คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 106 อารมณ์ชั่ววูบ (1)
การปรึกษาข้อราชกิจภายในหอจดหมายเหตุ
หลวงใต้สิ้นสุดลงแล้ว
ทุกคนล้วนออกมากันหมด ข้างในเหลือเพียง
ขุนนางใหญ่จากสำนักมหาบัณฑิตและขุนนาง
ใกล้ชิดของโอรสสวรรค์เพียงไม่กี่ราย ดูท่าเสิ่น
หลางยังมีเรื่องอื่นจะสนทนา
กู้ชุนฟางเพิ่งถูกโยกย้ายมาเมืองหลวง เขา
ย่อมไม่อยู่ในกลุ่มนั้น
จางเจอเดินออกมาพร้อมเขาโดยรั้งท้ายห่าง
ออกไปสองก้าว ยังคงนิ่งเงียบดังเดิม
กู้ชุนฟางมองสำรวจสีหน้าจางเจอ เดินไป
พลางสนทนาไปพลาง “ในหอจดหมายเหตุหลวง
ใต้เมื่อสักครู่นี้ข้าเสนอชื่อเจ้ากะทันหันให้ปลอม
ตัวเป็นตู้จวินซานเหรินแฝงตัวเข้านิกายสวรรค์
แต่ไม่ได้หารือกับเจ้าล่วงหน้าก่อน ขอเจ้าอย่าถือ
สาเลยนะ”
ความจริงแล้วก็ไม่มีโอกาสจะได้ปรึกษากัน
ล่วงหน้าหรอก
กู้ชุนฟางไม่มีทางรู้เลยว่าวันนี้เซี่ยเวยจะพูด
อะไร ทุกอย่างเพียงทำไปตามสถานการณ์
จางเจอคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตนจะจับพลัดจับ
ผลูถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสลับซับซ้อน
เช่นนี้ได้ ชีวิตนี้เขาไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ แค่อยาก
มีเวลาอยู่ร่วมกับมารดาและได้ดูแลท่านมากขึ้น
อีกสักหน่อยเท่านั้นเอง
การถูกกวาดม้วนเข้าสู่วังวนแห่งการแก่งแย่ง
ชิงดีถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายจริง ๆ
ชาติก่อนหลังจากเซี่ยเวยและเยี่ยนหลินก่อก
บฏก็เข่นฆ่าคนของนิกายสวรรค์จนหมดสิ้น ใช้
โลหิตชำระล้างตั้งแต่เบื้องบนจดเบื้องล่าง
เพียงแต่จวบจนศีรษะเจ้านิกายร่วงลงพื้นแล้ว ‘ตู้
จวินซานเหริน’ ที่เล่าลือกันก็ไม่ได้ปรากฏตัว
หากคนผู้นี้มีตัวตนอยู่จริง ทั้งยังสำคัญมากถึง
เพียงนั้น แล้วจะบอกว่าเขาเหาะเหินขึ้นฟั้า ดำ
มุดลงดิน หรือไม่ก็สลายกลายเป็นไอไปได้อย่าง
นั้นหรือ
ด้วยเหตุนี้คนทั่วหล้าจึงคิดว่านิกายสวรรค์ไม่
มีคนผู้นี้อยู่จริง ตู้จวินซานเหรินเป็นเพียงคำลวงที่
โจรกบฏสร้างบุคคลซึ่งเปรียบเสมือนเทพเซียน
ขึ้นมาหลอกสาวกให้ศรัทธานิกายสวรรค์ยิ่งขึ้น
เนื่องจากจางเจอเคยดำรงตำแหน่งในกรม
อาญา เขาจึงเคยเข้าไปมีส่วนร่วมกับคดีที่
เกี่ยวข้องกับนิกายสวรรค์จำนวนมาก อีกทั้งเคย
ได้รับคำสั่งให้ตามสืบตัวตนของตู้จวินซานเหริน
ด้วย แต่ถึงกระนั้นทุกครั้งก็สืบไม่พบสิ่งใด
สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ไป
ทว่าเขาเองก็เคยสันนิษฐานไว้
จนใจที่ข้อสันนิษฐานนี้ไร้หลักฐาน มิหนำซ้ำ
ยังเหลือเชื่อและค่อนข้างพิสดาร ตนจึงไม่เคย
แย้มพรายกับผู้ใด
ชาตินี้กลับเหมือนจะมีเบาะแสอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม จางเจอคิดว่าเรื่องเหล่านี้ล้วน
ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตนแล้ว
เขาหลุบตาเอ่ยว่า “ใต้เท้าเคยมีบุญคุณบ่ม
เพาะและดูแลจางเจอ คราวนี้ที่เสนอชื่อก็เป็น
เพราะใต้เท้าเห็นความสามารถเช่นกัน มิได้ถือสา
อันใดทั้งสิ้นขอรับ เพียงแต่ในเมื่อรองราชครูเซี่ย
เป็นผู้เสนอแผนการนี้ บางทีเขาอาจมีตัวเลือกที่
เหมาะสมอยู่ในใจแล้วก็ได้ การที่ใต้เท้าเข้าไปก้าว
ก่าย เกรงว่าอาจจะทำให้รองราชครูเซี่ยไม่พอใจ
เอานะขอรับ…”
กู้ชุนฟางดวงตาฝั้าฟางแล้ว ทว่าวิสัยทัศน์
กลับมองอะไรทะลุปรุโปร่งกว่าเดิม
เขาลูบเครา “ก็เพราะรองราชครูเซี่ยเป็นผู้
เสนอ ข้าถึงได้เสนอชื่อเจ้าอย่างไรเล่า”
จางเจอพลันช้อนตามองกู้ชุนฟาง
กู้ชุนฟางย่นหัวคิ้วอย่างน้อยครั้งจะทำ แต่เขา
รู้สึกว่าการทำเช่นนี้ออกจะดูตึงเครียดเกินไปสัก
หน่อยจึงคลายหัวคิ้วออกอีกครา ถอนหายใจพูด
กลั้วหัวเราะ “ข้าคงแก่มากแล้วจนเริ่มขี้ระแวง
รู้สึกว่าถึงแม้รองราชครูเซี่ยจะยังหนุ่มแน่น
ท่าทางไม่แก่งแย่งชิงดีทางโลก แต่ความคิดความ
อ่านกลับลึกซึ้ง ฉลาดเฉียบแหลมล้ำลึก มิได้เรียบ
ง่ายเช่นเปลือกนอก ตอนข้าอายุเท่าเขาข้ายังเป็น
แค่เด็กหนุ่มไร้สมองที่ชนกับผู้อื่นในราชสำนัก
อย่างยอมหักไม่ยอมงอจนต้องเจ็บตัว ไม่รู้ความ
อันใดทั้งสิ้น หวังว่าข้าจะขี้ระแวงเกินไปเองก็แล้ว
กัน…”
จางเจออับจนวาจา
กู้ชุนฟางยื่นมือไปตบบ่าเขาเบา ๆ “คราวนี้
ลำบากเจ้าแล้วนะ จริงสิ ช่วงนี้สุขภาพของ
มารดาเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
จางเจอ “พอย้ายมาอยู่เมืองหลวงอาการก็ดี
ขึ้นบ้าง กินยาพร้อมกับพักฟืนร่างกายไปด้วย
เพียงแต่ท่านอยู่ว่างไม่ได้ มักจะหางานอะไรทำที่
บ้านอยู่เรื่อยเลยขอรับ”
ห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่อยู่
กู้ชุนฟางส่ายหน้าอย่างอดไม่ได้ “เจ้าเป็นลูก
กตัญู หากพวกไม่ได้ความที่บ้านข้าเป็นได้อย่าง
เจ้าสักครึ่งหนึ่ง ข้าคงไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว!”
แสงตะวันค่อย ๆ ทอดลาลับ ทั้งสองคนเดิน
ออกจากวังหลวง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามผู้ที่อยู่ในหอจดหมายเหตุ
หลวงใต้ก็ออกมา
ขณะเซี่ยเวยเดินออกจากประตูวัง ใบหน้ายัง
เปียมด้วยรอยยิ้ม
แต่ครั้นขึ้นรถม้า สีหน้าอบอุ่นและเป็นมิตร
เมื่อครู่ก็ค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็นความเย็น
เยียบอันเงียบสงัด
—————
หลี่ว์เสี่ยนที่เพิ่งกลับมาจากโรงเตี๊ยมสู่เซียง
รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัว กระทั่งเดินผ่าน
จวนหย่งอี้โหวซึ่งถูกปิดและเดินเข้าประตูใหญ่
จวนตระกูลเซี่ยมาแล้ว ข่าวสองเรื่องซึ่งได้รับรู้มา
ก็ยังวนเวียนในหัวสมอง
หุ้นที่ลงกับนาเกลือนำไปขายต่อได้อย่างนั้นรึ
อีกทั้งเหรินเหวยจื้อครั้นมาถึงเมืองหลวงแล้ว
ก็ยังถึงกับจัดการเรื่องมงคลของตนเองได้ด้วย อีก
สองวันจะไปสู่ขอที่จวนชิงหย่วนปั๋อ
เรื่องราวสมัยนี้ไฉนเข้าใจยากนักนะ
เขาขมวดคิ้วแน่น ไม่สนใจคนในจวนที่กล่าว
ทักทายตน ขณะย่างเท้าเข้าไปในห้องทำพิณก็
หวนนึกถึงเหตุการณ์ช่วงหลายวันมานี้ ร่างกาย
อดสั่นสะท้านไม่ได้
เขาพลันชักขาที่เพิ่งก้าวเข้าไปกลับมา
เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นว่าทั้งเตาฉินและ
เจี้ยนซูล้วนไม่อยู่ เขาจึงเรียกบ่าวรับใช้คนหนึ่งมา
ยกเก้าอี้ให้ แล้วนั่งตรงระเบียงทางเดินนอกห้อง
ทำพิณพลางครุ่นคิดใจลอย
หลี่ว์เสี่ยนกำลังรอเซี่ยเวย
คิดไม่ถึงว่าเขาต้องรออยู่นานกว่าเซี่ยเวยจะก
ลับ ครั้นเงยศีรษะแล้วเห็นอีกฝั่ายมีสีหน้าไม่ได้ดี
ไปกว่าตนนัก หนังตาก็กระตุกทันใด
หลี่ว์เสี่ยนเอ่ยถาม “เกิดเรื่องที่ราชสำนัก
อย่างนั้นหรือ”
ยามเหมันต์เช่นนี้ ต้นไม้ใบหญ้าในลานเรือน
ล้วนร่วงโรย
ใบบัวภายในสระแห้งจนกลายเป็นสีเหลือง
ม้วนตัวบนผิวน้ำ
ชุดนักพรตสีครามหม่นของเซี่ยเวยประหนึ่ง
ใบไม้แห้งที่ปลิดปลิว
สิ่งที่เกิดขึ้นขณะหารือข้อราชกิจภายในหอ
จดหมายเหตุหลวงใต้วนเวียนในสมองเซี่ยเวย
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนถาม เขาจึงเล่าให้ฟังรอบหนึ่งด้วย
ใบหน้าไร้ความรู้สึก
ครั้นได้ยินแผนการที่เขาเสนอต่อฮ่องเต้ หลี่ว์
เสี่ยนก็ขนลุกชันไปทั้งร่าง!
“ยืมดาบฆ่าคน แผนการชั้นยอด!”
วันนั้นเซี่ยเวยสังหารกงอี๋เฉิงซึ่งเป็นบุคคล
สำคัญนามอุโฆษของนิกายสวรรค์ ขอเพียงตรอง
ดูก็ไม่รู้จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดเช่นไรบ้างหาก
เรื่องนี้ แพร่ถึงหูนิกายสวรรค์ ลำพังเพียงแค่เรื่อง
ที่เซี่ยเวยเป็นบุคคลสำคัญทั้งของนิกายสวรรค์
และราชสำนัก หากประมาทพลาดพลั้งก็อาจถูก
โจมตีกระหนาบจากทั้งสองฝั่ายได้อยู่แล้ว
มิหนำซ้ำถ้ามีคนล่วงรู้ชาติกำเนิดของเขาอีก เซี่ย
เวยจะไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังเดินบนเส้นทาง
ระหว่างหน้าผาซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าหากัน ไม่ช้าก็
เร็วต้องร่างแหลกสลายกลายเป็นผุยผง!
ด้วยเหตุนี้ ครั้นสังหารคนแล้วเขาจึงต้องรีบ
ควบคุมขุมกำลังของนิกายสวรรค์ภายในเมือง
หลวงทันที
ใครเชื่อฟังเก็บไว้ใช้งาน ใครขัดขืนก็ต้อง
กำจัดทิ้งอย่างเลือดเย็น
บทที่ 106 อารมณ์ชั่ววูบ (2)
แต่ถึงกระนั้นหากเคลื่อนไหวใหญ่โตเอิกเกริก
เกินไป ความลับย่อมไม่มีในใต้หล้า เรื่องทั้งหมด
ล้วนแต่เป็นความขัดแย้งภายในของนิกาย หาก
แพร่งพรายไปถึงเมืองจินหลิงต้องดึงดูดความ
สนใจจากศูนย์กลางนิกายแน่
พวกนั้นกุมจุดอ่อนของเซี่ยเวยอยู่ในมือ
ชาติกำเนิดของเขาคือจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะฉะนั้นเซี่ยเวยจึงต้องทำทุกสิ่งอย่าง
แยบคายมิให้ผู้ใดล่วงรู้!
เริ่มตั้งแต่เรื่องที่เซี่ยเวยเป็นผู้สังหารกงอี๋เฉิง
บัดนี้กลับกลายเป็นว่ากงอี๋เฉิงถูกสังหารโดยศาลา
ว่าการเมืองซุ่นเทียนขณะล้อมจับนิกายสวรรค์
แทน เมื่อเป็นเช่นนี้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็จะ ‘ถูกต้อง
และเหมาะสม’ แล้วไม่ใช่หรือ
จากนั้นก็ดำเนินแผนการนี้ต่อ นับว่าเป็น
แผนการ ‘ยืมดาบฆ่าคน’ ขั้นสุดยอดแล้วจริง ๆ !
คิดดูก็รู้ว่าเซี่ยเวยไม่มีทางกำจัดขุมกำลังที่เชื่อ
ฟังคำสั่งตนเองอยู่แล้ว
เช่นนั้นครั้งนี้เขาจะยืมกำลังของทางราช
สำนักมากำจัดขุมกำลังในนิกายสวรรค์ที่โน้มเอียง
ไปทางฝังจินหลิง เมื่อทอนกำลังของทางนั้น
สำเร็จก็จะทำให้เซี่ยเวยควบคุมเมืองหลวงได้
ง่ายดายยิ่งขึ้น นอกจากนี้หากมองในมุมของราช
สำนักแล้ว การกำจัดนิกายสวรรค์จะกลายเป็น
ผลงานอันโดดเด่นของเซี่ยเวยทันที
ยิงลูกหินก้อนเดียวได้นกถึงสามตัว ไม่มีสิ่งใด
จะเกินกว่านี้ได้อีกแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนอดปรบมือโห่ร้องชมเชยไม่ได้
ทว่าสีหน้าของเซี่ยเวยไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่
น้อย เพียงเอ่ยถึงผลลัพธ์สุดท้ายด้วยน้ำเสียง
เรียบเฉย…
หลังการหารือในหอจดหมายเหตุหลวงใต้ ผู้
ถูกกำหนดให้ปลอมตัวเป็นตู้จวินซานเหรินไม่ใช่
เขา
แต่เป็นจางเจอ
หลี่ว์เสี่ยนตาโตอ้าปากค้างในบัดดล แทบไม่
กล้าเชื่อหูตัวเองว่าได้ยินเรื่องอะไรอยู่ “แล้ว…
แล้วเจ้าไม่คัดค้าน ซ้ำยังปล่อยให้ดำเนินไปเช่นนี้
หรือ จางเจอผู้นั้นจะทำเสียเรื่องหรือไม่”
เซี่ยเวยปรือตาเล็กน้อย “ข้ารู้สึกว่ากู้ชุนฟาง
คล้ายจะระแวงข้ามาก”
หลี่ว์เสี่ยน “ตาแก่นี่เพิ่งจะถูกย้ายกลับมาจาก
ต่างถิ่น อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเคยดำรงตำแหน่ง
ผู้ตรวจราชการมณฑลเหอหนาน อยู่มาเกินครึ่ง
ชีวิตแล้วย่อมฉลาดปราดเปรื่องเป็นธรรมดา แต่
ในเมื่อเจ้าเองก็ปิดบังหูตาของคนทั้งแผ่นดินได้
การจะปิดบังคนเพียงคนเดียวก็แค่ต้องสิ้นเปลือง
ความคิดและเสียเวลาเพิ่มหน่อยเท่านั้นเอง ทว่า
ด้านจางเจอน่ะ หากเขาเกิดสืบอะไรขึ้นมาได้
ผู้รับเคราะห์อาจเป็นคนของพวกเราแทนนะ”
นิกายสวรรค์มีสาขามากมาย กระจายไปอยู่
ทั่วทุกหัวระแหงอย่างลับ ๆ
ในนั้นมีบางแห่งลอบฟังคำสั่งของเซี่ยเวย
หากเซี่ยเวย ‘ปลอมตัว’ เป็นตู้จวินซานเหริน
ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อขุมกำลังของเขาอยู่แล้ว
แต่หากให้จางเจอไปทำหน้าที่ละก็ มีเพียงสวรรค์
เท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าจะเกิดหายนะอะไรขึ้นบ้าง!
หลี่ว์เสี่ยนเปลือกนอกเป็นพ่อค้า หลายปีมานี้
เคยทำการค้าไม่น้อย เขาย่อมไม่ชอบเผชิญหน้า
กับเรื่องที่มีความเสี่ยง จึงขมวดคิ้วมุ่น “ช่วงเวลา
หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้เราไม่ควรเพิ่มความเสี่ยง
ใด ๆ ทั้งสิ้น ในเมื่อเขาจะแทรกซึมเข้านิกาย
สวรรค์โดยที่เดิมทีก็เสี่ยงอันตรายมากพออยู่แล้ว
ไม่สู้พวกเราใช้แผนซ้อนแผน ฉวยโอกาสสังหาร
คนผู้นี้เสียเลยดีกว่า เมื่อเขาตายด้วยน้ำมือคน
ของนิกาย ราชสำนักก็จะนึกว่าแผนการถูกเปิด
โปง ไม่มีทางสงสัยมาถึงพวกเราแน่”
เซี่ยเวยเงียบอยู่นาน
หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกว่าวิธีนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว จึง
กล่าวโดยไม่แม้แต่จะคิด “ข้าจะไปเตรียมการ
เดี๋ยวนี้”
บัดนี้เขาลืมเรื่องนาเกลือกับเหรินเหวยจื้อไป
สิ้น หลี่ว์เสี่ยนตบที่พักแขนของเก้าอี้ ลุกขึ้น
เตรียมไปสั่งการ
แต่แล้วกลับได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังว่า
“ไม่ต้อง”
หลี่ว์เสี่ยนนิ่งอึ้ง หันศีรษะกลับมามองเซี่ยเวย
แทบไม่กล้าเชื่อหู “หากปล่อยให้คนผู้นี้ปลอมตัว
ปะปนเข้าไปในนิกายสวรรค์ ไม่มีผู้ใดรู้หรอกนะ
ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง! ถ้าไม่กำจัดภัย
คุกคามเสียก่อน เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายตามมาไม่
รู้จักจบสิ้น! แล้วเพราะเหตุใดถึงไม่ต้องเล่า”
เพราะเหตุใด
ภาพใบหน้าหนึ่งฉายวาบในหัวสมองของเซี่ย
เวย ขณะตัวเขาเดินเลียบกำแพงวังอันมืดสลัว
นัยน์ตาของดรุณีน้อยผู้นั้นถูกโคมที่เขาถือสาด
แสงกระทบ เปล่งประกายเจิดจรัสราวกับจะลุก
ไหม้ตามแสงไฟไปด้วย
“เจ้าชอบจางเจอ?”
“ชอบ ชอบมาก ชอบมาก ๆ…”
ตัวเขายามนี้ตกอยู่ในภวังค์ จากนั้นค่อยมอง
ใบหน้าเคร่งเครียดของหลี่ว์เสี่ยน แล้วกล่าวอย่าง
แช่มช้าว่า “นี่เป็นแผนการช่วยคนดีขจัดคนชั่ว
โดยใช้วิธีต่ำทรามเช่นเดียวกัน ในเมื่อเป็นแผนที่
ข้าคิด ราชสำนักย่อมให้ข้าจัดการทั้งหมด จาง
เจอเป็นถึงขุนนางของราชสำนัก เพียงแทรกซึม
เข้าไปลำพังอย่างไร้คนช่วยเหลือก็เสี่ยงพออยู่
แล้ว หากยังมาสิ้นชีพโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย
จากแผนการนี้ ถึงตอนนั้นขืนข้าไม่รับผิดชอบ
เกรงว่าต้องถูกคนครหาแน่ การฆ่าเขาง่ายดายก็
จริง แต่ย่อมมีปัญหาตามมาไม่สิ้นสุดเช่นกัน ไม่สู้
ค่อยเป็นค่อยไป ดูว่าพอเขาแทรกซึมเข้าไปแล้ว
จะล่วงรู้เรื่องอะไรบ้างดีกว่า ถ้าเขารู้เรื่องที่ไม่ควร
รู้เข้าจริง ๆ ค่อยหาโอกาสกำจัดทิ้งก่อนที่เขาจะ
นำข่าวสารกลับมาเมืองหลวงก็ยังไม่สาย”
“…”
การกระทำเช่นนี้หาใช่รูปแบบปกติของเซี่ยจวี
อันไม่
หลี่ว์เสี่ยนรับรู้ได้อย่างฉับไว นอกจากเหตุไม่
คาดฝันตามที่เซี่ยเวยว่ามาแล้วต้องมีเหตุผลอื่นซึ่ง
ตนไม่รู้อีกแน่ หลังนิ่งเงียบใคร่ครวญอยู่นาน
สุดท้ายก็ไม่กล้าซักไซ้อีก
เซี่ยเวยยืนใต้หลังคาระเบียงทางเดิน หลัง
สนทนาเสร็จก็เห็นว่าฟั้าค่อย ๆ มืดแล้ว จึงก้าว
เข้าไปในห้องทำพิณ
ทว่าหลี่ว์เสี่ยนกลับยังยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ
เขยื้อน
เขาหมุนกายกลับไปมองภายในห้อง คิ้วที่
กำลังขมวดเปลี่ยนเป็นเลิกสูง พลันได้สติราวกับ
นึกอะไรได้ “ช้าก่อน ไม่ถูกสิ เรื่องจางเจอน่ะ
เอาไว้ก่อน แต่เรื่องกำจัดกงอี๋เฉิง จากนั้นค่อย
จัดการขุมกำลังภายในเมืองหลวง กระทั่งว่ายังยืม
ดาบฆ่าคน นี่เป็นแผนลูกโซ่ชัด ๆ ! ก่อนหน้านี้
ตอนสังหารกงอี๋เฉิงทิ้ง มิใช่เจ้าบอกข้าว่าไม่มี
แผนการหรอกหรือ?!”
เซี่ยเวยยืนมองผนังอันว่างเปล่าอีกครา
ภายในห้องไม่ได้จุดตะเกียง แผ่นหลังของเขาจึง
กลืนหายไปกับความมืดจนมองเห็นได้เพียงราง ๆ
แต่หลี่ว์เสี่ยนกลับได้ยินน้ำเสียงอันเรียบนิ่ง
ของเขาได้ชัดเจน
เขาเอ่ยว่า “ข้ากล้าพูด ส่วนเจ้าเองก็กล้าเชื่อ
จริง ๆ เช่นนั้นหรือ”
หลี่ว์เสี่ยน “…”
บิดามันเถอะ ไฉนข้าไม่เคยรู้เลยนะว่าเจ้าเป็น
คนถ่อยเช่นนี้!