คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 108 ตั๋วเงิน (1)
โหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนไม่เคยใช้วิธีการเช่นนี้
หรอก
เพียงแต่เจ้าตัวเคยเอ่ยถึง และเจียงเสวี่ยหนิง
ก็จดจำเอาไว้
เรื่องของเหรินเหวยจื้อกับนาเกลือเมืองจื้อก้ง
ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นพอดี คน
ทั่วไปจะคาดคะเนได้เพียงช่วงต้นแต่นึกไม่ถึงช่วง
กลาง คาดคะเนได้ถึงช่วงกลางแต่นึกไม่ถึงช่วง
ท้าย ถือเป็นตัวอย่างการหาเงินรูปแบบที่
เหมาะสมที่สุด
เพียงแต่เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เพิ่งเคยทำเรื่อง
แบบนี้เป็นครั้งแรก นางไม่มีตัวอย่างให้ศึกษา จึง
ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษตลอดเวลา
กลัวว่าหากไม่ระวังก็อาจพลาดจังหวะไป
แต่ถึงกระนั้นเมื่อเทียบกับคนอื่น นาง
ได้เปรียบกว่าตรงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า จึงไม่ได้
ร้อนรนกระวนกระวายเหมือนใคร ๆ ที่ต้องไปนั่ง
รอในห้องโถงของโรงเตี๊ยมสู่เซียงถึงจะวางใจ
โจวอิ๋นจือรู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงคบค้าสมาคมกับ
โหยวฟางอิ๋นแห่งจวนชิงหย่วนปั๋อ แต่ไม่รู้แน่ชัด
ว่าพวกนางต้องการทำสิ่งใดกันแน่ ทว่าช่วงนี้ก็มี
ข่าวลือในตลาดแพร่มาถึงหูเขาเช่นกัน เขาจึงรู้ว่า
โหยวฟางอิ๋นกำลังจะแต่งงานกับเหรินเหวยจื้อ
ทั้งยังเคยได้ยินเรื่องหุ้นของนาเกลือที่แดนสู่อีก
ด้วย
เดิมทีเขายังนึกไปไม่ถึงเจียงเสวี่ยหนิง
อย่างไรก็ตามครั้นได้ยินนางกล่าวเช่นนี้
สมองโจวอิ๋นจือพลันสว่างวาบ พอเดาได้ราง ๆ
ว่าหุ้นมูลค่าหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงที่เหลือน่าจะอยู่
ในกำมือของเจียงเสวี่ยหนิงนี่เอง จากนั้นเมื่อนึก
ถึงเงินหนึ่งหมื่นตำลึงที่ตนขู่กรรโชกเมื่อคราว
จับกุมตัวบุตรีภรรยาเอกแห่งจวนปั๋อแล้วนำมา
มอบให้เจียงเสวี่ยหนิง เขาก็อดจิตใจสั่นสะท้าน
ไม่ได้
พิณโบราณคันนั้นเคยถูกดีดบรรเลงท่ามกลาง
กลิ่นหอมของกำยานมานานนับปี ต่อให้ยามนี้
มิได้จุดกำยานก็ยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ แผ่ซ่าน
หลังจากดีดไปเมื่อสักครู่ สายพิณยังคงสั่นไม่
หยุด
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองสายพิณ เอ่ยถามว่า
“ช่วงนี้มีข่าวอะไรในราชสำนักบ้างหรือไม่”
โจวอิ๋นจือ “คดีจวนหย่งอี้โหวยังอยู่ระหว่าง
การไต่สวน…”
ได้ยินว่าหน่วยงานสามตุลาการถกเถียงกันไม่
หยุดมาตลอดทั้งวัน
ฝั่ายหนึ่งคิดว่าถึงจวนโหวจะส่งจดหมาย
ติดต่อโจรกบฏจริง แต่คงเป็นเพราะต้องการสืบ
หาเบาะแสของติ้งเฟยซื่อจื่อผู้หายสาบสูญ นี่เป็น
เรื่องของสายสัมพันธ์ล้วน ๆ ทำให้ไม่อาจตัดสิน
โทษฐานกบฏ เพียงยึดทรัพย์และลดฐานันดรเป็น
สามัญชนก็พอแล้ว
ในขณะที่อีกฝั่ายยืนกรานว่าการสืบหา
เบาะแสของซื่อจื่อเป็นเพียงข้ออ้าง
ทุกคนต่างรู้กันดีว่าติ้งเฟยซื่อจื่อของตระกูล
เซียวและเยี่ยนเสียชีวิตไปตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน หาก
ต้องการตามหาก็ควรไปที่ ‘สุสานเด็กผู้ทรง
คุณธรรม’ ต่างหาก หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่รู้ทั้งรู้ว่าอีก
ฝั่ายคือโจรกบฏก็ยังจะติดต่อ เห็นชัดว่ามีใจคิด
คด ต่อให้ไม่ลงโทษประหารทั้งตระกูล แต่เยี่ยนมู่
ผู้เป็นตัวการใหญ่รวมถึงภรรยาและบุตรต้องถูก
ตัดหัวแขวนประจานไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง
เจียงเสวี่ยหนิงฟังแล้วนิ่งเงียบ ผ่านไปเนิ่น
นาน จู่ ๆ ก็เอ่ยวาจา “บัดนี้รองราชครูเซี่ยกำกับ
ดูแลสภาฮั่นหลิน มีอำนาจในราชสำนักอย่าง
ยิ่งยวด หูตาน่าจะกว้างไกล เจ้าพอมีลูกน้องที่
เหมาะสมจะทำให้พวกของรองราชครูเซี่ยไป ‘ได้
ยิน’ ข่าวคราวบ้างหรือไม่”
โจวอิ๋นจืออึ้งทันที
เจียงเสวี่ยหนิงเสริมอย่างเนิบช้า “คนของ
นิกายสวรรค์พวกนั้นพอได้เงินจากข้าแล้วไม่มี
ทางรั้งอยู่เมืองหลวงต่อ จะต้องหาทางแอบ
ออกไปอย่างแน่นอน เจ้าเป็นองครักษ์เสื้อแพร
อำนาจแทรกซึมไปไม่ถึง ย่อมไม่สะดวกจัดการ
เรื่องนี้ ไม่สู้มอบให้ผู้อื่นไปทำดีกว่า”
เงินก้อนนี้เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงเตรียมไว้ให้
จวนหย่งอี้โหว ไม่อยากให้ตกในเงื้อมมือคนถ่อย
ทว่ากำลังของนางเพียงคนเดียวไม่อาจ
ขัดขวางเรื่องนี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้นนางกลัวว่าพวกนิกายสวรรค์จะ
ฮุบเงินไม่มอบจดหมายให้ หากเป็นแบบนั้นงานนี้
จะไม่เพียงล้มเหลว แต่ยังถูกแว้งกัดด้วย สิ่ง
สำคัญคือจะเกิดอะไรขึ้นกับจดหมายไม่ได้
เด็ดขาด เป็นเหตุให้นอกจากตัวนางแล้ว ทางที่ดี
ยังต้องมีหลักประกันอีกชั้น
—————
โจวอิ๋นจือคาดเดาเจตนาของนางไม่ค่อยออก
จริง ๆ
รองราชครูเซี่ยย่อมมิใช่คนธรรมดาทั่วไป
หากต้องการให้เขาคิดว่าข่าวที่ได้รับถูกปล่อยโดย
ไม่เจตนาอย่างแยบยลแล้วละก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่กระนั้นเพียงชั่วพริบตาต่อมา โจวอิ๋นจือก็
นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเสวี่ยหนิงกับเซี่ย
เวย
ถือว่าเป็นศิษย์กับอาจารย์กันได้กระมัง
เช่นนั้นในเมื่อนางต้องการให้เซี่ยเวยรู้ ไฉนไม่
บอกกล่าวตามตรงไปเลยเล่า
บางทีความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้อาจมี
บางอย่างไม่ธรรมดา ตัวเขาเองก็สุดจะคาดเดา
ไม่สู้แสร้งทำเป็นไม่รู้และไม่คิดอะไรมากความ
ดีกว่า เพียงพยายามหาหนทางทำเรื่องนี้ให้ลุล่วง
เป็นพอ
หลังจากเข้าพบเจียงเสวี่ยหนิง โจวอิ๋นจือก็นำ
ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงจากไป
ขณะออกจากจวน เขาแลเห็นรถม้าสุดแสน
ธรรมดาคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตูจวน
เมื่อเคลื่อนสายตามองก็เห็นโหยวฟางอิ๋นลง
มาจากรถ
ทั้งสองคนได้พบหน้ากันเช่นนี้เอง
ครั้นโหยวฟางอิ๋นเห็นเขาก็อึ้งงัน แต่จากนั้นก็
เผยรอยยิ้มพร้อมแสดงการคารวะ ถึงอย่างไร
หน้าประตูจวนตระกูลเจียงก็ไม่ใช่สถานที่ที่ควร
จะสนทนาพาที ทั้งคู่จึงต่างเดินสวนกันไป
โหยวฟางอิ๋นใกล้จะแต่งงานแล้ว
สองวันมานี้เจียงเสวี่ยหนิงกำลังคิดหาโอกาส
เรียกนางมาพบเพื่อมอบหมายบางอย่างพอดี คิด
ไม่ถึงว่านางจะมาหาเองถึงที่ ทำให้อดตื่นเต้น
ยินดีไม่ได้
ยามพิศดูดรุณีผู้นี้ก็พบว่าต่างจากช่วงหลาย
วันก่อนหน้าพอสมควร
อาจเพราะจวนปั๋อก็ตระหนักว่านางกำลังจะ
แต่งงาน อย่างไรเสียเปลือกนอกต้องทำอะไรพอ
เป็นพิธีหน่อย การจะตัดชุดที่พอดูได้ให้บุตรี
อนุภรรยาสักคนมิได้ใช้เงินมากมาย มิหนำซ้ำ
พวกเขายังหวังว่าจะหาเงินจากเหรินเหวยจื้ออีก
จำนวนหนึ่ง ดังนั้นคงไม่ปฏิบัติต่อโหยวฟางอิ๋นอ
ย่างเลวร้ายจนเกินไป
อีกฝั่ายสวมชุดใหม่สีแดงอ่อนบนร่าง หน้าตา
อิ่มเอิบขึ้นไม่น้อย ดูงามตาอย่างยากจะได้เห็น
เจียงเสวี่ยหนิงจับมือโหยวฟางอิ๋นแล้วกวาด
ตามองรอบหนึ่ง รู้สึกยินดียิ่งนัก “เดิมทีข้ารู้สึกว่า
เหรินเหวยจื้อก็แค่ระดับพื้น ๆ แต่เมื่อเห็นเจ้า
เปลี่ยนเป็นเช่นนี้และไม่ต้องทนทุกข์ทรมานใน
จวนอีก ข้ารู้สึกว่าคนผู้นี้พอจะผ่านเกณฑ์คู่ควร
กับฟางอิ๋นของพวกเราบ้างแล้ว”
นางพูดจนโหยวฟางอิ๋นหน้าแดง กล่าว
ตะกุกตะกัก “แต่ง แต่งงานกันหลอก ๆ เท่า
นั้นเองเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเพิ่งนึกได้ นางร้องอ้อก่อนจะ
ถอนหายใจ “เรื่องใหญ่เช่นการแต่งงาน สำหรับ
สตรีส่วนใหญ่แล้วมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่เจ้า
ต้องทำเพราะความจำเป็น ช่างไม่เป็นธรรมต่อ
เจ้าเหลือเกิน”
โหยวฟางอิ๋นกลับมิได้รู้สึกไม่เป็นธรรมอันใด
แม้การแต่งงานจะถือเป็นงานมงคลครั้งใหญ่เพียง
ครั้งเดียวในชีวิตของใครหลายคน ทว่าสำหรับ
นาง การใช้ชีวิตในจวนชิงหย่วนปั๋อนับว่าสาหัส
สากรรจ์จริง ๆ หากฉวยโอกาสนี้หนีพ้นย่อมถือ
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยกล้า
จินตนาการ
หลายวันมานี้นางไม่กล้านอนหลับลึกเกินไป
ด้วยเกรงว่าหากหลับแล้ว เมื่อตื่นมาจะพบว่า
ทุกสิ่งเป็นเพียงฝันหวานฉากหนึ่ง
นางไม่รู้ว่าควรแสดงความรู้สึกของตนเช่นไร
ทำได้เพียงส่ายศีรษะอย่างจริงจัง “ไม่เจ้าค่ะ
ไม่ได้รู้สึกไม่เป็นธรรมแม้แต่น้อย คุณชายเหรินผู้
รับปากฟางอิ๋นเรื่องนี้เสียอีกที่ต้องลำบากใจอยู่
บ้าง…”
ลำบากใจอย่างนั้นหรือ
ได้เงินก้อนหนึ่งทั้งยังได้ตบแต่งภรรยาดี ๆ
แม้จะเป็นการแต่งงานจอมปลอม แต่ก็เป็นเรื่องดี
ๆ ที่ต่อให้พยายามควานหาทั่วใต้หล้าก็ยังหาไม่
เจอด้วยซ้ำ แล้วเหรินเหวยจื้อกล้าลำบากใจอะไร
ด้วยหรือ
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงเบา ๆ ในใจ
เพียงแต่ไม่กล้าพูดเปิดโปงต่อหน้าโหยว
ฟางอิ๋น “เจ้ามาได้จังหวะพอดี ดูแล้วอีกไม่นาน
คงมีคนจากแดนสู่มารับตัวเจ้าไปวิวาห์ หากช้าอีก
สักหน่อยเกรงว่าข้าคงไม่มีโอกาสพบเจ้าแล้ว”
นางเอ่ยวาจาพลางหมุนกายกลับไปเปิดกล่อง
ในนั้นบรรจุตั๋วเงินปึกหนึ่ง
บทที่ 108 ตั๋วเงิน (2)
เจียงเสวี่ยหนิงหยิบออกมาวางลงบนฝั่ามือ
ของโหยวฟางอิ๋น “วันที่เจ้าออกเดินทางเกรงว่า
ข้าคงไม่สะดวกเผยหน้าค่าตา อย่างไรเสียโหยว
เย่ว์ พี่สาวเจ้าก็เคียดแค้นข้าเข้ากระดูกดำ หาก
เจอหน้ากันนางอาจคิดบีบคอข้าให้ตายก็ได้
เพียงแต่หากลองคิดดูก็รู้ ด้วยพฤติกรรมของจวน
ปั๋อและพี่สาวใจจืดใจดำของเจ้า คนพวกนั้นไม่มี
ทางเตรียมสินเจ้าสาวให้มากมายนักหรอก ของที่
ข้าเตรียมเอาไว้ให้เจ้าเดิมทีมีมากกว่านี้อยู่บ้าง
ทว่าหลายวันนี้เกิดเหตุไม่คาดฝันจนมีเรื่องต้องใช้
เงินเพิ่ม จึงเหลือแค่ตั๋วเงินสามพันตำลึงนี้เท่า
นั้นเอง ข้าขอมอบให้เจ้าพกติดตัวโดยห้ามให้ใคร
ล่วงรู้เด็ดขาด แม้แต่เหรินเหวยจื้อก็ห้ามบอก
เรื่องทรัพย์สินเงินทองเช่นนี้ไม่ควรเปิดเผยอยู่
แล้ว ต่อให้เจ้าไว้ใจเขา แต่ใช่ว่าจะไม่ชักนำ
เภทภัยอื่นมาสู่ตัว เมื่อเจ้าไปถึงแดนสู่ หาก
ประสบเหตุไม่คาดฝันอันใดข้าซึ่งอยู่ไกลถึงเมือง
หลวงย่อมไม่อาจดูแล แต่หากเจ้ามีเงินก้อนนี้อยู่
ในมือ อาจใช้รับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินได้
ทันท่วงที”
มอบสามพันตำลึงเป็นสินเจ้าสาวให้นาง!
โหยวฟางอิ๋นสะดุ้งตกใจ รู้สึกว่าตั๋วเงินปึกนี้
ร้อนลวกมือจนไม่กล้ารับ รีบผลักกลับไปด้วย
ความลนลานยิ่ง “ข้า…คุณหนูดีต่อข้ามาก
เหลือเกิน แล้วข้ายังจะรับเงินจากคุณหนูอีกได้
อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะแล้วว่านางต้องไม่รับ
ทว่าก็ยังดึงดันยัดเงินก้อนนี้ให้โหยวฟางอิ๋
นด้วยท่าทีแน่วแน่ มองอีกฝั่ายอย่างจริงจังขณะ
เอ่ยว่า “ไม่ได้ทำเพื่อเจ้าเท่านั้นหรอกนะ แต่เพื่อ
ปั้องกันเหตุไม่คาดฝันที่จะเกิดกับนาเกลือด้วย
การคิดเผื่อล่วงหน้าอีกชั้นย่อมไม่ผิด หากเริ่ม
ดำเนินกิจการนาเกลือและเหรินเหวยจื้อมอบ
ส่วนแบ่งให้เจ้าเมื่อใด ถึงตอนนั้นเจ้าก็จะมีเงินใน
มือและไม่จำเป็นต้องแตะต้องเงินก้อนนี้ของข้า
เลย ต่อไปหากมีโอกาสค่อยคืนก็ได้ ถือเสียว่าให้
เจ้ายืมไปก่อน ดีหรือไม่”
ครานี้โหยวฟางอิ๋นเริ่มลังเล
จนเจียงเสวี่ยหนิงพูดปากเปียกปากแฉะอีก
รอบนั่นละนางถึงรับ ทว่าดวงตาทั้งสองข้างแดง
ก่ำ น้ำตาคลอหน่วย พูดจาอึกอัก ใคร่เอ่ยปากแต่
ก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรดี
เจียงเสวี่ยหนิงจำต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา
ซับน้ำตาให้โหยวฟางอิ๋น
นางรู้สึกทั้งอับจนคำพูดและขบขัน เปลี่ยน
หัวข้อสนทนาเสีย “ระหว่างรอในจวนช่วงนี้
สบายดีหรือไม่ พี่สาวหาเรื่องเจ้าบ้างหรือเปล่า”
โหยวฟางอิ๋น “เปล่าเจ้าค่ะ พี่หญิงรองเมื่อได้
ยินว่าหุ้นที่ประกาศในโรงเตี๊ยมสู่เซียงตกก็
หงุดหงิดงุ่นง่านอยู่หลายวัน แต่ต่อมาหุ้นขึ้นใหม่
เลยกลายเป็นว่าดีอกดีใจทั้งวัน พลอยทำดีกับข้า
มากขึ้นไปด้วย นางยังพาข้าออกไปตัดชุดใหม่
และซื้อเครื่องประดับให้จำนวนหนึ่งอีกต่างหาก
ดีกับข้ามากเลยเจ้าค่ะ”
ดูท่าโหยวเย่ว์คงกระหยิ่มใจเหลือแสน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าจะปล่อยให้นางกระหยิ่ม
ยิ้มย่องไปอีกสักสองเดือน เดี๋ยวก็ถึงคราวต้องร่ำ
ไห้แล้วละ เพียงแต่เรื่องนี้ไม่อาจพูดต่อหน้าโหยว
ฟางอิ๋น ทำได้เพียงกล่าวเจือรอยยิ้มบาง ๆ
“เช่นนั้นก็ดี”
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังรอคอยโอกาสเหมาะ ๆ
พอคิดแผนการของตนเสร็จก็สั่งการโหยวฟางอิ๋
นอีกหลายประโยค
เรื่องทางฟากโจวอิ๋นจือก็จัดการได้เรียบร้อยอย่าง
รวดเร็ว
ไม่มีข่าวคราวจากแดนสู่นานสิบวันแล้ว ทว่า
ทุกคนต่างแอบรอคอยบางอย่าง ยิ่งใกล้วันที่บุตรี
อนุภรรยาแห่งจวนชิงหย่วนปั๋อจะออกเรือน
บรรดาพ่อค้าซึ่งเข้าออกโรงเตี๊ยมสู่เซียงก็ยิ่งพูน
เพิ่ม
เพียงใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้…
ตระกูลเหรินจากแดนสู่จะส่งคนมารับบุตรี
อนุภรรยาแห่งจวนปั๋อ ขณะเดียวกันก็ต้องนำ
ข่าวสารใหม่ล่าสุดของนาเกลือมาด้วย และหาก
เครื่องขุดบ่อนั่นขุด ‘บ่อร้าง’ ลงไปลึกกว่าเดิมได้
จริง ราคาหุ้นนาเกลือของตระกูลเหรินจะพุ่ง
ทะยานทันที!
ใครต่อใครชะเง้อรอคอย วันคืนผันผ่านวัน
แล้ววันเล่า
ไม่นานก็ล่วงมาถึงวันที่ยี่สิบสามเดือนสิบสอง
หนึ่งวันก่อนที่โหยวฟางอิ๋นจะออกเรือน
ในที่สุดผู้มารับตัวเจ้าสาวจากแดนสู่ก็เดินทาง
มาถึง!
เช้าตรู่วันนี้มีคนนั่งเต็มห้องโถงใหญ่ของ
โรงเตี๊ยมสู่เซียง แม้บางคนจะไม่ได้ซื้อหุ้นนาเกลือ
ตระกูลเหรินมาไว้ในมือ หรือรู้ดีว่าตนคงซื้อไม่ได้
แต่ก็ยังขอมีส่วนร่วมชมเหตุการณ์แปลก
ประหลาดอันไม่เคยปรากฏในแวดวงการค้า
ทุกคนมองประตูทางเข้าเป็นระยะ
ใครเดินเข้ามาทีก็หันไปมองสำรวจที เพียงแต่
นั่งจนต้นยามอู่แล้ว คนและข่าวคราวที่พวกเขา
รอคอยก็ยังไม่มา
ครั้นใกล้ถึงกลางยามอู่ บางคนแยกย้ายกลับ
ก่อน
ผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียงกลับบ้านไป
รับประทานอาหาร
บางคนรอจนอดรนทนไม่ไหวเช่นกัน แต่
ส่วนมากยังเลือกสั่งอาหารของโรงเตี๊ยม ตั้งมั่นว่า
จะคอยต่อ
ต้นยามอู่สองเค่อ ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ
สวมชุดรัดรูปผู้หนึ่งควบม้าเข้ามาแต่ไกล สะบัด
บังเหียนส่งให้เสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนอยู่ตรงประตู ก่อน
จะสาวเท้ายาว ๆ พลางเช็ดเหงื่ออุ่นร้อน
ท่ามกลางอากาศอันหนาวจัดเข้ามาในโรงเตี๊ยมสู่
เซียง แล้วพูดเสียงดังโดยใช้ภาษาทางการติด
สำเนียงถิ่นของแดนสู่เล็กน้อยและยากจะระบุ
อารมณ์ว่า “ผู้ดูแลเล่า”
ทุกคนได้ฟังก็ตื่นตัวทันที
ผู้ดูแลกำลังหิ้วตัวเด็กรับใช้ประจำโรงเตี๊ยมมา
บอกให้ไปเร่งอาหารที่ห้องครัวด้านหลัง เมื่อได้
ยินเสียงนี้จึงหันศีรษะกลับมา ครั้นเห็นฝั่ายนั้น
ดวงตาก็พลันเปล่งประกาย “เป็นคนที่คุณชายเห
รินส่งมาใช่หรือไม่”
ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำหัวเราะเบิกบานเผย
ฟันขาวเรียงกันเป็นแถว เห็นชัดว่ามีความสุขเป็น
ล้นพ้น “ใช่แล้ว ข้าเป็นบ่าวประจำครอบครัวที่
คุณชายเหรินว่าจ้างมาใหม่ มาเมืองหลวงเพื่อรับ
ว่าที่นายหญิงน้อยกลับไปแดนสู่โดยเฉพาะ เมื่อ
เจ็ดวันก่อนเครื่องขุดบ่อที่คุณชายเหรินสร้างนั้น
ขุดบ่อเกลือซึ่งเคยแห้งเหือดจนได้น้ำเกลือออกมา
ตอนข้าจากมา เจ้าของนาเกลือทั้งเมืองจื้อก้งล้วน
มาดูเกลือบ่อใหม่ที่ต้มได้ คุณชายเหรินสั่งให้ข้า
มาบอกกล่าวโรงเตี๊ยมเป็นพิเศษ รวมถึงขอให้
ผู้ดูแลนำข่าวนี้เขียนลงบนกระดานแล้วแขวนให้ผู้
ที่ซื้อหุ้นนาเกลือของพวกเราสบายใจ!”
เสียงของเขาไม่เบา คนในห้องโถงได้ยินกัน
ถ้วนทั่ว
ด้วยเหตุนี้จึงเหมือนเกิดระเบิดดังตูม ห้องโถง
ใหญ่พลันบังเกิดเสียงเซ็งแซ่ ได้ยินไม่ชัดแล้วว่า
ใครพูดอะไรกันบ้าง
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นไม่ยี่หระ เนื่องจากยังมีภาระ
ติดพันต้องไปรับคนที่จวนชิงหย่วนปั๋อ ไม่อาจรั้ง
อยู่ได้นาน ครั้นแจ้งข่าวเสร็จจึงจากไป
ทุกคนคึกคักกระปรี้กระเปร่าเพราะข่าวนี้
มีคนจำนวนเล็กน้อยสงสัยว่าอาจเป็นคำลวง
ของเหรินเหวยจื้อ อย่างไรเสียเรื่องราวฟังแล้วก็
ออกจะน่าอัศจรรย์เหนือจินตนาการไปสักหน่อย
จริง ๆ ทำให้ไม่กล้าปักใจเชื่อ
แต่ถึงกระนั้นตกบ่ายก็มีข่าวอื่นตามมา
ผู้ไวต่อข่าวสารของนาเกลือมากที่สุดย่อมเป็น
พ่อค้าเกลือรายใหญ่ ไม่นานก็พิสูจน์ได้ว่าเป็น
ความจริง
บ่อเกลือที่แดนสู่เริ่มขุดแล้ว ปกติน้ำเกลือจะ
อยู่ลึกในชั้นดิน บ่อเกลือแบบเดิมมักใช้วิธีขุดบ่อ
ลงไป ขุดได้สามถึงสี่จั้งก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว ลึก
กว่านี้ไร้หนทาง ที่ผ่านมาหากขุดถึงสามหรือสี่จั้ง
แล้วไม่มีน้ำเกลือก็จะกลายเป็นบ่อร้าง
แต่เครื่องขุดบ่อกลับขุดได้ลึกถึงสิบจั้งหรือ
กระทั่งหลายสิบจั้งด้วยซ้ำ!
เมื่อใช้ไม้ไผ่กลวงขุดเจาะก็จะทำให้ตา
น้ำเกลือผุดจากก้นบ่อ นี่เรียกว่า ‘ตาน้ำเกลือ’ ที่
ไหนกันเล่า นี่มันเงินตำลึงสีเงินขาววาววับ
ต่างหาก!
บทที่ 108 ตั๋วเงิน (3)
เหล่าพ่อค้าเกลือแถบเจียงหนานยังดีหน่อย
เนื่องจากเลี้ยงชีพด้วยการพึ่งพาทะเลโดยใช้น้ำ
ทะเลผลิตเกลือ ดังนั้นเมื่อการทำนาเกลือ
เปลี่ยนแปลงจึงยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก แค่มี
คู่แข่งเพิ่มเท่านั้นเอง ทว่าพอเหล่าพ่อค้าเกลือ
แถบซื่อชวนรู้ข่าวนี้กลับเริ่มนั่งไม่ติด ไม่ว่าจะอยู่
ที่ใด พอรู้ข่าวล้วนรุดไปยังนาเกลือตระกูลเหริน
เพื่อขอดูให้เห็นกับตา
ครั้นเครื่องขุดบ่อปรากฏ รูปแบบการค้าเกลือ
ในแดนสู่ก็เปลี่ยนแปลง!
ยิ่งข่าวสารที่ทุกคนรับรู้มีมากเท่าใด เสียงตั้ง
ข้อกังขาก็ยิ่งเบาเท่านั้น เมื่อมีคนกระตือรือร้น
อยากได้หุ้นนาเกลือตระกูลเหรินเพิ่มเรื่อย ๆ
ราคาหุ้นจึงเริ่มไต่เพดานสูงเป็นธรรมดา!
ไม่มีใครยอมปล่อยในราคาหกร้อยกว่าอีแปะ
แล้ว
มีคนร้องตะโกนซื้อในราคาเจ็ดร้อย แปดร้อย
เก้าร้อยอีแปะภายในห้องโถง แต่ก็ปราศจากผู้
ขานรับ
จนวันต่อมาพลันมีหนึ่งพันหุ้นปรากฏใน
ท้องตลาด เพิ่งบอกว่าต้องการขายก็ถูกคนแย่ง
กันซื้อด้วยราคาสูงถึงหุ้นละหนึ่งพันอีแปะจนหมด
เกลี้ยง!
ในที่สุดโอกาสที่เจียงเสวี่ยหนิงรอคอยก็มาถึง
ราคาหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินย่อมพุ่งทะยาน
ต่อเนื่องอีกระยะ เพียงแต่เรื่องจดหมายของจวน
หย่งอี้โหวเร่งด่วนอยู่ตรงหน้า เกรงว่าพวกนิกาย
สวรรค์คงใช้ความอดทนจนสิ้นแล้ว แม้นางรู้ว่า
ต่อไปจะหาเงินได้มากกว่าเดิม แต่ก็ไม่กล้ารั้งรอ
อีก
นางเป็นคนปล่อยหนึ่งพันหุ้นสู่ท้องตลาดเพื่อ
หยั่งเชิงสถานการณ์
ทว่าการค้าครั้งนี้ทั้งนางและผู้ซื้อล้วนไม่
เปิดเผยตัวตน ต่างฝั่ายต่างไม่รู้สถานะของกัน
และกัน
เงินหนึ่งหมื่นตำลึงที่เจียงเสวี่ยหนิงขู่กรรโชก
มาจากชิงหย่วนปั๋อตอนนั้นมอบให้โหยว
ฟางอิ๋นลงหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินทั้งหมด ถือได้
ว่ายามนี้เจียงเสวี่ยหนิงถือครองหุ้นนาเกลือ
จำนวนมากที่สุด รวมทั้งหมดราว ๆ สองหมื่นหุ้น
หลายร้อยหุ้นในมือเถ้าแก่หลิวเมื่อหลายวัน
ก่อน นางนี่แหละเป็นคนฉวยโอกาสซื้อมาใน
ราคาต่ำ
เพียงแต่สำหรับนางแล้วมันก็แค่เศษหุ้น
หลังจากปล่อยหนึ่งพันหุ้นออกไป นางยัง
เหลืออีกหนึ่งหมื่นเก้าพันหุ้นในมือ หากใช้ราคา
หุ้นในปัจจุบันจะมีมูลค่าถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันตำลึง
เมื่อรวมกับเงินเล็กน้อยที่มีก่อนหน้านี้ก็ได้เกือบสี่
หมื่นตำลึง แต่ครั้นมอบจำนวนหนึ่งเป็นสิน
เจ้าสาวแก่โหยวฟางอิ๋นไปแล้ว นางเองก็ต้อง
เหลือเงินสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉินไว้ในมือด้วย
ส่วนหนึ่ง เพราะฉะนั้นยังขาดอีกราวหนึ่งหมื่นห้า
พันตำลึง
ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลย
ผู้ที่จะจ่ายเงินจำนวนนี้ได้ก็มีไม่มากเช่นกัน
หากนางปล่อยหนึ่งหมื่นห้าพันหุ้นสู่
ท้องตลาดทันที เกรงว่าคงหาเรื่องให้ผู้อื่นเคลือบ
แคลงว่ามีอะไรแอบแฝงเสียเปล่า ๆ ว่าเหตุใดจึง
ทิ้งหุ้นขณะมูลค่าหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินเพิ่งพุ่ง
สูง
ราคาอาจตกเอาได้
เจียงเสวี่ยหนิงจึงทำได้เพียงสั่งให้คนทยอย
ปล่อยข่าวออกไปทีละหนึ่งพันหุ้น จากนั้นรอให้
ปลามาติดเบ็ด
ในเมืองหลวงเรียกได้ว่าพ่อค้าทุกคนสนใจ
เรื่องนี้ ข่าวเพิ่งปล่อยก็มีคนนับไม่ถ้วนจับตามอง
ทยอยแสดงความต้องการเสนอราคา
ชั่วพริบตาข่าวก็แพร่มาถึงหลี่ว์เสี่ยน
ผู้อื่นไม่ทันสังเกต แต่หลี่ว์เสี่ยนกลับรู้สึก
แปลกประหลาด ดวงตาพลันเป็นประกายวาบ
“ไม่ถูกสิ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ถูกต้อง ราคาหุ้นนา
เกลือตระกูลเหรินกำลังพุ่ง ในเมื่อปล่อยทีละพัน
หุ้นได้เกรงว่าเบื้องหลังคงเป็นผู้ถือครองหุ้น
จำนวนมหาศาล! ทว่ามาขายหุ้นในเวลาเช่นนี้ ถ้า
ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ของนาเกลือ
ตระกูลเหรินในอนาคต เช่นนั้น…ตอนนี้คนผู้นี้ก็
กำลังขาดเงินมาก!”
ภายในร้านโยวหวงเงียบสงัดไร้ผู้คน
เซี่ยเวยนั่งขัดสมาธิอยู่ฝังตรงข้ามเขา มองเขา
ดีดลูกคิดเสียงดังตลอดเวลา อดถามไม่ได้ “ผู้อื่น
ขาดเงินแล้วมันจะทำไม”
หลี่ว์เสี่ยนกลอกตา หัวเราะคิกคักแล้วตอบว่า
“ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะตีชิงตามไฟ[1]น่ะสิ!”
ความคิดบางอย่างวนเวียนในสมองของเขามา
นานแล้ว ดีดลูกคิดได้ครึ่งเดียวก็วาง ผุดลุกพรวด
พราดเอ่ยว่า “ไม่ได้ โอกาสดียิ่งเช่นนี้ ข้าจะพลาด
ไม่ได้เด็ดขาด!”
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้ว “ข้ายังอยากคุยเรื่องนิกาย
สวรรค์กับเจ้า…”
หลี่ว์เสี่ยนโบกมือโดยไม่แม้แต่จะหันหน้า
กลับมา “ในเมื่อเจ้ามีข่าวของคนพวกนั้น อีกทั้ง
ช่วงนี้พวกมันคิดจะออกจากเมืองหลวง การจับ
ตัวพวกมันก็ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก ไม่
จำเป็นต้องหารือกับข้าสักนิด ตอนนี้ข้าต้องรีบไป
หาเงิน ต่อให้เจ้ามีเรื่องสำคัญกว่านี้ข้าก็จะทิ้ง
เอาไว้ก่อนอยู่ดี ข้าออกไปหาคนก่อนละ!”
—————
เบื้องนอกหิมะกำลังตก
ตกต่อเนื่องมาหลายวันแล้ว
หลี่ว์เสี่ยนครุ่นคิดก่อนออกมาข้างนอก ทั้งยัง
รีบยัดตั๋วเงินรวมถึงตราประทับไว้กับตัวเพื่อ
ปั้องกันข้อผิดพลาด จากนั้นค่อยรับร่มมาจากเด็ก
รับใช้แล้วมุ่งตรงไปยังวัดไปั๋กั่วภายในเมืองหลวง
หลายวันมานี้เขาส่งคนไปจับตาดูที่จวนชิงหย่
วนปั๋อ
หลี่ว์เสี่ยนรู้ร่องรอยของโหยวฟางอิ๋นราวกับ
เป็นสิ่งของที่กุมไว้ในมือ
พรุ่งนี้โหยวฟางอิ๋นจะออกเดินทางจากเมือง
หลวงไปแดนสู่ สตรีก่อนวิวาห์ต้องไปจุดธูป
สักการะที่วัดเพื่อขอพรให้บุพเพสันนิวาสของตน
ดำเนินไปอย่างราบรื่น แม้นางจะแต่งงานหลอก
ๆ แต่เรื่องที่ควรกระทำก็ไม่ตกหล่นเลยสักเรื่อง ดู
จากเปลือกนอกจึงปราศจากพิรุธ
ครานี้มีสาวใช้ตัวน้อยจากจวนเดินทางมากับ
นางด้วย
ทว่าหลี่ว์เสี่ยนไม่เห็นตัวละครเล็ก ๆ พรรค์นี้
ในสายตา เขาส่งใครคนหนึ่งไปดึงตัวสาวใช้ให้
สนทนาอยู่ภายนอก ส่วนตนก็เคาะประตูเรียก
แบบไร้ซึ่งความเกรงใจ “ผู้ที่อยู่ข้างในคือแม่นาง
โหยว โหยวฟางอิ๋นใช่หรือไม่ ข้าน้อยหลี่ว์จ้าวอิ่น
มีการค้าอย่างหนึ่งจึงมาหาแม่นางเพื่อขอสนทนา
ด้วย”
วันนี้โหยวฟางอิ๋นมาไหว้พระเสี่ยงเซียมซี
ขณะกำลังอ่านเซียมซีอย่างตั้งใจก็ได้ยินเสียงเคาะ
ประตูจึงสะดุ้งเฮือก ครั้นได้ยินผู้ที่อยู่ภายนอก
แจ้งชื่อเสียงเรียงนาม ในสมองก็ผุดใบหน้าหนึ่ง
ขึ้นมา
คุณหนูรองคาดการณ์ไม่ผิดเลย คนผู้นี้มาหา
จริงด้วย
นางรู้สึกนับถือเจียงเสวี่ยหนิงอย่างยิ่ง ทว่าก็
ประหม่าตึงเครียดเช่นกัน นางฝืนสงบสติอารมณ์
ก่อนเอ่ยว่า “เชิญเข้ามาได้”
หลี่ว์เสี่ยนจึงผลักประตูเข้ามา
เป็นห้องวิปัสสนาอันแสนจะธรรมดาและ
เรียบง่าย ตัวห้องแขวนเพียงคำว่า ‘ว่างเปล่า’
เอาไว้คำหนึ่ง
เพียงแต่เขาอดตะลึงงันยามมองโหยวฟางอิ๋น
ไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยพบหน้าแม่นางผู้นี้ที่
โรงเตี๊ยมสู่เซียงมาแล้ว ตอนนั้นนางสวมชุดผ้า
เนื้อหยาบของสาวใช้ ผิวพรรณถึงขั้นดูออก
เหลือง ๆ ร่างกายติดจะผอมซูบซีดเสียด้วยซ้ำ
ต่อให้หน้าตาหมดจดก็ดูยากจนข้นแค้น ทว่าบัดนี้
มีน้ำมีนวลขึ้นมาหน่อย แก้มสองข้างมีเลือดฝาด
จาง ๆ ไม่รู้เป็นเพราะนางกำลังจะแต่งงานหรือ
เปล่า ดวงตาที่ไม่ได้ฉายประกายมุ่งมั่นสักเท่าใด
จึงให้ความรู้สึกอ่อนโยนประดุจสายน้ำ กอปร
ด้วยราศีที่แผ่ซ่านจากภายในสู่ภายนอก ยาม
สายตาเคลื่อนมาตกบนร่างเขาก็ชวนให้
กระสับกระส่ายพอสมควร
จนตอนนี้หลี่ว์เสี่ยนถึงเพิ่งรู้สึกตัว…
จริงสิ พรุ่งนี้คนเขาจะแต่งงานแล้ว ทว่าวันนี้
ตนยังกล้ามาเจรจาการค้าอีก อุกอาจไม่เบาเลย
จริง ๆ
โหยวฟางอิ๋นถาม “เหมือนข้าจะไม่เคยนัด
ท่านเอาไว้ ไม่ทราบเถ้าแก่หลี่ว์มาเยือนต้องการ
เจรจาการค้าอันใด”
หลี่ว์เสี่ยนได้สติกลับคืนมา เมื่อเผยรอยยิ้ม
แล้วก็ขจัดความรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจไป
เสีย “แม้ผู้อื่นไม่ทราบ แต่แม่นางโหยวกับข้าควร
ทราบ คนเปิดเผยไม่พูดจาอ้อมค้อม ผู้ปล่อยข่าว
ที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงว่าจะปล่อยหุ้นวันนี้คงจะเป็นแม่
นาง หรือไม่ก็ผู้อยู่เบื้องหลังแม่นางกระมัง”
โหยวฟางอิ๋นไม่ตอบ
หลี่ว์เสี่ยนกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มที่ “ถึงคน
แซ่หลี่ว์จะไม่รู้ว่าแม่นางต้องการเงินจำนวนมาก
เช่นนี้ไปเพื่อวัตถุประสงค์อันใด แต่คิดว่าคงรีบ
ร้อนต้องการขายหุ้นใช่หรือไม่ ทว่าต่อให้พ่อค้า
เมืองหลวงซึ่งกำลังสนใจเรื่องนี้จะมีมาก แต่ถึง
กระนั้นการจะให้พวกเขาออกเงินก้อนโตภายใน
ช่วงเวลาอันสั้นเกรงว่าคงหาเงินมาได้ไม่กี่คน ข้า
คนแซ่หลี่ว์ค้าขายมาหลายปี เรื่องความน่าเชื่อถือ
ไม่ต้องเอ่ยถึง แทนที่แม่นางจะปล่อยหุ้นให้พวก
เขาทีละหนึ่งพันหุ้น จัดการก็ลำบาก มิหนำซ้ำ
ต้องระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นพบเห็น ไม่สู้มีเท่าไรก็
นำมาให้ข้าเลยดีกว่า ข้าจะรับมาทั้งหมด แม่นาง
โหยวพอจะลองพิจารณาได้หรือไม่”
——————–
1. ตีชิงตามไฟ เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก ฉวย
โอกาสบุกโจมตีขณะศัตรูเผชิญวิกฤติ
บทที่ 108 ตั๋วเงิน (4)
โหยวฟางอิ๋นย้อนนึกถึงคำสั่งของเจียงเสวี่ย
หนิง จึงถามว่า “ท่านจะจ่ายหุ้นละหนึ่งพันอีแปะ
ด้วยหรือ”
ริมฝีปากหลี่ว์เสี่ยนพลันประดับรอยยิ้มคล้าย
ไม่ยิ้มหลายส่วน “หุ้นในตลาดมีน้อย ราคาจึงสูง
จะมีราคาเช่นนี้หาใช่เรื่องแปลกอันใดไม่ แต่หาก
แม่นางโหยวทิ้งหุ้นในมือหมดในอึดใจเดียวราคา
จะไม่ได้สูงเท่าเดิมแล้วนะ”
ฉวยโอกาสตีชิงตามไฟหมายความเช่นนี้เอง
หลี่ว์เสี่ยนรู้แก่นแท้ของมันอย่างลึกซึ้ง
โหยวฟางอิ๋นได้ยินก็กลั้นหายใจด้วยความขุ่น
เคือง โชคยังดีที่เรื่องพวกนี้เจียงเสวี่ยหนิงเคย
บอกนางเอาไว้ล่วงหน้า บัดนี้เมื่อได้ฟังจากปากห
ลี่ว์เสี่ยนจึงไม่ค่อยโมโหสักเท่าไร
คิดเพียงว่าคุณหนูรองช่างคาดการณ์แม่นดั่ง
เทพยดาเสียจริง
คาดการณ์ได้แม้กระทั่งเรื่องที่พอคนผู้นี้ติด
กับแล้วยังจะฉวยโอกาสกดราคาด้วย
นางย่นหัวคิ้ว “เช่นนั้นเถ้าแก่หลี่ว์จะออก
เท่าไหร่”
หลี่ว์เสี่ยนย้อนถาม “แล้วแม่นางโหยวจะ
ออกเท่าไหร่เล่า”
โหยวฟางอิ๋นตอบ “หนึ่งหมื่นห้าพันหุ้น”
หลี่ว์เสี่ยนลอบสูดลมหายใจหนาวเหน็บ อด
เลิกคิ้วไม่ได้ “หนึ่งหมื่นสามพันตำลึง”
เมื่อโหยวฟางอิ๋นได้ยิน ดวงหน้าน้อย ๆ ก็เผย
ความเย็นชา “เถ้าแก่หลี่ว์ไม่ได้ตั้งใจมาซื้อขาย
ด้วยความจริงใจแม้แต่น้อยเลยนี่นา”
หลี่ว์เสี่ยนกลับหัวเราะ “ข้าจริงใจมากนะ”
โหยวฟางอิ๋นคิดจะส่งแขก
แต่หลี่ว์เสี่ยนไม่ยอมจากไปเสียอย่าง ใช้นิ้ว
มือเคาะขอบโต๊ะเบา ๆ ด้วยท่าทีไม่อินังขังขอบ
“เจ้า หรือจะบอกว่าเจ้าของที่อยู่เบื้องหลังเจ้า
กำลังขาดเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงสินะ”
เพลิงโทสะพวยพุ่งจากนัยน์ตาทั้งสองข้างของ
โหยวฟางอิ๋น
หลี่ว์เสี่ยนเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งรู้ว่าตนเดา
ถูก
ความรู้สึกว่าได้ควบคุมทุกสิ่งทำให้เขาสาแก่
ใจนัก ประหนึ่งกำลังบีบเค้นจุดตายของแม่นาง
ตรงหน้าอย่างไรอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งมีท่าที
สบายอารมณ์ พูดเสริมอีกว่า “แม่นางโหยวไม่
จำเป็นต้องใช้สายตาเช่นนี้มองข้าน้อยหรอก เป็น
คนค้าขายก็ต้องคุยกันเรื่องผลประโยชน์นี่นา เมื่อ
ทำการค้าทุกคนย่อมมีช่วงเงินฝืดเคือง แต่ไหนแต่
ไรมาข้าคนแซ่หลี่ว์น่ะจิตใจดี หากมียามใดช่วย
คนได้ก็ต้องช่วยเหลือกันสักครา ในเมื่อแม่นาง
ขาดเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง ไม่สู้ยกหนึ่งหมื่น
เจ็ดพันหุ้นให้ข้า มาตกลงเจรจาซื้อขายกันในครั้ง
เดียว แล้วแม่นางจะได้ไม่ต้องมากลุ้มใจกับเงิน
จำนวนเล็กน้อยแบบนี้อีกดีหรือไม่”
ถ้อยคำนี้น่าจะกล่าวแทงใจโหยวฟางอิ๋น เขา
จึงเห็นอีกฝั่ายเริ่มมีสีหน้าลังเลเหมือนกำลัง
พิจารณาอย่างจริงจัง
หลี่ว์เสี่ยนพยายามพูดกระตุ้นนางครั้งแล้ว
ครั้งเล่าอย่างสุดแสนเจ้าเล่ห์เพทุบาย
เขาไม่เพียงเกลี้ยกล่อมด้วยความปรารถนาดี
หลายประโยค แต่ยังพยายามโน้มน้าวเต็มที่อีกว่า
หากนางปล่อยหุ้นลงท้องตลาดในอึดใจเดียว
เกรงว่าจะทำให้คนสงสัยว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังนา
เกลือนี้หรือเปล่า ไม่แน่อาจขายไม่ออกด้วยซ้ำ
แต่โหยวฟางอิ๋นยังไม่ยอมรับปาก
ตอนนี้หลี่ว์เสี่ยนจึงใช้ท่าไม้ตาย ชักสีหน้า
กล่าวว่า “พูดมาตั้งมากมายแม่นางโหยวก็ยังไม่
คิดจะขายหุ้น ดูท่าการค้าคงเจรจาไม่สำเร็จแล้ว
สินะ เช่นนั้นคนแซ่หลี่ว์ขอลาก่อน!”
พูดจบก็ลุกขึ้นประสานมือคารวะ
โหยวฟางอิ๋นไม่ได้ขัดขวางเขา
หลี่ว์เสี่ยนเดินออกจากห้องวิปัสสนา
ขณะเดียวกันก็แอบนับในใจ จริงดังคาด เพิ่งนับ
ถึงสามก็มีเสียงรีบร้อนลนลานดังมาจากด้านหลัง
“ช้าก่อนเถ้าแก่หลี่ว์!”
รอยยิ้มประสบความสำเร็จผุดบนริมฝีปากห
ลี่ว์เสี่ยน
เขารู้ว่าสำเร็จแล้ว
วิธีต่อรองราคาเช่นนี้ ถึงจะเก่าแก่คร่ำครึ
ทว่าหลังจากลองใช้อยู่หลายครั้งก็ยังได้ผลดี
เหมือนเดิม!
เพียงแต่ขณะนี้เขาหันหลังให้โหยวฟางอิ๋น ตัว
เขาเองจึงมองไม่เห็นรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างโล่งใจ
แบบเดียวกันซึ่งพลันปรากฏบนใบหน้าของหญิง
สาวผู้ใสซื่อ
คนหนึ่งร้อนใจต้องการเงิน ส่วนอีกคนร้อนใจ
ต้องการหุ้น
ทั้งสองฝั่ายตกลงกันได้ หลี่ว์เสี่ยนพกตั๋วเงิน
กับตราประทับมาด้วย เรื่องความมั่นใจว่าจะ
ได้มาย่อมไม่ต้องเอ่ยถึง แต่สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจ
อยู่บ้างคือโหยวฟางอิ๋นเองก็พกตราประทับ และ
แทบจะลงนามในสัญญากับเขาทันที
มือหนึ่งประทับตรา อีกมือส่งมอบเงิน
หลี่ว์เสี่ยนหยิบสัญญาจากไป ส่วนโหยว
ฟางอิ๋นก็หยิบตั๋วเงินจากไป
ตอนออกจากวัดไปั๋กั่ว หลี่ว์เสี่ยนรู้สึกแช่มชื่น
เหลือประมาณ คิดในใจว่าหุ้นนาเกลือจำนวน
มหาศาลของตระกูลเหรินมาอยู่ในมือตนแล้ว
ภายภาคหน้าเพียงรอให้ตำลึงเงินสีขาววาววับ
ไหลเข้าบัญชีเท่านั้น
แต่เมื่อออกไปได้สามลี้ รอยยิ้มบนใบหน้า
กลับสลายสิ้น
เขาซุกหนังสือสัญญาอยู่ในอก ห้วงความคิด
ผุดภาพบุตรีอนุภรรยาตระกูลโหยวหยิบตรา
ประทับออกมา แทบเกิดเสียงระเบิดดังตูมใน
สมอง หากมิใช่เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องสำเร็จ หาก
มิได้เตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ใดบ้างเล่าออกมา
เซ่นไหว้แล้วยังจะพกตราประทับมาด้วย!
เขากำลังฉวยโอกาสตีชิงตามไฟ
แต่ผู้อื่นจะไม่รู้เชียวหรือว่าเขาจะฉวยโอกาส
พอคิดเช่นนี้กลับใจหายวาบ รู้ว่าตนรีบร้อน
เกินไปแล้ว “ต้องกำลังขาดเงินอยู่แน่ ๆ ! อีกฝั่าย
ต้องกำลังขาดเงินจนเสียสติเลยแน่ ๆ ! หากข้า
อดทนอีกนิดต้องกดราคาได้ต่ำกว่านี้แน่นอน!
สมควรตายนัก…”
เขากระโดดลงหลุมพรางที่ผู้อื่นเตรียมการ
เอาไว้เสียได้!
หลี่ว์เสี่ยนแทบจะหน้าคล้ำเขียว เดิมที
เส้นทางขากลับใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม แต่เขา
เดิน ๆ หยุด ๆ จนฟั้ามืด สีหน้าตอนกลับถึงร้าน
โยวหวงราวกับสูญเสียบุพการี น่ากลัวสุดขีด
เซี่ยเวยยังไม่จากไป
ครั้นได้ยินเสียงผลักประตูจึงเงยศีรษะมอง
เขาเห็นหลี่ว์เสี่ยนเดินเข้ามาพร้อมไอเย็นแผ่ซ่าน
ทำให้อดเลิกคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ “เจ้าเป็นอะไรไป”
หลี่ว์เสี่ยนตีหน้าถมึงทึงไม่พูดไม่จา เพียงวาง
สัญญาฉบับนั้นลงบนโต๊ะ
เซี่ยเวยเหลือบมองผาดหนึ่ง “ก็แสดงว่า
เจรจาสำเร็จแล้วไม่ใช่หรือไร”
หลี่ว์เสี่ยนตอบ “ข้าเสนอราคาสูงเกินไป”
ตกลงการค้าทั้งที่ราคายังต่ำกว่านี้ได้อีก
สำหรับคนค้าขายแล้วถือเป็นความอัปยศอย่าง
ยิ่ง!
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนหวนคิดก็รู้ว่าตอนนั้นตนขาด
สติ
เซี่ยเวยฟังจากคำพูดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใด
สีหน้าจึงย่ำแย่นัก คนอย่างหลี่ว์จ้าวอิ่นหากเอา
เปรียบได้สิบส่วนจะไม่ยอมถอยโดยเอาเปรียบแค่
เก้าส่วนเด็ดขาด ต้องเอาเปรียบให้ได้ครบสิบส่วน
ถึงจะรู้สึกว่าตนไม่เสียเปรียบ เซี่ยเวยคิดว่าต่อ
ให้หลี่ว์เสี่ยนได้หุ้นมาอยู่ในมือ แต่ในเมื่อเดิมทีกด
ราคาต่ำกว่านี้ได้ดันไม่ทำ ย่อมเป็นสาเหตุให้
หงุดหงิดเคียดแค้นไม่เลิกรา
สวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าหัวสมองของหลี่ว์
เสี่ยนปัจจุบันมีแต่ใบหน้าโหยวฟางอิ๋น เมื่อเขา
ประสบเหตุการณ์นี้ก็เผลอนึกถึงการค้าเส้นไหม
ดิบซึ่งถูกชิงตัดหน้าก้าวหนึ่งก่อนหน้านี้อย่างอด
ไม่อยู่ ยิ่งหวนนึกยิ่งรู้สึกแย่ ลอบคิดว่าปม
พยาบาทนี้ผูกพันกันอย่างลึกซึ้งเสียแล้ว
ผ่านไปครึ่งค่อนวันถึงพอจะสะกดกลั้น
ความแค้นลงไปได้
อย่างไรก็ตาม เขาเพิ่งสังเกตว่าดึกปั่านนี้เซี่ย
เวยยังคงไม่จากไป จึงเอ่ยถาม “ไยเจ้ายังอยู่อีก”
เซี่ยเวยกลับมองนอกหน้าต่าง ตอบด้วยท่าที
นิ่งสงบว่า “คืนนี้มีธุระ กำลังรอข่าวสาร”
บทที่ 108 ตั๋วเงิน (5)
ท้องฟั้ามืดสนิทแล้ว
ตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงเปลี่ยนมือจากโหยว
ฟางอิ๋นไปยังเจียงเสวี่ยหนิง จากนั้นก็ไปถึงมือ
โจวอิ๋นจือ ปิดท้ายด้วยการมอบให้ชายชุดดำที่ปิด
หน้าปิดตาสองคน
โจวอิ๋นจือพาเพียงเว่ยซีไปด้วย
อีกฝั่ายก็มีกันแค่สองคนเช่นกัน
ถือว่ารักษาสัจจะดี มือหนึ่งมอบเงิน มือหนึ่ง
มอบจดหมาย
ทั้งสองฝั่ายคงระมัดระวังสุดแสน อีกทั้งเรื่อง
นี้พิเศษอย่างยิ่งยวด ฉะนั้นจึงไม่กล้าให้คนรู้มาก
ไปกว่านี้ เมื่อฝั่ายหนึ่งตรวจสอบว่าจดหมายไร้
ปัญหาและอีกฝั่ายหนึ่งก็ตรวจสอบว่าตั๋วเงินไม่มี
ปัญหาเรียบร้อยแล้วก็ไม่เอ่ยวาจาเพิ่มแม้แต่
ประโยคเดียว ต่างฝั่ายต่างหมุนกายจากไป
ชายชุดดำสองคนนั้นฉวยโอกาสเดินทาง
กลางดึก
เมื่อไปได้ครึ่งทาง หลังจากเหลียวซ้ายแลขวา
เห็นว่าปลอดคนก็เดินเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง
ครั้นออกมาอีกคราก็เปลี่ยนเป็นสวมชุดปกติและ
เปิดเผยใบหน้า ล้วนเป็นรูปโฉมหน้าตาเฉกเช่น
คนสามัญธรรมดา
กงอี๋เฉิงไร้ข่าวคราว
ส่วนตั๋วเงินก็มาอยู่ในมือแล้ว
คนพวกนี้คิดว่าจวนหย่งอี้โหวนับเป็นตระกูล
ผู้จงรักภักดี อีกทั้งเคยคิดร่วมงานใหญ่กับนิกาย
สวรรค์ การที่พวกเขาขายจดหมายไปเสียจึงถือ
เป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง แต่หากยังรั้งอยู่
เมืองหลวง เกรงว่ายิ่งยืดเยื้อรังแต่จะเกิดปัญหา
ตามมา ดังนั้นเมื่อได้เงินแล้วก็คิดจะพึ่งพาเส้น
สายที่นิกายสวรรค์ทิ้งไว้ภายในเมืองหลวงพา
หลบหนีไปให้ไกลแสนไกลยามราตรี
อย่างไรก็ตาม ขณะพวกเขาเข้าใกล้ประตู
เมืองพร้อมตั๋วเงินมูลค่ามหาศาลและส่งสัญญาณ
ลับถึงผู้ที่เคยติดต่อกันในกาลก่อน สิ่งที่ต้อนรับ
พวกเขากลับเป็นลูกเกาทัณฑ์ซึ่งถูกยิงลงมาจาก
ประตูเมือง!
ฟึบ!
ฟึบ ฟึบ ฟึบ!
ลูกเกาทัณฑ์กรีดประกายแสงคมกริบ
ท่ามกลางความมืดมิด เจาะกะโหลกของคน
เหล่านี้อย่างง่ายดาย ตั๋วเงินที่ซุกในอกยังไม่ทัน
ร้อน ตัวคนไม่ทันเข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นก็
ล้มลงกับพื้น สองตาเบิกโพลง สิ้นลมหายใจเสีย
แล้ว
บนหอคอยประตูเมือง เตาฉินซึ่งดักซุ่มอยู่มา
ตั้งแต่แรกเก็บเกาทัณฑ์กลับด้วยความ
คล่องแคล่ว ยืนสั่งการคนอื่นจากมุมมืดที่คนนอก
สังเกตเห็นได้ยาก “ลงไปตรวจค้นให้ละเอียด ดูสิ
ว่ามีสิ่งที่เซียนเซิงต้องการหรือไม่”
เงาดำหลายสายลงไปทันที
พวกเขาคลำหาตรวจค้นตั้งแต่ศีรษะจดปลาย
เท้าอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบจดหมายอันใด ตรง
ข้ามกลับเจอตั๋วเงินหนาเตอะปึกหนึ่ง ขณะส่ง
มอบให้เตาฉินก็เอ่ยด้วยความลังเลว่า “คุณชาย
เตาฉิน ค้นจนทั่วแล้ว ไม่พบสิ่งใดบนร่างคนพวก
นี้เลยขอรับ”
เตาฉินรับตั๋วเงินหนาเตอะปึกนั้นมาพลางย่น
หัวคิ้ว
บรรดาผู้ที่สิ้นชีพใต้หอคอยประตูเมืองล้วนฟัง
คำสั่งกงอี๋เฉิงอย่างลับ ๆ ไม่ควรมีตั๋วเงินมูลค่า
มหาศาลเช่นนี้สิ
พวกมันไปเอาเงินมาจากที่ใด
เขาขบคิดเล็กน้อย ทันใดนั้นก็บังเกิดลาง
สังหรณ์เลวร้าย สีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล ไม่
พูดไม่จาพลิกตัวขึ้นหลังม้าใต้หอคอยประตูเมือง
ควบห้อตะบึงไปยังทิศทางของร้านโยวหวง
—————-
ในห้องจุดตะเกียง ไส้ตะเกียงพลันปะทุครา
หนึ่ง
หลี่ว์เสี่ยนนั่งดีดลูกคิดหน้าดำคร่ำเครียด
เสียงดังสนั่นกว่าปกติ
เซี่ยเวยลูบตัวหมากหยกขาวในมือ กำลังจ้อง
มองกระดานหมากเบื้องหน้า ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่
เดินหมากเสียที จวบจนมีเสียงรายงานจากเด็ก
รับใช้ว่าคุณชายเตาฉินกลับมาแล้วเขาถึงช้อน
ดวงตาขึ้นทันใด ทว่าภายในดวงตาเงียบสงบกลับ
ซุกซ่อนประกายสังหารวาวโรจน์!
เตาฉินเดินเข้ามา
เซี่ยเวยถาม “ว่าอย่างไร”
เตาฉินรู้ว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วน เขาจึงไม่กล้า
พูดเรื่องไม่เกี่ยวข้องให้มากความ ส่งตั๋วเงินหนา
เตอะซึ่งค้นได้จากตัวคนเหล่านั้นแล้วตอบว่า “ไม่
พบจดหมายที่กงอี๋เฉิงสั่งให้พวกมันนำไปส่ง แต่
พบตั๋วเงินจำนวนห้าหมื่นตำลึงที่ตัวพวกมันแทน
ขอรับ!”
“มีแค่ตั๋วแลกเงิน ไม่มีจดหมายอย่างนั้น
หรือ”
เซี่ยเวยใจหายวาบ ความรู้สึกสั่นสะท้านคืบ
คลานผ่านกระดูกสันหลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ตัวเขาเข้าใจจิตใจคนลึกซึ้ง
ด้วยเหตุนี้จึงแทบจะคาดเดาบางอย่างได้ใน
พริบตา หลังจากสูญเสียกงอี๋เฉิง เหล่าคนที่มี
จดหมายอยู่ในมือจะต้องละโมบนำจดหมายไป
แลกเงินก้อนโตอย่างแน่นอน!
ตัวหมากจมเข้าฝั่ามือทันที
ความดุร้ายฉายวาบภายในดวงตาเซี่ยเวย
หมากสีขาวและดำบนกระดานขยับวูบไหวจน
จิตใจพานว้าวุ่น เขายกมือปัดกระดานหมาก แรง
กระเทือนส่งผลให้ตัวหมากร่วงกราวเต็มพื้น
ส่งเสียงดังเปาะแปะ
ขับเน้นให้บรรยากาศทั้งในและนอกห้องยิ่ง
เงียบเชียบวังเวงกว่าเดิม
ถึงก่อนหน้านี้หลี่ว์เสี่ยนพื้นอารมณ์จะไม่สู้ดี
นัก แต่เวลานี้ไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ
ทว่าขณะสายตาเคลื่อนไปยังตั๋วเงินนั้นโดย
มิได้ตั้งใจ กลับหลุดปากร้อง “เอ๊ะ” ทันที ไม่รู้
เพราะเหตุใดสิ่งที่อยู่บนตั๋วเงินถึงดู…คุ้นตา
เหลือเกิน
เขาหัวใจกระตุกวูบ
ความคิดอันน่าตื่นตระหนกพลันวาบในสมอง
จนต้องเอื้อมมือไปคว้าตั๋วเงินปึกนั้นแล้วมอง
อย่างพิเคราะห์ทีละใบ
ยิ่งดูดวงตาทั้งสองยิ่งวาวโรจน์
หลี่ว์เสี่ยนใจเต้นรัว ถึงขั้นมีความตื่นเต้นอย่าง
บอกไม่ถูกจู่โจมเข้ามา เขาดึงตั๋วเงินหนึ่งหมื่นห้า
พันตำลึงในนั้นออกมาวางตรงหน้าเซี่ยเวยทัน
ควัน กล่าวเสียงสั่นว่า “เจ้าจำได้หรือไม่”
เซี่ยเวยขยับหัวคิ้ว “อะไรนะ”
หลี่ว์เสี่ยนสูดลมหายใจลึก “นี่เป็นตั๋วเงินที่ข้า
นำไปซื้อหุ้นนาเกลือเมื่อตอนบ่ายชัด ๆ ตรา
สัญลักษณ์ร้านแลกเงินทงเฮิงจำนวนสิบห้าใบ ไม่
เพียงตราสัญลักษณ์นะ แม้แต่รอยยับตอนข้าสอด
เข้าไปในอกขณะเดินยังเหมือนกันทุกกระเบียด
นิ้วเลย!”
เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร ไม่อาจแจ่มแจ้ง
ไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว!
หลี่ว์เสี่ยนกลัวเซี่ยเวยจะไม่เชื่อ จึงคลี่ตั๋วเงิน
ปึกนี้ทีละใบตรงหน้าอีกฝั่าย ชี้รายละเอียด
ปลีกย่อยซึ่งเป็นหลักฐานอันแสนชัดเจนเหล่านั้น
ให้เขาดู “ข้าก็ว่าเหตุใดอยู่ดี ๆ ถึงทิ้งหุ้นซึ่งมี
แนวโน้มว่าราคาจะพุ่งสูงกะทันหัน คิดไม่ถึงว่าจะ
นำมาใช้เพื่อการนี้ หากคนที่จ่ายตั๋วเงินพวกนี้คือ
คนที่ซื้อจดหมายฉบับนั้น แสดงว่าเจ้าตัวต้อง
เกี่ยวข้องกับบุตรีอนุภรรยาแห่งจวนชิงหย่วนปั๋อ
อย่างไม่ต้องสงสัย!”
นอกจากนี้…
ผู้ที่จ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อจดหมายซึ่งพอจะ
เป็นหลักฐานเอาผิดจวนโหวได้คือใครกันแน่
หากไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตผู้อยากให้จวนโหวถึงที่
ตาย
เช่นนั้นก็ต้อง…
เซี่ยเวยนิ่งเงียบ นิ้วมือเรียวยาวแตะขอบตั๋ว
เงินหนึ่งพันตำลึงซึ่งวางราบกับโต๊ะ เขาใช้
ความคิดและพับขอบขึ้นมาด้านหนึ่ง แลเห็น
คราบหมึกลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ ขนาดเล็ก
หลายจุดกระจายอยู่ริมขอบตั๋วเงิน
เขาขมวดคิ้ว สายตาเพ่งพิศตำแหน่งนั้นไม่
เคลื่อนไปไหน
หลี่ว์เสี่ยนสังเกตเห็นจุดที่เขามองอยู่เช่นกัน
อดอึ้งงันไม่ได้ “เหตุใดข้าจำไม่ได้เลยว่าเดิมทีมี
คราบน้ำหมึกพวกนี้อยู่ด้วย…”
เซี่ยเวยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง
จากนั้นเหมือนนึกอะไรได้ พลิกตั๋วเงินสิบห้า
ใบกลับหลังทั้งหมด
หลี่ว์เสี่ยนตกตะลึงทันที
บริเวณริมขอบทางด้านขวาของแต่ละใบ
ปรากฏคราบน้ำหมึกลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ
หลายจุด!
เซี่ยเวยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะนำมาวาง
ซ้อนทับเรียงต่อกันทีละใบโดยอิงตามคราบน้ำ
หมึกที่ติดบนขอบทางด้านขวาของตั๋วเงิน สุดท้าย
คราบน้ำหมึกทั้งหมดก็ตรงกันพอดิบพอดีราวกับ
เป็นภาพต่อประกอบ
มีคนทิ้งตัวอักษรไว้บนตั๋วเงิน!
ไม่ได้เป็นตัวอักษรที่นับว่าครบถ้วนสมบูรณ์
อะไรนัก ถึงกับหวัดและโย้ไปเย้มาอีกด้วย อ่าน
แล้วเห็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจน่าเวทนาสงสาร
อยู่หลายส่วน เขียนไว้ว่า ‘เซียนเซิง ข้าเอง ข้า
สำนึกผิดแล้ว’
ทั้งยังวาดลูกเต่าปิดท้ายอีกต่างหาก
ตอนนี้เองเซี่ยเวยถึงเปล่งเสียงหัวเราะอย่าง
อดไม่ได้ แววตาดุร้ายอันตรธานไปสิ้น