คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 111 ความปรารถนาขององค์หญิง (1)
เจตนาเดิมของเซี่ยเวยไม่ใช่เรียกนางมา
ทดสอบผลการเรียนอยู่แล้ว แต่ต้องการซักถาม
เรื่องของตั๋วเงินก่อน จากนั้นค่อยตรวจดูว่านาง
ดีดพิณเป็นเช่นไรบ้าง ขณะนั้นเองเจี้ยนซูที่อยู่
ข้างนอกกลับรีบรุดเข้ามารายงาน “หน่วยงาน
สามตุลาการกำลังจะไต่สวน ฝั่าบาททรงมีรับสั่ง
ให้ท่านไปด้วยขอรับ”
เซี่ยเวยหยุดชะงัก ตอบกลับว่า “จะไป
เดี๋ยวนี้”
บัดนี้จะยังมีคดีอะไรเสียอีกที่ต้องไต่สวนโดย
หน่วยงานสามตุลาการ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ทันที สีหน้าทวีความกังวล
หลายส่วน ไม่มีเรี่ยวแรงจะถกเถียงเรื่องเงินห้า
หมื่นตำลึงกับเซี่ยเวยแล้วด้วยซ้ำ
เซี่ยเวยไปศาลาว่าการกรมอาญา ส่วนเจียง
เสวี่ยหนิงเดินทางกลับจวน
นางอารมณ์หดหู่ตลอดทาง
ขณะรถม้าจอดเทียบหน้าประตูจวนและนาง
เลิกผ้าม่านยื่นศีรษะออกมา กลับได้ยินเสียง
หัวเราะดังมาจากภายนอก “ข้ายังนึกอยู่เลยว่า
วันนี้ช่างโชคร้าย ทั้งที่ออกจากวังเพื่อมาหาเจ้า
โดยเฉพาะแต่มาไม่ทันตอนเจ้าอยู่จวนเสียได้ คิด
ไม่ถึงว่ารอไม่นานเจ้าก็กลับ”
เสียงนี้เย็นกระจ่างใส ไพเราะน่าฟังยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยเหลือเกิน
ดวงตานางลุกวาบแทบจะทันทีที่ได้ยิน พลัน
หันมองต้นเสียงพลางร้องเรียกด้วยความตื่นเต้น
ยินดี “องค์หญิงใหญ่!”
ผู้ที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยความสง่างามอยู่
หน้าประตูคือเสิ่นจื่ออีนั่นเอง
วันนี้นางสวมชุดขี่ม้าสีฟั้าสดยืนอยู่หน้าอาชา
พ่วงพีสีแดงพุทรา เนื้อผ้าบริเวณเอวและข้อมือ
รัดแน่น เรือนผมดกดำขมวดรัดเป็นเปีย นิ้วมือ
เรียวยาวขาวเนียนควงแส้ม้าเส้นหนึ่ง
ใบหน้านางประดับรอยยิ้ม แสนงามแฉล้ม
แผลเป็นใต้หางตาลดทอนความอ่อนโยนของ
องคาพยพอันวิจิตรบนใบหน้า ขณะเดียวกันก็
ช่วยเสริมความองอาจห้าวหาญแทนแบบที่ไม่
ปรากฏมาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยเห็นนางแต่งกายเช่นนี้
พอเห็นเข้าก็ตกใจ จากนั้นตื่นตะลึงในความงาม
ออกนอกหน้าอย่างไม่อาจปิดบัง นางกระโดดลง
จากรถม้าไปหาเสิ่นจื่ออี กล่าวด้วยความปีติว่า
“ทรงแต่งพระองค์เช่นนี้ช่างงามจริง ๆ เพคะ”
ไม่ได้พบกันเดือนกว่า เหมือนเสิ่นจื่ออีจะ
เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ใบหน้าหยิ่งยโสที่มีอยู่แต่เดิมแลเคร่งขรึมขึ้น
กอปรด้วยความสุขุมเยือกเย็นที่องค์หญิงแห่ง
แว่นแคว้นพึงมี บริเวณดวงตาคล้ายเพิ่มความเย็น
ชาประดุจหิมะอีกหลายส่วน ทวีความสูงศักดิ์
กว่าเดิม
เสิ่นจื่ออีได้ยินก็หัวเราะ
เพียงเอ่ยว่า “เจ้าไปที่ใดมาเนี่ย เหตุใดเพิ่ง
กลับเอาปั่านนี้”
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงสิ่งที่ประสบในจวนของ
เซี่ยเวย ต้องฟั้องเรื่องเขาต่อหน้าเสิ่นจื่ออีสัก
หน่อย “ถึงวังหลวงจะมีคำสั่งให้พวกหม่อมฉัน
ออกจากวังหลวงชั่วคราว แต่องค์หญิงอย่าเข้า
พระทัยไปว่าหม่อมฉันจะไม่ต้องเข้าเรียนแล้วนะ
เพคะ ไม่ใช่เลย วันนี้เซี่ยเซียนเซิงส่งคนมาพาตัว
หม่อมฉันไปทดสอบผลการเรียน เกือบไม่มีชีวิต
รอดกลับมาแล้วด้วยซ้ำ”
นางพูดพลางแลบลิ้น
เสิ่นจื่ออีรู้สึกว่านางแสดงอาการเกินกว่าเหตุ
ครั้นได้ยินก็ยิ้มแล้วนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว
ว่า “เซี่ยเซียนเซิงเข้มงวดกับเจ้าก็จริง แต่ถือว่า
ปฏิบัติต่อเจ้าแตกต่างจากผู้อื่นเป็นพิเศษเช่นกัน
เจ้าควรกระทำตนเป็นศิษย์ที่ดีถึงจะถูก ต้องรู้ว่า
ต่อให้เป็นภายในราชสำนัก ผู้ได้รับความสำคัญ
จากเขาเช่นนี้ก็มีไม่มาก”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้ง “เหตุใดจึงรู้สึกว่าพระองค์
ตรัสอะไรแปลก ๆ ล่ะเพคะ”
เสิ่นจื่ออีไม่ได้อธิบายให้มากความ เพียงบอก
ให้องครักษ์คนเดียวที่ติดตามนางมาวันนี้ส่งแส้ม้า
อีกเส้นให้เจียงเสวี่ยหนิง “วันนี้ข้าออกจากวังมา
หาเจ้าเพื่อเที่ยวเล่น ข้าไม่ได้ออกมาดูข้างนอกตั้ง
หลายปีแล้ว สมัยก่อนเจ้ากับเยี่ยนหลินเที่ยวเล่น
สิ่งใดก็พาข้าไปเที่ยวเล่นสิ่งนั้นเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองแส้ม้าอึ้ง ๆ “แต่หม่อมฉัน
ขี่ม้าไม่เป็นนะเพคะ”
เสิ่นจื่ออี “ถ้าอย่างนั้นนั่งบนม้าเฉย ๆ ร่วม
เดินทางเป็นเพื่อนข้าก็ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรยาก ด้วย
ความช่วยเหลือจากองครักษ์ด้านข้าง นางจึง
ตะกายขึ้นหลังม้าอีกตัวด้วยท่าทางไม่ค่อยจะ
โสภามากนักสำเร็จ ดึงบังเหียนม้าอย่างประหม่า
เล็กน้อย จากนั้นร่วมเดินทางพร้อมเสิ่นจื่ออี
สภาพอากาศภายในเมืองหลวงเย็นลงแล้ว ไม่
มีผู้คนสัญจรมากนัก
ดังนั้นเมื่อมีโฉมสะคราญสองนางขี่ม้าท่อง
ตลาดจึงดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนมากอย่าง
ไม่ต้องสงสัย
เจียงเสวี่ยหนิงคุ้นเคยถนนหนทางและตรอก
ซอกซอยภายในเมืองหลวงเป็นอย่างดี นางชี้
ร้านค้าและตึกรามบ้านช่องทั้งซ้ายและขวาพร้อม
อธิบาย ไม่นานนักก็มาถึงตลาดตะวันตก นึกอะไร
ได้ฉับพลันเลยถามว่า “หลายวันมานี้ประทับใน
วังหลวง…”
เสิ่นจื่ออีตอบ “ก็ยังดี อย่างไรเสียก็เป็น
กนิษฐาของฮ่องเต้นี่นา ผู้ใดจะกล้ารังแกข้าเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่กล้าซักไซ้
จะว่าไปหากคำนวณจากช่วงเวลาชาติก่อน
ในสถานการณ์ที่จดหมายฉบับนั้นไม่ปรากฏ คดี
ของจวนหย่งอี้โหวน่าจะได้บทสรุปแล้วกระมัง
ชาตินี้สิ่งที่นางทำได้ก็ทำจนหมดสิ้นแล้ว แต่
ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร
อาชาสองตัวมาถึงละแวกใกล้เคียงถนนเส้น
หนึ่ง ได้ยินเสียงดีดสีตีเปั่าอึกทึกเบื้องหน้า
ฝูงชนยืนเบียดเสียด ชมดูความครึกครื้น
บริเวณสองข้างทาง
เสิ่นจื่ออีบังเกิดความสงสัยใคร่รู้ “ข้างหน้า
กำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วรู้สึกว่าทิศทางของ
ถนนเส้นนี้คุ้นตาอยู่บ้าง ทันใดนั้นสมองก็สว่าง
วาบประดุจประกายไฟ นางตบหน้าผากร้องว่า
“แย่แล้ว ลืมไปเลย วันนี้ฟางอิ๋นออกเรือน!”
เรื่องที่เกิดขึ้นตลอดสองวันมานี้หนักหน่วง
และน่าตื่นเต้นเหลือเกิน นางทุ่มเทจิตใจเต็มที่
อีกทั้งเมื่อเช้ายังถูกคนของเซี่ยเวยมาเชิญตัวไป
อีก ไหนเลยจะว่างมาคิดว่าเหรินเหวยจื้อซึ่งอยู่
แดนสู่จะส่งคนมารับตัวเจ้าสาวแล้ว ฉะนั้นวันที่
โหยวฟางอิ๋นจะออกเรือนย่อมเป็นวันนี้
เสิ่นจื่ออีคล้ายเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน “บุตรี
อนุภรรยาจวนปั๋อผู้นั้นน่ะหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงแปลกใจเล็กน้อยที่นางรู้จัก แต่
ก็ไม่ได้ขบคิดอะไรลึกซึ้ง เพียงตอบกลับว่า
“หม่อมฉันต้องไปส่งนางสักระยะ องค์หญิงจะ
เสด็จไปด้วยกันหรือไม่เพคะ”
เสิ่นจื่ออีตอบ “เช่นนั้นขอไปดูสักหน่อย”
ได้ยินว่าโหยวฟางอิ๋นผู้นี้เคยได้รับบุญคุณ
ช่วยชีวิตจากหนิงหนิง วันนั้นเป็นงานเลี้ยงฉลอง
เทศกาลฉงหยางของจวนชิงหย่วนปั๋อ แม้เสิ่นจื่อ
อีจะไปสายเล็กน้อยแต่ก็เคยได้ยินมาบ้าง นางจึง
สงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าฟางอิ๋นบุตรีอนุภรรยาผู้นี้มี
รูปร่างหน้าตาแบบใด
นางดึงบังเหียนและติดตามอยู่ข้างหลังเจียง
เสวี่ยหนิง
ทว่าพวกนางไม่ได้ไปจวนชิงหย่วนปั๋อ แต่มุ่ง
ออกนอกเมืองทันที ไปรอ นอกร้านน้ำชาแห่ง
หนึ่งซึ่งตั้งอยู่ละแวกประตูเมือง
หากจะเข้าออกเมืองหลวงล้วนต้องผ่านทาง
หลวงสายนี้
ผู้คนสัญจรมากพอสมควร
มีพ่อค้ามานั่งพักเท้าภายในร้านด้วย
เถ้าแก่เนี้ยประจำร้านน้ำชาซึ่งแต่งตัวเรียบ
ง่ายหิ้วกาเดินไปเดินมาระหว่างโต๊ะด้วยใบหน้า
ประดับรอยยิ้ม รินเติมน้ำชาให้บรรดาลูกค้า
ม้าของเจียงเสวี่ยหนิงกับเสิ่นจื่ออีเพิ่งจะมาถึง
เถ้าแก่เนี้ยก็ต้อนรับขับสู้อย่างมีไมตรีจิต เอ่ยถาม
พวกนางว่า “แม่นางทั้งสองท่านจะลงมาพักดื่ม
ชาหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “ตรงนี้แล้วกันเพคะ”
เสิ่นจื่ออีจึงสะบัดบังเหียนก่อนพลิกตัวลงจาก
หลังม้า นางผูกม้าไว้ด้านข้างแล้วนำเข้าไปในเพิง
ขายน้ำชา แต่เมื่อก้มศีรษะเห็นคราบเหนียว
เหนอะดำปีบนม้านั่งยาวกลับรู้สึกนั่งไม่ลงอยู่บ้าง
เถ้าแก่เนี้ยร้านน้ำชาเห็นการแต่งกายของ
พวกนางสองคนก็รู้แล้วว่าหากไม่ใช่ผู้มั่งมีก็ต้อง
เป็นผู้สูงศักดิ์ จึงรีบใช้ผ้าเช็ดม้านั่งยาวตัวนั้น
อย่างแรง เพียงแต่ม้านั่งผ่านการใช้งานมาหลายปี
เช็ดเช่นไรก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิมนัก ทำให้กระอัก
กระอ่วนใจอยู่บ้าง กล่าวระคนยิ้มด้วยความ
กระดากเหลือแสน “ร้านเล็กซอมซ่อ ขายหน้าแม่
นางทั้งสองแล้วเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของสตรีผู้นี้เรียบง่ายและจริงใจ
ขณะยิ้มแย้มยังแฝงความอายอยู่หลายส่วน
เสิ่นจื่ออีไม่เคยประสบพบเจอคนเช่นนี้
หลังจากอึ้งไปสักพักถึงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร”
สตรีผู้นั้นวางถ้วยชาลงบนโต๊ะสองถ้วยและ
รินน้ำชาให้พวกนาง “ดูจากท่าทางแล้ว พวกท่าน
ทั้งสองคงจะมารอคนที่นี่ น้ำชาคุณภาพต่ำ คงแก้
ขัดได้เพียงเท่านี้แล้วเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งลงประคองถ้วยชาดื่มอึก
หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกล่าว “ก็ดีพอสมควรนะ”
สตรีผู้นั้นคาดไม่ถึงว่าแม่นางน้อยดูบอบบาง
แท้ ๆ กลับเหมือนไม่แยแสเรื่องพวกนี้เลย นางอึ้ง
อยู่ครู่หนึ่งถึงค่อยหิ้วกาน้ำชาเดินจากไป
ร้านน้ำชาซอมซ่อถึงเพียงนี้กลับมีดรุณีเช่น
พวกนางทั้งสองมาเยือน ย่อมไม่อาจเลี่ยงเป็นที่
สะดุดตาของผู้คนรอบข้าง
แต่อย่างไรเสียก็อยู่บริเวณใกล้เมืองหลวง
ใครไม่รู้บ้างว่าที่นี่อยู่ใต้ฝั่าพระบาทของโอรส
สวรรค์
เพียงคิดก็รู้ได้ว่าดรุณีทั้งสองนางมีสถานะไม่
สามัญ แม้แต่ม้าสองตัวซึ่งผูกไว้อยู่ด้านนอกยังไม่
ธรรมดา จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาสนทนาด้วย และ
ยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าเกิดความคิดนอกลู่นอกทาง
“สมัยนี้เดินทางค้าขายขึ้นเหนือล่องใต้ไม่ง่าย
เอาเสียเลย ครั้นถึงฤดูหนาวชายแดนจะวุ่นวาย
มาก ปีนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดราชสำนักถึงไม่ส่งทหาร
ไป ข้าค้าขายไม่ได้เลยเนี่ย ได้แต่กลับบ้านก่อน
กำหนดมาฉลองปีใหม่ล่วงหน้า เฮ้อ หากเมียรู้เข้า
ต้องโดนด่าอีกยกแน่!”
“เจ้ายังไม่รู้อีกหรือ เมืองหลวงเกิดเรื่องแล้ว
…”
“ใช่แล้ว จวนหย่งอี้โหวอย่างไรเล่า”
“เรื่องค้าขายก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น บนโลก
นี้มากด้วยหนทาง ในเมื่อค้าขายทางเหนือไม่ค่อย
ดีก็เปลี่ยนเป็นมุ่งลงใต้สิ ทั้งไม่โดนชนต่างเผ่ามา
รบกวนและมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เลยนะ
เดินทางลงใต้ครั้งหนึ่งก็หาเงินได้มากพอสมควร
พวกเราจ่ายภาษีให้เบื้องบนมากมายขนาดนั้น
ราชสำนักก็ถือว่าทำงานทำการอยู่เหมือนกัน เจ้า
ดูสิ ทางหลวงแต่ละเส้นล้วนเชื่อมต่อเหนือใต้ออก
ตกแล้ว จะไปแดนสู่ทีก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่วัน อย่าง
มากก็ลำบากหน่อยตอนข้ามเขาทางฝังโน้น แต่ก็
ถือว่าสะดวกกว่าเดิมนัก การเดินทางด้วยรถม้า
แต่ละครั้งไม่ได้ลำบากยากเข็ญเหมือนก่อน ทั้งยัง
ประหยัดเงินได้ไม่น้อยเลย”
“แหม พอพูดถึงแดนสู่…”
…
บทที่ 111 ความปรารถนาขององค์หญิง (2)
บรรดาพ่อค้าต่างเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ไม่
นานก็เริ่มสนทนากัน บางครั้งจะมีคู่สามีภรรยา
พาบุตรมาเที่ยวเล่น บางครั้งเด็กก็จะร้องไห้
กระจองอแง ทำให้ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้คึกคักเป็น
พิเศษ
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์
ราชสำนักก็มองเสิ่นจื่ออีตามความเคยชิน
ทว่าสายตาของเสิ่นจื่ออีจับจ้องแต่ชาคุณภาพ
ต่ำ
นิ้วมือนางแตะบนขอบอันหยาบกระด้างของ
ถ้วยชา ผ่านไปเนิ่นนานถึงยกขึ้นมา เจียงเสวี่ย
หนิงตกใจจะเอ่ยปาก แต่ยังไม่ทันพูดอะไรเสิ่นจื่อ
อีก็จิบไปอึกเล็ก ๆ เสียแล้ว
ร้านน้ำชาซึ่งเป็นสถานที่พักเท้าข้างทางเช่นนี้
ชาที่ใช้จะชงจากเศษผงชาซึ่งเหลือจากใบชาชั้น
ยอด ภายในรสจืดแฝงด้วยรสขม รสที่ทิ้งเอาไว้
ไม่ได้หวานอะไร กลับซ่อนความฝาดเสียอีก
จะใช้คำว่า ‘แก้ขัด’ ยังไม่ได้เลยจริง ๆ
สีหน้าเสิ่นจื่ออีตกในภวังค์หน่อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองอีกฝั่าย บัดนี้ถึงกล้า
มั่นใจแล้วว่าเสิ่นจื่ออีออกมาพร้อมความในใจ
คล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่างตลอดทาง แม้กระทั่ง
พบหน้าตนแล้วก็ยังไม่ปล่อยวาง
แต่ตอนนี้นางไม่กล้าถามไถ่ให้ลึกซึ้ง
ขณะกำลังลอบครุ่นคิดก็มีเศษทรายฟุั้ง
กระจายบนเส้นทางไม่ไกลออกไปนัก ม้าหลายตัว
กำลังคุ้มกันรถม้าคันหนึ่งเคลื่อนที่เข้ามา บนหัว
ม้าคาดผ้าแพรสีแดงสด มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า
มีงานมงคล
การแต่งงานไปแดนไกลมีธรรมเนียมเช่นนี้
บ้านเจ้าบ่าวจะส่งคนมารับ ส่วนบ้านเจ้าสาว
จะส่งบุตรีไปยังบ้านสามีโดยส่งคนและของขวัญ
ติดตามไปด้วย
ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำซึ่งเมื่อวานเคยไปแจ้ง
ข่าวที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงเห็นเพิงน้ำชาข้างหน้าก็
ลังเลครู่หนึ่ง กำลังจะถามคนในรถม้าว่าหยุดให้
ทุกคนพักดื่มน้ำแล้วค่อยไปต่อดีหรือไม่
คิดไม่ถึงว่าจะมีคนตะโกนเรียกจากเพิงน้ำชา
“ฟางอิ๋น!”
วันนี้โหยวฟางอิ๋นไม่ได้สวมชุดเจ้าสาว
เนื่องจากเดินทางไปแดนสู่ต้องใช้เวลาสักระยะ ดู
จากการเคลื่อนที่ของพวกตนแล้วเกรงว่าคงอีก
ครึ่งเดือนกว่าจะถึงที่หมาย นางจึงสวมเพียงชุดสี
สดและปักปินบุปผาในเรือนผม
ตอนเพิ่งออกจากจวนนางรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
ครั้นได้ยินเสียงเรียกก็แช่มชื่นทันที พลัน
กล่าวกับหานสือซานว่า “หยุดตรงนี้!”
โหยวฟางอิ๋นลงจากรถ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินออกมาจากเพิงน้ำชา
เสิ่นจื่ออีตามมาข้างหลัง
หานสือซานเป็นผู้คุ้มกันที่เหรินเหวยจื้อเชื้อ
เชิญมาใหม่ วรยุทธ์สูงส่ง ครั้งนี้รับหน้าที่มาคุ้ม
กันโหยวฟางอิ๋นไปถึงแดนสู่ เมื่อเห็นสตรีผู้งดงาม
สองนางเดินมาก็อดตะลึงงันไม่ได้ ทำตัวไม่ถูกอยู่
บ้าง
โหยวฟางอิ๋นแทบหลั่งน้ำตาทันใด “ข้านึกว่า
คุณหนูจะไม่มาส่งข้าเสียอีกเจ้าค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงร้อง “อา” ออกมาคำหนึ่ง
“เป็นวันมหามงคลที่จะเจ้าได้วิวาห์ทั้งที ใบหน้าก็
ประทินโฉมแล้ว หากร้องไห้เช่นนี้จะเปือนเปรอะ
เอานะ ไม่มีใครเติมใหม่ให้เจ้าแล้วด้วย ถึง
อย่างไรข้าก็มาแล้วไม่ใช่หรือ”
เสิ่นจื่ออีมองโหยวฟางอิ๋นจากด้านข้าง ก่อน
จะมองคนที่มาส่งนางไปแดนสู่ทางด้านหลัง
เอ่ยถามขึ้นมาว่า “กำลังจะแต่งไปที่ใดหรือ”
โหยวฟางอิ๋นถึงสังเกตเห็นว่ามีคนอยู่ด้านหลัง
เจียงเสวี่ยหนิง ครั้นช้อนดวงตาก็เห็นรูปโฉมนาง
ก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นค่อยสังเกตเห็น
แผลเป็นใต้หางตาอันชวนให้สงสัยใคร่รู้อยู่บ้าง
เมื่อมีคนแปลกหน้าอยู่ด้วย นางจึงกลับมามีท่าที
ขลาดกลัวเล็กน้อยอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงบอก “ท่านนี้คือองค์หญิงใหญ่
เล่อหยาง ทรงดูแลข้าตอนอยู่ในวังหลวงเป็น
อย่างดี”
ครั้นเอ่ยคำว่า ‘องค์หญิงใหญ่เล่อหยาง’
โหยวฟางอิ๋นก็ผงะ
แต่พอได้ยินว่าท่านผู้นี้ดูแลเจียงเสวี่ยหนิงใน
วังหลวง นางก็แสดงความตื้นตันและสนิทสนม
ผ่านสีหน้าเพิ่มอีกหลายส่วน ประหนึ่งว่าผู้ได้รับ
การดูแลมิใช่เจียงเสวี่ยหนิงแต่เป็นตัวนางเอง
นางรีบถวายบังคม “ถวายบังคมองค์หญิง
ใหญ่เพคะ”
ผู้คุ้มกันโดยรอบรวมทั้งหานสือซานต่างตกใจ
สะดุ้งโหยง เดิมทีนึกว่าว่าที่นายหญิงเป็นแค่บุตรี
อนุภรรยาของจวนปั๋อ ไหนเลยจะคาดคิดว่าใน
บรรดาผู้มาส่งนางจะมีองค์หญิงด้วย พากัน
หวาดกลัวอย่างอดไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องมอง
โหยวฟางอิ๋นใหม่ ว่าที่นายหญิงช่างมาก
ความสามารถ พวกเขาไม่อาจดูแคลนจากการ
มองแต่เปลือกนอกได้เลย
เสิ่นจื่ออีกล่าวเรียบ ๆ “ไม่ต้องมากพิธี”
โหยวฟางอิ๋นตอบตัวสั่นงันงก “หม่อมฉัน
กำลังจะแต่งไปยังแดนสู่เพคะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่
เคยไปสถานที่ห่างไกลเช่นนั้นมาก่อนเลย ได้ยิน
ว่ามีแต่ขุนเขาสูงหนทางยาวไกล ด้วยเหตุนี้ทาง
นั้นถึงส่งคนจำนวนมากมารับ นอกจากนี้เส้นทาง
ไปแดนสู่ยังทั้งสูงชันและอันตรายมากด้วยเพ
คะ!”
เสิ่นจื่ออีตกในภวังค์อีกครา “ไกลขนาดนั้น
เลยหรือ…”
“ใช่แล้วเพคะ เมื่อจากเมืองหลวงไปแล้วก็ไม่
ทราบเช่นกันว่ายังจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะ คล้ายกังวลกลัดกลุ้ม
อยู่บ้าง อย่างไรก็ตามเมื่อเบือนหน้ากลับไปมอง
เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่อลังการทางด้านหลังซึ่งปก
คลุมด้วยเมฆดำยามเหมันต์หลายชั้น เนตรงาม
กระจ่างใสก็ผ่อนคลายลงด้วยความสบายใจ
ความวิตกกลับกลายเป็นความมุ่งหวังและปลด
เปลื้องทุกข์แทน
“ก็แค่ไปสถานที่อันไกลแสนไกลเท่านั้นเอง
ไม่ได้กลับมาก็ดีแล้วเพคะ”
เมืองหลวงแห่งนี้นอกจากคุณหนูรองก็ไม่มี
บุคคลหรือเรื่องราวที่ควรค่าแก่การอาวรณ์
สำหรับนางอีก
ไปก็ไปเถิด
ต่อให้สักวันหนึ่งต้องกลับมา ก็ต้องกลับมา
เพื่อเจียงเสวี่ยหนิงเท่านั้น
นางไม่ได้อาลัยอาวรณ์ต่อการจากบ้านเกิดสัก
เท่าใดนัก ตรงข้ามกลับเปียมความคาดหวังอัน
ร้อนแรงต่อชีวิตใหม่ในอนาคต เปล่งประกาย
สดใสจากภายในสู่ภายนอกราวกับเปลี่ยนเป็นคน
ใหม่
ท้องนภาขมุกขมัว เมฆคล้อยต่ำเรียดผืนปฐพี
ต้นไม้แห้งเหี่ยวกลายเป็นเงาดำซ้อนทับกันเป็น
ชั้น ๆ อยู่บนภูเขาอันไกลโพ้น บางครั้งจะเห็นเงา
ของนกกาโฉบผ่านท้องฟั้าและหลบเร้นกายเข้า
ไปในพงไพร
ห่านปั่าโผบินไปยังทิศทักษิณตั้งแต่แรกแล้ว
บนพื้นมีแต่หญ้าแห้งสุดลูกหูลูกตา แต่เมื่อ
สายลมวสันต์ของปีหน้าพัดมาก็จะเขียวชอุ่มพุ่ม
พฤกษ์เต็มขุนเขาอีกหน
เสิ่นจื่ออีทอดมองตามพื้นหญ้าแห้งอัน
กว้างไกล ไล่สายตาไปจนถึงท้องนภาที่มีแต่ความ
มืดครึ้มห่มคลุม คล้ายกำลังมองตามห่านปั่าซึ่งไม่
เห็นแม้แต่เงา ไม่รู้ว่าพวกมันไปอยู่ที่ใดแล้ว
ไปจากเมืองหลวง แต่งงานไกลถึงแดนสู่
นางหัวเราะเบา ๆ ทว่าบริเวณดวงตาคล้าย
ปกคลุมด้วยความท้อแท้ห่อเหี่ยวยากจะบรรยาย
“ได้ไปดินแดนอันห่างไกลก็ไม่เลวเหมือนกัน
อิจฉาเจ้าเสียจริง พอไปจากที่นี่ได้ก็จะเป็นอิสระ
แล้ว”
“…”
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้แล้วว่าความรู้สึก
ผิดปกติที่ดำเนินมาตลอดมาจากที่ใด
ชาติก่อนเสิ่นจื่ออีไปวิวาห์เชื่อมสัมพันธไมตรี
ยังต่างแดนเมื่อไรกันนะ
หลังปีใหม่สักระยะ
นึกว่ายังมีเวลาอีกตั้งหลายเดือน ตอนนี้
เสิ่นจื่ออีก็รู้เรื่องแล้วกระนั้นหรือ
มีเสียงฝีเท้าม้าแว่วมาไกล ๆ
ราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งควบห้อตะบึงบนทาง
หลวงซึ่งออกมาจากตัวเมือง มุ่งตรงมายังบริเวณ
ที่พวกนางอยู่ ครั้นผู้เป็นหัวหน้าเห็นเสิ่นจื่ออีก็
ค่อยโล่งใจ พลิกตัวลงจากหลังม้าด้วยความตื่น
ตระหนกและถวายบังคมนาง “ถวายบังคมองค์
หญิงใหญ่ ครั้นไทเฮากับฝั่าบาททรงทราบว่า
พระองค์เสด็จออกจากเมืองก็กังวลพระทัย จึงมี
รับสั่งให้กระหม่อมมาถวายการคุ้มกันพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นจื่ออีเผยสีหน้าอ่อนล้าออกมาหลายส่วน
นางรู้ตั้งแต่แรกแล้ว ต่อให้ตกลงกันเรียบร้อย
ดิบดีว่าจะปล่อยให้นางออกจากวังเพื่อผ่อนคลาย
จิตใจ พวกเขาก็ให้เวลาไม่นานหรอก
นางจึงหัวเราะ กล่าวกับเจียงเสวี่ยหนิงว่า “ข้าจะ
กลับวังแล้ว”
ดวงใจเจียงเสวี่ยหนิงพลันกระตุกวูบ ชั่ว
พริบตานั้นรู้สึกเศร้าโศกเป็นล้นพ้น ไม่รู้ไปเอา
ความกล้ามาจากที่ใดกระตุกชายเสื้อเสิ่นจื่ออีที
หนึ่ง ถามด้วยความวู่วามอย่างอดไม่ไหว
“พระองค์ไม่อยากประทับในวังหลวงหรือเพคะ”
ฝีเท้าของเสิ่นจื่ออีหยุดชะงัก เบนสายตา
กลับมามองนาง หลังจากเงียบงันครู่หนึ่งถึงยิ้ม
บาง “ผู้ใดจะไปอยาก”
แต่ดูเหมือนนอกจากสิ่งที่เอ่ยออกไป ก็พูด
อะไรอื่นไม่ได้แล้ว
บนโลกนี้มีบางคนไม่อาจตัดสินชะตาชีวิตของ
ตนเอง
อีกฝั่ายพลันหมุนกายพลิกตัวขึ้นหลังอาชา
ก่อนจะควบม้าไปทางเมืองและทิ้งทุกคนไว้
เบื้องหลังโดยไม่แยแสเหล่าราชองครักษ์ซึ่งได้รับ
คำสั่งให้มาคุ้มกันแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ทอดสายตา
มองเงาร่างไกล ๆ บนถนนทางหลวงที่กำลังหาย
ลับไป ม่านนภามืดครึ้มโรยตัวปกคลุม นางไม่
ขยับเขยื้อนอยู่นาน
วันนี้นางส่งโหยวฟางอิ๋นจากไป
วันนี้ทูตที่ต๋าต๋าส่งมาขอพระราชทานสมรสก็
เข้าเมืองหลวงมาพบฮ่องเต้
และวันนี้อีกเช่นกันที่นางจูงม้าสองตัวกลับ
จวนตระกูลเจียงตามลำพังแล้วถูกเจียงปั๋อโหยว
เรียกตัวเพื่อแจ้งข่าว “สามตุลาการตัดสินคดี
เรียบร้อยแล้วว่าจวนหย่งอี้โหวสมคบคิดกับกบฏ
ผิงหนานอ๋อง มีจิตคิดไม่ซื่อ ทว่าเห็นแก่ที่วงศ์
ตระกูลเคยสร้างคุณูปการแก่บ้านเมือง ฝั่าบาทไม่
อาจทรงหักพระทัยสั่งประหาร จึงงดโทษ
ประหารสามชั่วโคตรเป็นกรณีพิเศษ ให้ยึดทรัพย์
เป็นของหลวงทั้งหมด ยกเลิกบรรดาศักดิ์ลด
ฐานันดรเป็นสามัญชน ส่วนสายตระกูลหลักของ
ตระกูลเยี่ยนให้ลงโทษโบยสามสิบไม้และเนรเทศ
ไปหวงโจว หากไม่มีพระราชโองการก็ห้าม
เดินทางออกจากหวงโจวโดยพลการ เฮ้อ พระ
ราชโองการถ่ายทอดลงมาแล้วละ เท่านี้ก็ถือว่า
เป็นโชคดีในโชคร้ายเสียเหลือเกิน!”