คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 110 จอมหลอกลวงน้อยอยากได้เงิน
เจียนตาย (1)
แม้ไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่เจียงเสวี่ยหนิงก็ยัง
จัดแจงข้าวของ หอบพิณที่ตนนำกลับมาไปยัง
จวนตระกูลเซี่ย
เนื่องจากเคยมาเยี่ยมเยือนก่อนหน้านี้ไม่นาน
บ่าวไพร่ในจวนจึงเหมือนจะยังจำนางได้
คนนำทางพานางมุ่งตรงจากประตูเข้าจวนไป
ยังห้องทำพิณ
บริเวณข้างลานเรือนปลูกต้นโปร่งฟั้าซึ่งยังคง
เขียวขจี สระน้ำมีชั้นหิมะขาวซึ่งยังไม่ละลายปก
คลุมใบบัวแห้งเหี่ยว มัจฉาสีครามอยู่ใต้ใบบัว
ขยับแหวกว่ายเป็นบางครั้ง
ลานเรือนให้บรรยากาศคล้ายแดนเจียงหนาน
ไม่ค่อยพบเห็นในเมืองหลวง วิจิตรตระการ
ตาสุดประมาณ
ทว่ายามนี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่มีกะจิตกะใจไป
ชื่นชม สมองมีแต่ภาพดวงตาของเซี่ยเวยกวาด
มองสำรวจอย่างแช่มช้า กระทั่งบ่าวรับใช้บอกว่า
“ถึงแล้วขอรับ” นางถึงค่อยได้สติและรีบกล่าว
ขอบใจ
เซี่ยเวยยืนถือถ้วยชาริมหน้าต่างด้วยท่าทาง
สบายอารมณ์ รอนางมาสักครู่แล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงละล้าละลังอยู่ข้างนอก ไม่ค่อย
อยากเข้าไป
เซี่ยเวยวางถ้วยชาลงบนกรอบหน้าต่างเบา ๆ
กล่าวโดยไม่หันหน้ากลับมา “เรื่องใหญ่เช่นนั้นยัง
กล้าเข้าไปสอด ทีตอนนี้ข้าบอกให้มาเรียนพิณ
ความกล้ากลับเหมือนถูกแมลงกัดแทะเสียแล้ว ที่
เจ้าไม่เข้ามาเป็นเพราะต้องการให้ข้าออกไปเชิญ
เองหรือ”
สีหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงคล้ำลงเล็กน้อย ใน
ที่สุดก็กัดฟันกรอด ก้าวข้ามธรณีประตูอย่าง
ระมัดระวัง ก่อนจะประสานมือคารวะเซี่ยเวย
“ศิษย์คารวะอาจารย์เจ้าค่ะ”
ครานี้เซี่ยเวยถึงหมุนกายกลับมามอง
ดรุณีน้อยหอบพิณ ก้มหน้าก้มตาไม่กล้า
แม้แต่จะเงยศีรษะ นัยน์ตาทั้งสองข้างคล้ายตรึง
อยู่กับปลายเท้าตัวเอง ทำให้เขาเห็นเพียงยอด
ศีรษะของนาง มองเหมือนสตรีในห้องหอผู้
ขวัญอ่อนไม่กล้าก่อเรื่อง
น่าเสียดายที่นางไม่ค่อยว่านอนสอนง่ายนัก
วันนี้เซี่ยเวยอยู่จวนจึงสวมชุดสีครามหม่นตัว
หลวมแขนกว้าง เขาชี้โต๊ะพิณว่างเปล่าด้านข้าง
แสดงเจตนาให้นางนำพิณไปวาง ตามด้วยกล่าว
อย่างเรียบเฉย “รู้ตัวว่าผิดแล้วรึ”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้เจียงเสวี่ยหนิงก็เข้าใจทุก
สิ่ง
นี่มันคำพูดที่นางเขียนบนตั๋วเงินไม่ใช่หรือไร!
คนแซ่เซี่ยผู้นี้ได้เงินของนางไปอย่างที่คิดเลย!
เจียงเสวี่ยหนิงร้องโอดโอยในใจ วางพิณแต่ไม่
กล้านั่ง เพียงยืนอยู่ด้านข้างอย่างเรียบร้อย ตอบ
ตามตรงว่า “รู้แล้วเจ้าค่ะ”
ท่าทียอมรับผิดจะต้องทำให้ดี ไม่ว่าอย่างไร
ห้ามแก้ตัวเด็ดขาด
ในเมื่อเซี่ยเวยบอกว่านางผิด นางก็ต้องผิด!
แต่คิดไม่ถึงว่าประโยคต่อมาของเซี่ยเวยคือ
“อ้อ ผิดที่ใด”
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางพอจับเค้าลางได้ว่าหากตนไม่ยอมรับผิด
ก่อนจะต้องตายอนาถแน่ แต่ครั้นให้ชี้จุดที่ตนผิด
เข้าจริง ๆ เมื่อครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่กลับพูดยาก
อย่างไรเสียนางก็ไม่รู้สึกว่าตนทำผิดตรงไหน
เซี่ยเวยโยนปึกตั๋วเงินลงบนโต๊ะเบื้องหน้านาง
คราบน้ำหมึกเล็กน้อยด้านหลังตั๋วเงินแต่ละใบ
ปรากฏตรงหน้าเจียงเสวี่ยหนิง
นางเห็นแล้วหนังตากระตุก
เซี่ยเวย “ทำได้ดีมากเลยไม่ใช่หรือไร แม้แต่
อาจารย์ยังถูกเจ้าปิดบังเสียไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าคำพูดของเขาวันนี้แฝง
การประชดประชันมากเป็นพิเศษ นางอยาก
โต้เถียงอย่างอดไม่อยู่ แต่ครั้นนึกได้ว่าศัตรูกล้า
แข็งส่วนตนเองอ่อนแอ สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า
ไม่อาจหาญ
นางบอกเสียงอู้อี้ “เรื่องใหญ่เช่นนี้ ศิษย์ก็ไม่
กล้าเชื่อผู้ใดเช่นกันเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเพียงถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะ
ได้ตั๋วเงินปึกนี้มา”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบกลับอย่างว่าง่าย ไม่กล้า
ปิดบังสิ่งใดทั้งสิ้น “ฝากให้ใต้เท้าโจวอิ๋นจือผู้คุม
กองพันแห่งองครักษ์เสื้อแพรปล่อยข่าว ข้ารู้ว่า
ท่านทราบเรื่อง จึงเดาว่าเป็นท่านเจ้าค่ะ”
ทว่านางยังเล่นเล่ห์อยู่บ้าง
ทั้งไม่บอกว่า ‘ข้าส่งโจวอิ๋นจือไป’ และไม่ได้
เรียกขานชื่อโจวอิ๋นจือโดยตรง แต่พูดว่า ‘ใต้เท้า
โจวอิ๋นจือผู้คุมกองพันแห่งองครักษ์เสื้อแพร’
พยายามตัดความสัมพันธ์ระหว่างตนกับโจวอิ๋
นจือเต็มที่เพื่อเลี่ยงไม่ให้เซี่ยเวยนึกว่านางลอบสั่ง
สมขุมกำลังของตัวเอง
อย่างไรเสียนางก็คิดว่าความร่วมมือระหว่าง
ตนกับโจวอิ๋นจือเป็นการขอเนื้อจากเสือ[1]
หากเซี่ยเวยผูกใจเจ็บเพราะเรื่องนี้ จะมิ
กลายเป็นว่านางถูกกล่าวหาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
หรอกหรือ
เซี่ยเวยกล่าวอีก “เช่นนั้นเหตุใดถึงปล่อยข่าว
บอกข้า”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจาทันที
สายตาเซี่ยเวยตรึงบนใบหน้านาง แล้วนางก็
บังเอิญช้อนดวงตาขึ้นมาสบเงียบ ๆ รู้สึกว่า
ดวงตาดำทะมึนของบุรุษตรงหน้าเต็มไปด้วย
ประกายสำรวจตรวจสอบอันคมกริบ เล่นเอา
ตกใจจนก้มหน้างุดใหม่ รีบพูดขึ้นมาว่า
“นอกจากเซี่ยเซียนเซิงแล้วก็ไม่รู้จักใครเลย คิด
ว่าหากเซี่ยเซียนเซิงทราบเรื่องอาจคิดหาหนทาง
ได้ แค่ลองพยายามเป็นหนทางสุดท้ายเท่านั้นเอง
เจ้าค่ะ”
ลองพยายามเป็นหนทางสุดท้าย?
แค่นี้เองหรือ?
เซี่ยเวยย่ำเท้าอ้อมนางไปสองก้าว ทันใดนั้น
พลันเปล่งเสียงหัวเราะ กล่าวด้วยความรู้สึกสนใจ
เป็นอย่างยิ่ง “ข้าดูเหมือนคนดีนักหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็ไม่กล้าบอกว่าพูดไปเพื่อ
หยั่งเชิงเขาและมีแผนการอื่นแอบแฝง นางจึง
เสี่ยงกล่าวเพ้อเจ้อต่อไป “เซี่ยเซียนเซิงเป็น
อาจารย์ของเยี่ยนหลินไม่ใช่หรือเจ้าคะ
นอกจากนี้แม้จะอยู่ในช่วงเวลาเช่นนั้น แต่ยัง
ดำเนินพิธีสวมกวานให้เยี่ยนหลินต่ออยู่ดี จวน
โหวถูกใส่ร้ายทั้งที่ซื่อสัตย์ภักดี ข้าคิดว่าหาก
เรื่องราวจะบังเกิดจุดพลิกผันได้บ้าง และหาก
ทางเซี่ยเซียนเซิงช่วยเหลือได้ก็คงช่วย ไม่ถึงขั้น
นิ่งดูดายและยิ่งไม่ซ้ำเติมเป็นแน่แท้ ในเมื่อเป็น
เช่นนี้ไม่สู้ลองดูสักตั้งจะดีกว่า บัดนี้ก็พิสูจน์แล้ว
ไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าเซียนเซิงน่ะมีจิตใจกว้างขวาง
คุณธรรมเปียมล้น เป็นคนดีจริง ๆ”
เซี่ยเวย “จอมหลอกลวงน้อยพูดจาเสียน่าฟัง
เชียวนะ”
ปากน้อย ๆ พูดจาฉอด ๆ กรอกถ้อยคำหวาน
หู เกรงว่าคงชมจนคนตัวลอยถึงสวรรค์แล้ว
ดวงตากระจ่างใสกลอกกลิ้งด้วยความเจ้าเล่ห์
ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มประจบประแจงหวาน
หยาดเยิ้มอยู่หลายส่วน ทว่าสิ่งที่กล่าวออกมา
กลับไม่อาจเชื่อถือได้เลยสักประโยค!
เจียงเสวี่ยหนิงยืนสงบเสงี่ยมสุดขีดตรงหน้า
เขา คันยุบยิบไปทั้งร่างอย่างน่าประหลาด คิดจะ
ขยับแข้งขามือไม้แต่ก็ต้องอดกลั้นไม่กล้า
กระดุกกระดิก อัดอั้นจนทรมาน
ต่อให้ได้ยินเซี่ยเวยพูดว่านางเป็น ‘จอม
หลอกลวงน้อย’ ก็ไม่กล้าโต้เถียง
นางเม้มปากทันที พยายามเค้นสมองว่าควร
ทำเช่นไรถึงจะหลุดพ้นสถานการณ์ยากลำบากนี้
ได้
แต่เซี่ยเวยกลับเอ่ยขึ้นมา “เกรงว่าเจ้าคงไม่
แน่ใจเช่นกันสินะว่าเป็นข้า แต่สมมติเป็นข้าจริง
ๆ เจ้าก็กลัวอีกว่าข้าจะตามสืบจนจับผิดได้ ดังนั้น
ไม่สู้เขียนเอาไว้ล่วงหน้าดีกว่า ถ้าผู้ได้เงินไปไม่ใช่
ข้าก็อ่านสิ่งที่เจ้าเขียนไม่เข้าใจ หากผู้ได้เงินไปคือ
ข้าก็ถือว่าเจ้าเดิมพันถูกต้อง จะข้อไหนย่อมไม่
เสียเปรียบ”
เขาพูดถูกทั้งหมด
เซี่ยเวยผู้นี้สมองปราดเปรื่องเหลือเกิน เฉียบ
คมจนน่ากลัว
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงหวาดผวามากที่สุดคือการ
ยืนตรงหน้าเขา มาตอนนี้ถูกเขาเปิดโปงแล้วจึง
ทำได้เพียงฝืนยอมรับ ตอบกลับเสียงค่อย “เซี่ย
เซียนเซิงสายตาเฉียบแหลมนัก ศิษย์คิดอะไรท่าน
ล้วนมองออกหมด มิกล้าตอบว่าไม่ใช่เจ้าค่ะ”
พอคราวนี้ยอมรับก็ดูว่านอนสอนง่ายดี
——————–
1. ขอเนื้อจากเสือ เป็นสำนวน หมายถึงโน้ม
น้าวให้คนชั่วยอมสละผลประโยชน์ ย่อมไม่
อาจดำเนินการเจรจาร่วมมือได้ตลอดรอด
ฝัง
บทที่ 110 จอมหลอกลวงน้อยอยากได้เงิน
เจียนตาย (2)
แม้ผู้ที่หนิงรองชอบจะไม่ใช่เยี่ยนหลิน แต่ที่
ผ่านมาความรู้สึกคนเราฝืนกันไม่ได้ ไม่อาจพูด
หรอกว่าในเมื่อเยี่ยนหลินชอบนางทำดีต่อนาง
แล้วนางต้องตอบแทนด้วยความรู้สึกแบบ
เดียวกัน ด้วยนิสัยกลับกลอกเจ้าอารมณ์ของหนิง
รองในอดีต การจดจำน้ำใจไมตรีของเยี่ยนหลินได้
จนถึงขั้นยอมสละทรัพย์สินมหาศาลมูลค่าห้า
หมื่นตำลึงเพื่อช่วยจวนโหวน่ะก็ถือว่าหาได้ยาก
ยิ่งแล้ว
ต่อให้เซี่ยเวยใจหินจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นจะลง
มือกับนาง
เขาจึงหลุบตาพลางยื่นมือหา “นำจดหมาย
มาหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงพอคาดเดาเรื่องที่จะเกิดขึ้นได้
ราง ๆ ตั้งแต่มีคนเชิญตัวมา ‘เรียนพิณ’ แล้ว
ขณะนี้จึงไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่ประโยคเดียว ควัก
จดหมายจากแขนเสื้อส่งมอบถึงมือเซี่ยเวยอย่าง
พินอบพิเทา
แรกเริ่มนางได้มาครึ่งหนึ่งก่อน จากนั้นค่อย
ได้รับอีกครึ่ง
พอนำมารวมกันก็ได้ฉบับสมบูรณ์ นางจึง
บรรจุไว้ในซองจดหมาย
เซี่ยเวยคีบจดหมายออกมาคลี่อ่านอย่าง
รวดเร็ว
เขาไม่เอ่ยวาจาอยู่ครู่ใหญ่
ทว่าสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเล็กน้อย นิ่งเงียบ
อยู่นานกระทั่งว่ายังแสดงอาการใจลอยและตกใน
ภวังค์ครู่หนึ่งด้วย
เจียงเสวี่ยหนิงแอบมองเขา
เขาพับจดหมายเงียบ ๆ ถามนางว่า “เจ้าเคย
อ่านแล้วใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงขนศีรษะลุกชันทันใด มีเพียง
สวรรค์ที่รู้ว่าก่อนนางมาหาเขา สิ่งที่กลัวที่สุดคือ
เซี่ยเวยจะถามถึงเรื่องนี้นี่แหละ พอเขาเอ่ยปาก
ถามตามคาด นางรู้ดีว่าหากปฏิเสธคงมีแต่ผีสาง
เท่านั้นที่เชื่อ สุดท้ายจึงทำได้เพียงจำใจยอมรับ
“เคยอ่านแล้วเจ้าค่ะ”
สิ่งที่บรรยายในจดหมายกล่าวว่าเยี่ยนมู่แห่ง
จวนหย่งอี้โหวเป็นฝั่ายเสนอจะร่วมมือกับนิกาย
สวรรค์!
นับว่าน่าตื่นตระหนกยิ่งนัก!
เซี่ยเวยจึงเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกรู้สึกว่า
จวนหย่งอี้โหวเป็นตระกูลผู้จงรักภักดี ไม่อยาก
เห็นพวกเขาถูกใส่ความจนต้องทนทุกข์ อย่างไรก็
ตามเมื่ออ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว เจ้ายังรู้สึกว่า
พวกเขาถูกใส่ความอีกหรือไม่”
ช่างเป็นคำถามที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้!
เหงื่อเย็นเกือบจะไหลรินจากหน้าผากเจียง
เสวี่ยหนิง
ทั้งราชสำนักมีผู้ใดบ้างเห็นจดหมายฉบับนี้
แล้วยังจะรู้สึกว่าจวนโหวถูกใส่ความอีก หากยาม
นี้นางยังคิดว่าจวนโหวถูกใส่ร้ายแล้วนางจะดูมี
จุดประสงค์เช่นใดกัน แต่หากคิดว่าจวนโหวมิได้
ถูกใส่ความแล้วละก็ คนตรงหน้าเป็นถึงเซี่ยเวย
เชียวนะ เมื่อพูดออกไปจะไม่เท่ากับรนหาที่ตาย
เอาหรือ
เพียงแต่…
เจียงเสวี่ยหนิงพลันใจเต้นรัวขึ้นมาหลายส่วน
ฝืนระงับความกระวนกระวายเอ่ยตะกุกตะกัก “ก็
เพราะเป็นเช่นนี้เองศิษย์ถึงต้องการให้เซียนเซิง
ช่วยวิเคราะห์แจกแจง บางทีอาจมีความเข้าใจผิด
แอบแฝงอยู่ก็ได้ ถ้าส่งมอบจดหมายให้ราชสำนัก
แล้วจะไม่อาจนำกลับคืนมา สถานการณ์ในราช
สำนักสลับซับซ้อนถึงเพียงนี้ ศิษย์ไม่กล้าส่ง
จดหมายไปหรอกเจ้าค่ะ”
“แต่ข้าไม่รู้เลยนะเนี่ยว่ายังมีสิ่งที่เจ้าไม่กล้า
ทำอยู่ด้วย” เซี่ยเวยตอบเรียบ ๆ พลางใส่
จดหมายกลับเข้าซองทว่าไม่ได้ส่งคืนเจียงเสวี่ย
หนิง “จะมีความเข้าใจผิดอะไรแอบแฝงกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอย่างอุกอาจผาดหนึ่ง
“ได้ยินข่าวลือในราชสำนักพูดกันว่า ท่านโหว
ต้องการสืบหาเบาะแสของติ้งเฟยซื่อจื่อผู้ซึ่งตาม
หลักแล้วน่าจะสิ้นชีพไปพร้อมเด็กผู้ทรงคุณธรรม
อีกสามร้อยคนเมื่อยี่สิบปีก่อน เขาถึงยอมเสี่ยง
อันตรายส่งจดหมายติดต่อกบฏผิงหนานอ๋อง ถ้า
หาก…ถ้าหากพวกนิกายสวรรค์เป็นพวกต่ำช้า
เจตนาใช้เรื่องนี้เป็นเหยื่อล่อ ส่วนจวนโหวก็แสร้ง
ใช้ข้ออ้างว่าจะร่วมมือเพื่อสืบหาเบาะแสของ
ซื่อจื่อ มันก็อาจเป็นได้จริงไหมเจ้าคะ”
“…”
สายตาของเซี่ยเวยพลันเย็นเยียบมหาศาล
จ้องร่างนางเขม็งคล้ายต้องการแทงให้ทะลุเสีย
เดี๋ยวนี้!
เจียงเสวี่ยหนิงผงะตัวสั่นไม่ค่อยเข้าใจ
เหมือนไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ เซี่ยเวยถึงมองตนเช่นนี้
นางตกตะลึงก่อนจะเอ่ยปากตัวสั่นงันงก “ศิษย์
แค่เดาสะเปะสะปะเท่านั้นเอง…”
ท่าทางของนางทำให้เซี่ยเวยรู้สึกตัวว่าเสีย
กิริยา
นั่นสิ เจียงเสวี่ยหนิงจะล่วงรู้ได้อย่างไร
เขาไม่ควรแสดงออกชัดเจนแบบนั้น จึงเก็บ
สายตากลับด้วยท่าทีเรียบเฉย เพียงเอ่ยว่า “ก็ถือ
ว่าเจ้ายอมคิดหาเหตุผลให้จวนโหว หากเก็บ
จดหมายฉบับนี้ไว้ที่ข้า เจ้าคงไม่มีปัญหาใช่
หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงกล้ามีปัญหากับผีน่ะสิ!
นางแค่ห่วงชีวิตน้อย ๆ ของตนเท่านั้นแหละ
ครั้นเห็นเซี่ยเวยวางจดหมายลงบนโต๊ะ นางก็
เดินเข้าหาอย่างระมัดระวังพลางกล่าว “คือว่า
ถึงข้าจะเคยอ่านจดหมายฉบับนี้ไปแล้ว แต่เซียน
เซิงวางใจได้ เรื่องนี้แสนสำคัญและยิ่งใหญ่นัก ข้า
ไม่มีทางแพร่งพรายต่อบุคคลภายนอกแน่นอน
เจ้าค่ะ”
ความหมายคืออย่าฆ่าปิดปากกันได้หรือเปล่า
เดิมทีเซี่ยเวยไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าปิดปากอยู่
แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าไม่ได้คิดจะลงมือกับ
นางในเวลานี้เลย ทว่านัยแฝงในคำพูดนางแสดง
ให้เห็นว่าหวาดกลัวจับใจ ทำให้ยามนี้เขาพลัน
รู้สึกว่านางพูดจาหนวกหูน่ารำคาญขึ้นมาหลาย
ส่วน
เขาหันหน้ากลับมา อยากจะเอ่ยว่า ‘ถ้ายัง
พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลอีกจะสั่งให้คนมาดึงลิ้น
เจ้าทิ้งเสีย’
ทว่าเมื่อเคลื่อนสายตาก็เห็นนัยน์ตาเปียกชุ่ม
แฝงความน่าเวทนาสงสารของดรุณีน้อยกำลัง
มองเขา ริมฝีปากสีดอกอิงเถาของนางเผยอนิด ๆ
เผยฟันขาวสะอาด ปลายลิ้นสีแดงสดมันวาว
สดใสดันอยู่ด้านหลังฟัน ทอดตัวนุ่มนิ่มภายใน
โพรงปาก
พริบตานั้นภาพวาดนางมารชวนลุ่มหลงบน
ผนังของวัดวาอารามกลางปั่าเขาพลันปรากฏใน
สมอง
เซี่ยเวยนึกถึงคำพูดของหลี่ว์เสี่ยนขึ้นมาทันที
อย่างไรก็ตามความคิดชั่วแล่นนี้มาเร็วไปเร็ว
จนคว้าจับไม่ทัน เพียงแต่ไม่รู้ควรระงับความ
หงุดหงิดรำคาญเล็กน้อยที่ผุดมาเมื่อครู่เช่นไรดี
“ข้ามิได้หมายความแบบนั้น”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็วางใจและโล่งอก
รอยยิ้มแต่งแต้มบนริมฝีปาก “ขอบคุณเซี่ยเซียน
เซิงเจ้าค่ะ!”
เซี่ยเวยชี้โต๊ะพิณพร้อมพูดว่า “เจ้าออกจาก
วังมาตั้งนาน ขอดูสักหน่อยว่าการเรียนเป็นเช่น
ไรบ้างแล้ว”
เขากำลังบอกให้นางดีดพิณ
เจียงเสวี่ยหนิงสีหน้าแข็งค้างหน่อย ๆ มอง
เซี่ยเวยอย่างอ้ำอึ้ง
เซี่ยเวยมองตอบพลางกดหัวคิ้ว “ทำไมหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงขบริมฝีปากเบา ๆ ท่าทางลังเล
ยิ่งนัก แต่ครั้นนึกถึงเงินห้าหมื่นตำลึงของตน
สุดท้ายจึงต้องปลุกใจ เอ่ยปากพูดตะกักตะกัก
“เซียนเซิงลืมเรื่องอะไรไปหรือเปล่าเจ้าคะ”
เซี่ยเวยถาม “ข้าลืมเรื่องอะไร”
เจียงเสวี่ยหนิงรวบรวมความกล้า “จดหมาย
ที่มอบให้ท่านก่อนหน้านี้ ข้าต้องใช้เงินห้าหมื่น
ตำลึงเพื่อแลกมา บัดนี้ตั๋วเงินอยู่ในมือท่านแล้ว
ท่านว่าควรจะ ควรจะ…ควรจะคืน…”
ครั้นพูดถึงตรงนี้ นางก็ช้อนสายตาขึ้นสบ
กับเซี่ยเวย
ภายในดวงตาของเขาคือความเย็นเยียบ
ประดุจแสงจันทราในคืนเหมันต์
นางตกใจจนกลืนถ้อยคำที่จะพูดต่อ
เซี่ยเวยเข้าใจแล้วว่านางต้องการเอ่ยสิ่งใด
เขาหลุบตามองตั๋วเงินบนโต๊ะ จากนั้นจึงจ้องมอง
นาง กล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “เจ้ายื่นมือมา”
นี่เขาจะคืนให้นางหรือ
ดวงตาของเจียงเสวี่ยหนิงลุกวาวเล็กน้อย แม้
จะลังเลอยู่บ้าง แต่ก็ยื่นมือออกไปอยู่ดี
เพียะ
เซี่ยเวยยกมือตี
เจ็บแปล๊บ ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงชักมือกลับทันควัน มองบุคคล
ท่าทางหนักแน่นเคร่งขรึมตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ
พอสมควร ทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว รวมถึง
ซุกซ่อนโทสะอันแสนอุกอาจอีกเล็กน้อยด้วย เบ้า
ตาพลันแดงเรื่อ นางกำมือแน่น แต่ถึงกระนั้น
กลับไม่กล้าปริปาก
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “จะว่าไปแล้วข้ายัง
ไม่ได้ถามเลย ดรุณีน้อยเช่นเจ้าไปเอาเงินจำนวน
มากแบบนั้นมากจากไหน แล้วจะเอาไปทำอะไร”
บทที่ 110 จอมหลอกลวงน้อยอยากได้เงิน
เจียนตาย (3)
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
เซี่ยเวยยกริมฝีปากน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มบาง
“ยื่นมือมาสิ ข้าจะมอบให้”
เจียงเสวี่ยหนิงเอาสองมือไพล่หลังอย่างเงียบ
งัน ไม่กล้ายื่นแล้ว นางกลัวว่าเซี่ยเวยจะถามอีก
ว่านำเงินมาจากที่ใดและมีต้นสายปลายเหตุเช่น
ไรบ้าง ทั้งไม่กล้าตอบและไม่กล้าอธิบายให้
ชัดเจน จึงรีบยิ้มประจบเอาใจ “ไม่ต้องการแล้ว
ไม่ต้องการแล้ว มอบให้แสดงความกตัญูต่อ
เซียนเซิงทั้งหมดเลยเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าที
ตรงไปตรงมา “ของขวัญนี้มีราคาค่างวดสูงเกินไป
เซียนเซิงไม่กล้ารับหรอก วางใจได้ ถึงอย่างไรก็
ต้องคืนให้เจ้าอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องขอดูก่อนว่าผล
การเรียนเป็นเช่นไรบ้าง”
เขาชี้โต๊ะพิณ
เจียงเสวี่ยหนิง “…”
นางพลันอยากสบถถ้อยคำหยาบคาย
เจียงเสวี่ยหนิงระงับโทสะในใจ เนื่องด้วยไม่
กล้าแสดงออกต่อหน้าเซี่ยเวย นางจึงนั่งลงหน้า
โต๊ะพิณโดยไม่กล่าวอะไรอีก คิดจะบรรเลงบท
เพลงเมฆรุ้งกวดจันทร์ที่อีกฝั่ายเคยสอน
อย่างไรเสียช่วงเดือนที่ผ่านมานางก็ปล่อย
ปละละเลยจริง ๆ
แม้ยังคงจดจำวิธีใช้นิ้วมือได้ ทว่ายามบรรเลง
กลับไม่คุ้นชิน ดีดผิดต่อเนื่องหลายเสียง
เซี่ยเวยกลับไปยืนดื่มชาริมหน้าต่างอีกครั้ง
เมื่อนางดีดผิดเสียงหนึ่ง เขาจะหันศีรษะมามองที
หนึ่ง
เขายิ่งมอง เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งประหม่า
จนถึงช่วงท้ายก็ดีดต่อไม่ได้แล้ว นางจึงผลัก
พิณออกด้วยความอึดอัดคับข้องใจทันที
เซี่ยเวยกลั้นขำ “ไม่เอาเงินแล้วหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงอดยอมจำนนอีกคราไม่ได้
กล่าวอย่างหน้าทนว่า “ช่วงหลายวันมานี้
ค่อนข้างห่างพิณไปหน่อย มิสู้ท่านลองสอนอีก
คราแล้วค่อยให้ข้าลองใหม่ดีหรือไม่เจ้าคะ”
เซี่ยเวยวางถ้วยชา “ได้สิ”
ทว่าขณะโน้มตัวมาข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
แล้วยกนิ้วเรียวยาวจะแตะสายพิณ เขาพลัน
มองเห็นเล็บมือแวววาวของตน
ภาพเหตุการณ์ที่คราบโลหิตติดซอกเล็บจน
ล้างไม่ออกอยู่นานก่อนหน้านี้พลันซ้อนทับในห้วง
คิด
เซี่ยเวยหยุดชะงัก นิ้วมือห่างจากสายพิณ
เล็กน้อย ไม่ได้จดแตะ
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังรอให้เขาจดนิ้วลงบนสาย
บัดนี้จึงงุนงงเล็กน้อย หันหน้ากลับไปมองอย่าง
อดไม่ได้
สีหน้าเซี่ยเวยแปรเปลี่ยนจนยากจะคาดเดา
อยู่บ้าง
นางถามหยั่งเชิงเสียงเบา “เซี่ยเซียนเซิงเองก็
มีช่วงที่ไม่อยากบรรเลงพิณด้วยหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาสบประสาน
สาวน้อยมองมาอย่างค่อนข้างระแวดระวัง
แต่กระนั้นกลับเหมือนกำลังรอคอยให้เขาบรรเลง
พิณเป็นตัวอย่างด้วย เขาใคร่ชักนิ้วกลับให้ไกล
ห่างสายพิณ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด สุดท้ายก็ยังใจ
อ่อนแตะต้อง
ทว่าขณะที่เสียงพิณดังขึ้นประกอบคำชี้แนะ
ของเซี่ยเวย เจียงเสวี่ยหนิง กลับใจลอยนิด ๆ
นางพลันรู้สึกว่าตนเคยเห็นสภาพเขาตกอยู่ใน
ห้วงแห่งความรู้สึกอันลึกล้ำเช่นนี้ที่ไหนมาก่อน
ครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็นึกออก
เป็นงานเลี้ยงภายในวังหลวงงานหนึ่งเมื่อชาติ
ก่อน
ช่วงเวลานั้นเสิ่นเจี้ยยังไม่ได้ล้มหมอนนอน
เสื่อและนางยังเป็นที่โปรดปราน จึงอดลืมตัวอยู่
บ้างไม่ได้ ตอนนั้นมีนักบรรเลงพิณภายในงาน
แสดงอาการหวาดหวั่นเพราะดีดผิดไปเสียงหนึ่ง
นางจึงปรบมือกล่าวล้อเล่นว่าไม่สู้เชิญเซี่ย
เซียนเซิงให้บรรเลงจะดีกว่า
เหล่าขุนนางภายในงานหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย
เซี่ยเวยคล้ายย่นหัวคิ้วหน่อย ๆ เช่นกัน
อย่างไรก็ตามนางกำลังเมามายได้ที่จึงไม่หวั่น
เกรงสักเท่าใด ช่วงที่สติไม่ค่อยอยู่กับตัวเหมือน
เขาจะมองตนผาดหนึ่งด้วยสีหน้าแบบนี้เลย
สุดท้ายเขาได้บรรเลงหรือเปล่านะ
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้เพียงว่าตนง่วงยิ่งนัก ไม่
นานก็เมามายจนสะลึมสะลือ คลับคล้ายคลับ
คลาว่ามีเสียงพิณลอยอ้อยอิ่งข้างหู แต่จะใช่เสียง
พิณที่เซี่ยเวยบรรเลงหลังจากนั้นหรือเปล่านางก็
จำไม่ได้แล้ว
หลังจากอธิบายวิธีใช้นิ้วอีกครั้ง เซี่ยเวยจึงหัน
ศีรษะกลับมาถามนาง “เป็นหรือยัง”
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็ตกใจ ครานี้ถึงได้สติ
หันศีรษะกลับไปตามสัญชาตญาณ
ใบหน้าทั้งสองพลันประชิดเข้าหาแทบจะชน
กัน
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสาน ลมหายใจหลอม
รวม
ร่างของดรุณีน้อยกอปรด้วยกลิ่นหอมหวาน
ของดอกพุดซ้อน แพขนตาดกยาวบังเหนือดวง
เนตรสุกใส ดั้งจมูกงามตั้งตรง ริมฝีปากแดงเรื่อ
เผยอเล็กน้อย ต่างหูทำจากทับทิมแดงห้อย
ประดับบนติ่งหูขาวราวหิมะ ประหนึ่งผลอิงเถาสี
แดงสดใกล้สุกงอมสองผลซึ่งแทรกอยู่ท่ามกลาง
ใบไม้เขียวชอุ่ม รอคอยให้คนมาเด็ดไป
ดรุณีน้อยซึ่งเสมือนบุปผาตูมเปียมประกาย
แสงแห่งวัยกำดัด
แต่ไหนแต่ไรมาเจียงเสวี่ยหนิงก็มิได้มีรูปโฉม
ดูสง่างามสุภาพเรียบร้อย ครั้นเข้าเมืองหลวงก็
ค่อย ๆ ปลดเปลื้องความเยาว์วัย เครื่องหน้า
เปลี่ยนมาได้รูป ร่างกายยืดสูง ลำคอระหง เรือน
ร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวพรรณที่เผยให้เห็นนอก
เสื้อผ้าอาภรณ์นวลเนียนเรียบลื่น ดูบอบบางราว
กับว่าเพียงประทับนิ้วทั้งห้าลงไปก็จะทิ้งรอยแดง
อย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยเวยมองเห็นลิ้นแดงระเรื่อของนางอีกครา
พลันเกิดการยอมรับอันแจ่มชัดที่ก่อนหน้านี้
ไม่เคยมี ต่อให้เขาเห็นหนิงรองเป็นดรุณีน้อยยัง
ไม่เติบใหญ่เฉกเช่นเดียวกับตอนนั้น ทว่าเวลา
ล่วงเลยมาถึงสี่ปีแล้ว เมื่อพ้นปีใหม่เดือนหนึ่งจะ
เป็นวันเกิดของนาง ผ่านไปอีกปีจะถึงพิธีปักปิน
นางเติบใหญ่แล้ว รูปโฉมอันงดงามเฉิดฉันนี้
เพียงพอให้บุรุษจำนวนมากในเมืองหลวงต้องวิ่ง
หัวปัน จะพากันเอาแต่คะนึงหาจนวิญญาณหลุด
ลอย
ข้าไม่ได้มีจิตปฏิพัทธ์ฉันชายหญิงกับหนิงรอง
เสียหน่อย
เซี่ยเวยพลันจับประเด็นบางอย่างได้จาก
ความคิดชั่ววูบที่ตนไม่มีเวลาขบคิดครั้งก่อน เขา
ยืนตัวแข็งทื่อเล็กน้อยตรงหน้านาง
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเซี่ยเวยตอนนี้คล้าย
ผิดปกติตรงไหนสักแห่ง เขาขยับถอยแล้วเอาแต่
ยืนมองนางอยู่ตรงนั้นไม่ไหวติง
ร้องเรียกสองครั้งสองครา เซี่ยเวยก็ไม่ขานรับ
นางจึงเอื้อมมือไปหมายกระตุกแขนเสื้อ ลอง
ส่งเสียงเรียกหยั่งเชิงใหม่ “เซี่ยเซียนเซิง?”
คิดไม่ถึงว่าเซี่ยเวยกลับมองนางพลางดึงแขน
กลับเบา ๆ ยกนิ้วมือสัมผัสแขนเสื้อบริเวณนั้น
ไม่ให้นางแตะต้องราวกับอยากเลี่ยงคำครหา ไม่
เข้ามาใกล้แม้แต่ก้าวเดียว เพียงเอ่ยว่า “เจ้าแค่
ขาดการฝึกฝนไปบ้าง ไม่ได้ลืมวิธีใช้นิ้วมือเสีย
ทีเดียว ลองดีดอีกทีแล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเขามีอะไรแปลก ๆ
แต่เมื่อได้ยินเขาสั่งให้ดีดพิณก็ไม่เสียเวลาไป
คิดถึงเรื่องที่ตนคว้าอากาศเมื่อครู่อีก หันเหความ
สนใจมาตั้งใจบรรเลงพิณแทน
นางดีดไปสองรอบ ถือว่าดีดจนจบโดย
ปราศจากข้อผิดพลาดเสียที
ดวงตาฉายแววยินดีอยู่หลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงหันศีรษะกลับมาด้วยความเบิก
บานใจพร้อมคลี่ยิ้มงามหยาดเยิ้ม “เซียนเซิง
เงิน!”
สิ่งที่อยู่บนโต๊ะคือตั๋วเงินปึกนั้น
ทว่าเซี่ยเวยไม่ได้หยิบปึกตั๋วเงินมา แต่ไปเปิด
กล่องด้านข้างแทน ภายในนั้นมีตั๋วเงินเต็มไป
หมด
เจียงเสวี่ยหนิงคาดหวังเต็มเปียมทันใด
ทว่าเมื่อเขาส่งมาตรงหน้านางกลับไม่ใช่หนึ่ง
ปึก แต่เป็นหนึ่งใบ!
แค่หนึ่งพันตำลึง!
สีหน้าดีอกดีใจของนางชะงักค้างในบัดดล
เซี่ยเวย “ไม่ต้องการรึ”
พูดพลางแสร้งทำท่าจะเก็บกลับ
เจียงเสวี่ยหนิงรีบคว้า “ต้องการเจ้าค่ะ!”
เมื่อกระชากตั๋วเงินใบนี้มาจากมือเซี่ยเวย
นางก็มีแต่ความเดือดดาลสุมอก รู้สึกว่าตนถูก
หลอกเข้าเสียแล้ว “ท่านบอกว่าหากดีดพิณเสร็จ
ก็จะคืนเงินให้ข้าไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยช้อนตามองนางอย่างเรียบเฉย “ที่ข้า
บอกคือจะดูว่าผลการเรียนเป็นเช่นไรต่างหาก
วันเวลายังอีกยาวไกล เจ้าลนลานอะไรเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบกระทืบเท้า “ที่ข้าดีดไปมี
ค่าแค่นี้เองหรือเจ้าคะ”
เซี่ยเวยยืนห่างจากนาง หมุนกายกลับไปปิด
กล่องซึ่งมีตั๋วเงินเต็มแน่น กระตุกมุมปากเล็กน้อย
ตอบกลับไปว่า “ดีดได้แค่นี้ หากเป็นที่อื่นต่อให้
ทุ่มเงินจนหมดหน้าตัก ข้าก็ไม่มีทางฟังแน่”