คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 107 จุดเริ่มต้นของการค้า (1)
ตะไคร่งอกเงยแน่นขนัดตามซอกหลืบของ
แผ่นศิลาชิงสือตรงระเบียงทางเดิน ทว่าในฤดู
หนาวเช่นนี้มันกลับดูแห้งเหี่ยวอย่างเห็นได้ชัด
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองซอกหินอย่างสงบอยู่นาน
ดวงตาของนางไม่ขยับ
คล้ายหยุดนิ่งทั่วทั้งสรรพางค์กาย
โจวอิ๋นจือเคยอารักขาเจียงเสวี่ยหนิงเดิน
ทางเข้าเมืองหลวง ทั้งยังเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา
ของเจียงปั๋อโหยว เขาเข้าจวนมาพบเจียงเสวี่ย
หนิงโดยอ้างว่านำผลิตผลจากนอกพื้นที่มามอบ
ให้เจียงปั๋อโหยว ทำให้ไม่น่าสงสัยมากนัก
เพียงแต่เมื่อเห็นนางอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็อด
ใจเต้นไม่เป็นส่ำไม่ได้
หลังจากเขาแจ้งสถานการณ์อันเกี่ยวข้องกับ
นิกายสวรรค์ไปแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงก็มีสภาพ
เช่นนี้ ไม่เอ่ยวาจาอยู่นาน
นางหนีบจดหมายครึ่งแผ่นฉบับนั้นไว้ในซอก
นิ้ว
เป็นจดหมายเบาบางกลางเก่ากลางใหม่
ตัวอักษรเขียนเป็นระเบียบเรียบร้อยและทรงพลัง
ยิ่งนัก
สายลมโบกโชย แผ่นจดหมายและตัวอักษร
ขยับพลิ้วไหวตรงหว่างนิ้ว
โจวอิ๋นจือเองก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา หลังจาก
ขบคิดครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “จับกุมคนผู้นั้นได้แล้ว
เพียงแต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็ไม่ยอมเขียนจดหมาย
เช่นคนก่อนหน้า มิหนำซ้ำยังบอกอีกว่านัดแนะ
กับผู้ร่วมขบวนการไว้แล้วตั้งแต่ก่อนจะออกมา
เกรงว่าต่อให้เขียนจดหมายไปก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาติด
กับอีก ข้าว่าไม่สู้ทำให้ถึงที่สุด เอาชีวิตของเจ้า
สองคนนั้นมาข่มขู่บีบให้ยอมจำนนจะดีกว่า
หรือไม่ขอรับ”
นี่คือวิธีการที่พบเห็นได้ทั่วไป
น้อยคนนักจะไม่แยแสความเป็นความตาย
จริง ๆ ขอเพียงส่งผลคุกคามอีกฝั่ายมากพอ ต่อ
ให้เป็นผู้ที่แข็งกร้าวเพียงใดก็ต้องยอมศิโรราบ
อย่างรวดเร็ว
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาเล็กน้อย ก่อนจะ
หลับตาพลางเอ่ยว่า “ขว้างมุสิกเกรงว่าจะ
กระทบสิ่งอื่น[1] ไม่มีประโยชน์หรอก”
เรื่องนี้มิได้เป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมมา
ตั้งแต่แรก
คนเราย่อมรักตัวกลัวตาย แต่ผู้ครองจดหมาย
อีกครึ่งฉบับมิใช่คนผู้นี้ที่พวกนางจับกุมตัวมาข่มขู่
เอาชีวิต ทว่าเป็นพวกพ้องของเขาซึ่งยังร่อนเร่อยู่
ข้างนอกต่างหาก ต่อให้ข่มขู่ไปฝั่ายนั้นก็ไม่แยแส
อยู่ดี
อีกทั้งไม่ว่าจะคิดเช่นไร พวกมันสิควรเป็น
ฝั่ายกลัวมากกว่า
กลัวว่าจดหมายครึ่งฉบับที่เหลือในมือนางจะ
ตกอยู่ในกำมือราชสำนักหรือไม่ก็ตระกูลเซียว
ห้าหมื่นตำลึงเงิน
ช่างกล้ายื่นข้อเสนอเสียจริงนะ!
ความเย็นชาฉายวาบในดวงตาเจียงเสวี่ยหนิง
บังเกิดโทสะขึ้นมาหลายส่วน ทว่าสุดท้ายก็ถูก
นางสะกดกลั้นเอาไว้ เงินที่เตรียมเอาไว้ก็มีเพื่อใช้
ในเวลาเช่นนี้ไม่ใช่หรือไร ของนอกกายย่อมไม่
อาจเทียบความปลอดภัยของจวนหย่งอี้โหวได้อยู่
แล้ว
เพียงแต่…
นางย่นหัวคิ้วเล็กน้อย “แม้ราคาจะสูงไป
หน่อย แต่ใช่ว่ายอมรับไม่ได้ ข้าแค่กลัวว่าพวกมัน
จะบอกความเท็จ บัดนี้กงอี๋เฉิงไร้ซึ่งข่าวคราวไป
แล้ว เป็นเหตุให้หน่วยลับนิกายสวรรค์ที่แฝงตัวใน
เมืองหลวงเกิดความคิดเช่นนี้ ทว่าหากพวกเราให้
เงินไปแล้วเกิดมีข่าวคราวของกงอี๋เฉิงขึ้นมา ก็
ยากจะรับประกันว่าเมื่อได้เงินไปแล้วพวกนั้นยัง
จะส่งจดหมายฉบับนี้ไปอีกหรือไม่ แบบนั้นพวก
เราจะได้ไม่คุ้มเสีย”
โจวอิ๋นจือได้ยินถึงตรงนี้ก็มีท่าทีอ้ำอึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงสัมผัสได้จึงเอ่ยถาม “ทำไม ยัง
มีข่าวอื่นอีกหรือ”
โจวอิ๋นจือย่อมมีข่าวแน่อยู่แล้ว…
เพียงแต่ด้วยอำนาจของเขาทำให้ไม่อาจรู้
รายละเอียดชัดเจน จึงไม่ค่อยกล้าพูด
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถาม เขาเลยลังเลพัก
หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ทางราชสำนักพอจะมีข้อมูล
ของกงอี๋เซียนเซิงที่ ‘หายสาบสูญ’ ไปอยู่บ้าง มี
ข่าวลือในหมู่องครักษ์เสื้อแพรว่าเมื่อสองวันก่อน
ขณะศาลาว่าการเมืองซุ่นเทียนล้อมจับกุมนิกาย
สวรรค์ พวกเขายิงเกาทัณฑ์สังหารหัวหน้านิกาย
สวรรค์ได้คนหนึ่ง เหมือนจะชื่อ ‘กงอี๋เฉิง’ ทว่า
ก่อนที่ข้าจะมาหาคุณหนูรองไม่นานกลับได้ยิน
สหายร่วมงานบอกว่าคนผู้นี้ยังไม่ตาย เพียงถูก
จับกุมตัวเท่านั้น ปัจจุบันถูกจองจำในคุกหลวง
ร่วมกับกบฏนิกายสวรรค์คนอื่น ๆ ขอรับ”
หากข่าวนี้มีเค้าความจริงอยู่บ้าง เช่นนั้นเรื่อง
ที่พวกสายลับของนิกายสวรรค์เตรียมนำเงินมาใช้
หลบหนีก็จะยิ่งทวีความน่าเชื่อถือ
หากไม่มีช่องรู ลมไม่มีทางพัดลอด[2]!
เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตาพับแผ่นจดหมายในมือ
อย่างแช่มช้า เอ่ยว่า “อยากเชื่อก็เชื่อ ไม่อยาก
เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงแต่ในมือข้าตอนนี้ยังไม่อาจ
รวบรวมเงินได้มากขนาดนั้น เจ้าจงไปบอกคน
พวกนั้นว่า ‘พวกเราจริงใจเรื่องจะซื้อจดหมายอีก
ครึ่งฉบับจากพวกมัน แต่คงต้องขอให้รออีกสัก
เดือน’ อันที่จริงพวกมันจะนำจดหมายไปส่งให้
ตระกูลเซียวเองเสียก็ได้ แต่คงรู้อยู่แล้วว่าติ้งกั๋ว
กงไม่ใช่คนดีมีเมตตาอันใด ดีไม่ดีพอได้รับ
จดหมายอาจไล่ตามแกะรอยขุดรากถอนโคนจน
สร้างผลงานชิ้นใหญ่อีกครั้ง พวกเราก็ได้แต่หวัง
ว่าพวกมันอย่าเพิ่งไปรนหาที่ตายแล้วกัน”
โจวอิ๋นจือตื่นตระหนกเล็กน้อย “แต่เงินก้อน
โตเช่นนี้…”
เจียงเสวี่ยหนิงตัดบท “เจ้าแค่ไปบอกก็พอ
ส่วนเรื่องเงินข้าจะหาวิธีเอง”
ต่อให้รวมเงินที่เจียงปั๋อโหยวมอบให้ก่อนหน้า
กับเงินส่วนตัวที่นางมีจำนวนหนึ่งก็ยังไม่ถึงสี่หมื่น
ตำลึงอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องเก็บไว้เผื่อเหตุ
ฉุกเฉินด้วย เมื่อขาดเงินส่วนนี้ไปจึงอดกลุ้มใจ
ไม่ได้
เมื่อโจวอิ๋นจือจากไปแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงก็นั่ง
ตรึกตรองในห้องตามลำพังอยู่นานสองนาน
สุดท้ายก็ถอนหายใจพร้อมตัดสินใจได้
นางสั่งให้คนไปแจ้งข่าวเหรินเหวยจื้อ
ด้วยเหตุนี้เช้าวันต่อมา บรรดาพ่อค้าและคน
กลางซึ่งเดินทางมายังโรงเตี๊ยมสู่เซียงพลันค้นพบ
เรื่องผิดปกติเล็กน้อย…มีปั้ายขนาดพอประมาณ
แขวนอยู่ในห้องโถงของโรงเตี๊ยมตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่
ทราบ ระบุเอาไว้ว่า ‘หุ้นจำนวนสี่ส่วนของนา
เกลือตระกูลเหรินจากเมืองจื้อกงแห่งซื่อชวนขาย
หมดแล้ว ได้เงินมาสองหมื่นตำลึง เร็ว ๆ นี้จะ
เดินทางกลับแดนสู่เพื่อดำเนินกิจการนาเกลือ
ส่วนเรื่องการใช้เครื่องขุดบ่อจะให้ม้าเร็วมาส่ง
ข่าวยังเมืองหลวงเป็นระยะ หุ้นที่ทุกท่านซื้อไป
หากจำเป็นก็ขายต่อได้โดยไม่ต้องได้รับความ
ยินยอมจากตระกูลเหริน อย่างไรก็ตามราคาและ
ยอดรวมที่ขายออกไปจะต้องบันทึกลงบนปั้าย
แผ่นนี้เพื่อประกาศต่อสาธารณชน’ !
เมื่อแขวนปั้ายนี้แล้วพลันเหมือนทุ่มศิลาลง
ทะเลสาบ เกิดระลอกคลื่นยักษ์เป็นพันชั้นในหมู่
พ่อค้าวาณิชเมืองหลวง!
—————–
‘งานมงคล’ ของเหรินเหวยจื้อกับโหยว
ฟางอิ๋นกำหนดอย่างรวดเร็ว
พอโหยวฟางอิ๋นบอกแผนการของตนให้เจียง
เสวี่ยหนิงทราบแล้วไม่ถูกคัดค้าน นางก็ได้รับการ
ปล่อยตัวกลับบ้านด้วยความร่วมมือจากองครักษ์
เสื้อแพรใต้บังคับบัญชาของโจวอิ๋นจือ
บ่ายวันนั้นเหรินเหวยจื้อจึงมาสู่ขอ
โหยวฟางอิ๋นเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยาภายใน
จวน นางถูก ‘ขัง’ คุกตั้งหลายวันแต่ไม่มีผู้ใด
ครุ่นคิดหาวิธีไปรับตัวกลับมาเลยสักนิด เมื่อกลับ
ถึงจวน ทุกคนเบื้องบนตั้งแต่ท่านปั๋อและคุณหนู
รวมทั้งเบื้องล่างอย่างบ่าวไพร่และสาวใช้ก็ยังดูถูก
ดูแคลนนางสารพัดอย่าง
โหยวเย่ว์ยิ่งแค้นใจเรื่องที่โหยวฟางอิ๋น
อาละวาดจนเกือบลงมือกับตน นางจึงคิดหา
โอกาสเอาคืน
ผู้ใดเล่าจะนึกว่ากลับมีคนมาสู่ขอ
ครานี้ทำเอาตื่นตระหนกกันทั้งจวนปั๋อ
คนเขามาสู่ขอถึงจวน ชิงหย่วนปั๋อไม่อาจ
ปฏิเสธปล่อยไว้ด้านนอก จึงเชิญตัวเข้ามาสนทนา
ตามมารยาท
เหรินเหวยจื้อไร้ญาติพี่น้อง ในเมืองหลวงก็
ปราศจากคนคุ้นเคย เขาจึงมาด้วยตนเอง
——————–
1. ขว้างมุสิกเกรงว่าจะกระทบสิ่งอื่น หมายถึง
ทำอะไรเด็ดขาดไม่ได้เพราะจะ
กระทบกระเทือนพวกพ้อง หรือมีผู้ขัดขวาง
เป็นอุปสรรคอยู่
2. หากไม่มีช่องรู ลมไม่มีทางพัดลอด เป็น
สำนวน หมายถึงหากไม่มีเหตุหรือเค้ามูลมา
ก่อน ก็ไม่มีทางเกิดข่าวลือ
บทที่ 107 จุดเริ่มต้นของการค้า (2)
ครั้นชิงหย่วนปั๋อซักถามก็พบว่าถึงเขาจะได้ร่ำ
เรียนเขียนอ่าน ทว่าสอบไม่ติดกระทั่งตำแหน่งจวี่
เหริน มิหนำซ้ำยังเป็นพ่อค้า คราแรกจึงค่อนข้าง
ดูแคลนเพราะชั่วดีอย่างไรพวกตนก็เป็นถึงจวน
ปั๋อ แม้โหยวฟางอิ๋นจะเป็นบุตรีอนุภรรยานอก
สายตาทว่าเปลือกนอกก็ถือกำเนิดในตระกูลขุน
นาง แล้วจะให้แต่งกับพ่อค้าได้อย่างไร แต่ต่อมา
ครั้นได้ยินว่าที่บ้านเขาถึงกับดำเนินกิจการนา
เกลือ ทั้งยังเพิ่งรวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่งและกำลัง
จะกลับแดนสู่ก็ชักหวั่นไหว
ถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง “เจ้าจะมอบสินสอด
จำนวนเท่าไหร่”
เหรินเหวยจื้อตอบ “สามพันตำลึงขอรับ”
ชิงหย่วนปั๋อไม่พอใจยิ่งนัก ยกชาแล้วส่งแขก
แต่โหยวเย่ว์ซึ่งเพิ่งถูกสั่งให้กลับจากวังหลวง
เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี เมื่อ
ใคร่ครวญก็บังเกิดความคิดอันอุกอาจ สั่งให้คน
ไปเชิญเหรินเหวยจื้อมาสนทนา…
น้อยคนนักที่ทราบว่านางเองก็รู้จักเหริน
เหวยจื้อ!
วันนั้นท่านปั๋อต้องใช้เงินหนึ่งหมื่นสามพัน
กว่าตำลึงกว่าจะพานางกลับบ้านมาได้อย่าง
ปลอดภัย ต่อมานางก็ทะเลาะเบาะแว้งกับคนที่
บ้านครั้งใหญ่ จากนั้นหอบเงินเก็บส่วนตัวออกไป
โดยไม่แยแสคำทัดทานของพี่สาว
ตอนนั้นนางไปหาเหรินเหวยจื้อเพื่อซื้อหุ้นนา
เกลือ!
คิดไม่ถึงว่าเหรินเหวยจื้อจะสู่ขอโหยวฟางอิ๋น
โหยวเย่ว์เดิมทีก็เคียดแค้นเจียงเสวี่ยหนิงที่
คอยข่มไปเสียทุกเรื่องจนทำให้ตนอับอายขาย
หน้าขนานใหญ่ ต่อมาก็แค้นโหยวฟางอิ๋น ทั้งที่
ฝั่ายนั้นเป็นแค่บุตรีอนุภรรยาแต่ริอ่านเงื้อม้านั่ง
จะเล่นงานตน นางจึงอยากหาโอกาสทำให้สอง
คนนี้ตาย ๆ ไปเสีย
ยามนี้เมื่อขบคิดอย่างถ้วนถี่ก็อดยิ้มหยันไม่ได้
นางสารเลวโหยวฟางอิ๋นที่ผ่านมาไม่ค่อยได้
ออกจากจวน แล้วจะไปรู้จักผู้ชายข้างนอกได้
อย่างไร แต่เหรินเหวยจื้อกลับมาสู่ขอโหยว
ฟางอิ๋นโดยเฉพาะ ดังนั้นเรื่องนี้ก็คาดเดาได้ง่าย
มาก แสดงว่าทั้งสองต้องไปก้อร่อก้อติกกันตั้งแต่
ตอนนางให้โหยวฟางอิ๋นออกหน้าไปถามเรื่องนา
เกลือก่อนหน้านี้เป็นแน่
นางแพศยาไม่รู้จักรักนวลสงวนตัว!
แม้ใจจะคิดเช่นนี้ แต่ปากย่อมไม่จำเป็นต้อง
กล่าวออกไป
โหยวเย่ว์คิดว่านี่คือโอกาส
ไม่ว่าอย่างไรตนก็เป็นบุตรีภรรยาเอกของ
จวนปั๋อ มีสิทธิ์มีเสียงภายในจวน
ฉะนั้นจึงลอบส่งสัญญาณให้เหรินเหวยจื้อ
ทันที
เหรินเหวยจื้อ ‘รู้มารยาท’ เช่นกัน เขาขอให้
โหยวเย่ว์ช่วยเจรจาเรื่องงานมงคลด้วยความ
เคารพนบนอบยิ่ง ยัดซองแดงจำนวนหนึ่งพัน
ตำลึงให้ก่อนบอกว่ารอให้เรื่องสำเร็จแล้วจะแสดง
ความขอบคุณอีกครา
โหยวเย่ว์กำเงินอย่างยินดีเป็นล้นพ้น
ก่อนหน้านี้นางจ่ายสองพันกว่าตำลึงซื้อหุ้น
นาเกลือไปแล้ว เงินขาดมืออยู่พอดี เมื่อมีหนึ่งพัน
ตำลึงนี้ย่อมคล่องตัวขึ้นไม่น้อย
นับประสาอะไรกับเงินที่จะได้รับตามมาอีก
ไม่ว่าอย่างไรโหยวฟางอิ๋นก็เป็นคุณหนูจาก
จวนปั๋อ หากแต่งงานออกไปก็ยิ่งรับประกันเงินที่
โหยวเย่ว์ลงทุนในนาเกลือมิใช่หรือ
ด้วยเหตุนี้นางจึงทำทีเป็นลำบากใจขณะ
รับปากเหรินเหวยจื้อว่าจะช่วยพูดจาให้สักสอง
สามประโยค
ด้านชิงหย่วนปั๋อ หลังจากไล่เหรินเหวยจื้อไป
ก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาบ้าง
แม้จวนปั๋อจะยังครองบรรดาศักดิ์ แต่มิได้
ครองอำนาจแท้จริงในราชสำนัก อีกทั้งช่วงก่อน
หน้านี้ยังเสียเงินก้อนโตเพื่อช่วยโหยวเย่ว์ออก
จากคุกจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวเสียด้วยซ้ำ
เงินสามพันตำลึงแม้จะถือว่าไม่มาก แต่ก็ถือ
ว่าไม่น้อย
ไม่นานนักโหยวเย่ว์ก็มาหว่านล้อม “ท่านพ่อ
ท่านเลอะเลือนแล้วหรือไรเจ้าคะ นางสารเลวนั่น
มีชาติกำเนิดต่ำต้อย ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง
ไหนเลยจะชายตามอง ต่อให้มอบนางเป็นอนุก็ใช่
ว่าคนเขาจะเอา เหรินเหวยจื้อผู้นี้แม้ชาติตระกูล
ต่ำต้อยไปสักหน่อย แต่จะดีจะชั่วก็เป็นคนศึกษา
เล่าเรียน ที่สำคัญคือบ้านทำกิจการนาเกลือ ท่าน
คงไม่ทราบสินะเจ้าคะว่าในเมืองหลวงมีหลายคน
ไปซื้อหุ้นนาเกลือของเขา หากเขากลับไปแล้ว
ประสบความสำเร็จ ไม่แน่อาจกลายเป็นมหา
เศรษฐี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าบัดนี้เจ้าตัวยังยอมมอบ
สินสอดให้ตั้งสามพันตำลึงอีก เรื่องที่ว่าคนผู้นี้จะ
ประสบความสำเร็จหรือเปล่าท่านยังไม่ต้องคิดไป
ก่อนก็ได้ แต่นี่คือเงินที่ได้มาเปล่า ๆ เลยนะเจ้า
คะ! เจ้าคนแซ่เหรินผู้นี้อยากสู่ขอนางสารเลว
นั่นเอง ต่อให้พวกเราไม่ได้ให้สินเจ้าสาว เขาก็ไม่
กล้าพูดอะไรหรอกเจ้าค่ะ!”
ชิงหย่วนปั๋อลำบากใจเล็กน้อย “แต่ว่าข้าไล่
ไปแล้ว…”
โหยวเย่ว์กลอกตา “นั่นยังไม่ง่ายดายอีกหรือ
เจ้าคะ ถ้าข้าสั่งให้คนไปตามตัวอีกรอบมีหรือเขา
จะไม่มา พอท่านพบหน้าเขาค่อยบอกไปว่าก่อน
หน้านี้อยากลองทดสอบความจริงใจเสียหน่อย
จากนั้นรับปากตามสถานการณ์ก็ได้แล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อพูดเช่นนี้ วันต่อมาเหรินเหวยจื้อก็มา
เยี่ยมคารวะถึงที่อีกครา
ชิงหย่วนปั๋อวางท่าอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็รับ
งานมงคล
ด้านโหยวเย่ว์ก็ได้รับซองแดงจากเหรินเหวยจื้
ออีกหนึ่งพันตำลึง
นับว่าจัดการเรื่องได้เรียบร้อย
เพียงแต่บ้านของเหรินเหวยจื้ออยู่แดนสู่ ทั้ง
ยังต้องรีบรุดกลับไปดำเนินกิจการนาเกลือ
เพราะฉะนั้นจึงกำหนดวันวิวาห์เป็นครึ่งเดือนให้
หลังอย่างรวดเร็ว โดยเหรินเหวยจื้อจะล่วงหน้า
กลับแดนสู่ก่อน ส่วนโหยวฟางอิ๋นพอเตรียม ‘สิน
เจ้าสาว’ เสร็จ ครึ่งเดือนต่อมาค่อยไปวิวาห์ไกล
ถึงแดนสู่
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเรื่องนี้จัดการได้
เรียบร้อยก็โล่งใจอย่างยิ่ง ทุกสิ่งล้วนอยู่ใน
แผนการ ปราศจากเรื่องเหนือความคาดหมาย
ทว่าบรรดาพ่อค้าภายในเมืองหลวงต่างแปลก
ใจ
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าพอเหรินเหวยจื้อมาเมือง
หลวงแล้วจะรวบรวมเงินก้อนโตขนาดนี้ได้จริง
มิหนำซ้ำยังจัดการเรื่องมงคลครั้งใหญ่ในชีวิตได้
ด้วย ทุกคนพากันรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
สามวันต่อมาเหรินเหวยจื้อก็ออกเดินทาง
กลับบ้านเกิด
ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมรับเงินจำนวนหนึ่งซึ่งเป็น
ค่าจ้างสำหรับแขวนปั้ายเอาไว้ต่อไป
ครั้นพ่อค้าที่สัญจรผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าก็
วิพากษ์วิจารณ์อย่างอดไม่อยู่
“หุ้นสี่ส่วนของนาเกลือ แบ่งเป็นสี่หมื่นหุ้น
ได้เงินมาสองหมื่นตำลึงเงิน คำนวณแล้วหนึ่งหุ้น
ต้องมีมูลค่าห้าเหรียญเงินซึ่งเท่ากับห้าร้อยอีแปะ
ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนออกเงินจริง มีคนรวย
อยู่ในเมืองหลวงมากขนาดนี้เชียวหรือ”
“นั่นก็ไม่แน่ ท่านน่ะยังไม่รู้เรื่องอีกหรือ”
“เหตุใดถึงกล่าวเช่นนี้”
“เถ้าแก่หลี่ว์แห่งร้านโยวหวงในเมืองหลวง
ออกเงินไปห้าพันตำลึงเงินเชียวนะ มีหนึ่งหมื่น
หุ้นอยู่ในมือ เรียกได้ว่าร่ำรวยแล้วไม่กลัวอะไร
เลย ช่างกล้าซื้อจริง ๆ !”
“นั่นสิ หากคนแซ่เหรินผู้นั้นหอบเงินหนีไปจะ
ทำเช่นไร”
“เรื่องนี้ท่านก็คงยังไม่รู้อีกกระมัง คนเขา
เจรจางานมงคลกับชิงหย่วนปั๋อเรียบร้อยแล้ว
เท่ากับเป็นการบอกว่าข้าไม่หนีไปไหนหรอก
ขอให้พวกท่านโปรดวางใจ มิหนำซ้ำยังอนุญาต
ให้ผู้ออกเงินนำหุ้นไปขายต่อได้อีก หากไม่
ไว้วางใจก็ขายหุ้นออกไปตอนนี้ได้เลย”
“พูดจาเสียดิบดี แต่ผู้ใดจะกล้าซื้อจริง ๆ กัน
เล่า!”
“นั่นสิ อย่าว่าแต่หุ้นละห้าเหรียญเงินเลย ต่อ
ให้หุ้นละสองเหรียญเงินข้าก็ไม่ซื้อ เขามีเพียงนา
เกลือที่เสื่อมโทรมแห่งหนึ่งกับแผ่นพิมพ์เขียวที่ไม่
ยอมให้ผู้ใดดู แล้วใครจะไปเชื่อล่ะว่าเขาเก่งกล้า
สามารถพอจะทำนาเกลือ”
“น่าแปลก เถ้าแก่หลี่ว์ซื้อไปแค่ห้าพันตำลึง
เงิน แล้วผู้ใดเป็นคนซื้ออีกหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง
เงินหรือ”
“ข้ารู้มาว่าเถ้าแก่หลิวที่ค้าผ้าไหมซื้อไปหลาย
ร้อยตำลึงเงินเล่น ๆ ถึงอย่างไรเจ้าตัวก็มีเงินไม่
ขาดมือจึงถือเสียว่าช่วยเหลือผู้เยาว์ แล้วพวก
ท่านเล่า มีผู้ใดต้องการซื้อหรือไม่ ข้าช่วยเจรจา
ให้ได้นา”
“ใครจะไปซื้อกัน!”
…
บทที่ 107 จุดเริ่มต้นของการค้า (3)
สรุปแล้วใครวิพากษ์วิจารณ์ก็วิพากษ์วิจารณ์
ไป ใครสงสัยใคร่รู้ก็สงสัยใคร่รู้ไป ช่วงที่เหริน
เหวยจื้อมาถึงเมืองหลวงใหม่ ๆ มีหุ้นจำนวนหนึ่ง
ว่อนอยู่ภายนอก แต่ไม่มีคนกล้าเสนอราคาซื้อ
ต่อให้บังเอิญมีผู้เสนอราคา แต่ก็ไม่ยอมซื้อใน
ราคาห้าร้อยอีแปะต่อหนึ่งหุ้น
มีบางคนเสนอสามร้อยอีแปะ บางคนเสนอสี่
ร้อยอีแปะ
เพียงแต่ช่างน่าแปลก ห้าวันก่อนยังไม่ค่อยมี
คนสนใจอยู่เลย พอถึงวันที่ห้ากลับตกลงกันได้
ก้อนหนึ่งจริง ๆ เถ้าแก่หลิวแห่งร้านผ้าไหมเป็น
สหายของบิดาเหรินเหวยจื้อ เห็นแก่ผู้เยาว์ซึ่ง
กำลังรวบรวมเงินทุนจึงใช้เงินสามร้อยตำลึงเงิน
ซื้อหกร้อยหุ้นมาอยู่ในมือ เดิมทีนึกว่าจะเสียเงิน
ก้อนนี้ไปเปล่า ๆ ไม่เคยคิดเรื่องได้เงินคืนมา
แต่กลับมีคนมาหาเขาเพื่อขอซื้อจริง ๆ
ผู้ที่มาเจรจาเป็นสตรีนางหนึ่ง เถ้าแก่หลิวไม่
รู้จัก อย่างไรเสียอีกฝั่ายก็เสนอราคาสามร้อยห้า
สิบอีแปะต่อหนึ่งหุ้น ทำให้เขาได้เงินกลับคืนมา
สองร้อยสิบตำลึงเงิน เขาพึงพอใจอย่างยิ่ง ขาย
หุ้นในมือทิ้งโดยไม่ต้องขบคิด
ด้วยเหตุนี้ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมสู่เซียงจึงเปลี่ยนปั้าย
ใหม่ จดบันทึกจำนวนหุ้นและราคาที่ซื้อขายกัน
คราวนี้ด้วยตัวอักษรอันคมชัดและเป็นระเบียบ
เรียบร้อย
วันที่แขวนปั้ายมีคนมามุงนับไม่ถ้วน
น้ำชาของโรงเตี๊ยมขายได้เพิ่มเป็นเท่าตัว
ผู้ดูแลเบิกบานใจเป็นล้นพ้น
เพียงแต่ขณะที่ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ปั้ายแผ่น
นั้น กลับมีแต่เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังสนั่น
หวั่นไหว “ดูเข้าสิ ซื้อมาห้าร้อยอีแปะแต่ขายได้
แค่สามร้อยห้าสิบ ขาดทุนถึงสามส่วนเชียวนะ!
หากพวกที่ซื้อไปหลายพันตำลึงเงินมาเห็นมีหวัง
โมโหตาย”
มีคนพูดเสริม “นั่นสิ ขาดทุนก้อนโตเลย”
มีคนถอนหายใจ “ข้าว่านาเกลือของเหริน
เหวยจื้อผู้นี้เชื่อถือไม่ได้ ต่อไปเกรงว่าราคาสาม
ร้อยห้าสิบอีแปะก็ยังไม่มีคนซื้อ มิหนำซ้ำราคาคง
จะตกด้วย!”
แดนสู่กับเมืองหลวงอยู่ไกลกันพอสมควร จึง
ไม่เคยมีใครได้ยินเรื่อง ‘เครื่องขุดบ่อ’ ไม่มีผู้ใด
เชื่อเลยว่าของสิ่งนี้จะขุดเจอน้ำเกลือชุดใหม่ที่อยู่
ลึกลงไปกว่าเดิมจากบ่อเกลือซึ่งเก่าแก่โบราณจน
ไม่อาจทำนาเกลือได้อีก
ราคาหุ้นจึงลดลงต่อเนื่อง
สิบวันต่อมาเกิดการซื้อขายอีกสองครั้ง
อย่างไรก็ตามราคากลับแบ่งเป็นสามร้อยอีแปะ
ต่อหนึ่งหุ้นและสองร้อยเก้าสิบอีแปะต่อหนึ่งหุ้น
ตั้งแต่รู้ว่าหุ้นนาเกลือซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน
ได้อิสระ หลี่ว์เสี่ยนก็คอยติดตามข่าวคราวที่
โรงเตี๊ยมสู่เซียงอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่รู้ว่ามีครั้ง
หนึ่งขายด้วยมูลค่าสามร้อยห้าสิบอีแปะต่อหนึ่ง
หุ้นก็อดส่งเสียงสบถด่าไม่ได้
เมื่อราคาตกถึงสองร้อยเก้าสิบอีแปะก็โมโห
ฟืดฟาดจนจมูกเบี้ยว
แม้ตัวเขาจะรู้ดีว่าตนกำลังวาดหวังจะได้รับ
การแบ่งกำไรก้อนโตหากการทำนาเกลือประสบ
ผลสำเร็จ ทว่าเมื่อรู้ราคาหุ้น เขาก็คันไม้คันมือจน
ต้องมานั่งดีดลูกคิดเสียงดังเพียะ ๆ อยู่ภายใน
ร้านโยวหวง นี่เขาลงทุนไปถึงห้าพันตำลึงเงิน แต่
กลับขาดทุนเกือบครึ่งเชียวนะ! ดวงใจมีแต่โลหิต
หยาดหยดไปหมดแล้ว!
ส่วนโหยวเย่ว์ภายในจวนชิงหย่วนปั๋อยิ่งตก
ตะลึงพรึงเพริด นอนหลับไม่สนิทอยู่หลายวัน
นางลอบคำนวณเงินของตนเอง ด่าทอเหริน
เหวยจื้อสาดเสียเทเสีย
ไม่มีผู้ใดมองเห็นอนาคตของนาเกลือเลย
ก่อนหน้านี้ยังมีคนจำนวนมากมาดูที่โรงเตี๊ยม
สู่เซียงเป็นระยะ แต่ต่อมาเมื่อหุ้นขายไม่ออก
ปั้ายนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนหลายวัน ความสนใจของ
ทุกคนจึงค่อย ๆ มอดลง ทำให้เหลือคนเพียงหยิบ
มือที่ยังคงยึดติดแวะมาดูเป็นบางครั้ง
เมื่อเหรินเหวยจื้อไปจากเมืองหลวงได้หนึ่ง
เดือน จู่ ๆ ก็มีข่าวคราวจากนาเกลือที่เมืองจื้อก้ง
แพร่สะพัดในหมู่พ่อค้าเกลือ…
เครื่องขุดบ่อสร้างขึ้นมาได้แล้ว!
ได้ยินว่าสูงถึงหลายจั้ง ครั้นตั้งเครื่องก็มี
ลักษณะคล้ายภูเขาขนาดย่อม ดูแปลกใหม่น่าตื่น
ตระหนกยิ่งนัก หลังจากนั้นเหรินเหวยจื้อก็จ้าง
คนงานนาเกลือให้ออกแรงขุดบ่อ ตอนข่าวแพร่
มาถึงบ่อก็ขุดลึกลงกว่าที่เคยเป็นมาหนึ่งจั้งกว่า
แล้ว และยังจะขุดต่อไปอีก!
ข่าวแพร่สะพัดจากเหล่าพ่อค้าเกลือไปยัง
พ่อค้าทั่วไป
ไม่นานนักข่าวลือนี้ก็ได้รับการพิสูจน์ เหริน
เหวยจื้อส่งม้าเร็วจากแดนสู่ มาเมืองหลวง ปั้าย
ในห้องโถงของโรงเตี๊ยมสู่เซียงจึงเขียนข่าว
เกี่ยวกับเครื่องขุดบ่อ รวมถึงข่าวที่ว่าเมื่อตั้ง
เครื่องครั้งแรกก็ขุดบ่อได้ลึกมากอีกด้วย!
หนนี้โรงเตี๊ยมซึ่งเงียบเหงามาเกือบครึ่งเดือน
ก็ได้ต้อนรับพ่อค้าที่สงสัยใคร่รู้จำนวนมากอีกครา
กระทั่งว่ายังมีคนทั่วไปมาชมความครึกครื้น
โรงเตี๊ยมคึกคักกว่าช่วงที่คึกคักที่สุดก่อนหน้า
นี้เสียอีก!
ผู้ที่ถือหุ้นอยู่ในมือกับผู้ที่กำลังพิจารณาว่าจะ
ซื้อหุ้นหรือไม่ต่างมารวมตัวกันและสนทนาถึง
สถานการณ์ที่ได้ยินมา แม้นาเกลือทางนั้นจะยัง
ไม่ได้ขุดจนพบน้ำเกลือจริง ๆ แต่หุ้นที่ปล่อยด้วย
ราคาสองร้อยเก้าสิบอีแปะหรือต่ำกว่านั้นก็ไม่
อาจนำกลับคืนมาได้แล้ว จะสามร้อยอีแปะก็ไม่มี
คนขาย สี่ร้อยอีแปะก็ไม่มีคนขาย ห้าร้อยอีแปะก็
ไม่มีคนขาย จนไม่รู้ใครเสนอราคาสูงถึงหกร้อย
ยี่สิบอีแปะ หรือก็คือหกเหรียญเงินกับยี่สิบอีแปะ
ถึงตกลงซื้อขายกันสำเร็จ!
ผู้ที่พูดจาเสียดสีคนอื่นก่อนหน้านี้ว่า ‘ซื้อมา
ขาดทุนแล้ว’ ต่างอดมองหน้ากันไม่ได้
ใครฉลาดหัวไวหน่อยก็พบว่าภายใต้การ
เปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนี้มีสิ่งอื่นสำคัญยิ่งกว่า
…
ใครคนนั้นอย่างเช่นหลี่ว์เสี่ยน
เมื่อได้ยินว่ายามนี้ต่อให้มีเงินหกร้อยกว่า
อีแปะก็ซื้อหุ้นนาเกลือไม่ได้ ท้ายทอยของเขา
พลันขนลุกชัน ตอนนี้ถึงค่อยรู้สึกตัว พอจับเค้า
ลางได้แล้วว่าคำง่าย ๆ ไม่กี่คำอย่าง ‘ซื้อขาย
แลกเปลี่ยนกันได้อย่างอิสระ’ มีความหมายเช่น
ไร!
หมายความว่านาเกลือไม่จำเป็นต้องทำเงินได้
จริง ขอเพียงทุกคนรู้สึกว่านาเกลือหาเงินได้
ราคาหุ้นจะพุ่งทะยาน!
ส่วนผู้ที่ถือหุ้นในมือก็ไม่จำเป็นต้องรอให้
กิจการนาเกลือประสบความสำเร็จแล้วรอแบ่งผล
กำไรตามกำหนดเวลา แค่ขายหุ้นที่มีก็ได้กำไร
มหาศาลมาล่วงหน้าแล้ว
เงินกับหุ้นมีวิธีเล่นแบบนี้ด้วย!
ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนเลย!
หลี่ว์เสี่ยนเริ่มตรึกตรอง ไม่รู้ว่าเป็นวิธีที่เหริน
เหวยจื้อคิดเองหรือว่าผู้มาซื้อขายหุ้นคนอื่นคิด
กันแน่ ในเมื่อตนลงหุ้นไปแค่ห้าพันตำลึงเงิน
เช่นนั้นอีกหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงเงินที่เหลืออยู่ใน
มือของใครกันนะ…
—————
ชั่วพริบตาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน
ในที่สุดคนของนิกายสวรรค์ซึ่งกุมจดหมาย
ครึ่งฉบับที่เหลือก็นั่งไม่ติด พวกนั้นส่งคนมาเร่ง
เร้าถามโจวอิ๋นจือว่าจะส่งเงินห้าหมื่นตำลึงเงินมา
เมื่อใด ขณะนี้จวนจะถึงกำหนดเวลาที่ตกลงกัน
แล้ว จึงดูร้อนรนกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
โจวอิ๋นจือเองก็คิดว่าเงินก้อนนี้มากมาย
เหลือเกิน เจียงเสวี่ยหนิงจะไปหามาจากไหนกัน
เขามาจวนตระกูลเจียงเพื่อแจ้งข่าวแก่เจียง
เสวี่ยหนิงอีกครา
ใกล้ถึงปีใหม่ ช่วงเวลาที่มีหิมะโปรยปรายใน
เมืองหลวงเพิ่มมากขึ้น
ภายในห้องจุดถ่านไฟเอาไว้เรียบร้อย
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังนั่งปรับสายอยู่หน้าโต๊ะ
พิณ เนื่องจากคิดได้ว่าหลังจากเรื่องนี้ผ่านพ้น ไม่
ช้าก็เร็วนางย่อมต้องกลับวังหลวง ด้านเซี่ยเวยนั้น
นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนเข้มงวดกวดขัน ในเมื่อตน
ไม่ได้แตะต้องพิณมาสักระยะหนึ่งแล้วทำให้อด
วิตกกังวลไม่ได้ จึงคิดจะดีดพิณเพื่อสงบจิตใจ
เมื่อได้ฟังโจวอิ๋นจือ นางเพียงชี้โต๊ะพร้อม
กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะเคลื่อน
สายตา “เจ้าจงนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงไปก่อน
บอกให้พวกนั้นวางใจได้”
ส่วนเงินที่เหลือ…
นิ้วมือของเจียงเสวี่ยหนิงเกี่ยวสายพิณเบา ๆ
ครั้นมันกระเพื่อมก็เกิดเป็นท่วงทำนองสั่นพลิ้ว
เสียงนั้นค่อย ๆ ดังกระจายในอากาศอันเย็นเยียบ
ขณะเดียวกันนางก็เอ่ยเสียงแผ่วว่า “ส่วนเงินที่
เหลือใกล้จะได้มาแล้ว”
รออีกสักหน่อย
อดทนรออีกสักหน่อย
ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ราคาที่ดีที่สุด