนิกายสวรรค์จนเข้าใจ
พอสมควร บางทีเขาอาจจะมีประโยชน์มากก็ได้
พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยเวยรูม่านตาหดแคบเล็กน้อย มองไปทาง
กู้ชุนฟาง
เสิ่นหลางตรัสถาม “เป็นผู้ใด?”
กู้ชุนฟางจึงมองไปทางด้านหลังตน ก่อนจะ
ตอบว่า “คืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของกระหม่อม
และเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยย่อยทั้งสิบสาม
หน่วยของกรมอาญาคนปัจจุบัน จางเจอพ่ะย่ะ
ค่ะ”
จางเจอยืนอยู่ท้ายแถว ครานี้สายตาของทุก
คนพลันไปตกบนร่างเขา
แต่เขากลับหลุบตาต่ำ ไม่ค่อยแสดงออกอะไร
มากนัก
เซี่ยเวยมองสำรวจคนผู้นี้อย่างสงบ ค่อย ๆ
กำนิ้วมือซึ่งซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อจนแน่นขึ้น
เล็กน้อย ในเมื่อกู้ชุนฟางพูดเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่
สะดวกจะเสนอชื่อตัวเองอีกต่อไป…
จบเล่ม 3
โปรดติดตามเล่มถัดไป