คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 112 ประตูใจ (1)
ลดฐานันดรเป็นสามัญชน ยึดทรัพย์เป็นของ
หลวง เนรเทศไปหวงโจว
ส่วนชาติก่อนเล่า
ชาติก่อนไม่เพียงลดฐานันดรเป็นสามัญชน
แต่สตรีในตระกูลทุกคนต้องกลายเป็นหญิงคณิกา
ในขณะที่บุรุษต้องกลายเป็นทาสชั้นต่ำ ผู้ใดกล้า
ขัดพระราชโองการให้ลงโทษประหาร คนใน
ตระกูลสามชั่วโคตรถูกเนรเทศไปยังดินแดนแห่ง
หมอกพิษไปั่เย่ว์ ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไกล
ถึงสี่พันลี้ ระหว่างทางประสบแต่ความ
ยากลำบาก หย่งอี้โหวเยี่ยนมู่เพิ่งไปถึงดินแดน
เนรเทศได้ไม่นานก็อาการเก่ากำเริบเพราะสภาพ
ภูมิอากาศร้อนชื้น ล้มปั่วยกระเสาะกระแสระยะ
หนึ่งก็สิ้นใจ
ชาตินี้นับว่าดีกว่าชาติที่แล้วมากนัก
ทว่าสุดท้ายก็ยังถูกเนรเทศอยู่ดีมิใช่หรือ
หวงโจว
แล้วหวงโจวอยู่ที่ใดกัน
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งมีชีวิตมาสองชาติภพไม่เคย
เหยียบย่างไปไกลจากอาณาเขตเมืองหลวง แม้จะ
เคยอ่านเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ในตำราแต่ก็ยาก
จะจินตนาการได้ว่าเป็นสถานที่เช่นไรกันแน่ นาง
ไม่รู้ว่าที่นั่นมนุษย์อาศัยได้หรือเปล่า ทั้งยังไม่รู้ว่า
ไกลสักเพียงไหน
ส่วนเจียงปั๋อโหยวกลับรู้สึกว่าช่างโชคดียิ่ง
ครั้นเห็นบุตรีมีอาการเหม่อลอยอย่างกะทันหันก็
ห่วงว่านางจะกังวลเรื่องจวนหย่งอี้โหว จึงรีบ
กล่าวปลอบใจ “แดนหวงโจวอยู่หูเปั่ย ถึงเมื่อ
ยี่สิบปีก่อนผิงหนานอ๋องจะเคยกรีธาทัพผ่านขณะ
นำกำลังขึ้นเหนือจนกลายเป็นพื้นที่รกร้าง แต่ก็
ยังดีกว่าแดนเนรเทศทั่วไปจำพวกซีเปั่ย เหลียว
ตง[1]หรือไปั่เย่ว์หลายเท่า อย่างมากก็ใช้ชีวิต
ลำบากหน่อย โชคดีที่พวกเขาไม่ได้รับโทษถึงชีวิต
เพียงต้องกลายเป็นสามัญชนเท่านั้น หากทนไหว
ภายภาคหน้าอาจมีโอกาสกลับมารุ่งโรจน์ใหม่ก็
ได้”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบไม่ปริปาก
เจียงปั๋อโหยวกล่าวอีกว่า “นี่คือพระมหา
กรุณาธิคุณที่ฝั่าบาทพระราชทานเป็นกรณีพิเศษ
ตรัสว่าทรงเห็นแก่จวนโหวที่สร้างคุณูปการใหญ่
หลวง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะทรงนึกถึงเด็กใน
ครรภ์เวินเจาอี๋ต่างหาก ฝั่าบาทไม่ทรงอยากให้
เด็กซึ่งยังไม่ได้เกิดต้องแปดเปือนกลิ่นคาวโลหิต
จึงทรงยอมละเว้นจวนโหวเพื่อสั่งสมบุญให้เด็ก มิ
เช่นนั้นเอาแค่เรื่องจวนโหวมีความเป็นไปได้ว่าจะ
ยังคงติดต่อกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง ฝั่าบาทย่อม
ไม่ยอมละเว้นจวนโหวเป็นแน่แท้”
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมเข้าใจเหตุผล แต่ครั้นคิด
ว่าทุกคนในจวนหย่งอี้โหวต้องแบกรับความอ
ยุติธรรม ลาจากเมืองหลวงซึ่งพำนักมาหลายชั่ว
อายุคนและชีวิตอันพรั่งพร้อมอุดมสมบูรณ์ไปยัง
หวงโจว แม้แต่หนุ่มน้อยผู้นั้นยังต้องพลอยตก
ระกำลำบาก นางก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกที่
เอ่อท้นจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้ทรมานจับจิต
นางเอ่ยถามว่า “เมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดแล้วตอบกลับ “ปัจจุบัน
อากาศหนาวเหน็บเพียงนี้ อีกทั้งใกล้สิ้นปีแล้ว ไม่
ว่าอย่างไรก็ควรจะเป็นปีหน้ากระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้า ท่าทางคล้ายตรึก
ตรองอะไรบางอย่าง
จากนั้นก็สนทนากับเจียงปั๋อโหยวอีกครู่หนึ่ง
ก่อนจะกลับห้องของตน
การประดับตกแต่งภายในห้องเรียบง่าย
กว่าเดิมไม่น้อย
พิณโบราณเจียวอันบรรจุในถุงห่อพิณ แขวน
พาดทแยงบนผนัง ส่วนกระบี่ที่เยี่ยนหลินบอกให้
นางช่วยเก็บรักษาให้ดีเมื่อคราวงานพิธีบรรลุนิติ
ภาวะก็เก็บในกล่องอย่างเงียบงัน นางเดินไปถึง
หน้าโต๊ะเครื่องแปั้งแล้วเปิดกล่องขนาดเล็ก
มาลัยข้อมือดอกมะลิแห้งเหี่ยวนอนนิ่งอยู่ในนั้น
——————–
ณ ส่วนลึกของคุกหลวง ต่อให้เป็นยาม
กลางวันก็ยังมืดมิดดั่งราตรี
ฤดูหนาวอากาศเย็นยะเยือกชื้นไอดิน
เมื่อฝั่ามือลูบลงไปจะสัมผัสเตียงและผ้าห่ม
เย็นเฉียบซึ่งห้องคุมขังมีเพียงอย่างละหนึ่ง แสง
ไฟที่พอจะทำให้มองเห็นมาจากตะเกียงน้ำมัน
หรุบหรู่สองดวงบนผนังไกล ๆ เยี่ยนหลินนั่งหัน
หลังให้ทางเดิน แม้จะมีรอยโลหิตทั่วแผ่นหลัง
ทว่าสายตากลับมองนอกหน้าต่างซึ่งมีอยู่เพียง
ช่องเดียวภายในห้องขัง
อากาศตอนกลางวันไม่ค่อยดี สิ่งที่ปรากฏใน
ทัศนวิสัยมีแต่ความขมุกขมัว
บางครั้งบนท้องฟั้าจะมีเมฆเคลื่อนคล้อยผ่าน
ทว่าเมื่อท้องนภาค่อย ๆ อับแสงกลับเหมือน
มีสายลมหอบใหญ่พัดพาเมฆดำให้ปลิวหาย ดวง
ดาราน้อยนิดกระจายตัวตรงช่องหน้าต่าง
สี่เหลี่ยมจัตุรัส จันทร์เสี้ยวลอยเหนือศีรษะอย่าง
นิ่งสงบ
เยี่ยนหลินไม่ได้เห็นทัศนียภาพงดงามเช่นนี้
นานมากแล้ว
รอยยิ้มบางประดับบนริมฝีปากเขา
ความเยาว์วัยของหนุ่มน้อยยังคงแฝงความคม
คายอยู่หลายส่วน ไม่เพียงมิได้หายไป ตรงข้าม
กลับทวีความห้าวหาญอย่างเห็นได้ชัด เฉกเช่น
ต้นสนอันแข็งแรงและใหญ่โตซึ่งหยั่งรากลงศิลา
แกร่งบนภูผา ยืนต้นต้านแรงลมโดยมิได้หักโค่น
หรือแสดงความขลาดกลัวอยากถอยหนีแม้แต่
น้อย
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงผู้ฉวยโอกาสมาที่นี่ยาม
ราตรีมองเห็นก็คือใบหน้าด้านข้างอันเด็ดเดี่ยวนี้
เขาคงได้แต่มองจันทร์จากในคุก ไม่รู้กระทั่ง
ว่ายามนี้คือยามใด
นางหยุดฝีเท้าไม่ก้าวต่อ โจวอิ๋นจือซึ่ง
ตามหลังมาเห็นเข้าจึงกดเสียงเบา “คุณหนูโปรด
พูดให้กระชับ รีบออกมาโดยไว ข้าน้อยขอตัว
ก่อนขอรับ”
ตอนนี้เองเยี่ยนหลินถึงเพิ่งได้ยินเสียงความ
เคลื่อนไหว
เขาหันศีรษะกลับมาเห็นเงาร่างยืนอยู่ใต้
ตะเกียงริมผนัง
นางคงเข้ามาโดยปิดบังผู้อื่น เสื้อคลุมกันลมสี
ดำเข้มคลุมร่าง ห่อหุ้มตนเองอย่างแน่นหนา ทว่า
ดวงหน้าขาวนวลยังคงเปล่งประกายอ่อนโยนใต้
แสงไฟหรุบหรู่ดังเดิม
ไม่จำเป็นต้องเห็นรูปโฉมโดยสมบูรณ์เยี่ยนห
ลินก็รู้ว่าเป็นนาง
ชั่วพริบตานั้นเขาหัวเราะเสียงต่ำทันที
“แม้แต่ที่นี่ยังกล้ามา เจ้าช่างเก่งกล้าสามารถเสีย
จริง ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงขอบตาเรื่อแดง ผ่านไปครู่ใหญ่
ถึงรู้ว่าเขาจำนางได้ ขณะย่างเท้าไปหาก็รู้สึก
เหมือนกำลังเหยียบย่ำปุยเมฆ บัดเดี๋ยวลึกบัด
เดี๋ยวตื้นให้ความรู้สึกกึ่งล่องลอย
เมื่อเดินเข้าใกล้ถึงเห็นรอยเลือดบนแผ่นหลัง
ของเยี่ยนหลิน
ภายในห้องคุมขังอันหนาวเหน็บและเปียกชื้น
แห่งนี้ นอกจากกลิ่นฟางกับกลิ่นสนิม ยังมีกลิ่น
คาวโลหิตจาง ๆ กับกลิ่นขมของยาอบอวล
พอนางได้ยินว่าคดีจวนหย่งอี้โหวจะถูกตัดสิน
โดยหน่วยงานสามตุลาการ นางก็ไม่วางใจจนต้อง
ส่งคนมาสอบถามโจวอิ๋นจือ สุดท้ายยอมเสี่ยง
อันตรายขอให้เขาพาเข้ามาในคุกหลวง
โชคดีที่ความผิดของจวนโหวไม่ใช่โทษตาย
กองกำลังทหารซึ่งปักหลักประจำคุกหลวงอยู่แต่
เดิมถอนตัวไปหมด
การปั้องกันของคุกหลวงผ่อนคลายกว่าเก่าไม่
น้อย เป็นไปตามที่โจวอิ๋นจือบอก เคยมีใครสักคน
แอบมาเยี่ยมจวนโหวและคงลอบจัดการอะไร
บางอย่าง ด้วยเหตุนี้นางจึงพลอยผ่านด่านตรวจ
ชั้นแล้วชั้นเล่าได้ฉลุย
เจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างนอก ไม่กล้าเข้าไป
ใกล้ด้วยกลัวจะเห็นสภาพดูไม่ได้ของหนุ่มน้อย
อีกทั้งจะทำให้เขารู้สึกย่ำแย่เปล่า ๆ จึงถามเพียง
ว่า “หลายวันมานี้เจ้า…”
ยังสบายดีอยู่หรือไม่
แค่คิดก็ต้องรู้อยู่แล้วสิว่าไม่ดี ถามไปแล้วมี
ความหมายอันใดเล่า
นางเอ่ยได้ครึ่งเดียวก็พลันพูดไม่ออก รู้สึกว่า
ปากที่เคยจำนรรจาได้ทุกเรื่องกลับอึกอักเงอะงะ
ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรดี
เยี่ยนหลินมองนางพลางตอบว่า “สบายดี
มาก”
เจียงเสวี่ยหนิงจมูกแสบร้อนอีกแล้ว
เยี่ยนหลินกลับกลั้นหัวเราะ แต่คงเพราะการ
หัวเราะครั้งนี้สะเทือนบาดแผลบนแผ่นหลัง เขา
จึงเจ็บปวดจนสูดลมหายใจเฮือก จากนั้นก็ไอ
หลายครั้ง หน้าซีดกว่าเดิมเล็กน้อย “อย่ายืนอยู่
ข้างนอกเลย เข้ามาเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งงัน
ที่นี่คือคุกหลวง มีประตูห้องขังหนาเตอะ
ขวางกั้นคนทั้งสอง แล้วจะเข้าไปได้อย่างไร
คิดไม่ถึงว่าหนุ่มน้อยจะใช้มือยันผนังอันเย็น
เยียบดุจน้ำแข็งลุกขึ้นด้วยอาการกินแรงอยู่บ้าง
ก่อนจะเดินมาถึงหน้าประตูห้องขังและปลดโซ่ที่
พันล้อมชั้นแล้วชั้นเล่า เขาเปิดประตู กวักมือ
เรียกราวกับเป็นบ้านของตนเองอย่างไรอย่างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึง
นางนึกออกทันที ชาติก่อนหลังจากตระกูล
เยี่ยนเกิดเรื่อง แท้จริงแล้วเยี่ยนหลินเป็นฝั่ายมา
หานางนี่นา เจียงเสวี่ยหนิงถึงค่อยมารู้ทีหลังว่า
จวนหย่งอี้โหวเกิดเรื่อง
ครั้นลองนึกดูอีกครา ในเมื่อโทษที่ได้รับแสน
หนักหนา แล้วเยี่ยนหลินจะเร้นหลบออกมาได้
อย่างไร
ประตูห้องขังถูกโซ่ตรวนล่ามเอาไว้ลวก ๆ
เช่นนี้แทบจะปลุกความทรงจำชาติก่อนของนาง
ขึ้นมาทันที เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าต้องมีเรื่อง
ผิดปกติแอบแฝง…ทั้งที่ดูเหมือนเป็นการเนรเทศ
ทว่าลอบได้รับอิสรภาพ ถ้าอย่างนั้นสภาพความ
เป็นอยู่ของจวนหย่งอี้โหวในปัจจุบันย่ำแย่ตามที่
ทุกคนนึกจริงหรือ
——————–
1. ซีเปั่ยและเหลียวตงเป็นอาณาเขตบริเวณ
ชายแดนจีนทางตอนเหนือ สภาพความ
เป็นอยู่ลำบาก อากาศเหน็บหนาว
เพาะปลูกยาก
บทที่ 112 ประตูใจ (2)
คล้ายเยี่ยนหลินคาดเดาได้ว่านางกำลังคิด
อะไร เมื่อเห็นนางยืนอยู่ข้างนอกเนิ่นนานไม่ขยับ
เสียที สุดท้ายจึงยื่นมือจะดึงรั้งเข้าหา “แค่เห็น
เจ้ามีสภาพแบบนี้ก็รู้แล้วว่าตลอดหลายวันคงเป็น
ห่วงแย่ ไม่ลองคิดดูเล่าว่าจะดีจะชั่วจวนโหวของ
ข้าก็เป็นหนึ่งในสองตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง
อำนาจหยั่งรากฝังลึกในราชสำนักเช่นกัน
มิหนำซ้ำยังมีเด็กน้อยหัวไวเช่นเจ้ามาแจ้งข่าว
ก่อนด้วย ทำให้พวกเราเตรียมการล่วงหน้าทัน
ไหนเลยจะถึงขั้นตกอยู่ในสภาพย่ำแย่จนไม่อาจ
พลิกกู้สถานการณ์กลับมาได้โดยสิ้นเชิงเข้า
จริงๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตา ยังไม่ได้สติคืนกลับ
เมื่อถูกเยี่ยนหลินดึงร่างก็สะดุดโดยไม่ทัน
ระวัง โชคดีอีกฝั่ายตอบสนองว่องไว ช่วย
ประคองเอาไว้ได้จึงไม่ถลาล้ม
ท่าทางงุนงงเหม่อลอยสติไม่อยู่กับตัวเช่นนี้ทำ
ให้เยี่ยนหลินต้องถอนหายใจ “เห็นสภาพเจ้าเป็น
เช่นนี้ ต่อให้ข้าไปหวงโจวแล้ว เกรงว่าคงไม่อาจ
วางใจได้แน่”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “ข้าไม่ได้โง่ขนาดนั้นเสีย
หน่อย”
เยี่ยนหลินนั่งลงบนเตียงที่เรียกได้ว่าซอมซ่อ
ซึ่งตั้งอยู่มุมกำแพง ตบบริเวณด้านข้างเรียกให้
นางมานั่ง “ข้ารู้ ถ้าโง่จริงคงไม่ถึงขั้นใช้ให้โจวอิ๋
นจือ มาลอบส่งข่าวหรอก คราวนี้เขาก็เป็นคน
ช่วยพาเจ้าเข้ามาเหมือนกันใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะ
เยี่ยนหลินบอก “คนผู้นี้จิตใจทะเยอทะยาน
แต่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายมากนัก ปกติแล้วต้นหญ้า
ตามกำแพงมักคอยเอนลู่ไหวตามลมทางนั้นทีทาง
นี้ที ขอเพียงเจ้าเป็นสายลมที่แข็งแกร่งที่สุด คน
พวกนั้นก็ไม่มีทางไปจากเจ้า เพียงแต่หากเจ้า
ไม่ได้คิดจะเป็นสายลมอันแข็งแกร่ง สุดท้ายระวัง
ตัวไว้หน่อยดีกว่า”
เรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงรู้ดี
นางนั่งลง หลุบตานิ่งเงียบ
ชายหนุ่มหญิงสาวนั่งเคียงคู่กันภายในห้องขัง
อันคับแคบและมืดมิด เหมือนยามบ่ายอันแสนสุข
สบายให้ความรู้สึกเกียจคร้านเมื่อหลายปีก่อน
เขาและนางปีนขึ้นกำแพงเรือน นั่งเคียงกันแกะ
เปลือกข้าวหัวไก่ที่เพิ่งนำกลับมา มองหน้ากัน
พลางหัวเราะร่วน สองขาห้อยแกว่งไกวจากบน
กำแพง อีกทั้งยังเหมือนตอนพากันแอบย่องไปที่
ภูเขาหลังวัด นั่งพิงอยู่ด้านหลังพระพุทธรูปขนาด
มหึมา ก่อนจะใช้มือปั้องปากตะโกนเสียงดังไป
ทางหุบเขาจนฝูงนกที่เกาะพักผ่อนอยู่ตกใจจน
บินว่อน…
คืนวันแห่งอดีตไหลถั่งท้นอย่างเงียบงันใน
ช่วงเวลานี้
เงาของนางกับเขาทอดตัวบนผนังอับชื้น
กระดำกระด่าง รอยร้าวซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก
เชื่อมเงาของทั้งคู่ไว้ด้วยกัน
เยี่ยนหลินพลันหักใจไปจากเมืองหลวงไม่ได้
เนื่องจากผู้ที่เขาคะนึงหาอยู่ที่นี่
เขาหันหน้ากลับมาและทอดสายตามอง
ใบหน้าด้านข้างอันสงบนิ่งของหญิงสาว จู่ ๆ ก็
ถามว่า “ไม่มีอะไรจะพูดกับข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “แค่อยากอยู่เป็นเพื่อน
เจ้าเท่านั้น”
นางเองก็ไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด แต่ได้นั่งด้วยกัน
เช่นนี้เหมือนจะทำให้จิตใจตนสงบลงมาก
หน่วยตาของหนุ่มน้อยคลอหยาดน้ำ ยามยิ้ม
แย้มชวนหลงใหลเป็นพิเศษ พูดขึ้นมาว่า “เจ้าดี
ต่อข้าเพียงนี้ ส่วนข้าก็ดีกับเจ้าถึงเพียงนี้ แต่ทำไม
เจ้าจึงไม่ชอบข้าหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าไม่เปล่งวาจา
ท่ามกลางแสงและเงาอันสลัวรางที่กำลังขยับ
วูบไหว เนิ่นนานกว่าเสียงของนางจะแว่วดัง “ไม่
เกี่ยวกับเจ้าหรอก ข้าบอกไปแล้วว่าข้าเป็นคน
เลว”
เยี่ยนหลินกลับยังคงทอดสายตามองนาง ไม่
เคลื่อนออกแม้แต่น้อย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเลวร้าย
เช่นไร”
ความทรงจำของเจียงเสวี่ยหนิงหวนย้อนกลับ
ไปยังชาติที่แล้วประดุจสายชลหลากทะลัก
แม้ว่าเยี่ยนหลินในชาตินี้จะปราศจากสิ่งใดที่
ไม่ดี
แต่บาดแผลซึ่งสลักในความทรงจำของนาง
ช่างล้ำลึกเหลือเกิน จนถึงขั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่
อาจลบเลือน นางทำได้เพียงหลีกลี้หนีห่าง
ขณะเดียวกันก็พยายามชดเชยให้เขาสุด
ความสามารถ…
“ข้าฝัน”
“ในฝันข้าบอกเจ้าอย่างโง่งมว่าข้าอยากเป็น
ฮองเฮา”
“เจ้าจึงโมโหมาก”
“ต่อมาข้าได้เป็นฮองเฮา ส่วนเจ้าก็กลับมา
จากนั้นร่วมมือกับผู้อื่นจับข้าขังไว้และกระทำ
เรื่องเลวร้ายกับข้า…”
เสียงของเจียงเสวี่ยหนิงผะแผ่วราวเมฆหมอก
ช่วงแรกยังคงเบาหวิว ช่วงหลังสั่นเทาดั่งสายพิณ
ทว่าไม่นานก็กลับมาหนักแน่น เพียงแต่ชั่วขณะที่
กะพริบตามองเบื้องหน้า น้ำตาอุ่นร้อนกลับริน
ไหล
นางคิดว่ายามนี้ตนช่างแสนอ่อนแอ
เจียงเสวี่ยหนิงยกมือเช็ดน้ำตาเสมือนไม่มี
อะไรเกิดขึ้น ซ้ำยังแย้มยิ้ม “ข้าเป็นคนขวัญอ่อน
น่ะ ในความฝันเจ้าน่ากลัวเหลือเกิน ดังนั้นข้าเลย
ไม่ชอบเจ้า เช่นนี้แล้วข้ายังเลวร้ายไม่พออีกหรือ”
ทั้งที่นางบอกว่าเป็นความฝันแท้ ๆ แต่ชั่ว
พริบตาที่หยดน้ำตาร่วงหล่น เยี่ยนหลินกลับรู้สึก
เหมือนดวงใจถูกบีบรัด กระทั่งว่ายังหายใจไม่
ออกอีกด้วย
ราวกับเรื่องนั้นเคยเกิดขึ้นจริง
บนโลกนี้จะมีคนที่ไม่ชอบใครเพียงเพราะ
ความฝันด้วยหรือ
ทว่ายามนี้เขาไม่อาจหักใจซักไซ้ไล่เลียงได้ลง
คอ ได้แต่กล่าวว่า “แล้วจะบอกว่าเจ้าเลวร้ายได้
อย่างไรเล่า เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าตัวข้าในความฝันของ
เจ้าน่ะสุดแสนสามานย์ เลยทำให้หนิงหนิงไม่
ชอบ”
เสียงของชายหนุ่มทั้งเอาใจใส่และอ่อนโยน
เหลือเกิน
พอเทียบกันแล้วน้ำเสียงของนางอย่างกับ
กำลังหาเรื่องเขาแบบไร้เหตุผล
เจียงเสวี่ยหนิงร่ำไห้ทันที เบ้าตาแดงทั้งแถบ
อยากหยุดยั้งแต่ก็กลั้นไม่อยู่ เยี่ยนหลินจึงต้องยก
มือเช็ดน้ำตาให้ด้วยความจนใจ ทั้งยังถามนางอีก
ว่า “เจ้าอยากเป็นฮองเฮาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงเคยตั้งใจเอาไว้ก่อนมาที่นี่ ไม่
ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามร้องไห้เด็ดขาด
จนเมื่อไม่อาจยับยั้งน้ำตาซึ่งหลั่งริน นางก็
รู้สึกขายหน้า
นางถอยออกห่างแล้วยกแขนเสื้อเช็ดน้ำตา
สะเปะสะปะ เลี่ยงสายตาอันร้อนแรงของชาย
หนุ่มไปในตัว กล่าววาจาอย่างอัดอั้น “ก็บอกแล้ว
อย่างไรว่าแค่ความฝัน ตอนนี้ไม่อยากแล้ว
เพียงแต่นั่นคือฮองเฮาเชียวนะ ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่
อยากลองดูว่าการเป็นคนเหนือคนน่ะเป็นเช่นไร”
เยี่ยนหลินหัวเราะพรืด ทว่าแววตากลับทวี
ความลุ่มลึกหลายส่วน “การเป็นฮองเฮาจะนับว่า
เป็นคนเหนือคนได้อย่างไรกัน”
ใต้หล้านี้ ‘คนเหนือคน’ ที่แท้จริงมีเพียงหนึ่ง
เดียว
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงกล่าวดังนี้
นางมองด้วยความฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง ส่วนชาย
หนุ่มกลับยกมือลูบศีรษะนางเบา ๆ บางอย่าง
สว่างวาบเล็กน้อยผ่านดวงตา ไม่มีใครรู้ว่าภายใน
ห้องขังสภาพแบบนี้ ภายใต้สถานการณ์
ยากลำบากเช่นนี้ หนุ่มน้อยซึ่งเพิ่งบรรลุนิติภาวะ
พลันเกิดความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้บอกกล่าวผู้ใดทั้งสิ้น
มีเสียงเคาะไม้แว่วมาจากด้านนอก
ผ่านยามจื่อไปแล้ว
นอกหน้าต่างสี่เหลี่ยมจัตุรัส จันทร์เสี้ยวลอย
สูงถึงกลางนภาจนมองไม่เห็นอีกต่อไป เหลือไว้
เพียงภาพดวงดารากระจัดกระจายและผืนฟั้าสี
น้ำเงินเข้มภายในกรอบ
เยี่ยนหลินรู้สึกว่าช่วงเวลานี้ผ่านไปรวดเร็ว
เสียเหลือเกิน ก่อนจะนึกได้ว่าตนไปคราวนี้ไม่รู้
จะได้กลับมาเมื่อไร จึงถามนางว่า “มีคนที่ชอบ
แล้วอย่างนั้นหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงก้มหน้าตอบ “มี”
เยี่ยนหลินถามกลั้วหัวเราะ “เช่นนั้นคือใคร”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ส่งเสียงและไม่กล้าพูด
เยี่ยนหลินนึกถึงขุนนางกรมอาญาที่เขาเคย
พบในวันพิธีบรรลุนิติภาวะ “ใต้เท้าจางเจอแห่ง
กรมอาญาผู้นั้นหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาอย่างตกตะลึงทันที
เยี่ยนหลินกลับมีท่าทีเรียบเฉยอย่างชัดเจน
“สายตาเจ้ายามมองเขาเหมือนสายตาข้ายาม
มองเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงอับจนวาจา
เยี่ยนหลินเบนสายตาหานาง เอ่ยด้วยน้ำเสียง
ทีเล่นทีจริงว่า “ระหว่างข้าจากไปเจ้าต้อง
พยายามออกเรือนให้ได้นะ แต่งงานกับคนดีที่
คู่ควรแก่การฝากชีวิตเสีย ไม่เช่นนั้นพอข้ากลับมา
ข้าจะชิงตัวเจ้าโดยไม่สนใจเลยละว่าเจ้าจะชอบ
ข้าหรือเปล่า”
หนุ่มน้อยใช้น้ำเสียงหยอกล้อ กระทั่งว่ายังอม
ยิ้มอีกด้วย แต่กลับซุกซ่อนความจริงจังไว้ในส่วน
ลึกของสายตา
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเขาไม่ได้ล้อเล่น
แต่ว่าแต่งงานกับจางเจอน่ะหรือ
ถ้าอย่างนั้นนางต้องพยายามให้มาก พยายาม
ให้มาก ๆ ถึงจะคู่ควร
นางแค่นเสียงเบา ๆ รู้ทั้งรู้ว่าหนุ่มน้อยกำลัง
กระเซ้า แต่ก็ไม่ค่อยอยากยอมแพ้อยู่ดี เอ่ยไป
เพียงว่า “ข้าทำแน่”