คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 109 มาดมั่นว่าตนเปิดเผยจริงใจ (1)
นั่นมัน…
อะไรกันน่ะ
หลี่ว์เสี่ยนนั่งอยู่ฝังตรงข้ามเซี่ยเวย ตัวอักษร
เหล่านั้นไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย เขาอ่าน
ลำบากยากเย็นจึงชะโงกหน้าเข้าใกล้เพื่อจะแล
มองอย่างถ้วนถี่ “เขียนสิ่งใดเอาไว้น่ะ ทิ้งรหัสลับ
อะไรไว้หรือ”
ทว่าเพิ่งโน้มศีรษะเข้าประชิดเซี่ยเวยหน่อย
เดียว อีกฝั่ายก็เหลือบมองมาด้วยแววตาเรียบเฉย
ผาดหนึ่ง
ส่วนมือก็เก็บตั๋วเงินที่นำมาเรียงต่อกันปึกนั้น
ด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
หลี่ว์เสี่ยนตาโตอ้าปากค้าง
เซี่ยเวยอธิบาย “ไม่ได้เขียนให้เจ้า”
“…”
เศษเสี้ยวความสนเท่ห์ฉายวาบบนใบหน้าห
ลี่ว์เสี่ยน เขาลอบชำเลืองมองปึกตั๋วเงินซึ่งถูก
เรียงใหม่
หัวคิ้วขยับเข้าหากัน ก่อนจะเปล่งวาจาด้วย
ถ้อยคำอันน่าตื่นตระหนก “เป็นจดหมายรักที่
โหยวฟางอิ๋นเขียนให้เจ้ารึ”
“…”
ปากสุนัขย่อมไม่อาจงอกงาช้าง[1]
บรรยากาศอึมครึมที่เคยปกคลุมร่างเซี่ยเวย
สลายไปพร้อมการหัวเราะก่อนหน้า เหมือนเจ้า
ตัวจะหวนคืนสู่ความสงบเฉยเมยเหมือนหลุดพ้น
เรื่องทางโลกเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ตอบเพียงว่า
“ไม่ใช่”
หลี่ว์เสี่ยน “ข้าก็กะเอาไว้แล้วว่าไม่ใช่ แม่นาง
โหยวกำลังจะแต่งงาน มิหนำซ้ำไม่เคยติดต่ออะไร
กับเจ้าเสียหน่อย ย่อมไม่มีทางเขียนอะไรมาหา
เจ้าในเวลาเช่นนี้หรอก เช่นนั้นสตรีนางใดกัน
หนอเขียนถ้อยคำรักถึงเจ้า”
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้วเล็กน้อย “ถ้อยคำรักอะไร
กัน”
หลี่ว์เสี่ยนยังคงไม่ละสายตาจากปึกตั๋วเงินใน
มือเขา ดวงตาฉายแววหลักแหลมพินิจพิเคราะห์
“เรื่องนี้หนักหนายิ่งนัก หากไม่ใช่ว่าสตรีเขียนให้
เจ้า แล้วไฉนข้าจะดูไม่ได้”
ตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงซึ่งค้นมาได้จากร่าง
สายลับนิกายสวรรค์ที่ฟังคำสั่งกงอี๋เฉิงโดยตรงมี
ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงที่หลี่ว์เสี่ยนจ่ายให้
โหยวฟางอิ๋นก่อนหน้านี้ และเมื่อนำตั๋วเงินใบละ
หนึ่งพันตำลึงจำนวนสิบห้าใบนั่นมาเรียงซ้อนกัน
กลับซุกซ่อนตัวอักษรไว้
เรื่องทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับความปลอดภัย
ของจวนหย่งอี้โหว แต่เมื่อเซี่ยเวยเห็นข้อความนี้
ก็คล้ายจะคลายกังวล ประหนึ่งเรื่องอยู่ในการ
ควบคุมแล้ว ไม่มีอะไรใหญ่โตอีก
ทว่าความรู้สึกของหลี่ว์เสี่ยนตรงข้ามกับเซี่ย
เวยโดยสิ้นเชิง
อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาระแวงสงสัย
อะไรนักหรอก สิ่งที่เล่นเอากระวนกระวายและ
ตื่นตัวมากกว่าคือท่าทีที่เซี่ยเวยเผยออกมาชั่ววูบ
เมื่อสักครู่ต่างหาก ท่าทีเช่นนั้นไม่น่ามาปรากฏ
บนร่างเซี่ยเวยได้เลย
ส่วนเซี่ยเวยถูกซักไซ้จนอึ้งไปจริง ๆ
ลายมือเช่นนี้ น้ำเสียงในถ้อยคำเช่นนี้ ไหนจะ
เจ้าเต่าน้อยที่ตนเคยเห็นอีก ต่อให้ไม่ลงนามเขาก็
รู้ว่าผู้ใดเป็นคนทิ้งตัวอักษรเอาไว้ ทั้งยังรู้แล้วด้วย
ว่าผู้อยู่เบื้องหลังโหยวฟางอิ๋นคือใคร จึงวางใจได้
ในที่สุด
หากว่ากันตามเหตุผล เขาควรบอกเรื่องนี้
กับหลี่ว์จ้าวอิ่น
แต่…
เขากลับไม่อยากบอก
ดวงตาทั้งสองข้างช้อนขึ้นสบสายตาจากฝั่าย
ตรงข้ามอย่างตรงไปตรงมา เซี่ยเวยเองก็ประสาท
สัมผัสเฉียบคม ย่อมไม่ถึงขั้นไม่เข้าใจความหมาย
ที่หลี่ว์เสี่ยนกล่าวเมื่อครู่
หลี่ว์เสี่ยน “เจ้ากับข้ารู้จักกันมาหลายปี สิ่งที่
ข้านับถือเจ้ามากที่สุดคือสิ่งใดรู้หรือไม่”
เซี่ยเวยไม่กล่าวอะไร
หลี่ว์เสี่ยนยกมุมปาก ทว่าดวงตาปราศจาก
รอยยิ้ม “ไม่ใช่สติปัญญาและการวางแผนของเจ้า
และไม่ใช่ความอดทนต่อความอัปยศของเจ้าด้วย
…แต่เป็นการไม่ใกล้ชิดสตรีของเจ้าต่างหาก”
อย่างไรก็ตาม เซี่ยเวยครุ่นคิดดูแล้วก็มิได้รู้สึก
ว่าตนกระทำเรื่องไม่สมควรอันใด หนิงรองเป็น
เพียงลูกศิษย์ที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวอักษรหรือ
ภาพวาดล้วนไม่เอาอ่าวเท่านั้นเอง
มิหนำซ้ำ…
หนิงรองยังต่างจากผู้อื่น
เซี่ยเวยมั่นใจว่าตนเพียงต้องการทดสอบว่า
ดรุณีน้อยผู้นี้กล่าวจริงหรือเท็จ อีกทั้งต้องการ
ผูกมัดและชี้แนะนางไม่ให้เดินผิดทาง นอกจาก
เรื่องพวกนี้ก็ไม่มีเจตนาส่วนตัวอื่นใดแอบแฝงเลย
ทั้งยังปราศจากความปรารถนาฉันชายหญิงสัก
กระผีก เขาเห็นอีกฝั่ายเป็นลูกศิษย์และผู้เยาว์
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางเลยเปิดเผย
จริงใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกว่าหลี่ว์เสี่ยนกังวล
เกินเหตุ
เซี่ยเวยใช้มือกดปึกตั๋วเงินบนมืออีกข้าง ยังคง
แสดงเจตนาว่าจะไม่คืนให้หลี่ว์เสี่ยน “ก็แค่
ลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่หยอกล้อกันอย่างขำขัน
ไร้สาระ หากให้ผู้อื่นเห็นรังแต่จะเป็นที่หัวเราะ
เยาะเปล่า ๆ เจ้าน่ะคิดมากไปแล้ว”
หลี่ว์เสี่ยนอดวิเคราะห์ไม่ได้ว่าคำพูดนี้เป็น
จริงหรือเท็จ
แต่ครั้นเห็นสีหน้าเซี่ยเวยปราศจากความ
ผิดปกติ ยามนี้จึงเริ่มสงสัยขึ้นมาบ้างแล้วว่านี่ตน
กำลังใช้จิตใจของคนถ่อย[2]สงสัยผีสางเทวดา
[3]อยู่หรือเปล่านะ “คิดมากเกินก็ยังดีกว่าคิด
น้อยเกิน ดูท่าปัญหาคราวนี้จะแก้ไขเรียบร้อย
แล้วสิ เพียงแต่เจ้าเป็นฝั่ายดูออกเองว่าจดหมาย
ตกอยู่ในเงื้อมมือผู้ใด หรือว่าอีกฝั่ายทิ้งข้อความ
บอกกล่าวเอาไว้ล่ะ หากเป็นอย่างหลัง เจ้าได้
บอกความเคลื่อนไหวของพวกเราให้ผู้อื่นล่วงรู้
ล่วงหน้าบ้างหรือไม่”
“…”
นิ้วที่กดตั๋วเงินของเซี่ยเวยคล้ายชะงักไปครู่
หนึ่ง
หลี่ว์เสี่ยนเห็นแล้วเลิกคิ้วทันที
เขารู้จักกับเซี่ยเวยมานานพอสมควร ถึงขั้น
พอเห็นสีหน้าเจ้าตัวเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็รู้แล้ว
ว่าตนพูดแทงใจดำเข้า แต่คนฉลาดเมื่อเอ่ยมาถึง
ตรงนี้ก็ควรจะหยุด
หลี่ว์เสี่ยนทอดสายตามองนอกหน้าต่างอัน
มืดมิด จากนั้นจึงบอกว่า “เจ้าควรกลับไปได้
แล้ว”
เซี่ยเวยลุกขึ้นกล่าวอำลา
ก่อนจากไปยังนำตั๋วเงินหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึง
ไปด้วย
หลี่ว์เสี่ยนไม่ได้ขัดขวาง ทั้งยังไปส่งเขาที่
ประตู
เมื่อขึ้นรถม้ากลับจวน เซี่ยเวยก็นั่งพิงตัวรถ
จ้องมองคราบหมึกบนตั๋วเงินในมือพลางครุ่นคิด
อยู่นาน
เมื่อถึงหน้าประตูจวนก็ลงจากรถ
เตาฉินเห็นเขามีสีหน้าผิดปกติอยู่บ้าง
เซี่ยเวยหลุบตา ไม่รู้คิดอะไรจู่ ๆ ก็หัวเราะ
แล้วกล่าวว่า “พรุ่งนี้เจ้าจงไปจวนตระกูลเจียง
เชิญหนิงรองให้กลับมาเรียนพิณ แม้นางไม่ต้อง
ไปตำหนักเฟิงเฉินแล้ว แต่การเรียนก็ไม่อาจ
ทอดทิ้ง”
—————
โจวอิ๋นจือลอบตื่นตระหนก
เจียงเสวี่ยหนิงรวบรวมเงินได้ครบช่วงบ่าย
การต้องมอบเงินจำนวนมากให้คนอื่นเช่นนี้นาง
เองก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริง ๆ มิหนำซ้ำพวกมัน
ยังเป็นสายลับที่นิกายสวรรค์ลอบทิ้งไว้อีก
ต่างหาก ต่อให้ไม่อาจดักเอาเงินกลับคืนมา แต่
หากจับกุมคนเหล่านี้ได้ก็ถือเป็นผลสำเร็จ
ด้วยเหตุนี้ขณะแพร่งพรายข้อมูลให้เซี่ยเวย
นางจึงเตรียมการขั้นที่สอง
เจตนาจะให้แลกเปลี่ยนกันยามพลบค่ำ
การดักซุ่มในเมืองเด่นสะดุดตาเกินไป ฉะนั้น
นางจึงสั่งให้โจวอิ๋นจือโยกย้ายองครักษ์เสื้อแพร
จำนวนหนึ่งไปดักซุ่มนอกเมือง แม้แต่กบฏนิกาย
สวรรค์สองคนซึ่งจับได้ก่อนหน้านี้ก็ปล่อยตัวไป
รอให้ออกจากเมืองหลวงก่อนค่อยสังหารทิ้ง ลอง
ดูว่าพอจะโชคดีได้เงินห้าหมื่นตำลึงนี้กลับมา
หรือไม่
ทว่ารออยู่ทั้งคืนก็ไม่มีคนออกจากเมือง
โจวอิ๋นจือไปที่ว่าการตอนเช้าตรู่ของวันถัดมา
ได้ยินสหายร่วมงานเอ่ยว่าเมื่อคืนทหารเฝั้าประตู
เมืองยิงเกาทัณฑ์สังหารกบฏนิกายสวรรค์ได้
หลายคน คล้ายพวกมันใช้เงินซื้อตัวทหารยาม
เพื่อจะออกจากเมือง คิดไม่ถึงว่าทหารเฝั้าประตู
เมืองกลับใช้แผนหลอกล่อ รอคอยให้พวกมันมา
ติดกับ
โจวอิ๋นจือเคยรับมือกบฏนิกายสวรรค์มาก่อน
จริงอยู่ว่าชาวยุทธภพยึดถือน้ำใจต่อมิตร
สหาย แต่ก็ฉลาดหลักแหลมมากเช่นกัน ตอนคน
พวกนั้นรู้ว่าสายของตนถูกจับกุมจากเบาะแส
เพียงเล็กน้อยก็นำจดหมายอีกครึ่งฉบับที่เหลือมา
ข่มขู่ให้พวกเขายอมทำตาม ทั้งยังเรียกร้องให้
เจรจากันโดยเรียกเงินก้อนโตอย่างอุกอาจ แล้ว
ไฉนจะมาตกหลุมพรางอย่างการซื้อตัวทหารยาม
ได้เล่า
นอกเสียจากพวกมันไว้ใจผู้ที่ติดต่อด้วยมา
ก่อนแล้ว!
เพียงแต่ระหว่างนั้นเกิดเหตุไม่คาดฝัน
อีกฝั่ายขายพวกมันและสร้างหลุมพรางเพื่อ
สังหารทิ้งแทน
เรื่องนี้จะต้องโยงใยสลับซับซ้อนเป็นแน่ แม้
โจวอิ๋นจือจะไม่รู้เรื่องภายในของนิกายสวรรค์สัก
เท่าใด ทว่าทันทีที่ได้ยินข่าวนี้ก็รับรู้ชัดแจ้งว่า
นอกจากตัวเขากับเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งคอยวาง
แผนการอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เหมือนจะยังมีเงาดำ
ทะมึนหนาทึบซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ปกคลุมอยู่ด้วย
ยิ่งใหญ่และเร้นลับเสียกว่า
ต้องบอกว่าสิ่งที่เขานึกถึงในตอนนั้นคือข่าวที่
เจียงเสวี่ยหนิงเคยสั่งให้เขาแพร่งพราย รึว่าจะ
เกี่ยวข้องกับรองราชครูเซี่ยผู้ได้รับการขนานนาม
ว่าเป็นนักปราชญ์ คนที่ข้าไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์
ด้วยผู้นั้น
โจวอิ๋นจือรู้สึกขึ้นมาอีกครั้งว่าในเมืองหลวง
อันสลับซับซ้อนยากจะหยั่งถึงแห่งนี้ ตัวเขาเป็น
เพียงคลื่นลูกเล็ก ๆ ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วย
กระแสคลื่นรุนแรงสาดซัด ทั้งยังไม่ต่างจากเม็ด
ทรายบนชายหาดตื้น ๆ ซึ่งถูกคลื่นพัดพาให้
เคลื่อนขยับตามแรงน้ำ
เมื่อก้าวสู่โลกหล้าถึงรู้ว่าสรรพสิ่งช่างกว้าง
ใหญ่ไพศาล
อันที่จริงครั้นได้ดำรงตำแหน่งผู้คุมกองพัน
แห่งองครักษ์เสื้อแพรและยืนหยัดมั่นคงในที่ว่า
การเขาก็เริ่มขบคิด หลังจากจวนหย่งอี้โหวล้ม
ดรุณีน้อยซึ่งไร้ความสลักสำคัญเช่นเจียงเสวี่ย
หนิงยังจะนำอะไรมาให้ตนได้อีก
คราวนี้เขากลับพบว่า…
ตัวเขาเองยังไม่ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของดรุณี
น้อยผู้นี้เลยด้วยซ้ำ
โจวอิ๋นจือมายังจวนตระกูลเจียงอีกครา ทว่า
เก็บงำท่าทียามอยู่ต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาไปเสีย
สิ้น แสดงท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนและอดทนอด
กลั้นเหมือนตอนเพิ่งมาถึงเมืองหลวงและทำงาน
รับใช้ภายในจวนตระกูลเจียง
เมื่อคืนเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้รับข่าวคราวจาก
โจวอิ๋นจือ เช้านี้จึงยังรู้สึกกังวล
แต่พอนึกถึง เขาก็มาหาพอดีอย่างเกินคาด
นางเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”
โจวอิ๋นจือเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนและสิ่งที่ได้ยิน
มาจากที่ว่าการเช้านี้ให้นางฟังทั้งหมด
เขามองสำรวจสีหน้าเจียงเสวี่ยหนิง
น่าแปลกที่เจ้าตัวเหมือนไม่ได้มีท่าทีหนักใจ
ดังที่เขาคิด กลับโล่งอกเหมือนคาดการณ์เอาไว้
แล้วมากกว่า ผ่านไปอีกครู่หนึ่งนางก็ขมวดคิ้วอีก
ครา ประหนึ่งโล่งใจแต่ก็แฝงความกังวลหน่อย ๆ
โจวอิ๋นจือเลียบเคียงถาม “ต้องลอบสืบ
หรือไม่ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงจับมุมโต๊ะไม้แกะสลักเคลือบสี
แดง นั่งลงอย่างแช่มช้าพร้อมส่ายหน้าแทบจะ
ทันที “ไม่ต้องสืบ”
เวลาเช่นนี้ยิ่งทำอะไรมากก็ยิ่งผิดพลาด
นางเอ่ยว่า “ข้าทราบเรื่องแล้ว เจ้ากลับไป
เสียเถอะ ต่อไปก็ไม่ต้องสนใจอะไรอีกทั้งสิ้น”
โจวอิ๋นจือรู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดวันนี้ลึกซึ้งยิ่ง
กว่าเคย เผยความล้ำลึกยากจะหยั่งถึง จนถึงขั้น
ทำให้เขาแสดงความลังเลอย่างยากจะพบเห็น
——————–
1. ปากสุนัขย่อมไม่อาจงอกงาช้าง เป็นสำนวน
หมายถึงคนปากเสียมักจะไม่พูดถ้อยคำดี ๆ
2. ใช้จิตใจของคนถ่อย เป็นสำนวน หมายถึงมี
มุมมองความคิดคับแคบ
3. สงสัยผีสางเทวดา เป็นสำนวน หมายถึง
สงสัยไปเสียทุกเรื่อง
บทที่ 109 มาดมั่นว่าตนเปิดเผยจริงใจ (2)
เจียงเสวี่ยหนิง “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ”
โจวอิ๋นจือเก็บงำความรู้สึก แม้อยากถามว่ามี
สิ่งใดซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่เมื่อนึกได้ว่าวัน
นั้นจู่ ๆ นางก็เปิดโปงความคิดแอบแฝงที่เขา
ต้องการแทรกซึมเข้าจวนหย่งอี้โหว เขาก็นึก
หวาดระแวงดรุณีตรงหน้าอยู่หลายส่วน อีกทั้ง
กลัวว่านางจะไม่พอใจจึงตอบกลับว่า “ไม่มีอะไร
ขอรับ แค่แปลกใจอยู่บ้างเท่านั้นเอง เช่นนั้น
ข้าน้อยขอตัวกลับก่อน คุณหนูรองจะสั่งให้คนไป
หาข้าอีกก็ได้ หากข้าไม่อยู่ที่ว่าการก็ไปหาเว่ยซีได้
เช่นกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงหนุ่มน้อยหน้าแดงซึ่งนาง
พบที่บ้านของโจวอิ๋นจือ ถือเป็นตัวเลือกอันไม่เลว
เลยทีเดียว นางจึงผงกศีรษะ “เข้าใจแล้ว”
โจวอิ๋นจือถึงกล่าวอำลา
เมื่อเขาจากไป เจียงเสวี่ยหนิงก็นั่งนิ่งอยู่นาน
ทันใดนั้นพลันกุมศีรษะแล้วโขกโต๊ะโปั๊กหนึ่ง
“เป็นเขาจริงด้วย ซวยแน่ทีนี้!”
ตั้งห้าหมื่นตำลึงเชียวนะ!
กว่าจะรวบรวมจนครบนางต้องเอาของที่
เยี่ยนหลินให้นางไปแลกตั้งมาก ทั้งยังต้องรวม
เงินส่วนตัวเพิ่มเข้าไป หุ้นนาเกลือตระกูลเหรินที่
กำลังราคาขึ้นก็จำใจต้องขาย
นางต้องมาถูกพวกนิกายสวรรค์ข่มขู่โดยไม่ได้
อะไรตอบแทน แม้จะถือว่าใช้เงินไปตามความ
เหมาะสมแล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
ไหนจะเรื่องที่นางห่วงว่าจะเกิดความขัดแย้ง
ในหมู่คนร้ายกันเองอีก จึงมิอาจไม่เตรียมการไว้
ก่อนถึงสามขั้นตอน
ขั้นแรก ฝังของนางมอบเงินให้อย่างว่าง่าย
หากได้จดหมายมาอย่างราบรื่นย่อมดีที่สุด
ความจริงขั้นตอนนี้ประสบความสำเร็จแล้ว
อีกฝั่ายรักษาคำมั่นสัญญาจริง ๆ บางทีอาจ
รู้สึกว่าในเมื่อพวกนางถึงกับยอมวิ่งเต้นจ่ายเงินให้
เรื่องของจวนหย่งอี้โหวก็น่าจะเป็นคนซื่อสัตย์ยึด
มั่นในน้ำใจไมตรีกระมัง จึงยอมมอบจดหมายให้
ขั้นที่สอง นางส่งพวกของโจวอิ๋นจือไปดักซุ่ม
นอกเมืองเพื่อปั้องกันเหตุไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะสกัด
กั้นจดหมายหรือดักชิงเอาเงินคืนล้วนถือเป็นการ
สร้างผลงาน
เรื่องนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ
นี่เกี่ยวข้องกับขั้นที่สาม
ขั้นที่สาม นางสั่งการให้ลอบแพร่งพรายข่าว
ให้ฝั่ายเซี่ยเวยระแคะระคายเบาะแสจนเข้ามามี
ส่วนร่วม กล่าวได้ว่าทำไปเพื่อเพิ่มการรับประกัน
ขั้นสุดท้ายต่องานใหญ่ครั้งนี้
เนื่องจากนางไม่กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าสอง
ขั้นตอนแรกตนจะไม่ผิดพลาด
มันเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันถึงการคงอยู่หรือ
ล่มสลายของจวนหย่งอี้โหว
เพราะฉะนั้นการสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง
หรือแม้กระทั่งการเปิดเผยตัวตน เมื่ออยู่ต่อหน้า
เรื่องใหญ่เช่นนี้ก็กระจ้อยร่อยยิ่งนัก ไม่มีค่าควร
แก่การเอ่ยถึง
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจเสี่ยงล้มเหลว
นางจึงขอเดิมพันสักครา…
เดิมพันว่าเซี่ยเวยที่นางรู้จักในชาติก่อน
แท้จริงแล้วคือบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นทำให้คนกริ่ง
เกรงได้จริง เดิมพันว่าขอเพียงคนผู้นี้รู้ข้อมูลต้อง
ควบคุมสถานการณ์ได้แน่ และเดิมพันว่าเขา
ห่วงใยจวนหย่งอี้โหว หรือกล่าวอีกอย่างก็คือเดิม
พันเรื่อง…
ข้อสันนิษฐานของโหยวฟางอิ๋นในชาติก่อนซึ่ง
ยังไม่เคยมีผู้ใดพิสูจน์จนสืบทราบ!
อย่างไรก็ตาม เจียงเสวี่ยหนิงไม่แน่ใจนักว่า
ตนโชคดีหรือโชคร้ายที่ข้อสันนิษฐานดังกล่าว
เกือบถูกตนพิสูจน์เข้าแล้วในชาตินี้!
ขอเรียนถาม ทั้งที่เซี่ยจวีอันถือกำเนิด ณ
เมืองจินหลิงในเจียงหนานและไม่เคยมี
ปฏิสัมพันธ์กับจวนหย่งอี้โหวอย่างลึกซึ้งมาก่อน
เหตุที่สอนเยี่ยนหลินก็แค่ทำตามหน้าที่ในฐานะ
หัวหน้าหอเหวินยวนซึ่งรับผิดชอบถวายการ
บรรยายประจำวันเท่านั้นเอง เขาทั้งปราศจาก
ส่วนได้ส่วนเสียส่วนตน และยิ่งปราศจาก
คุณธรรมน้ำมิตรที่ต้องมาตอบแทนจวนโหวใน
ยามตกทุกข์ได้ยากด้วย แต่เพียงได้รับข่าวสาร
เลื่อนลอยจนจับต้องไม่ได้ก็ถึงกับยอมลงทุนลง
แรงครั้งใหญ่ ยินดีเสี่ยงวางแผนลวงสังหารใน
เมืองหลวง ความโหดเหี้ยมอำมหิตและเด็ดขาด
ช่างชวนอกสั่นขวัญแขวน เช่นนี้แล้วเขาจะไม่มี
ความสัมพันธ์กับจวนโหวแม้แต่น้อยได้อย่างไรกัน
เล่า
ชาติก่อนเจียงเสวี่ยหนิงรู้ความลับมาประการ
หนึ่ง
นั่นคือเซียวติ้งเฟยที่กลับมายังตระกูลเซียว
ภายหลังนิสัยเอ้อระเหยลอยชายไม่ได้เรื่องได้ราว
อีกทั้งในหัวมีแต่เรื่องกามารมณ์จนทำให้ตระกูล
เซียวเดือดดาลยกใหญ่ เขาไม่ใช่ติ้งเฟยซื่อจื่อตัว
จริง!
ตอนนั้นคนผู้นี้ดื่มจนเมามาย
คราแรกทั้งราชสำนักเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าใช่
ซื่อจื่อตัวจริงแน่ เพราะเขารู้เหตุการณ์สมัยนั้นทุก
ประการ ทว่านานวันกลับรู้สึกว่าผู้ที่ยามเยาว์วัย
เป็นคนดี ไฉนโตมากลับกลายเป็นคนพรรค์นี้ไป
ได้ จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง
นางเองก็สงสัยมาก
ด้วยเหตุนี้จึงฉวยโอกาสหลอกถามเขาเรื่อง
ประสบการณ์ที่ต้อง ‘ระหกระเหินอยู่ภายนอก’
ในสมัยก่อนอย่างเจ้าเล่ห์
ผลกลายเป็นว่าเจ้าคนไม่เอาไหนกลับร่างส่าย
โอนเอน อาศัยจังหวะที่ศาลาร้างผู้คนเข้ามา
ประชิดตรงหน้าด้วยเจตนาจะลวนลาม พูดโดย
ริมฝีปากเกือบแนบชิดใบหูนาง “ฮองเฮาทรงนึก
ว่ากระหม่อมดื่มจนเมามาย ไม่แน่อาจหลุดพูด
‘ความจริง’ อะไรออกมาสินะพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงตกใจหมายจะถอยห่าง
คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้กลับฉุดแขนเสื้อนาง ฉีกมุม
ปากอย่างชั่วร้ายขณะจ้องมองมาด้วยสายตา
ร้อนแรง “หากฮองเฮาทรงยอมร่วมหลับนอน
ด้วยกันสักหน กระหม่อมจะทูลพระองค์ก็ได้ว่า
กระหม่อมมิใช่ ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ เสียหน่อย”
เขาบอกว่าเขาไม่ใช่ติ้งเฟยซื่อจื่อจริง ๆ !
เรื่องนี้ทำให้นางตกใจมาก
อย่างไรก็ดีความอุกอาจขวัญกล้าของอีกฝั่าย
อยู่เหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง
นางไม่นึกว่าอีกฝั่ายจะถึงกับทำตัวไม่รู้จักยำ
เกรงในวังหลวง พลันแสดงสีหน้าเย็นชาพร้อม
สะบัดมือคนผู้นั้นและถอยออก
เซียวติ้งเฟยซวนเซเล็กน้อย ยืนได้ไม่มั่นคง
ทว่ารอยยิ้มบนริมฝีปากไม่เพียงไม่จาง ตรงกัน
ข้ามกลับยิ่งกดลึก เขายกนิ้วมือซึ่งเพิ่งดึงแขนเสื้อ
ชุดชาววังงามหรูของนางขึ้นมาอังจมูกและสูดดม
เบา ๆ
สิ่งที่สลักในนัยน์ตาคือระลอกคลื่นซึ่งพานให้
หงุดหงิดโมโห
เจียงเสวี่ยหนิงแววตาเย็นชา “เจ้าอยากตาย
หรือ!”
เซียวติ้งเฟยกลับเลิกคิ้วไม่แยแสแม้แต่น้อย
ทั้งยังใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากตนเองแล้วประทับ
จุมพิต เอ่ยกลั้วหัวเราะเบา ๆ ว่า “กระหม่อมว่า
พระองค์ไม่ทรงทราบสถานการณ์ที่กำลังเผชิญ
กระมัง วัน ๆ เอาแต่สืบเรื่องที่ตนไม่ควรรู้ หาก
คนผู้นั้นทราบว่าวันนี้ทรงได้ยินกระหม่อมพูด
อะไรไปบ้าง เกรงว่าต่อให้เขาไม่ต้องการ แต่ก็ยัง
ต้องมาคิดบัญชีกับกระหม่อมและสังหารพระองค์
อยู่ดี”
ครั้นนางกำนัลซึ่งไปหยิบเสื้อคลุมกันลมให้
นางกลับมาเห็นเซียวติ้งเฟย ก็สะดุ้งโหยง
เจียงเสวี่ยหนิงปิดปากไม่พูดอะไรต่ออีก
ส่วนเซียวติ้งเฟยถวายพระพรด้วยร่างเอียง
กระเท่เร่ปราศจากความจริงจัง จากนั้นถอย
ออกไปจากศาลา คงกลับไปที่งานเลี้ยง
นับแต่นั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็มักอดคิดไม่ได้ว่า
‘คนผู้นั้น’ และ ‘เขา’ ที่เซียวติ้งเฟยเอ่ยถึงคือใคร
มิหนำซ้ำบางทีคนผู้นั้นอาจแค่ยังไม่คิดสังหารนาง
เฉย ๆ นั่นพิสูจน์ได้ว่าอย่างน้อยอีกฝั่ายก็มี
ความสามารถพอจะลงมือได้จริง ๆ …
แต่ต่อให้ครุ่นคิดอย่างไรก็ปราศจากเบาะแส
ให้ล่วงรู้
นอกจากนี้ ทุกเรื่องที่ติ้งเฟยซื่อจื่อตัวจริงควร
ทราบ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดปลีกย่อยหรือ
เรื่องราวใหญ่โตเพียงใด เซียวติ้งเฟยผู้นี้ต่างทราบ
ทะลุปรุโปร่ง เช่นนั้นสิ่งเดียวที่นางมั่นใจคือหากมี
ผู้วางแผนอยู่เบื้องหลัง นั่นย่อมเกี่ยวข้องกับติ้ง
เฟยซื่อจื่อตัวจริงอย่างแน่นแฟั้น หรืออาจเป็น
ฝีมือติ้งเฟยซื่อจื่อตัวจริงเสียงจริงเลยด้วยซ้ำ!
ทว่าจนกระทั่งนางทำอัตวินิบาตกรรมที่
ตำหนักคุนหนิงก็ยังไม่อาจไขความลับดังกล่าว
บัดนี้…
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งหน้าผากกระแทกโต๊ะ
แกะสลักเคลือบสีเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นาง
เงยศีรษะขวับอีกครั้ง “เป็นไปได้อย่างไรกัน”
หัวคิ้วขมวดมุ่น ข้องใจเป็นที่สุด
หากคนผู้นั้นคือเซี่ยเวยจริง ๆ เมื่ออิงจากที่
เซียวติ้งเฟยกล่าวมาก่อนหน้า เช่นนั้นเขาจะไม่
คิดสังหารนางได้อย่างไรกันเล่า
ไม่สิ…
ยังไม่อาจแน่ใจได้เสียหน่อยว่าคนผู้นั้นคือเซี่ย
เวย
ในเมืองหลวงอาจยังมีผู้อื่นสอดมือเข้ามายุ่ง
เรื่องจดหมายครึ่งฉบับนี้อีก อาจเป็นพวกนิกาย
สวรรค์เองก็ได้ที่พลั้งเผลอเปิดเผยร่องรอยและถูก
คนจับพิรุธ
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตั๋วเงินสิบห้าใบ
หากผู้อยู่เบื้องหลังคือเซี่ยเวยจริง อีกทั้งยังมีห
ลี่ว์เสี่ยนร่วมด้วย อีกฝั่ายย่อมต้องรู้ที่มาของตั๋ว
เงินสิบห้าใบนั้น
และก็เพราะเจียงเสวี่ยหนิงกลัวว่าผู้อยู่
เบื้องหลังจะเป็นเซี่ยเวยนี่แหละ หลังจากขบคิด
พิจารณาอยู่นานจึงเขียนข้อความลงบนตั๋วเงิน
เนื่องจากนางไม่มีเวลาไปแลกตั๋วเงินแล้ว
มิหนำซ้ำต่อให้นำไปแลก เงินจำนวนมาก
เช่นนี้ หากคิดจะสืบย่อมสืบได้
ด้วยเหตุนี้ หากพวกเขาตรวจสอบตั๋วเงินอีก
หน่อยก็จะพบตัวอักษรเขียนไว้ จากนั้นจะรู้
สถานะของนางเอง!
ถ้าผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่เซี่ยเวย แบบนั้นย่อมไม่
มีปัญหาอันใด ต่อให้ใครอื่นมาค้นพบก็ไม่รู้หรอ
กว่าคือสิ่งใด สำหรับนางมันก็เป็นแค่การเสียเวลา
ขยับเขียนพู่กันและเสียเงินห้าหมื่นตำลึงโดยเปล่า
ประโยชน์ ทว่าหากเซี่ยเวยเป็นผู้เข้ามาแทรกแซง
และเข่นฆ่าคนเหล่านั้นจริง เมื่อเขาเห็นตั๋วเงิน
แล้วไม่พบจดหมายจะต้องพยายามสืบหาแน่ ๆ
ว่าอยู่ที่ใด
กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟ[1]อยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นนางเองก็หัวเดียวกระเทียมลีบไร้
อำนาจ จะไปต่อกรกับเซี่ยเวยได้อย่างไรเล่า
เพราะฉะนั้นเพื่อปั้องกันเหตุไม่คาดฝัน ไม่สู้
ก้มหัวยอมรับผิดเลยดีกว่า นางมิได้มีเจตนาร้าย
จริง ๆ คิดจะช่วยจวนหย่งอี้โหวด้วยซ้ำ หากรอ
ให้เซี่ยเวยสืบได้ด้วยตนเองค่อยยอมรับผิดทีหลัง
เกรงว่ากว่าจะถึงตอนนั้นคงสายเกินไป ทั้งยังอาจ
ทำให้อีกฝั่ายสงสัยและหวาดระแวงก็ได้
มิหนำซ้ำ…
นางยังหวังอีกว่าหากเป็นเซี่ยเวย ไม่แน่เงิน
ห้าหมื่นตำลึงนั่นอาจได้คืน
ตอนนี้ตั๋วเงินสิบห้าใบไปอยู่ในมือใครกันแน่
นะ
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตากระตุกอย่างน่า
ประหลาด
ถังเอ๋อร์กลับจากออกไปรับค่าใช้จ่าย
ประจำเดือนเมื่อสักครู่ แต่สีหน้าระแวดระวังอยู่
หลายส่วน กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “คุณหนู
รอง มีคนผู้หนึ่งอยู่ที่ห้องโถงส่วนหน้า แจ้งว่ารอง
ราชครูเซี่ยสั่งให้มาเชิญท่านไปเรียนพิณ ไม่ว่า
อย่างไรการเรียนก็ไม่อาจทอดทิ้งได้เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
ลางสังหรณ์อัปมงคลประการหนึ่งโจมตีใส่
นางกดหนังตา “ได้ ข้าจะหาเวลาไปวันหลัง”
ถังเอ๋อร์ตัวสั่นงันงก “คนผู้นั้นบอกว่าห้าม
เป็นวันอื่น รองราชครูเซี่ยงานยุ่งมาก ท่านต้องรีบ
ไปภายในวันนี้เจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
รีบร้อนเช่นนี้เขาตั้งใจว่ารีบสอนพิณนางเสร็จ
แล้วจะไปเกิดใหม่เลยหรือไร ตั๋วเงินสิบห้าใบนั่น
ตกอยู่ในกำมือคนแซ่เซี่ยอย่างที่คิดจริงเสียด้วย!
——————–
1. กระดาษไม่อาจห่อไฟ เป็นสำนวน หมายถึง
ความจริงย่อมไม่อาจปิดบังได้