คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 12 ตัดสินใจ (1)
บรรยากาศภายในโถงรับแขกชะงักงันโดย
สิ้นเชิง
ทุกคนต่างไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของราช
สำนักมากนัก ทั้งยังเห็นว่าเจียงเสวี่ยหนิงมีท่าทีที่
ข่มขวัญเช่นนี้อีก เป็นผลให้ไม่มีผู้ใดกล้าออกมา
เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย
ทว่าพวกนางก็อดสงสัยไม่ได้ สตรีผู้หนึ่งซึ่งสิบ
สี่ปีก่อนถูกเลี้ยงดูอย่างปล่อยปละละเลยนอก
เมืองหลวง ไม่มีความรู้รอบตัวใด ๆ ทั้งสิ้น อาศัย
อยู่เมืองหลวงได้แค่สี่ปี เหตุใดจึงทำให้คนกลัวได้
ถึงเพียงนี้
โชคยังดีที่ขณะนี้เองจู่ ๆ เบื้องนอกก็มีบ่าวรีบ
วิ่งเข้ามารายงานด้วยสีหน้ายินดีว่า “เรียนคุณหนู
หลินจืออ๋องและเยี่ยนซื่อจื่อมาถึงข้างนอกแล้ว
เจ้าค่ะ”
ทุกคนลืมความขัดแย้งระหว่างโหยวเย่ว์กับ
เจียงเสวี่ยหนิงก่อนหน้าไปทันที แม้กระทั่งโหยว
เย่ว์เองก็ไม่สนใจแล้ว
เหล่าดรุณีวัยกำดัดในโถงรับแขกเริ่มสุมหัว
กระซิบกระซาบ บ้างก็มีท่าทางมุ่งหวังรอคอย
บ้างก็มีอาการเอียงอาย บางคนที่ขวัญกล้าหน่อย
ถึงกับมุ่งตรงไปข้างหน้าต่างเพื่อเมียงมองเสียด้วย
ซ้ำ
มีเพียงเจียงเสวี่ยหนิงที่พอได้ยินแล้วก็อึ้ง
เล็กน้อย ‘เยี่ยนหลินมาได้อย่างไรกัน?’
หลังจากนั้นก็รู้สึกปวดหัว
มิน่าเล่าวันนี้นางมาจวนชิงหย่วนปั๋อ ถึงได้
เห็นคนมาร่วมงานเลี้ยงจำนวนมากขนาดนี้ ที่แท้
ไม่ใช่จวนปั๋อเรืองอำนาจขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็น
เพราะเยี่ยนหลินและเสิ่นเจี้ยจะมานี่เอง
ดีนัก…
ตอนที่นางปฏิเสธเยี่ยนหลินในวันนั้น นาง
หลอกเขาอย่างขอไปทีว่าจะขอพักผ่อนสักสองวัน
ผลกลับกลายเป็นว่าพอถึงงานเทศกาลฉงหยางใน
วันที่เก้าเดือนเก้า นางกลับมาร่วมงานเลี้ยงของ
ผู้อื่นแทน เกรงว่าอีกสักครู่ไหน้ำส้มสายชู[1]คงได้
พลิกคว่ำ
งานชมดอกเบญจมาศของจวนชิงหย่วนปั๋อ
จัดขึ้นในสวน ถึงแม้จะแยกแขกบุรุษและสตรี
ออกจากกันโดยให้กลุ่มหนึ่งไปอยู่ที่โถงรับแขก
ส่วนอีกกลุ่มไปอยู่ศาลากลางน้ำ ทว่าแท้จริงแล้ว
กลับไม่ได้อยู่ห่างกันเท่าไรนัก มิหนำซ้ำขณะเดิน
เข้ามา ทั้งสองฝั่ายจะต้องผ่านระเบียงทางเดิน
ยาวกลางสวนเช่นเดียวกัน
ทั้งในโถงรับแขกทั้งในศาลากลางน้ำ ต่างฝั่าย
ต่างมองเห็นกันอยู่ไกล ๆ
ขณะสาวใช้ผู้นั้นเข้ามารายงาน เยี่ยนหลิน
และเสิ่นเจี้ยก็เดินเข้ามาจากด้านนอกแล้ว ไม่
นานก็มาถึงระเบียงทางเดิน
เสิ่นเจี้ยเป็นเชื้อพระวงศ์ ความสุภาพและ
ความงามสง่าย่อมไม่ต้องเอ่ยถึง
ส่วนเยี่ยนหลินในวันนี้ไม่ได้พกกระบี่ แต่งตัว
เป็นคุณชายสูงศักดิ์อย่างหาได้ยากยิ่ง
เขาสวมชุดผ้าแพรสีฟั้าเข้ารูป มีหยกขาวชิ้น
หนึ่งห้อยประดับบนเข็มขัดหนังอย่างเรียบง่าย
ใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยกงาม ดวงตาแจ่ม
จรัสดั่งดาวประกายพรึก ท่วงท่ายามเยื้องย่างมา
จากอีกฟากระเบียงทางเดินนั้นงามสง่า โดดเด่น
สะดุดตาประหนึ่งดวงตะวันอันเจิดจ้าและ
ร้อนแรง
ดรุณีน้อยซึ่งยังไม่ได้วิวาห์ภายในโถงรับแขก
ต่างพ้นวัยที่ไม่รู้ความไปแล้ว ครั้นมองเห็น
คุณชายผู้ล้ำเลิศถึงเพียงนี้ ความสิเน่หาก็ผลิบาน
ในจิตใจ
ด้านโหยวเย่ว์มองจนตาค้างไปแล้ว ใบหน้า
แดงปลั่ง
ปีนี้นางอายุครบสิบแปด รู้ตัวว่ารูปโฉมเหนือ
ล้ำกว่าพี่สาว ทั้งยังอยู่ในวัยใกล้เคียงกับเยี่ยนห
ลิน เมื่อวานพอได้ยินว่าเยี่ยนซื่อจื่อและหลินจือ
อ๋องจะมาก็ลอบพิเคราะห์ว่าเยี่ยนหลินมาด้วย
สาเหตุอันใดจนเกือบนอนไม่หลับทั้งคืน บัดนี้พอ
เห็นเยี่ยนหลินมาแล้ว ใจจึงเต้นระรัวส่งเสียงดัง
ตึกตัก
“ว้าย!”
คุณหนูผู้หนึ่งซึ่งกำลังพิงประตูเพื่อแอบดูพลัน
ส่งเสียงร้อง ตกใจจนยกมือปั้องปาก
“เหตุใดเยี่ยนซื่อจื่อจึงเดินมาทางนี้ล่ะ?”
ทุกคนรู้สึกประหลาดใจตามทันควัน บางคน
ซึ่งเดิมทีแสร้งทำตัวสงบเยือกเย็นยังอดผุดลุก
ขึ้นมามองออกไปไม่ได้
จริงดังคาด เยี่ยนหลินยืนอยู่ตรงระเบียง
ทางเดิน เขาสนทนากับเสิ่นเจี้ยด้านข้างสองสาม
ประโยค ก่อนจะพาบ่าวรับใช้ชุดดำข้างกายเดิน
มาทางโถงรับแขก
ทุกคนภายในห้องโถงเริ่มคาดเดากันทันที
“เยี่ยนซื่อจื่อคิดจะทำอะไรน่ะ?”
“มาหาผู้ใดหรือเปล่านะ?”
“อา คงไม่ได้มาหาคุณหนูโหยวของพวกเรา
หรอกนะ?”
โต๊ะของพวกโหยวเย่ว์และเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ริมหน้าต่างพอดี เป็นตำแหน่งดีที่สุดในโถง
รับแขก มองเห็นภายนอกได้อย่างชัดเจน
และภายนอกก็มองเห็นเข้ามาได้เล็กน้อย
เช่นกัน
พอโหยวเย่ว์ได้ยินผู้อื่นกระเซ้าก็รู้สึกยินดี แต่
กระนั้นกลับแสดงสีหน้าเอียงอายระคนหงุดหงิด
แสร้งทำท่าตีคนที่พูดจาเหลวไหลเหล่านั้น เพียง
กล่าวว่า “พวกเจ้าอย่าพูดเหลวไหลสิ จวนของ
เราไม่ได้ส่งเทียบเชิญให้เยี่ยนซื่อจื่อ เมื่อวาน
ได้รับเทียบตอบกลับของเขาแจ้งว่าจะมาวันนี้ ทุก
คนในจวนยังสงสัยอยู่เลย ไม่มีผู้ใดรู้ว่าซื่อจื่อมา
ด้วยสาเหตุใด”
นางไม่พูดยังพอทำเนา แต่พอพูดขึ้นมาก็ยิ่ง
ทำให้คนคาดเดากันไปใหญ่ “เช่นนั้นก็คือการมา
หาโดยเฉพาะเลยน่ะสิ จวนชิงหย่วนปั๋อช่างได้รับ
เกียรติแล้วจริง ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งบริเวณริม
หน้าต่าง นางทอดสายตามองไปข้างนอกโดยไม่
กล่าวคำ ใบหน้าปราศจากความเขินอายหรือ
ความตื่นเต้นใด ๆ ต่างจากที่ผู้อื่นลอบแสดงออก
ส่วนความสนใจของผู้อื่นก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวนาง
เช่นกัน
มีเพียงโหยวซวงที่มองนางเหมือนกำลัง
ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ไม่นานนักเยี่ยนหลินก็เข้ามาใกล้ ทั้งยังเดิน
มาริมหน้าต่างพอดี
วันนี้เป็นงานเลี้ยงของจวนชิงหย่วนปั๋อ หาก
เยี่ยนซื่อจื่ออยู่เพียงทางฝังแขกบุรุษก็แล้วไปเถอะ
ตอนนี้กลับเดินมาทางฝังแขกสตรี จึงทำให้ผู้อื่น
อดคิดฟุั้งซ่านไม่ได้ ทั้งมาจวนปั๋อ ทั้งเดินมาทาง
ฝังแขกสตรี มิหนำซ้ำยังให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยง
ด้วย หากวิเคราะห์กันตามเหตุผลปกติทั่วไปแล้ว
จะต้องมาหาคุณหนูจวนตระกูลโหยวอย่าง
แน่นอน
สายตาจากคนรอบด้านไปอยู่บนร่างโหยวเย่ว์
ทันที
ไม่รู้เป็นเพราะสงสัย อิจฉา หรือว่าริษยา
มากกว่ากัน
โหยวเย่ว์ตกเป็นเปั้าสายตา รู้สึกประหม่า
ตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนเกือบเผลอทำ
ถ้วยชาคว่ำ แต่ไม่นานนักความประหม่านี้ก็
เปลี่ยนเป็นกระหยิ่มยิ้มย่องและหลงไปกับเสียง
ชื่นชมจอมปลอม
อย่างไรเสียนางก็เป็นเจ้าภาพ จะต้องต้อนรับ
ขับสู้แขกผู้มาเยือน
นางสูดลมหายใจเบา ๆ คราหนึ่ง สะกดกลั้น
ดวงใจที่เต้นจนแทบจะกระดอนออกมาจากปาก
พยายามทำตัวสุขุมเยือกเย็นให้มากที่สุดเท่าที่เคย
ทำในชีวิต แสดงกิริยาอันงามสง่าและเหมาะสม
ลุกขึ้นอย่างแช่มช้อยพลางยิ้มแย้ม “เยี่ยนซื่อจื่อ
…”
เยี่ยนหลินเติบโตในตระกูลสูงศักดิ์ ตั้งแต่เด็ก
ไม่รู้มีสตรีมาหว่านเสน่ห์ต่อหน้าเขามากเท่าไร
แล้ว เมื่อเห็นกิริยาเสแสร้งแกล้งทำเช่นนี้ก็คร้าน
จะชายตามองทำเหมือนไม่ได้ยินโดยสิ้นเชิง
สายตามุ่งไปบนร่างดรุณีที่นั่งตรงหัวมุมบริเวณริม
หน้าต่างผู้นั้นแทน
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงนั่งอย่างสง่างาม
ความเป็นธรรมชาติและสงบนิ่งปรากฏใน
ดวงตาใสกระจ่างอย่างชัดเจน ทว่าสีหน้ากลับ
เหมือนแฝงความขุ่นข้องหมองใจอยู่หลายส่วน
ประหนึ่งรู้สึกว่าเขาเป็นตัวปัญหา ทำให้เห็นแล้ว
บังเกิดความขุ่นเคืองในใจ
เยี่ยนหลินไม่พอใจที่นางหลอกตนแล้วแล่นมา
สนุกสนานที่จวนชิงหย่วนปั๋ออันน่ารังเกียจนี้เป็น
ทุนเดิม เขาจึงเม้มปากเล็กน้อยพร้อมชักสีหน้า
ทันที “คิดไม่ถึงว่าวันนี้ข้าจะมาด้วยสินะ?”
สายตาของผู้คนโดยรอบพลันส่งเสียงดัง
‘ขวับ’
โหยวเย่ว์หน้าซีด รอยยิ้มที่แสดงออกอย่าง
เหมาะสมบนใบหน้าเมื่อครู่เกือบจะกลายเป็นเหย
เก ใช้สายตาเหลือเชื่อหันขวับกลับไปมองเจียง
เสวี่ยหนิง
เจียงเสวี่ยหนิงลอบถอนใจ ไม่ได้ตอบคำ
เยี่ยนหลินจึงพูดว่า “เจ้าออกมานี่”
ผู้คนโดยรอบส่งเสียงสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
อีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้จักนิสัยของเขาดี เดาได้ว่า
เขากำลังหงุดหงิด นางเองก็ไม่กล้ายั่วโทสะเขาต่อ
หน้าธารกำนัล ด้วยกลัวว่าหากเขาอาละวาด
ขึ้นมาจะทำให้ทุกคนหาทางลงไม่ได้ จึงลุกออกไป
จากโถงรับแขกตามที่เขาบอก
นางเพิ่งจะก้าวย่างออกไป โถงรับแขก
ด้านหลังก็เดือดพล่าน
เหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ซึ่งก่อนหน้านี้ยังถวิล
หาเยี่ยนซื่อจื่อต่างไม่กล้าเชื่อสายตาตนเอง
แม้กระทั่งสายตายามมองโหยวเย่ว์ก็ยังดูแปลก
ประหลาดเพิ่มอีกหลายส่วน
เมื่อครู่โหยวเย่ว์กระวีกระวาดยืนขึ้นในฐานะ
เจ้าภาพ เพิ่งจะเอ่ยทักทายแขกได้เพียงครึ่ง
ประโยค ใครจะคาดคิดว่าแขกผู้สูงศักดิ์คนนี้กลับ
ไม่เหลือบแลนางแม้แต่น้อย กลับเอ่ยวาจา
สนทนากับคุณหนูรองเจียงซึ่งนางคิดว่าเป็นพวก
ไม่ได้ความแทน มิหนำซ้ำจากถ้อยคำก็ดูเหมือน
จะรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี ทำเอาพวกนางตกใจ
จนอ้าปากค้าง
นี่ต่างจากการตบหน้าตรงไหน
เดิมทีนางนึกว่าเยี่ยนซื่อจื่อและหลินจืออ๋อง
มาร่วมงานเลี้ยง อาจเพราะจวนชิงหย่วนปั๋อมี
ความสามารถอะไรบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่
เมื่อดูจากคำพูดและการกระทำของเยี่ยนซื่อจื่อ
เมื่อสักครู่ กลับเหมือนไม่ใช่อย่างที่คิดโดยสิ้นเชิง
โหยวเย่ว์ยืนอยู่ที่เดิม ทอดสายตามองเงาร่าง
ที่เดินจากไปไกลสองร่างนั้น พลันปรากฏสีหน้า
อันหลากหลาย ดูแล้วช่าง ‘ตระการตา’ ยิ่งนัก
*****
เยี่ยนหลินเดินอยู่เบื้องหน้า มีเจียงเสวี่ยหนิง
ทิ้งห่างออกไปครึ่งก้าว ส่วนชิงเฟิงและถังเอ๋อร์อยู่
ข้างหลัง เพียงเดินติดตามมาห่าง ๆ
ครั้นมาถึงสถานที่อันเงียบสงัดและห่างไกล
บริเวณหัวมุมสวนดอกไม้ เยี่ยนหลินก็หยุดฝีเท้า
มองนางด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เจ้า
บอกเองว่าจะอยู่พักผ่อนที่เรือนสักสองวัน แต่
วันนี้กลับมาโผล่ที่งานเลี้ยงชมดอกเบญจมาศของ
ผู้อื่นได้ นี่เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าโมโหใช่หรือเปล่า?”
นับตั้งแต่เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินว่าเยี่ยนหลินมา
ก็รู้แล้วว่าไหน้ำส้มสายชูกำลังจะหก
ตอนนี้ไหพลิกคว่ำอย่างที่คาดเอาไว้เลยจริง ๆ
นางช้อนสายตามองเขา ดวงตากระจ่าง
ประดุจธารน้ำใสบริสุทธิ์ เพียงอมยิ้มเอ่ยว่า “พอ
ข้ากลับห้องแล้วถึงเพิ่งเห็นว่ามีเทียบเชิญมาจาก
จวนตระกูลโหยว จึงตัดสินใจอย่างปัจจุบันทัน
ด่วน ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เจ้าก็มาแล้วไม่ใช่หรือ?”
ความหมายของประโยคนี้เหมือนกำลังจะ
บอกว่า นางรู้อยู่แล้วว่าเยี่ยนหลินต้องมา
เยี่ยนหลินพลันโกรธไม่ลง ทั้งยังรู้สึกหวานชื่น
อย่างไม่ทราบสาเหตุ
มุมปากที่เม้มก่อนหน้านี้เผยรอยยิ้มที่แท้จริง
โดยไม่อาจสะกดกลั้นอีกต่อไป “เรียนรู้เรื่องดี ๆ
ไปได้แค่ไม่กี่อย่าง แต่ฝีมือการเอาอกเอาใจนี่กลับ
ฝึกได้ช่ำชองเชียวนะ!”
——————–
1. ไหน้ำส้มสายชู มาจากคำว่าดื่ม
น้ำส้มสายชู หมายถึงหึงหวง
บทที่ 12 ตัดสินใจ (2)
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจ ‘สุดท้ายเจ้าก็พ่าย
ให้กับข้าเพราะการเอาใจนี้ไม่ใช่หรือ?’
แต่ปากกลับเอ่ยว่า “แต่ซื่อจื่อก็ออกจะขวัญ
กล้าเกินไปสักหน่อยนะ ที่ห้องโถงเมื่อครู่ยังมี
คุณหนูคนอื่นอยู่ เจ้าก็ยังกล้าเดินเข้ามาอีก หาก
ผู้อื่นเห็นเหตุการณ์วันนี้เข้า ไม่รู้ว่ากลับไปจะมี
ข่าวลือเหลวไหลอะไรแพร่ออกไปอีกบ้าง”
“เช่นนั้นก็ให้พวกนางลือกันไปเลยสิ”
ดวงตาเยี่ยนหลินฉายแววเผด็จการหลายส่วน
ไม่เห็นเรื่องเหล่านี้ในสายตาแม้แต่น้อย
“ก่อนหน้านี้ข้ายังเหลือเวลาอีกสองปีถึงจะ
เข้าพิธีสวมกวาน จึงไม่สะดวกให้ผู้อื่นรู้เรื่อง กลัว
ว่าระหว่างนั้นจะเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมาจน
ทำให้เจ้าต้องตกอยู่ท่ามกลางข่าวลือ แต่บัดนี้
เหลือเวลาอีกแค่สองเดือนแล้ว ข้าอยากจะปั่าว
ประกาศให้ใต้หล้าได้รู้กันถ้วนหน้าเสียด้วยซ้ำ”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนคำพูดไปชั่วขณะ
นางย้อนระลึกถึงพิธีสวมกวานซึ่งคละคลุ้งไป
ด้วยกลิ่นคาวเลือดในชาติก่อนของเยี่ยนหลิน การ
ถูกยึดทรัพย์ ประหารทั้งตระกูล และเนรเทศไกล
พันลี้ทำให้ตระกูลเยี่ยนอันใหญ่โตล่มสลายในชั่ว
ข้ามคืน ดุจดวงตะวันลาลับ ณ หุบเขา มืดมน
อนธการจนไม่อาจเปล่งแสงได้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นความมุ่งมาดปรารถนาต่อการเติบโต
เป็นผู้ใหญ่อย่างแท้จริงของหนุ่มน้อยตรงหน้าอีก
คราก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านี่มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
เยี่ยนหลินเห็นนางมีสีหน้าผิดปกติก็นึกว่านาง
โมโห จึงกระวนกระวายเล็กน้อย หลังจาก
ไตร่ตรองครู่หนึ่งก็เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ “แต่หาก
เจ้าไม่ยินดี วันหน้าข้าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหดหู่ยิ่งกว่าเดิม
เยี่ยนหลินสืบเท้าเข้าหา คว้าจับมือนางไว้
และกล่าวว่า “ท่านอ๋องยังทรงรอข้าอยู่ ในเมื่อ
วันนี้เจ้าออกมาแล้วก็ไม่ต้องรีบร้อนกลับหรอก
รอให้ตอนบ่ายเลิกงานเลี้ยง เจ้าไปรอข้าที่เหลา
เฉิงเซียว เย็นหน่อยข้าจะออกมาพาเจ้าไปดูงาน
เทศกาลโคมไฟ”
มือของชายหนุ่มคือมือที่ใช้กุมกระบี่ นิ้วถูก
เสียดสีจนเป็นตุ่มนูนขนาดเล็กจำนวนหนึ่ง ขณะ
จับมือนางก็ส่งผ่านความร้อนชำแรกสู่ผิวหนัง
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขายิ้มแย้มมองนางก็
ปฏิเสธไม่ลงจริง ๆ
ถึงอย่างไรตนก็ปฏิเสธเขาเพื่อมาจวนชิงหย่
วนปั๋อก่อน หากปฏิเสธอีกหน เกรงว่าคงได้
แตกคอกันตรงนี้เป็นแน่ นางทำได้เพียงรับปาก
“ได้”
เยี่ยนหลินไม่สะดวกจะรั้งอยู่ที่นี่นาน ซ้ำเขา
ยังเข้าใจผิด ไพล่คิดไปว่านางไม่พอใจที่เขาทำให้
เป็นจุดสนใจ จึงสนทนากับนางเพียงสองสาม
ประโยค กำชับว่าประเดี๋ยวห้ามละโมบดื่มสุราจน
กลายเป็นแมวเมามายอีกเด็ดขาด ก่อนจะพาชิง
เฟิงย้อนกลับไปตรงศาลากลางน้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินกลับมาตามเส้นทางเดิม
อย่างสบายอารมณ์ กำลังจะกลับไปยังโถงรับแขก
แต่เพิ่งจะเดินผ่านพุ่มไม้ดอกไม่กี่พุ่ม นางก็
พลันได้ยินเสียงด่าทออึงอลดังทะลุหมู่แมกไม้มา
จากอีกด้านของพุ่มไม้ดอก
“นางสารเลว ใครใช้ให้เจ้าหนี!”
“จวนเลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี แต่เจ้ากล้าขัดขืน
อย่างนั้นเรอะ!”
“อุดปากนางไว้ กดนางลงไปให้ได้สติสัก
หน่อย!”
คล้ายมีเสียงคร่ำครวญด้วยความสิ้นหวังของ
เด็กสาวผู้หนึ่งดังมาจากใจกลางกลุ่ม แต่อู้อี้ไม่
ชัดเจนยิ่งนัก
ฝีเท้าของเจียงเสวี่ยหนิงรั้งอยู่บนเส้นทางอัน
เงียบเชียบที่น้อยคนจะเดินผ่าน ช่วงเวลาเพียงชั่ว
ประกายไฟก็รับรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นอีกฟาก
ของพุ่มไม้ดอก สติสัมปชัญญะกำลังรบเร้าให้นาง
รีบจากไปเสีย
แต่เท้ากลับไม่ฟังคำสั่งแม้แต่น้อย
นางไม่รู้ว่าตัวเองเสียสติไปแล้วหรือไม่ เพราะ
ตนเริ่มยกมือแหวกกิ่งไม้เป็นช่องว่างแล้วลอบ
มองข้างใน
ฝังนั้นเป็นสระบัวขนาดไม่ใหญ่โตนัก
แต่เนื่องด้วยยามนี้เป็นช่วงปลายฤดูสารท
ดอกใบของปทุมชาติในฤดูคิมหันต์ล้วนโรยราไป
นานแล้ว เหลือไว้เพียงความเน่าเปือยที่ยังไม่ทัน
ได้ทำความสะอาดอยู่เต็มสระ
ขณะนี้หญิงรับใช้วัยกลางคนสามนางซึ่งได้รับ
มอบหมายงานสำคัญกำลังอยู่ริมสระ
หนึ่งในนั้นดึงผ้าออกมาเช็ดข้อมือที่ถูกกัดจน
ห้อเลือดด้วยสีหน้าถมึงทึง ส่วนอีกสองคน คน
หนึ่งกำลังจับข้อมือโหยวฟางอิ๋นบิดไพล่หลัง ส่วน
อีกคนก็กดศีรษะโหยวฟางอิ๋นเอาไว้ ทำท่าจะกด
ลงไปในน้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเคยได้ยินว่าในชาติก่อน
หลังจากโหยวฟางอิ๋นตกน้ำ นิสัยใจคอก็
เปลี่ยนแปลงสถานใหญ่ แต่กลับไม่รู้เลยว่ามี
วิธีการ ‘ตกน้ำ’ เช่นนี้อยู่ด้วย
ถังเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนางเห็นแล้วพลันตื่น
ตระหนก
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง
เสียงกรีดร้องที่เกิดขึ้นภายในใจนางก่อนหน้านี้ดัง
ขึ้นอีกครา หวีดเสียงมากกว่าเดิม เสียดหูมากกว่า
เคย…
‘อย่าเข้าไป’
‘อย่าเข้าไปนะ’
ต่างคนต่างมีชะตาชีวิตเป็นของตนเอง โหยว
ฟางอิ๋นคนเดิมทั้งขี้ขลาดและโง่เขลา รังแต่จะถูก
คนรังแก เจ้าเข้าไปช่วยนางก็ช่วยได้เพียงชั่วคราว
หรือเจ้าคิดว่าเจ้าจะคอยช่วยนางไปได้ตลอดชีวิต
กัน?
แล้วเจ้าไม่อยากเจอโหยวฟางอิ๋นอีกคนหรือ
ไร?
‘อย่าเข้าไป อย่าเข้าไปนะ’
เจ้าไม่ใช่ฆาตกรหรอก เจ้าแค่ยืนดูอยู่ด้านข้าง
อย่างเพิกเฉยเท่านั้นเอง
การหลบหนีออกมาจากห้องเก็บฟืนของโหยว
ฟางอิ๋นทำให้หญิงรับใช้เหล่านั้นถูกคุณหนูทั้งสอง
ดุด่าว่ากล่าวจนเคียดแค้นบุตรีผู้มีสถานะไม่
ชัดเจนที่เกิดจากอนุภรรยาชั้นต่ำ รู้สึกว่านางเด็ก
นี่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ จึงคิดจะทรมานนางเพื่อให้
รู้จักจำใส่กะลาหัวเสียบ้าง วันหน้าจะได้ไม่กล้า
ทำผิดอีก
เนื่องด้วยคิดไว้เช่นนี้ ทำให้ลงมือหนักหนา
พวกนางกดหัวโหยวฟางอิ๋นลงน้ำ ปล่อยให้
นางดิ้นรนขัดขืน แต่กลับไม่ยอมให้นางขึ้นมา
โหยวฟางอิ๋นถูกขังในห้องเก็บฟืนนานหลาย
วัน แทบไม่ได้แตะต้องข้าวปลาอาหาร ทั้งยังโดน
ทุบตี แล้วยังจะเหลือเรี่ยวแรงสักเท่าไรเชียว
เพียงดิ้นไม่กี่ทีก็ไม่ดิ้นต่อ
น้ำภายในสระแห่งนี้เย็นยะเยือก ครั้นทะลัก
เข้าจมูกไปแล้วก็ยากจะหายใจ การดิ้นรนที่ยัง
พอดูมีกำลังเมื่อครู่จึงค่อย ๆ อ่อนแรง ลำคอผอม
บางค่อย ๆ จมลงในน้ำ…
อาการแบบนั้นจะต้องสิ้นหวังสักเพียงใดกัน
นะ
เจียงเสวี่ยหนิงพลันรู้สึกเสียดลูกนัยน์ตา
ไม่มีผู้ใดเข้าใจความรู้สึกกลัวตายไปกว่านาง
อีกแล้ว เนื่องจากนางเคยประสบอย่างแท้จริงมา
ก่อนหนหนึ่ง
ครั้นเห็นว่าโหยวฟางอิ๋นไม่ดิ้นรนอีกต่อไปก็
บังเกิดเสียงดังสนั่นในหัวสมอง นางจะทนเห็น
หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ถูกคนทำร้ายต่อหน้าต่อตา
เช่นนี้จริงหรือ แล้วคิดว่าหาก ‘โหยวฟางอิ๋น’ ที่
นางรอคอยผู้นั้นมาแล้วจริง ๆ นางยังจะคบหา
เป็นสหายกับโหยวฟางอิ๋นโดยไม่ละอายใจเหมือน
ชาติก่อนได้อยู่หรือ
ชั่วพริบตานั้นเจียงเสวี่ยหนิงไม่อาจควบคุม
สติได้อีก เมื่อตะโกนคำว่า “หยุดนะ” ออกไป ก็รู้
แล้วว่าคำเตือนที่นางบอกกล่าวตัวเองในช่วง
หลายวันที่ผ่านมาช่างเสียเปล่า
นางเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่ยังไม่ได้เลวทรามโดยเนื้อแท้
หญิงรับใช้ริมสระสามนางได้ยินเสียงนี้เข้าก็
ตกใจสะดุ้งโหยง ครั้นหันหน้ากลับมาเห็นคุณหนู
จากตระกูลสูงศักดิ์นางหนึ่งเดินออกมาจากพุ่มไม้
ดอกก็รีบปล่อยมือ เพียงแต่โหยวฟางอิ๋นหมด
เรี่ยวแรงไปนานแล้ว พอพวกนางปล่อย นางจึง
ร่วงลงสระทั้งร่างทันที
ได้ยินเพียงเสียงดัง ‘ตูม’ คราหนึ่ง ส่วนคน
กลับจมลงไปก้นสระแล้ว
หญิงรับใช้สองนางที่เป็นคนลงมือเห็นแล้ว
พลันหน้าซีดเผือด
เจียงเสวี่ยหนิงใบหน้าไร้ความรู้สึก กระทั่ง
น้ำเสียงก็ยังสงบนิ่งและเย็นชาอย่างน่าประหลาด
ขณะเอ่ยว่า “งมคนขึ้นมา”
เดิมทีหญิงรับใช้สองนางคิดแค่จะตักเตือน
โหยวฟางอิ๋นสักหน่อย ไหนเลยจะคิดว่าอีกฝั่าย
จะทนรับการทรมานไม่ได้ถึงขั้นนี้
ต่อให้ต่ำต้อยอีกสักเพียงใด นั่นก็เป็นบุตรี
อนุภรรยาในจวนอยู่ดี
หากก่อเรื่องจนถึงแก่ชีวิตขึ้นมา พวกนางคง
ต้องน้อมรับผลของการ กระทำเป็นแน่แท้
ครั้นถูกเจียงเสวี่ยหนิงสั่งการเช่นนี้จึงได้สติ
ทันที พวกนางลนลานงมคนขึ้นมา ด้านโหยว
ฟางอิ๋นเมื่อถูกลากตัวขึ้นฝังอีกครั้งก็ตัวเปียกโชก
ใบหน้าเขียวคล้ำ สองตาปิดสนิท
หญิงรับใช้ที่สั่งการให้คนลงมือเมื่อครู่เริ่มร้อน
ใจแล้วเช่นกัน รีบออกคำสั่งว่า “เร็วเข้า ตบสอง
ที!”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ด้านข้าง มองพวกนาง
ช่วยชีวิตคนด้วยสายตาเย็นชา ยามทอดมอง
ใบหน้าที่ตนเคยคุ้น ใจกลับสับสนอย่างไม่เคย
เป็นมาก่อน ไม่อาจแยกแยะได้ว่าที่แท้ยามนี้นาง
ควรมุ่งหวังรอคอยหรือรู้สึกหวาดกลัวมากกว่ากัน
นางคิดว่าตนก็เป็นคนจอมปลอม
ทั้งที่ออกมาตำหนิได้เร็วกว่านี้หน่อยแท้ ๆ
แต่นางกลับรอให้คนหายใจรวยรินก่อนค่อย
ออกมาหยุดยั้ง
บางทีการกระทำนี้คงเป็นการปลอบใจตนเอง
ว่านางไม่ใช่คนดีจอมปลอม ใช่ว่าเห็นแล้วไม่ช่วย
เสียหน่อย และไม่ได้จงใจทำให้โหยวฟางอิ๋นมายัง
โลกที่เจ้าตัวรังเกียจแห่งนี้ด้วย นางพยายามเต็มที่
แล้ว เพียงแต่ไม่อาจหยุดยั้งเรื่องนี้ได้เท่านั้นเอง
“แค่ก!”
หญิงรับใช้เห็นว่าตบไปแล้วสองทีก็ยังไม่เกิด
อะไรขึ้น ด้วยความหวาดหวั่นจึงตบหลังครั้งหนึ่ง
อย่างแรง จากนั้นก็กดจุดเหรินจง[1] โหยวฟางอิ๋
นถึงได้ไออย่างรุนแรงจนเอาน้ำที่สำลักเข้าไป
ออกมา
ดวงตาเหนื่อยล้าทั้งสองข้างค่อย ๆ ลืมขึ้น
ฉับพลันนั้นเองเจียงเสวี่ยหนิงก็ยืนได้ไม่มั่นคง
ร่างโอนเอนคราหนึ่ง ก่อนจะถอยหลังสองก้าว
ดวงตาคู่นั้นปราศจากความฉลาดเฉลียว
ปราศจากความกระจ่างสุกใส
ปราศจากการมองทุกสรรพสิ่งอย่างมีสติและ
เฉยชาด้วยสายตาของคนนอกที่นางเคยคุ้นอย่าง
สิ้นเชิง
มีเพียงความหวาดกลัวเพราะทำอะไรไม่ถูก
และความเชื่องช้าเงอะงะงุ่มง่าม
ไม่ใช่คนผู้นั้น
หัวใจของเจียงเสวี่ยหนิงเสมือนได้ปลดปล่อย
อย่างที่สุด ดุจได้รับการไถ่บาปแล้ว แต่กระนั้น
นางกลับถูกความอ้างว้างเดียวดายมหาศาลที่ถั่ง
ท้นขึ้นมากลืนกินจนหมดสิ้น
——————–
1. จุดเหรินจง หมายถึงจุดตรงกลางระหว่าง
ร่องจมูกและริมฝีปาก กดแล้วใช้แก้อาการ
หมดสติได้