คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 113 สวรรค์รู้ใจข้า (1)
สีหน้าของนางเหมือนตอนแกล้งงอนเขาเมื่อ
หลายปีก่อนเสียเหลือเกิน
แต่เยี่ยนหลินรู้ว่านางจริงจัง
เขานึกเสียดายขึ้นมาทันที เสียดายที่อีกไม่
นานต้องไปจากเมืองหลวง ไม่เช่นนั้นก็อยากรู้นัก
ว่าจางเจอผู้นั้นมีความสามารถอันใดกันแน่ ถึงทำ
ให้หนิงหนิงของตนเคลิบเคลิ้มหลงใหลปานนี้
ทว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่เลวเลยกระมัง
เขาเหลือบสายตามองเงาร่างของโจวอิ๋นจือ
ซึ่งเห็นอยู่รำไรบนทางเดินอีกฟากหนึ่งของคุก
หลวง เงียบงันพักหนึ่งก็ตัดสินใจเอื้อนเอ่ย “เจ้า
ควรไปได้แล้ว”
ถึงกับแอบเข้ามายังสถานที่อย่างคุกหลวงเพื่อ
เยี่ยมนักโทษผู้อีกไม่นานจะโดนเนรเทศ ถือว่า
ขวัญกล้ามาก
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้ว่าหากอยู่นานเกินไปจะ
สร้างความลำบากให้โจวอิ๋นจือ
ต่อให้อาลัยอาวรณ์เพียงใด นางก็ยังลุกขึ้นอยู่
ดี “เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ”
เพียงแต่เดินไม่กี่ก้าวไปถึงหน้าประตู ฝีเท้า
กลับหยุดชะงัก
เยี่ยนหลินมองนาง
ส่วนนางก็จับจ้องเขาพร้อมรอยยิ้ม “กระบี่ที่
เจ้ามอบให้ข้ายังอยู่ วันนี้ไม่อาจนำมาส่งมอบ
ดังนั้นจะเก็บไว้รอให้เจ้ามารับในภายหน้า”
เยี่ยนหลินนึกถึงกระบี่เล่มนั้นที่ตนฝากให้นาง
ช่วยเก็บไว้ พลอยแย้มยิ้มตาม “คำไหนคำนั้น”
เจียงเสวี่ยหนิงพูด “คำไหนคำนั้น”
เมื่อสนทนาถึงตรงนี้นางก็หมุนกายดึงเสื้อ
คลุมกันลมให้ตั้งขึ้นอีกครา ห่อหุ้มตนเองแน่น
หนา จากนั้นเดินไปหาโจวอิ๋นจือ
โจวอิ๋นจือลอบโล่งอกเมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิง
เดินออกมา เขาไม่เอ่ยวาจา เพียงนำหน้าจะพา
นางออกจากที่นี่เงียบ ๆ
แม้ผู้คุมคุกหลวงจะถอนตัวแล้ว แต่ก็ยัง
เข้มงวดกว่าคุกธรรมดาทั่วไป
ตลอดเส้นทางต้องผ่านด่านสำคัญสามด่าน
สองด่านแรกน่ะยังดี ไม่มีผู้ใดขัดขวางเมื่อ
เผชิญหน้าโจวอิ๋นจือ อย่างไรก็ตามขณะทั้งคู่
กำลังจะถึงด่านสุดท้ายซึ่งอยู่ไม่ไกลนักกลับมี
เสียงดังเซ็งแซ่จากเบื้องหน้า!
“ใต้เท้าทั้งหลายต้องการอะไรหรือขอรับ”
“นี่คือลายพระหัตถ์ของฝั่าบาท ทรงมีรับสั่ง
ให้เนรเทศตระกูลเยี่ยนออกเดินทางไปยังหวงโจว
ต้องออกนอกเขตมณฑลก่อนคืนส่งท้ายปี ฝั่าบาท
ตรัสว่าไม่ทรงอยากทอดพระเนตรคนเหล่านั้นให้
อึดอัดพระทัยในวันมหามงคลเช่นนี้”
“ขอรับ ขอรับ…”
…
คนที่มามีจำนวนไม่น้อย เมื่อได้ยินเสียงชุด
เกราะและอาวุธกระทบกันระหว่างเดินก็รู้ว่าเป็น
ราชองครักษ์ซึ่งรับพระราชโองการจากฮ่องเต้
โจวอิ๋นจือได้ยินแล้วใจหายวาบ
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็สะดุ้ง
ตามกฎหมายของราชสำนัก เมื่อนักโทษถูก
จองจำในคุกหลวงไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมเด็ดขาด
การแอบมาเยี่ยมในคุกหลวงต้องใช้ความสามารถ
ส่วนตน หากถูกราชองครักษ์ซึ่งเดินทางมาคุมตัว
นักโทษพบเจอและจับได้คาหนังคาเขาคงเป็น
เรื่องใหญ่
โจวอิ๋นจือต้องลำบากน่ะยังถือเป็นเรื่องเล็ก
แต่จะให้จวนหย่งอี้โหวเดือดร้อนไปด้วยไม่ได้
เด็ดขาด!
เจียงเสวี่ยหนิงมองหนทางข้างหน้า กดเสียง
ต่ำด้วยความเด็ดขาด “หาสถานที่ให้ข้าซ่อนตัว
ก่อน”
ซ่อนตัว?
แต่คุกหลวงก็กว้างแค่นี้ อีกทั้งปราศจากห้อง
อยู่เวร มีเพียงห้องขังห้องแล้วห้องเล่า
เหงื่อเย็นผุดบนหน้าผากโจวอิ๋นจือ
เขาพาเจียงเสวี่ยหนิงถอยหลังไปก่อน เมื่อ
เลี้ยวซ้ายก็มาถึงเส้นทางสายยาวขนาบด้วยห้อง
ขัง ครั้นเดินต่อจนสุดทางก็พบห้องขังซึ่งพอจะ
นับได้ว่าสะอาดสะอ้าน มีซอกหลืบระหว่างที่
นอนและมุมกำแพงซึ่งกว้างพอให้คนเข้าไปซ่อน
ตัว
โจวอิ๋นจือ “ต้องลำบากคุณหนูสักครู่แล้ว
ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วน
จึงรีบหมอบซ่อนตรงหัวมุมและกล่าวกับโจวอิ๋
นจือ “ไม่เป็นไร ข้าจะแอบอยู่สักครู่ เจ้าไปดู
สถานการณ์ข้างนอกก่อนเถอะ”
เจียงปั๋อโหยวบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้อง
เนรเทศหลังปีใหม่
เหตุใดตอนนี้บทจะมาคุมตัวก็คุมเลยเล่า
นางรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้างจริง ๆ
โจวอิ๋นจือเริ่มสงบสติอารมณ์ จัดแจงชุดให้
เรียบร้อยก่อนจะเดินออกจากห้องขังราวกับไม่มี
อะไรเกิดขึ้น ทว่าเมื่อเห็นราชองครักษ์ที่มาพาตัว
นักโทษไปเนรเทศอยู่ไกล ๆ สมองพลันสว่างวาบ
ราวกับมีประกายไฟ นึกถึงเรื่องผิดปกติอย่าง
ยิ่งขึ้นมาได้ ประตูห้องขังส่วนลึกของคุกหลวงนี้
เปิดราวกับไม่มีใครอยู่แท้ ๆ แต่ผ้าห่มบนเตียงพับ
เสียเป็นระเบียบเรียบร้อย…
———————-
ลมเหมันต์หนาวเยือก ภายนอกคุกหลวง
แขวนตะเกียงไว้สองดวง กำลังแกว่งไกวตามสาย
ลม
ราชองครักษ์ถือพระราชโองการพร้อมคุมตัว
คนออกมาจากคุกหลวง บุคคลสำคัญถูกนำตัวขึ้น
รถนักโทษคันแล้วคันเล่า ส่วนผู้ไม่สลักสำคัญสัก
เท่าไรจะถูกล่ามโซ่ตรวนและปล่อยให้เดินตาม
ท้ายรถ
ผ่านไปแค่เดือนเดียว เยี่ยนมู่ดูชรากว่าเดิม
มาก
จอนผมทั้งสองข้างเป็นสีเงินดุจประดับน้ำค้าง
ทว่าสีหน้าราบเรียบอย่างยิ่ง
หัวหน้าราชองครักษ์แสดงท่าทีเคารพนบ
นอบเป็นอันมาก เมื่อจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพก็
ประสานกำปันเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ท่านโหว
พวกเราจะออกเดินทางกันแล้ว อากาศหนาว
เหน็บนัก ข้าเองก็ต้องทำงานตามพระราชโองการ
ขอท่านโปรดให้อภัยด้วยขอรับ”
เยี่ยนมู่ส่งเสียงอืมเบา ๆ
เยี่ยนหลินนั่งเงียบอยู่ในรถนักโทษคันข้าง
หลัง ทอดสายตามองคุกหลวงด้วยความกังวลอยู่
บ้าง
ขบวนออกเดินทางอย่างเอิกเกริก แต่ก็เป็น
ระเบียบเรียบร้อยยิ่ง ไม่ได้มีเสียงอึกทึกครึกโครม
มากเท่าใด
รถนักโทษเคลื่อนผ่านท้องถนน
เมืองหลวงยามเที่ยงคืนเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา
รมณ์ ชาวบ้านร้านตลาดหารู้ไม่ว่าขุนนางผู้สร้าง
ความดีความชอบและยังเป็นแม่ทัพผู้หาญกล้า
อย่างคนจวนโหวจะเดินทางผ่านหน้าต่างบ้าน
ของพวกตน มุ่งหน้าไปยังสถานที่ไกลโพ้นแสน
ทุรกันดารในค่ำคืนเช่นนี้
รถม้าคันหนึ่งจอดนิ่งตรงมุมถนนอันมืดมิด
ม้าจามออกมาเป็นไอร้อน
เยี่ยนมู่อยู่ในกองทัพมานาน นับว่าคุ้นเคยกับ
เสียงม้าเป็นที่ยิ่ง ทันทีที่ได้ยินเสียงอันแผ่วเบานี้
หนังตาก็กระตุก เขาลืมตาเงยศีรษะมองตามเสียง
ด้วยเหตุนี้จึงมองเห็นรถม้าคันนั้น
ทั้งยังเห็นผู้ที่นั่งอยู่ด้านในและกำลัง
ทอดสายตามองมาเช่นกัน
ขบวนคุมรถนักโทษอยู่ห่างจากรถม้าคันนั้น
ช่วงหนึ่ง
มิหนำซ้ำยังมืดมิดออกปานนี้ เดิมทีเซี่ยเวย
ควรมองเห็นไม่ชัดเจน
ทว่าเสี้ยวพริบตา เขากลับแลเห็นดวงตาที่
พลันวาวโรจน์ลุกไหม้ร้อนแรงของเยี่ยนมู่…
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ …”
ไม่รู้เพราะเหตุใด เยี่ยนมู่พลันแหงนศีรษะ
หัวเราะลั่น
เสียงหัวเราะเปียมความสาแก่ใจ
ทหารผู้คุมนักโทษต่างตกอกตกใจ ไม่รู้ต้น
สายปลายเหตุของการกระทำดังกล่าว
รถนักโทษจากไปไกลลับตาอย่างรวดเร็ว
เสียงหัวเราะค่อย ๆ เงียบงัน
รถนักโทษกลืนหายไปกับบ้านเรือนซึ่งเหลื่อม
ซ้อนเป็นชั้น ๆ ภายในเมืองหลวง หลังจากผู้สวม
ชุดนักโทษคนสุดท้ายในครรลองจักษุลาลับ เซี่ย
เวยก็หลุบตาอย่างแช่มช้า
เตาฉินกับเจี้ยนซูต่างยืนอยู่ข้างรถ
เซี่ยเวยลอบกำหมัดแน่น ทั้งที่เขาควรออกไป
พบหน้าอีกฝั่ายสักครั้ง ทว่าด้วยสถานการณ์และ
สถานะปัจจุบัน การตัดสินใจเช่นนั้นมิใช่การ
กระทำอันชาญฉลาดนัก
ผ่านไปเนิ่นนาน เขาถึงเคลื่อนสายตาขึ้นมา
อีกครั้ง
“ทางนั้นเตรียมการเป็นเช่นไร”
เจี้ยนซูกับเตาฉินรู้ว่าเขากำลังถามถึงเรื่องใด
สาเหตุที่คนของจวนหย่งอี้โหวถูกเนรเทศไป
ยังหวงโจวอย่างรีบเร่ง นอกจากเป็นเพราะฮ่องเต้
เสิ่นหลางไม่อยากเห็นคนของจวนโหวให้ขัดตา
สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือแผน ‘เชิญท่านมาติดกับดัก
[1]’ ที่เซี่ยเวยเสนอภายในห้องทรงพระอักษร
องครักษ์เฝั้าคุกหลวงถอนตัวมาหมดแล้ว
บัดนี้แม้แต่นักโทษคนสำคัญที่สุดภายในคุก
หลวงก็จากไปด้วย
บรรดาผู้ซุ่มตัวอยู่ในที่ลับต่างกระเหี้ยน
กระหือรือ นึกว่าตนพบโอกาสทองอันหาได้ยาก
จึงเตรียมลงมือ
เจี้ยนซู “ใกล้เคียงกับที่ท่านคาดการณ์ เป็น
คืนนี้ขอรับ”
—————–
เจียงเสวี่ยหนิงคุดคู้อยู่ตรงมุม เงี่ยหูฟังเสียง
ความเคลื่อนไหวภายนอก
คนมาแล้ว คนไปแล้ว
แต่ผ่านไปเนิ่นนานโจวอิ๋นจือก็ไม่กลับมาเสีย
ที นางแปลกใจอยู่บ้างจึงลอบยื่นศีรษะออกมา
เงียบ ๆ เพื่อสำรวจสภาพโดยรอบอย่างอดไม่อยู่
เมื่อครู่นางมายังห้องขังนี้อย่างรีบร้อนจึงไม่
ทันสังเกตให้ดี
ยามนี้ถึงพบว่าที่นี่สะอาดสะอ้านและเป็น
ระเบียบเกินไป
ถึงพื้นและผนังจะเต็มไปด้วยฝุั่นดำ แต่เตียง
ตรงหน้าจัดเก็บเรียบร้อย ผ้าห่มที่พับปราศจาก
รอยยับ นอกจากนี้ยังมีเสื้อคลุมตัวนอกสีคราม
เข้มสองตัวซึ่งพับเสียดิบดีวางทับผ้าห่มอีก
ต่างหาก
ผู้ที่เคยอยู่ในห้องนี้คงรักความสะอาดเป็นแน่
ช้าก่อน…
——————–
1. เชิญท่านมาติดกับดัก เป็นสำนวน หมายถึง
ใช้วิธีของอีกฝั่ายมาเล่นงานกลับคืน
บทที่ 113 สวรรค์รู้ใจข้า (2)
เมื่อคิดเช่นนี้สมองของเจียงเสวี่ยหนิงพลัน
บังเกิดเสียงดังตูม รู้สึกผิดปกติทันที มีคนอยู่ใน
ห้องนี้หรือ?!
ถ้าอย่างนั้นก็ประหลาดมาก
ทั้งยังมีเรื่องน่าหลากใจยิ่งกว่า นั่นคือห้อง
ส่วนลึกสุดของคุกหลวงอย่างห้องนี้คล้ายจะมีคน
อยู่แท้ ๆ แต่ขณะโจวอิ๋นจือพานางเข้ามาอย่างรีบ
ร้อน ประตูห้องขังกลับไม่ได้ลั่นกุญแจ
ลางสังหรณ์อัปมงคลอันแปลกประหลาดเข้า
โจมตีจิตใจนาง
เจียงเสวี่ยหนิงตัดสินใจจะจากไปเดี๋ยวนี้เลย
ทว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วกว่าที่จินตนาการได้
ถึงขั้นนอกเหนือความคาดหมายมากนัก
เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังจากทางประตูคุกหลวง
แทบจะขณะเดียวกันกับตอนที่นางยก
ชายกระโปรง!
เหล่าผู้คุมกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกอย่าง
ยิ่ง
“พวกเจ้าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่”
“อ๊าก…”
“ปล้นคุก ปล้นคุก มีคนปล้นคุก!!!”
เสียงอาวุธเสียดสีประหัตประหารดังขึ้น
ฉับพลัน เสียงแว่วจากบริเวณประตูได้ยินมาถึง
ส่วนลึกของคุกหลวง
ผู้ถูกขังในสถานที่แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นนักโทษ
อุกฉกรรจ์กระทำแต่เรื่องชั่วช้าสามานย์
ครั้นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวและคำว่า
‘ปล้นคุก’ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ยังตื่นอยู่หรือหลับ
สนิทไปแล้ว เวลานี้ล้วนแสดงอาการคึกคัก
กระปรี้กระเปร่า ห้องขังซึ่งเดิมทีเงียบสงัดราวกับ
ปั่าช้ามีแต่เสียงตะโกนโห่ร้องยินดี ประตูห้องขัง
ทุกบานมีเงาร่างขยับวูบไหวบ้าคลั่ง บางคนก็ร่าง
สกปรกมอมแมมผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ส่วน
บางคนแสดงอาการคลุ้มคลั่งเสียสติเต้นแร้งเต้น
กา ที่แห่งนี้ประหนึ่งนรกบนดินก็ไม่ปาน!
เจียงเสวี่ยหนิงใจหายวาบ
จากนั้นค่อยนึกได้ ชาติก่อนเกิดเหตุปล้นคุก
หลวงอันสะเทือนเลื่อนลั่นเช่นนี้จริง เป็น
จุดเริ่มต้นที่กบฏนิกายสวรรค์ปรากฏตัวก่อความ
วุ่นวาย เบาะแสของเซียวติ้งเฟยแพร่สะพัดเพราะ
เหตุการณ์นี้ ต่อมาก็มีคนหาเขาเจอ
เป็นวันนี้หรือ
ไม่ว่าอย่างไรนางก็คาดไม่ถึงว่าตนจะมาเจอ
เรื่องแบบนี้เข้าพอดี!
ภายในคุกมีแต่คนปั่าเถื่อนชั่วร้าย หากพวก
เขาหลุดออกไปได้ก็ไม่รู้จะกระทำเรื่องต่ำทราม
อันใดบ้าง
และหากนางพลาดพลั้งถูกพบเห็นเข้าละก็…
เจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชัน แม้จะเดินมาถึง
หน้าประตูห้องขังแล้ว กลับไม่รู้ว่าตนควรก้าว
ออกไปและฉวยโอกาสเสี่ยงฝั่าหนีช่วงชุลมุนดี
หรือไม่
เสียงโห่ร้องยินดีดังมาจากทางเข้า
นักโทษในคุกเริ่มส่งเสียงโห่ร้องอีกครั้ง
มีคนใช้อาวุธฟันตะเกียงน้ำมันซึ่งฝังบนผนัง
จนคว่ำ ทางเดินคับแคบพลันอับแสงลงไม่น้อย
มีเสียงฝีเท้าเร่งร้อนแว่วมาจากทางเดิน!
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงใกล้เข้ามามาก
ขึ้นเรื่อย ๆ ก็คิดจะหลบซ่อน นึกไม่ถึงว่าขณะนาง
หมุนกาย ร่างเบื้องหน้ากลับรุดมาถึงรวดเร็วยิ่ง
นัก ประเดี๋ยวเดียวก็เห็นอีกฝั่ายตรงหางตา
นางพลันหัวใจหยุดเต้น!
เสื้อคลุมตัวยาวทำจากผ้าหยาบสีน้ำเงินเข้มดู
ธรรมดาดาด ๆ แต่ก็ยังดูดีกว่าของนักโทษคนอื่น
ในคุกหลวงเล็กน้อย เขาย่นหัวคิ้ว แสงตะเกียงที่
ขยับวูบไหวไม่อาจส่องให้ความเย็นชาของเขา
อบอุ่นขึ้นมาได้เลย นิ้วมือเรียวยาวถือกุญแจ
ทองเหลืองที่ถูกห้อยเป็นพวงยาว เมื่อเทียบกับ
ความเงียบงันในกาลก่อนแล้ว ใบหน้าผอมซูบ
ยามนี้ช่างเย็นเยียบราวกับเขากำลังเผชิญหน้ากับ
ศัตรูตัวฉกาจ!
จางเจอคาดไม่ถึงเช่นกันว่าห้องขังของตนจะ
มีคนอยู่
ครั้นอีกฝั่ายมองเห็นเขาก็ตะลึงพรึงเพริด
พอมองเห็นฝั่ายนั้นเขาเองก็พลอยชะงักงัน
ถัดมาความขุ่นข้องอันยากจะพบเห็นก็ฉายวาบ
นิด ๆ ในดวงตาทั้งสองข้าง ร้อนใจจนไม่อาจ
สะกดกลั้นน้ำเสียง “ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!”
เจียงเสวี่ยหนิงอ้ำอึ้งไม่รู้ควรตอบเช่นไรดี
นางยืนอยู่ตรงประตูห้องขัง ขยับเขยื้อนไม่
ออกแม้แต่ก้าวเดียว
ความคิดหนึ่งวาบในสมอง หากเทียบกับเรื่อง
ที่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรแล้ว การที่เจ้ามาอยู่ที่นี่
มันไม่น่าสงสัยยิ่งกว่าหรือ
ทว่านางไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงมองเขาอึ้ง ๆ
จางเจอรู้สึกเหมือนเพลิงโทสะพุ่งพรวดอย่าง
ไร้สาเหตุ เขาเหลียวมองรอบด้านเพื่อหาว่ามี
สถานที่ใดพอจะหลบซ่อนตัวได้บ้าง
กบฏนิกายสวรรค์กำลังเข้ามาปล้นคุก ส่วน
เขาก็ยิ่งมีภารกิจสำคัญ
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นเพียงสตรีอ่อนแอ เมื่อนาง
ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ หาก
เขาไม่สนใจไยดีก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าต่อไปจะเกิด
อะไรขึ้นกับนางบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาจะทนเห็นนางตกอยู่ในอันตรายอีกได้
อย่างไร
“เข้ามา!” จางเจอไม่มีเวลาอธิบายเพิ่ม
กระชากตัวนางที่ยังไม่ทันได้สติเข้าห้องขัง โยน
พวงกุญแจทิ้งก่อนจะคว้าเสื้อซึ่งพับเป็นระเบียบ
เรียบร้อยบนที่นอนขึ้นมา “ถอดชุด”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าเชื่อเลยว่าตนกำลังได้
ยินอะไรอยู่
นางเบิกตาโพลงมองจางเจอซึ่งอยู่ใกล้แค่คืบ
ยืนอึ้งไม่ไหวติง
จางเจอโมโห นางเคยฉลาดหัวไวกว่าผู้ใดแต่
กลับทำตัวเหมือนคนโง่งมในเวลาแบบนี้ ครั้นเขา
ได้ยินเสียงสับสนวุ่นวายที่ใกล้เข้ามาก็ไม่สนใจ
อะไรอีก ปลดเสื้อกันลมและเสื้อคลุมตัวนอกของ
นางอย่างรวดเร็ว แล้วสวมชุดผ้าหยาบสีน้ำเงิน
เข้มของบุรุษไว้ด้านนอก จากนั้นรัดสายคาดตรง
เอวอรชรอ้อนแอ้น
ต่อมาคือทรงผม
โชคดีที่วันนี้เจียงเสวี่ยหนิงลอบออกมา
กลางดึกจึงไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องสลับซับซ้อน
เกินไปนัก เพียงใช้แถบผ้าไหมเกล้าผมไว้ด้านหลัง
จางเจอจึงใช้ผ้าเส้นนี้มัดเป็นทรงบุรุษให้นาง
เมื่อชุดของเขาสวมบนร่างของดรุณีน้อยก็
เห็นได้ชัดว่าค่อนข้างใหญ่ ตัวชุดห้อยลงมาต่ำ
มาก มือทั้งสองข้างของนางอยู่ใต้แขนเสื้อหลวม
กว้าง ทำให้ยิ่งดูบอบบางและตัวเล็กกระจ้อยร่อย
ประหนึ่งแมวน้อยเชื่อง ๆ
นางกะพริบตามองจางเจอ ใบหน้าขาวพิสุทธิ์
ปราศจากการแต่งแต้ม เปล่งประกายงามพิลาส
น่าลุ่มหลง ไม่เข้ากับค่ำคืนอันแสนสับสนวุ่นวาย
และอันตรายเช่นนี้แม้แต่น้อย
เมื่อจางเจอลดมือก็มองเห็นดวงหน้านี้ ทั้งยัง
เห็นสายตาที่จดจ่อเป็นพิเศษยามนางมองตน
เจียงเสวี่ยหนิงอยากถามเหลือเกินว่าเกิด
อะไรขึ้น
แต่กระนั้นอึดใจต่อมาจางเจอซึ่งกำลังจ้อง
นางอยู่ก็เบนสายตาออก เขาเดินไปปั้ายฝุั่นดำที่
เกาะบนผนัง ขณะเอื้อมมือมาเบื้องหน้านางก็
ชะงักเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรงก่อน
จะกล่าวว่า “ล่วงเกินแล้ว” จากนั้นจึงปั้าย
ใบหน้านาง!
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกลืนคำพูดที่ยังไม่ทันได้
เอ่ยกลับลงไป “…”
ฝั่ามือจางเจอหยาบกระด้าง
ขณะทาฝุั่นดำลงบนหน้า นางรู้สึกได้ชัดเจน
ว่าพอหนังด้านตรงฝั่ามือเขาปั้ายผ่านผิวอันเนียน
นุ่มของนาง สิ่งที่เหลือเอาไว้กลับเป็นสัมผัสสั่น ๆ
อันแห้งสากทว่าอบอุ่น
ไม่นานนักดวงหน้างดงามของเจียงเสวี่ยหนิง
ก็ถูกทาจนสกปรกเปรอะเปือน ปิดบังความพริ้ม
เพราไปได้หลายส่วน ทั้งดูซูบผอมหน่อย ๆ แล
เหมือนนักโทษในคุก
กบฏนิกายสวรรค์ที่บุกปล้นคุกกำลังจะมาถึง
แล้ว
คนเหล่านั้นมุ่งตรงมายังห้องขังนี้ราวกับรู้อยู่
ก่อน
พวกมันมีกันไม่น้อย นักโทษซึ่งยังสวมชุด
นักโทษหลายคนเป็นผู้พาเข้ามา มือถือดาบและ
กระบี่ ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสีดำ เผยเพียงดวงตา
ทั้งสองข้างที่แสดงความดุร้ายหลายส่วน ครั้น
พวกมันเห็นคนทั้งคู่ก็เข้ามาถามไถ่จางเจอ
ประหนึ่งพบพวกเดียวกัน “กงอี๋เซียนเซิงเล่า”
จางเจอ “เมื่อครู่ข้าไปดูมาแล้ว กงอี๋เซียนเซิง
ไม่ได้อยู่ในคุก เกรงว่าคงเป็นกับดักที่ราชสำนัก
วางเอาไว้! เรื่องไม่อาจรอช้า ตอนนี้ไม่มีเวลา
สนใจอะไรให้มากความ ถอนกำลังก่อนดีกว่า!”
ทุกคนตกตะลึง “อะไรนะ!”
พวกนิกายสวรรค์มาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือกงอี๋
เฉิง ทั้งยังถือโอกาสช่วยลูกศิษย์นิกายสวรรค์ซึ่ง
ถูกคุมขังในคุกหลวงไปด้วย พอได้ยินสายลับซึ่ง
ฟังคำสั่งโดยตรงจากกงอี๋เฉิงบอกว่าฝั่ายนั้นไม่อยู่
ในเรือนจำก็รู้ความร้ายแรงของเรื่องนี้ทันที นึก
จะถอนตัวโดยไม่กล้าชักช้า
ทว่าเมื่อหัวหน้าเคลื่อนสายตามาก็เห็นเจียง
เสวี่ยหนิงยืนเยื้องหลังจางเจอ
เขาย่นหัวคิ้วทันควัน ถามด้วยความสงสัย
เล็กน้อย “ใต้เท้าจาง ผู้นี้คือ?”
จางเจอซึ่งยืนอยู่หน้าเจียงเสวี่ยหนิงคว้ามือ
นางมาจับทันที ตอบโดยไม่สะทกสะท้าน “คน
ของข้า”
สายตาของคนอื่นกวาดวูบผ่านใบหน้าเจียง
เสวี่ยหนิง
แต่ตอนนี้หาใช่เวลามาสืบสาวราวเรื่องไม่ ผู้
เป็นหัวหน้าไม่ซักไซ้อะไรอีก พลันเปั่านกหวีดเพื่อ
ส่งสัญญาณ โบกมือกล่าวว่า “พวกเราถอนตัว!”
เมื่อสาวกนิกายสวรรค์ทั้งใกล้และไกลได้ยิน
เสียงนกหวีดนี้ก็ถอนตัวกลับจนหมดสิ้น
ห้องขังบางห้องถูกคนฟันบานประตูจนเปิด
นักโทษคนอื่นซึ่งถูกขังอยู่ล้วนกรูกันออกมา
ดั่งสายน้ำหลาก ทุกคนมารวมตัวกัน พยายามวิ่ง
ออกจากคุกหลวงซึ่งมีสภาพยับเยินไปนานแล้ว
และบุกไปยังทางออก!
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกเหมือนถูกเบียดให้ไหล
ออกไปโดยไม่อาจทำอะไรได้ท่ามกลางคลื่น
มนุษย์อันแสนวุ่นวาย
อย่างไรก็ตามเบื้องหน้ากลับมีมือข้างหนึ่ง
กระชับมือนางตลอดเวลา
แผ่นหลังเขาดูเงียบงันทว่าหนักแน่น จางเจอ
ไม่ได้หันหน้ากลับมา เพียงกันนางไว้ข้างหลังและ
จับจูงพาเดินหน้าโดยไม่ยอมปล่อยมือ
สวรรค์เบื้องบนจะต้องได้ยินความในใจของ
นางแน่
ถึงกับให้นางได้มาพบเขา ณ สถานที่แห่งนี้
รอบด้านมีแต่เสียงโหวกเหวกดังหนวกหูยิ่ง
ทว่าในซอกมุมหนึ่งของหัวใจกลับพลันสงบ
เงียบ สงบเสียจนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงก้อน
เนื้อในอกที่เต้นรัวอย่างรุนแรงอีกครั้งของตน
เบื้องหน้าต้องเผชิญภยันตรายเช่นไรบ้างนะ
ไม่รู้
และไม่อยากจะรู้ด้วย
แผ่นหลังซึ่งอยู่เต็มครรลองจักษุนี้ครอบครอง
ดวงใจนางจนหมดสิ้น ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟไป
สุดหล้าฟั้าเขียว นางก็ยินยอมพร้อมใจโดยไม่มี
ทางเสียใจภายหลัง