คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 114 ฝั่ามือที่สอดประสาน (1)
ชาวบ้านพูดกันว่าชีวิตของคนเรามีเรื่อง
น่ายินดีอันยิ่งใหญ่สี่ประการ ประการแรก คืนเข้า
ห้องหอ ประการที่สอง มีรายชื่อสอบติดราชการ
ประการที่สาม ฝนตกหลังจากแล้งมานาน และ
ประการที่สี่ ได้พบสหายเก่าในต่างถิ่น
อย่างไรก็ตาม สำหรับคืนนี้และ ณ เวลานี้
เกรงว่าอาจต้องเพิ่มความน่ายินดีประการที่ห้า
เข้าไป
นั่นคือ ‘ถูกจองจำแล้วมีคนมาปล้นคุก’
ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องใดน่ายินดียิ่งกว่าพบทาง
รอดในยามสิ้นหวังอีกแล้ว
เมื่อทอดสายตาไปก็เห็นว่ามีคนถูกขังอยู่ใน
คุกหลวงแน่นขนัด
ส่วนใหญ่เป็นนักโทษประหารรอการไต่สวน
และผู้กระทำความผิดข้อหาอุกฉกรรจ์ ครั้นพวก
เขาพบโอกาสหายากเช่นนี้จึงแสดงอาการลิงโลด
ยินดี บ้างออกแรงเขย่าประตูบานคู่ของห้องขังซึ่ง
ยังไม่ได้เปิด บ้างวิ่งตะบึงออกมาจากข้างในพร้อม
กู่ร้องตะโกนกึกก้อง
ฝูงชนส่งเสียงอึกทึกครึกโครม
คนส่วนใหญ่กรูออกไปนอกคุกหลวง
ทว่ากลับมีบางคนเดินย้อนฝูงชนกลับมาอย่าง
ผิดปกติโดยไม่ถอดชุดนักโทษ แต่ละคนกุมดาบ
ยาวค้นห้องขังทีละห้อง
ชัดเจนว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่สาวกนิกายสวรรค์
บางห้องเมื่อพวกมันค้นหาเสร็จก็ไม่รั้งอยู่ต่อ
ส่วนบางห้องเมื่อเห็นว่าคนข้างในเป็นใครก็เงื้อ
ดาบพัง หรือไม่ก็ใช้กุญแจที่คลำหามาได้จากตัวผู้
คุมเปิดประตูปล่อยคน
แต่ยิ่งเดินลึก ความร้อนรนบนสีหน้าของพวก
มันก็ทวีเพิ่มพูน
เจียงเสวี่ยหนิงถูกกระหนาบด้วยฝูงชนและมี
จางเจอจับมือไว้ นางมองเห็นกลุ่มคนท่าทาง
ผิดปกติเหล่านี้ขณะกำลังเดินหน้าและเงยศีรษะ
มองโดยไม่ได้เจตนาพอดี
นางมักรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้คล้ายจะตามหาใคร
อยู่
จึงอดเคลื่อนสายตามองตามเงียบ ๆ ไม่ได้
คนเหล่านั้นพลันเห็นบางสิ่งหลังจากเดินผ่าน
ห้องขังจำนวนมาก ร้องตะโกนพลางเข้าไปในห้อง
ห้องหนึ่ง
ขณะทุกคนแสดงอาการตื่นเต้น ชายผู้หนึ่ง
ข้างในนั้นกลับนั่งสงบนิ่ง
เขาสวมชุดนักโทษเปรอะเปือนคราบสกปรก
และคราบเลือด ไม่รู้ว่าไม่ได้ผลัดชุดเพื่อนำไปซัก
มานานเท่าไรแล้ว สองเท้าแบะออกอยู่บนพื้นเย็น
เยียบประดุจน้ำแข็ง ลำตัวเอนพิงผนังอยู่บนกอง
ฟางซึ่งหล่นเกลื่อนพื้นด้านหลัง วางข้อมือทั้งสอง
ข้างพาดหัวเข่า ฝั่ามือห้อยต่ำมาด้านหน้า
โซ่ตรวนเหล็กหนาและแข็งแกร่งเส้นหนึ่งล่าม
ข้อเท้าของเขาไว้
เรือนผมยาวซึ่งไม่ได้หวีสางมาหลายวันแผ่
สยายปรกใบหน้า
ไม่ขยับเขยื้อนราวกับไม่ได้ยินเสียงความ
เคลื่อนไหวภายนอกเลยสักนิด
จนคนเหล่านั้นมาถึงและตะโกนเรียกนั่นละ
เขาจึงเงยศีรษะ
ประตูห้องขังเปิดอย่างรวดเร็ว
ชายผู้นี้ร่างกายสูงใหญ่กำยำ เขาลุกจากพื้น
ค้อมเอวเอื้อมมือสองข้างคว้าโซ่ตรวนเหล็กซึ่ง
พันธนาการข้อเท้า จากนั้นออกแรงกระชากโดย
ไม่ปริปากและไม่ต้องให้คนเหล่านั้นช่วยเหลือ
ด้วยซ้ำ บังเกิดเสียงดังเคร้ง โซ่ตรวนหนาถึงกับ
ถูกกระชากออกจากกันจนผิดรูปในบัดดล เห็นได้
ชัดว่าพละกำลังมหาศาลเพียงใด
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงเดินหน้าต่อ หนังตา
กระตุกเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้จากไกล ๆ
เดิมทีคุกแห่งนี้แสนอลหม่านจึงไม่น่าจะมีผู้ใด
มีเวลามาสนใจคนอื่น คาดไม่ถึงว่าบุรุษชุดสกปรก
โสโครกผมเผ้ากระเซิงคล้ายรับรู้อะไรบางอย่าง
ชั่วพริบตานั้นพลันเงยศีรษะมองมาทางเจียงเสวี่ย
หนิง
ประกายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวฉายวาบ
ผ่านเส้นผมอันยุ่งเหยิง
เจียงเสวี่ยหนิงแผ่นหลังสะท้านเยือก รู้สึกว่า
แววตานี้เปียมความเย็นชาอำมหิตที่ไม่อาจ
สาธยาย จะมีสายตาเช่นนี้ได้ต้องเป็นคนชั่วช้า
สามานย์คมดาบเคยดื่มโลหิตมาแล้วเท่านั้น
ทว่านางก็ไม่มีเวลาให้ขบคิดอะไรถ้วนถี่
ตอนนี้คนกลุ่มนั้นเดินเลี้ยวตรงหัวมุมไปจนถึง
ประตูคุกหลวงและกรูออกข้างนอกกันแล้ว
ทหารซึ่งทำหน้าที่คุมตัวคนจากจวนหย่งอี้โหว
เพิ่งถอนกำลัง ส่วนทหารยามเฝั้าคุกหลวงก็อยู่
ในช่วงคลายความตื่นตัว บัดนี้เมื่อถูกคนของ
นิกายสวรรค์บุกโจมตีจึงต้านทานไม่ไหว ไหนเลย
จะหลงเหลือกำลังตอบโต้ ต่างสู้ไปถอยร่นไปเพื่อ
รักษาชีวิตน้อย ๆ ของตนเอาไว้ ในที่สุดก็ถูก
ทลายการปิดล้อมอย่างง่ายดาย!
รถม้าของเซี่ยเวยยังคงจอดอยู่ที่เดิมบนถนน
สายยาวอันเงียบสงัด
เตาฉินซึ่งออกไปสืบข่าวก่อนหน้านี้กลับ
มาแล้ว
เมื่อมาถึงหน้ารถม้าก็ค้อมกายแจ้ง
“เหตุการณ์คืบหน้าราบรื่น คนพวกนั้นบุกทลาย
คุกหลวงเรียบร้อย ส่วนประตูเมืองทางนั้นก็
เตรียมการพร้อมสรรพแล้ว เหลือเพียงรอให้ใต้
เท้าจางพาตัวคนผ่านไป นอกจากนั้นเสียวเปั่าก็
อยู่ในกลุ่มด้วย การเดินทางครั้งนี้จึงไม่น่าจะขาด
การติดต่อขอรับ เพียงแต่เจ้าคนที่ชื่อเมิ่งหยางนั่น
…”
เซี่ยเวยกลัวความหนาวเย็น หากไม่จำเป็น
เขาไม่มีทางยอมออกมาข้างนอกในวันหิมะตก
เด็ดขาด
ครั้นเห็นหิมะก็นึกถึงบรรดาเรื่องราวอันแสน
เลวร้าย
ยามนี้เขานั่งอยู่ในรถม้าโดยไม่แม้แต่จะเลิก
ผ้าม่าน ความหนาวเหน็บทำให้ใบหน้าขาวซีดดุจ
หยก เซี่ยเวยตัดบทเตาฉินด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“บุคคลอันตรายย่อมมีโอกาสให้ใช้งานช่วง
อันตราย ก็แค่พวกปลาซิวปลาสร้อย ทำเสียการ
ใหญ่ไม่ได้หรอก”
เตาฉินจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ
เสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างแว่วมาจาก
ถนนซึ่งห่างออกไปหลายสาย
ไม่นานนักก็แผ่วเบาลง
คาดว่าเมื่อคนของนิกายสวรรค์และนักโทษ
ซึ่งถูกจองจำในคุกหลวงออกมาได้แล้วก็มุ่งหน้า
ไปยังถนนละแวกใกล้เคียง
บางคนหลบหนีสำเร็จแต่ไม่ได้ตามฝูงชนไป
เพียงซ่อนตัวท่ามกลางความมืดเงียบ ๆ หนีเอา
ชีวิตรอดลำพัง
ทว่านักโทษส่วนใหญ่ที่หนีตาม ๆ กันมาล้วน
ติดตามคนของนิกายสวรรค์หนีไปทางประตูเมือง
ทิศประจิมยามราตรีตามสัญชาตญาณ
มีเสียงคนถามขึ้น “ตกลงกันว่าจะไปประตู
เมืองทิศบูรพาไม่ใช่หรือ”
จางเจอตอบกลับนิ่ง ๆ “ประตูเมืองทิศบูรพา
วางกับดักไว้ หากไปเกรงว่าชีวิตต้องจบสิ้น แต่ถ้า
พวกเจ้าอยากจะไปก็เชิญ”
ทุกคนสงบลงทันที
ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์บริเวณประตูคุก
หลวงกลับต่างออกไป
โจวอิ๋นจือไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
หลังจากพาเจียงเสวี่ยหนิงไปซ่อนตัวในห้อง
ขังที่อยู่ห่างไกลสุด เขาก็แสร้งออกไปตรวจสอบ
ราชองครักษ์ซึ่งมาคุมตัวจวนหย่งอี้โหวไปเนรเทศ
ประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้นเสร็จเรื่องก็เตรียม
กลับมาพาเจียงเสวี่ยหนิง ออกไป คิดไม่ถึงว่า
กลับมีสหายจากกรมอาญาและองครักษ์เสื้อแพร
ลากตัวเขาไปกินดื่มและเล่นการพนันกันตรงห้อง
ส่วนหลังที่ว่าการ ตามสถานการณ์ปกติโจวอิ๋นจือ
ไม่มีทางปฏิเสธ ดังนั้นหากวันนี้เขาบอกปัดก็เกรง
จะเผยพิรุธ จึงทำได้เพียงตามคนเหล่านั้นไปเล่น
พนัน วางแผนว่าเมื่อผ่านไปสักสองตาและหลอก
ถามอะไรบางอย่างมาได้แล้วจะกลับคุกหลวงโดย
อ้างว่าไปเปลี่ยนชุด
ผลกลายเป็นว่าเพิ่งเล่นพนันได้สองตา ข้าง
นอกก็เกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหว
เขาร่างสะท้าน มือแตะดาบคิดจะ
ประจัญบาน แต่ขุนนางผู้รับผิดชอบการเฝั้าคุก
หลวงเห็นเหตุการณ์แล้วกลับดึงให้เขานั่งลงไป
ใหม่พร้อมกล่าวกลั้วหัวเราะ “องครักษ์เสื้อแพร
ของพวกเจ้าน่ะยังไม่รู้ วันนี้จะเกิดเรื่องใหญ่ที่คุก
หลวง ฝั่าบาททรงมีพระราชโองการลงมาแล้ว ไม่
ต้องออกไปหรอก อย่าทำเสียเรื่องเลย”
เมื่อมองคนจากหน่วยงานสามตุลาการ พบว่า
ต่างมีสีหน้าและอากัปกิริยาสงบเยือกเย็น
แสดงอาการประหนึ่งไม่ได้ยินเสียงความ
เคลื่อนไหวภายนอก
โจวอิ๋นจือร้อนใจ แต่ก็ไม่กล้าออกไปตามหา
เจียงเสวี่ยหนิง เขาถือโอกาสสอบถามด้วยความ
อดทนถึงได้รู้ว่าวันนี้มีแผนการลับสุดยอด อีกทั้ง
น้อยคนนักจะทราบเรื่อง พวกผู้คุมที่ยังอยู่ในคุก
หลวงขณะนี้ปราศจากผู้ใดล่วงรู้ มีไว้เพียงสละทิ้ง
ให้คนพวกนั้นปล้นคุกได้ราบรื่นโดยเฉพาะ
เช่นนั้นเจียงเสวี่ยหนิง…
โจวอิ๋นจือไม่กล้าคิดว่าข้างในจะเกิดอะไรขึ้น
บ้าง
ทำได้เพียงฝากความหวังเอาไว้กับส่วนลึก
ของคุกหลวงที่ตนพาเจียงเสวี่ยหนิงไปซ่อนตัว
นอกจากนี้รายทางเหมือนจะไม่มีห้องขังนักโทษ
อยู่ติดกัน หากคนพวกนั้นไม่ได้ตามหาลึกเข้าไป
หรือว่านางไม่ได้เดินออกมาเอง ต่อให้เกิดเรื่อง
วุ่นวายอันใด ความเป็นไปได้ที่พวกปล้นคุกจะเข้า
ไปถึงข้างในก็ต่ำมาก อาจไม่เกิดอะไรขึ้นก็ได้
ด้วยเหตุนี้เปลือกนอกเขาจึงฝืนทำตัวสงบ
เยือกเย็น เล่นพนันอยู่ส่วนหลังของที่ว่าการต่อไป
ทว่ายิ่งเล่นพนันไปมากเท่าไรเขาก็ยิ่งแพ้
มีคนกระเซ้าว่ากลัวจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เลยสิท่า แต่เขาไม่แยแส ทำเหมือนเสียงของอีก
ฝั่ายเป็นแค่สายลมพัดผ่านข้างใบหู
เมื่อความวุ่นวายภายนอกคุกหลวงเบาบาง
รวมถึงมีคนเข้ามารายงาน เขาจึงรีบกล่าวอำลา
ทุกคนและเข้าไปตรวจสอบภายในคุกหลวงอีก
ครั้ง
ครานี้เขาไม่อาจควบคุมฝีเท้า ตรงไปยังส่วน
ลึกของคุกหลวงด้วยความรีบร้อน
ยิ่งเข้าใกล้ห้องขังห้องนั้น ใจยิ่งเต้นรัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเลี้ยวผ่านหัวมุมมาถึงห้อง
ขังสะอาดสะอ้านห้องนั้นกลับเห็นเพียงความว่าง
เปล่า!
ไม่มีใครอยู่เลย
สิ่งที่เหลือเพียงอย่างเดียวคือชุดกระโปรงของ
สตรีซึ่งถูกยัดใต้เตียงลวก ๆ ด้วยความฉุกละหุก
ชายด้านหนึ่งยื่นออกมาจากผ้าห่มยับย่น
พลันบังเกิดเสียงดังตูมในสมองของโจวอิ๋นจือ
ทุกอย่างขาวโพลนในบัดดล โลหิตเย็นเฉียบทั่ว
สรรพางค์กายราวกับตกลงไปในโพรงน้ำแข็ง!
ขณะเดินตามจางเจอมาถึงประตูทิศประจิม
เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหันก็เริ่มจู่โจมสมอง
เจียงเสวี่ยหนิง ความสับสนงุนงงที่มีอยู่บ้างใน
คราแรกสลายไปบ้าง สายลมยามราตรีซึ่งพัดผ่าน
ทำให้สติกลับคืนมาหลายส่วน
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดวนเวียนในหัวสมองรอบ
หนึ่ง
นางอดเงยศีรษะมองร่างซึ่งกำลังจูงมือตนเดิน
ไปข้างหน้าไม่ได้ ท่ามกลางสายลมที่พัดปะทะ
ใบหน้า มือใหญ่ของเขากุมมือนางเอาไว้ กระแส
ความร้อนแผ่ซ่านราง ๆ จากฝั่ามือ ไม่รู้เช่นกันว่า
เหงื่อซึมจากฝั่ามืออีกฝั่ายหรือฝั่ามือตน
จางเจอไปอยู่ในคุกหลวงได้อย่างไร
ไฉนคนพวกนั้นมีท่าทีเหมือนมาช่วยเขา
มิหนำซ้ำเมื่อสักครู่จางเจอยังพูดว่าประตู
เมืองทิศบูรพาวางกับดักไว้ เหมือนเขาจะรู้อะไร
บางอย่างล่วงหน้า…
แต่เมื่อเห็นนางถูกชักพาเข้ามามีส่วนร่วมก็
คล้ายไม่สบอารมณ์มาก ค่อนข้างเจือความโกรธ
ขึ้ง
ความทรงจำจากชาติก่อนบอกเจียงเสวี่ยหนิง
ว่าการปล้นคุกครั้งนี้เป็นฝีมือนิกายสวรรค์
และจากนิสัยของจางเจอ ยามที่เขาต้องติด
คุกจริง ๆ ไม่มีผู้พิพากษาคนใดกล้าเขียนคำ
ตัดสินจนเขาต้องเขียนคำตัดสินโทษให้ตนเอง
ด้วยซ้ำ ความซื่อสัตย์เที่ยงตรงของเขาย่อมเห็น
เป็นที่ประจักษ์
เขาไม่มีทางเกี่ยวข้องกับการปล้นคุกจริง ๆ
แน่
เหมือนจะมีแผนการบางอย่างซึ่งนางไม่รู้เรื่อง
แฝงเร้นอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงทราบดีว่าตนอาจกลายเป็นสิ่ง
เหนือความคาดหมายของแผนการนี้ไปเสียแล้ว
นางจึงเดินปิดปากสนิทติดตามเขามาตลอดทาง
ไม่กล้าเอ่ยปากพูดโดยพลการแม้แต่ประโยคเดียว
ด้วยเกรงว่าจะนำความยุ่งยากมาสู่จางเจอ
โชคดียามนี้บรรยากาศตึงเครียด จึงไม่มีผู้ใด
สังเกตเห็นนาง
ชายร่างสกปรกผมเผ้ายุ่งเหยิงซึ่งกระชาก
ตรวนขาดผู้นั้นตามมาด้านหลังเช่นกัน เขาทำตัว
กลมกลืนกับฝูงชน ปราศจากความเด่นสะดุดตา
บทที่ 114 ฝั่ามือที่สอดประสาน (2)
เมื่อสักครู่มีคนตั้งข้อกังขาขณะเพิ่งออกมา
จากคุกหลวง แผนเดิมของนิกายสวรรค์คือ
หลบหนีไปทางประตูเมืองทิศบูรพา เพราะ
อย่างไรเสียก็มีคนของนิกายไปดำเนินการให้แล้ว
แต่จางเจอกลับบอกว่าทางนั้นมีการดักซุ่ม
ชายปิดหน้าปิดตาซึ่งเป็นหัวหน้าของฝังนิกาย
สวรรค์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่าเมื่อเห็นจางเจอพูด
ด้วยความมั่นใจเต็มที่จึงส่งสายตาให้คนด้านข้าง
แบ่งกำลังพลแยกเป็นสองเส้นทาง เนื่องจากไม่ว่า
จะโดนดักซุ่มหรือไม่ แต่ประตูเมืองทิศบูรพาย่อม
มีคนของนิกายมารับ จะอย่างไรก็ควรส่งคนไปดู
ลาดเลาสักหน่อย
ผู้ที่หนีจากคุกหลวงติดตามไปบางส่วน
แต่เหมือนว่าคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูก
ขังในคุกหลวงมาตั้งแต่แรกจะเชื่อใจจางเจอมาก
ตามมาถึงประตูเมืองทิศประจิม
ยามนี้ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้าส่งเสียง
หัวเราะฮิฮะ เขารั้งฝีเท้าภายใต้เงามืดของอาคาร
สูงในตลาด มองจางเจอด้วยดวงตาคมปลาบ
ก่อนเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าอยู่นิกายมาก็หลายปี แต่
กลับไม่เคยรู้เลยว่ามีคนของพวกเราเป็นขุนนาง
ราชสำนักด้วย ใต้เท้าจางช่างร้ายกาจเสียจริง ไม่
ทราบว่าเข้าวิหารใดในปีใดหรือ”
ต่อให้กำลังเผชิญหน้าบรรดาคนโหดเหี้ยม
อำมหิต สีหน้าของจางเจอก็ยังไม่แปรเปลี่ยน
เขามองชายผู้นั้นอย่างเฉยเมย ถึงกับไม่มีทีท่า
อยากเสวนาด้วย กล่าวเพียง “ใช่เรื่องที่เจ้าจะมา
ถามได้หรือไร บัดนี้มาถึงประตูเมืองทิศประจิม
กันแล้ว เพื่อปั้องกันความผิดพลาด เจ้าควรส่งคน
ไปหน้าประตูเมืองพร้อมข้า จากนั้นเมื่อยืนยันได้
แล้วว่าไม่มีการดักซุ่มตรงประตูเมืองค่อยพาคน
ตามข้าออกไป”
ชายฉกรรจ์ผู้เป็นหัวหน้ามีรอยแผลเป็นบนคิ้ว
ดูดุร้ายอย่างเห็นได้ชัด
ครั้นได้ยินจางเจอพูดเช่นนี้แววตาก็ทวีความ
เย็นเยียบอีกหลายส่วน
ทว่าชั่วอึดใจที่เอามือกุมดาบก็เหมือนนึก
อะไรออก เขาจึงไม่ได้แสดงอารมณ์ กลับเอ่ยว่า
“เช่นนั้นขอข้าเดินทางร่วมกับท่านด้วยแล้วกัน
เพียงแต่ใต้เท้าจางต้องบอกกล่าวเหตุผลกันบ้าง
เดิมทีพวกข้าวางแผนกันไว้เสียดิบดี แล้วท่าน
อาศัยอะไรถึงมาบอกว่ามีการดักซุ่มทางนั้น หรือ
สงสัยว่าคนของวิหารข้าแพร่งพรายข้อมูล”
นิกายสวรรค์เน้นการช่วยเหลือเกื้อกูลและไว้
เนื้อเชื่อใจ ครั้นเข้านิกายมาแล้วล้วนเป็นพี่น้อง
ร่วมเป็นร่วมตาย
นี่คือกฎของนิกาย
เมื่อทุกคนได้ฟังถ้อยคำของชายฉกรรจ์ก็
กระซิบกระซาบกันอย่างอดไม่ได้ สายตาที่มอง
จางเจอแปลกประหลาดกว่าเดิม
จางเจอย่อมรู้ว่าคำพูดของหัวหน้ากลุ่มนิกาย
สวรรค์กลุ่มนี้แฝงด้วยเจตนาร้าย แต่ในเมื่อเข้ามา
มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วก็มีแต่ต้องสละความ
ปลอดภัยทิ้งเสีย
กู้ชุนฟางมีบุญคุณที่ให้การสนับสนุนเขา
เขาตอบด้วยความสงบเยือกเย็น “ข้าตกอยู่
ในอันตรายเพราะช่วยกงอี๋เฉิง ราชสำนักปล่อย
ข่าวให้พวกเราคิดว่ากงอี๋เฉิงอยู่ในคุกหลวง แต่ทุก
คนคงเห็นกันหมดแล้วสินะว่าไม่มีร่องรอยของกง
อี๋เซียนเซิงแม้แต่น้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เห็นได้ว่า
ระวังปั้องกันพวกเรามาตั้งแต่แรก ในเมื่อกงอี๋
เซียนเซิงไม่อยู่ แสดงว่าต้องมีกลอุบายแอบแฝง
แน่ ไม่รู้สึกกันเลยหรือว่าการบุกโจมตีคุกหลวง
คราวนี้ง่ายดายเกินไป หากข้าเป็นราชสำนักจะใช้
แผนซ้อนแผนล่อให้มาติดกับ ดักซุ่มพวกเจ้าอยู่
ตรงประตูเมือง จริงอยู่ว่าประตูเมืองทิศบูรพา
อาจไร้การดักซุ่มก็ได้ แต่หากมีขึ้นมาจริง ๆ
ประตูเมืองทิศบูรพาซึ่งเดิมทีพวกเจ้าต้องผ่าน
ออกไปจะกลายเป็นประตูมรณะ หากไม่เชื่อก็ไม่
จำเป็นต้องตามข้ามา”
พูดจบเขาก็คลายมือ เคลื่อนสายตาอันลึกซึ้ง
มองเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งกำลังจับจ้องเขาโดยไม่เปล่ง
วาจามาตลอด จากนั้นค่อยเดินไปทางประตูเมือง
ฝั่ามือที่เลื่อนหลุดพลันสัมผัสถึงสายลมหนาว
พัดลอดผ่านซอกนิ้ว
เจียงเสวี่ยหนิงใจเต้นรัว หายใจติดขัด
เล็กน้อย
คนอื่นคิดไม่ถึงว่าใต้เท้าจางจะพูดจาเช่นนี้
ปราศจากความหยิ่งยโส ทว่ากอปรด้วยความเฉย
ชาเยี่ยงผู้อยู่เหนือกว่ามาตั้งแต่แรก
ผู้ที่นำขบวนของนิกายสวรรค์หัวคิ้วขมวดมุ่น
ไม่รู้ใครเอ่ยพึมพำขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน “ฟัง
แล้วก็มีเหตุผลมากเลย ตอนพวกเราถูกขังคุก ใต้
เท้าท่านนี้หูตากว้างไกล แอบสืบข่าวคราวของกง
อี๋เซียนเซิงจากพวกเรา เพียงแต่ไยเขากล้าเรียก
ขานนามของกงอี๋เซียนเซิงโดยตรงได้เล่า ช่าง
ขวัญกล้าเสียจริง…”
เรียกขานนามของกงอี๋เซียนเซิงโดยตรง?
บางคนที่คิดอ่านลึกซึ้งต่างใจเต้นรัวทันที
ต้องรู้ไว้ว่ากงอี๋เฉิงเป็นกุนซืออันดับหนึ่งข้าง
กายเจ้านิกายสวรรค์ สถานะสูงส่งกว่าเจ้าวิหาร
หลายเท่าตัว กล่าวได้ว่าเป็นรองแค่เจ้านิกาย
เท่านั้น ผู้ใดพบเห็นก็ต้องเรียก ‘กงอี๋เซียนเซิง’
ด้วยความนอบน้อมกันทั้งสิ้น
ภายในพรรคมีสักกี่คนที่เปียมคุณสมบัติ
พอจะเรียกชื่อเขาโดยตรง
ย่อมมีเพียงหยิบมือน่ะสิ ดังนั้นพวกเขาจึงอด
คิดอะไรบางอย่างไม่ได้
ด้านจางเจอเมื่อถึงใต้ประตูเมืองก็ถูกตวาดใส่
แต่กลุ่มคนที่ปักหลักในเงามืดทางด้านหลังล้วน
มองเห็นกันชัดเจน ทหารเฝั้าประตูเมืองซึ่งอยู่
ใกล้ ๆ พอเห็นจางเจอเท่านั้นละพลันเงียบเสียง
ต่างแสดงความเคารพนบนอบและหวาดกลัว
โบกมือให้คนเปิดประตูเมืองอย่างเงียบเชียบ
จางเจอพาคนเดินกลับมาและพูดว่า “ออก
จากเมืองได้แล้ว”
ทุกคนรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง ต่างมองหน้ากัน
ทันที ไม่มีผู้ใดกล้าเดินไปข้างหน้าก่อน
จางเจอมองพวกเขาโดยไม่เอ่ยอะไรอีก
สาวเท้าออกนอกประตูเมืองแบบไม่สนใจใคร
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิดพลางเคลื่อนขยับ
สายตา ตามไปโดยไม่ปริปาก
เนื่องจากตอนช่วยพวกนั้นออกจากคุกหลวงมี
คนเห็นนางไม่กี่คน ทั้งยังสวมชุดบุรุษ เมื่อมอง
จากแผ่นหลังแล้วแม้จะซูบผอมไปบ้างแต่ก็ไม่อาจ
จำแนกเพศ ฉะนั้นการที่นางเดินไปเช่นนี้จึงดู
เหมือนกล้าตามเขาไปเป็นคนแรก
ประตูเมืองอยู่ตรงหน้า อิสระอยู่ตรงหน้า
ผู้ใดจะไม่หวั่นไหว
เมื่อมีคนแรกไม่นานนักก็มีคนที่สองและสาม
เพียงชั่วอึดใจก็พากันกรูตามออกไป
ทหารเฝั้าประตูเมืองแต่ละคนก้มหน้าก้มตา
ไม่มองพวกเขา ไร้ซึ่งท่าทีจะขัดขวาง
ผู้ที่อยู่ด้านหลังเห็นแล้วตามไปด้วยความรู้สึก
เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ช่างเป็นประสบการณ์ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทุกคนอัศจรรย์ใจอยู่บ้างขณะเดินอกผายไหล่ผึ่ง
ผ่านประตูเมืองอย่างปลอดภัย คนอย่างพวกเขา
ซึ่งปกติต้องหลบหนีเจ้าหน้าที่ทางการหัวซุกหัว
ซุน กลับมีวันที่ทหารเฝั้าประตูเมืองส่งตัวด้วย
ความพินอบพิเทากับเขาด้วย สาแก่ใจและ
ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกเสียเหลือเกิน
มีบางคนออกจากประตูเมืองมาแล้วหัวเราะ
ร่าเสียงดังอย่างอดไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ร้ายกาจ ร้ายกาจ ยังคงเป็นใต้เท้าจางที่ร้าย
กาจ! ชาตินี้ข้าไม่เคยมีช่วงเวลาที่สะใจเช่นนี้มา
ก่อนเลย!”
“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสิ ท่านเจ้านิกายช่างเหมือนเทพ
เซียนแท้ ๆ ถึงกับซ่อนบุคคลร้ายกาจแบบนี้ไว้ใน
เมืองหลวง น่าเสียดายเรียกออกมาใช้งานช้า
เกินไป มิเช่นนั้นก่อนหน้านี้พวกเรายังต้องทน
กล้ำกลืนกันขนาดนั้นอีกหรือ”
“ออกมาได้แล้วจริง ๆ ด้วย…”
…
ชายฉกรรจ์หัวหน้าขบวนของนิกายสวรรค์
ขมวดคิ้วมุ่น เขามองสำรวจจางเจออย่าง
พิเคราะห์อีกครา พยายามเสาะหาเงื่อนงำซึ่ง
เกี่ยวพันถึงบุคคลผู้ลึกลับเสียยิ่งกว่ากงอี๋เซียนเซิง
ในความทรงจำตน แต่ก็นึกอะไรไม่ออก
เขาเดินเข้ามาหาจางเจอ กล่าวชมเชยหลาย
ประโยค
แต่กระนั้นก็ยังคงถามหยั่งเชิง “ข้าช่างมีตา
หามีแววไม่ จึงมิทราบความร้ายกาจของใต้เท้า
จาง ใต้เท้าคงไม่ได้ใช้นามนี้ในนิกายสวรรค์
กระมัง ไม่ทราบว่าท่านมีนามอื่นหรือไม่ขอรับ”
สายตาจางเจอพลันเย็นชากว่าเดิมเล็กน้อย
จับจ้องใบหน้าชายผู้นั้นโดยตรง
เขาไม่เอื้อนเอ่ยวาจาอยู่นาน
เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นลมหายใจหน่อย ๆ
จางเจอเบนสายตาออกอีกครั้ง กล่าวอย่าง
เรียบเฉย “ไม่มีนามอื่น เพียงแต่สมัยก่อนไม่เห็น
เคยได้ยินเลยว่านอกจากความองอาจกล้าหาญ
แล้ว เจ้าวิหารหวงยังเป็นผู้มีความคิดรอบคอบ
และช่างระแวงสงสัยด้วย”
เมื่อคำว่า ‘เจ้าวิหารหวง’ หลุดออกมา รูม่าน
ตาของหวงเฉียนก็หดรั้งทันที
ด้วยเขาปิดบังใบหน้าไว้ผู้อื่นจึงมองไม่เห็น
ทว่าสีหน้าเขาแปรเปลี่ยนขนานใหญ่ใต้ผ้าคลุมมา
แต่แรกแล้ว!
แผนการปล้นคุกหลวงของนิกายสวรรค์คราว
นี้ถือเป็นความลับสุดยอดที่เจ้านิกายสั่งการเอง
ส่วนเขาก็ลอบรีบรุดจากทงโจวมายังเมืองหลวง
เพื่อรับหน้าที่ผู้นำ คนที่ปฏิบัติการในค่ำคืนนี้ล้วน
รวบรวมจากในเมืองหลวง ว่ากันตามเหตุผลแล้ว
ไม่ควรมีผู้ใดล่วงรู้สถานะของเขาทั้งสิ้น!
ทว่าใต้เท้าจางตรงหน้า…
การคาดเดาบางอย่างหยั่งรากในใจของเขา
เงียบ ๆ มาตั้งนานแล้ว ยามนี้เหงื่อเย็นจึงยิ่งซึม
หน้าผากหวงเฉียน
หากเป็นท่านผู้นั้น…
เขาไม่กล้าชี้นิ้วสั่งการเช่นก่อนหน้า กระทั่งว่า
ไม่กล้าถามเพิ่มสักประโยค รีบค้อมกายเอ่ยว่า
“ข้าน้อยพูดมากไปแล้วขอรับ”
จางเจอไม่ได้กล่าวอะไรอีก
ท่ามกลางความเงียบสงบ เจียงเสวี่ยหนิง
เคลื่อนสายตาละจากใบหน้าหวงเฉียนกลับไปที่
ใบหน้าจางเจอ นางพอจะจับเค้าเงื่อนอะไร
บางอย่างได้แล้ว ดวงตาฉายประกายแปลก
ประหลาดหลายส่วนอย่างอดไม่อยู่ เขากำลัง
ปลอมตัวเป็นตู้จวินซานเหรินผู้นั้นของนิกาย
สวรรค์อยู่หรือ
เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย
อย่างไรเสียชาติก่อนตู้จวินซานเหรินก็ทำตัว
เหมือนเทพมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง[1]
กระทั่งนิกายสวรรค์ถูกเซี่ยเวยกำจัดสิ้นซากก็ไม่
เคยเปิดเผยร่องรอยชัด ไม่แน่ว่าอาจไม่เคยมี
ตัวตนอยู่จริงเลยก็ได้ จึงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่า
ปลอมตัวเป็นคนผู้นี้แล้ว
นางยืนอยู่ด้านหลังจางเจอ
ไม่ได้สวมชุดเดิมและปราศจากเสื้อกันลม ชุด
ที่กำลังสวมใส่แสนเบาบาง ยามสายลมจาก
ภายนอกพัดผ่านจึงร่างสั่นระริกด้วยความหนาว
เหน็บเล็กน้อย มือทั้งสองข้างยิ่งเย็นเฉียบ อดเงย
ศีรษะมองจางเจอครู่หนึ่งไม่ได้
ทว่าจางเจอเอาแต่ยืนเหมือนปราศจาก
ความคิดจะหันกลับมาจับมือนางอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงเร้นกายท่ามกลางฝูงชน ขบริม
ฝีปากเบา ๆ รู้สึกว่าชีวิตนี้ตนไม่เคยมีช่วงเวลา
ขวัญอ่อนถึงเพียงนี้มาก่อนเลย ใจกลับมาเต้นระ
ส่ำ
นางยื่นแขนไปกุมมือจางเจอเงียบ ๆ
จางเจอร่างสะท้านในบัดดล
เมื่อเขาผินหน้ากลับมาก็สบนัยน์ตาแวววาว
เปล่งประกายซึ่งดูออกชัดว่ากำลังฝืนสงบเยือก
เย็น นางเลี่ยงหลบด้วยความกระดากอยู่บ้างยาม
ประสานสายตากับเขา ทว่าชั่วขณะต่อมาก็
กลับมามองด้วยความอาจหาญประหนึ่งว่านี่เป็น
เรื่องสมเหตุสมผลแล้ว
แต่ถึงกระนั้นใบหูขาวดุจหยกกลับแดงซ่าน
ราวกับแต่งแต้มชาด
จางเจอรู้ว่าตนควรปล่อยมือ
ทว่าช่วงเวลานี้ฝั่ามือซึ่งกำลังแนบชิดอุ้งมือ
เขากลับเย็นเฉียบเหลือเกิน เขาสังเกตเห็นชุดเนื้อ
บางรวมทั้งอาการสั่นระริกเล็กน้อยของนางที่
ส่งผ่านนิ้วมือ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงล่อลวงดังโพล่ง
ในใจ นี่ไม่ได้แฝงเร้นความเห็นแก่ตัวที่ต้องการ
เข้าใกล้นางอันใดทั้งสิ้น ในเมื่อข้าเป็นคนพานาง
ออกมาก็ต้องดูแลให้รอบด้านสิ ไม่ใช่ความเห็นแก่
ตัวเสียหน่อย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงยอมรับสิ่งล่อใจนั่น
จางเจอปล่อยให้ฝั่ามือเรียวยาวนุ่มนิ่มจูงจับ
ต่อมาค่อยดึงมือกลับอย่างแช่มช้า ระมัดระวังไม่
กล้าออกแรงมากเกินไปนัก
——————–
1. เทพมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง ใช้เปรียบ
เปรยถึงผู้ที่ชอบทำตัวลึกลับ ไม่เปิดเผย
ตัวตน