คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 115 น้ำในชาม (1)
แผนการเดิมของสาวกนิกายสวรรค์คือหนี
ออกทางประตูเมืองทิศบูรพา แต่บัดนี้กลับพากัน
เดินออกมาจากประตูทิศประจิมพร้อมจางเจอ
ก่อนหน้านี้มีสาวกนิกายสวรรค์กลุ่มเล็ก ๆ มุ่ง
หน้าไปยังประตูทิศบูรพาด้วย หวงเฉียนจึงลอบ
ร้อนรนกระวนกระวายอยู่บ้าง
หากเป็นดังที่จางเจอบอก เกรงว่ากลุ่มที่ไป
ทางประตูเมืองทิศบูรพาคงประสบเคราะห์ร้าย
มากกว่าเคราะห์ดี
เขารออย่างสงบนิ่งครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้รับ
คำตอบจากจางเจอ ทำให้ยิ่งเชื่อว่าคนผู้นี้สถานะ
ไม่ธรรมดา ไม่กล้าผิดใจด้วยกว่าเดิม ขบคิดแล้ว
จึงพูดขึ้นมาว่า “ครานี้ในเมื่อออกจากเมืองได้
แล้วก็ควรหาที่พักชั่วคราวกันก่อน เดิมทีนิกาย
ย่อมส่งคนมารับตัว เพียงแต่ยังไม่ได้รับข่าวจาก
คนที่ไปทางประตูทิศบูรพาเลย มิหนำซ้ำคืนนี้ยัง
เกิดเรื่อง ในเมืองต้องวุ่นวายแน่ ดึกมากแล้วเสีย
ด้วย ใต้เท้าจาง สาวกนิกายทุกคน รวมทั้งสหาย
ที่ร่วมหลบหนีกันออกมา พวกท่านไปหาที่พักเท้า
นอกเมืองพร้อมพวกข้าดีหรือไม่”
ในเมื่อนิกายสวรรค์วางแผนลงมืออย่าง
เอิกเกริกย่อมเตรียมคนมารับอยู่นอกเมืองเป็น
ธรรมดา
ทุกคนฟังแล้วไม่คัดค้าน
นักโทษที่ฉวยโอกาสหลบหนีจากคุกหลวงช่วง
ชุลมุนพอได้ฟังดวงตาก็วาวโรจน์ คนผู้หนึ่งซึ่ง
นิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมาเดินเข้ามาประสานมือ
“นั่นเป็นสิ่งที่ข้าต้องการเหลือเกิน ได้ยินนามอัน
ยิ่งใหญ่ของนิกายสวรรค์มาช้านาน เดิมทีคิดว่าคง
คุยโวอยู่บ้าง ครั้นวันนี้ได้พบถึงรู้ว่าสมดังคำเล่า
ลือ พวกข้าคงต้องขอพึ่งใบบุญแล้ว”
คำสอนของนิกายสวรรค์คือไม่ปฏิเสธใครก็
ตามที่ขอเข้าหา
ผู้เข้าร่วมกับนิกายมีทั้งชาวบ้านสามัญ พ่อค้า
หาบเร่แผงลอย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวไร่ชาวนาผู้
สูญเสียที่ดินทำกินบ้านแตกสาแหรกขาด
นอกจากนี้ยังมีเหล่าผู้กล้าซึ่งแฝงตัวเร้นกายกลาง
ปั่า หรือแม้กระทั่งโจรผู้ร้ายซึ่งมีความแค้นกับราช
สำนัก
คนกลุ่มนี้คือนักโทษประหารที่หลบหนีจาก
คุกหลวง หากได้เข้าร่วมนิกายสวรรค์ก็นับว่าเป็น
เรื่องดียิ่งนัก
เนื่องจากหวงเฉียนถูกจางเจอเปิดโปงสถานะ
แล้ว เขาจึงดึงผ้าสีดำที่ปิดบังใบหน้าลง พอได้ยิน
ถ้อยคำสำนึกบุญคุณของเหล่านักโทษก็เผย
รอยยิ้มน้อย ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงค่อยแลรูปโฉมของคนผู้นี้ชัด
ใบหน้าสี่เหลี่ยมพบเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่มี
รอยบากบนคิ้ว เพิ่มกลิ่นอายเยี่ยงบุคคลในยุทธ
ภพขึ้นหลายส่วน เขามีดวงตาสามเหลี่ยมฉาย
แววคมปลาบหน่อย ๆ คล้ายกับเป็นชนชั้นระดับ
หัวหน้าซึ่งมีสถานะไม่นับว่าต่ำต้อยในนิกาย
สวรรค์จริง ๆ
ในเมื่อทุกคนตัดสินใจแล้ว จางเจอจึง
ปราศจากความเห็นอื่น
ด้วยเหตุนี้ทั้งหมดจึงฉวยโอกาสเดินทางยาม
ราตรี
นอกเมืองหลวงมีหมู่บ้านหลายแห่งและผู้อยู่
อาศัยจำนวนไม่น้อย แต่ด้วยนิกายสวรรค์เกรงว่า
จะถูกพบเห็นโดยง่ายจึงหาที่พักชั่วคราวเอาไว้แต่
แรก หวงเฉียนนำทางทุกคนไปยังปั่ารกร้าง
ห่างไกลทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
เมื่อถึงปลายยามจื่อ ในที่สุดก็มองเห็นศาล
เจ้าร้างปรักหักพังและตะเกียงตั้งอยู่บริเวณตีน
เขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง น่าจะเป็นสถานที่ที่สมัยก่อน
ชาวบ้านบนภูเขามารวมตัวกันสักการะเทพเทวา
กำแพงล้อมซึ่งก่อจากดินเหลืองถูกลมฝนกัดเซาะ
ล้มระเนระนาด บานประตูผุพังกองบนพื้น
กระดาษกรุหน้าต่างที่ขาดวิ่นสั่นกระพือยามสาย
ลมพัดผ่าน
เห็นแล้วชวนขนหัวลุกอยู่บ้าง
แต่พอเข้าไปใกล้ก็เห็นเงาคนขยับวูบไหว มี
คนกำลังเก็บกวาดอยู่ด้านใน
เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว
จากเส้นทางบนภูเขาด้านหน้า เงาร่างมากมายก็
เดินออกมาจากเงามืดของกำแพงพังทลาย
ภายนอกศาลเจ้า เมื่อเงยศีรษะเห็นว่ามีคนมา
เยอะกว่าที่คาดการณ์ก็อดนิ่งงันไม่ได้ จากนั้นจึง
เอ่ยถามว่า “ช่วยคนออกมาได้หมดหรือไม่”
หวงเฉียนมองจางเจอทางด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
ก่อนจะส่ายหน้า
คนผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย “คนของคุณชาย
ยังมาไม่ถึง เกรงว่าต้องรออีกสักพัก ข้างนอกลม
แรง เข้ามาก่อนแล้วค่อยคุยกันเถอะ”
ชั่วดีอย่างไรเจียงเสวี่ยหนิงก็เป็นคุณหนู
ตระกูลใหญ่ ต่อให้สมัยก่อนเคยอยู่กับหว่าน
เหนียง แต่ช่วงเวลานั้นนางก็มิใช่ผู้ที่ทนลำบากได้
อยู่ดี เส้นทางขามานับว่าไม่สั้น มิหนำซ้ำยังลาด
ชันและอันตราย นางหวิดจะล้มอยู่หลายครั้ง
โชคดีที่จางเจอคอยดูแลตลอดทาง
แม้เขาจะไม่พูดสักประโยค แต่กลับช่วย
ประคองได้ทันท่วงที เมื่อได้แลกเปลี่ยนความ
อบอุ่นของฝั่ามือก็ทำให้จิตใจนางสงบอย่างน่า
ประหลาด
นางอดทนมาตลอดทางเพราะกลัวผู้อื่นจะ
สังเกตเห็นตน
อย่างไรก็ตาม พริบตาที่เข้ามาในศาลเจ้าแห่ง
นี้เจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีก นาง
หอบหายใจ ความเจ็บปวดที่ฝืนระงับชำแรก
ขึ้นมาจากเท้า ขาทั้งสองข้างร้าวระบมหมด
เรี่ยวแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ล้มก้นกระแทกพื้น
ทันที
สิ่งที่นางสวมบนร่างคือชุดของจางเจอ
ตัดเย็บอย่างเรียบง่าย ธรรมดา และหลวม
กว้าง เมื่อล้มกระแทกพื้นคอเสื้อก็คลายออก
เล็กน้อย เผยให้เห็นผิวขาวผุดผ่องบริเวณซอกคอ
หางตารื้นประกายวิบ ๆ สภาพทุลักทุเลกอปร
ด้วยความน่าเวทนาอยู่บ้าง ต่อให้ก่อนหน้านี้จาง
เจอทาใบหน้านางเป็นสีดำเพื่ออำพราง แต่
นัยน์ตาเปล่งประกายเช่นนี้ก็มากพอจะเผยความ
งามจรัส
โชคดีว่าผู้อื่นต่างก็เดินเข้ามาแล้ว เมื่อมาอยู่
ในสถานที่ปลอดภัยชั่วคราวจึงอดโล่งใจไม่ได้
อากัปกิริยาไม่ได้ดีไปกว่าเจียงเสวี่ยหนิงสักเท่าใด
ภายในศาลเจ้าร้างผุพังมีสายลมโกรกผ่านเข้า
มาจนทั่ว
ทว่าดีพอแล้วสำหรับใช้พักเท้าชั่วคราว
หวงเฉียนเดินออกไปพูดคุยสนทนา ส่วนคน
อื่นนั่งล้อมวงในศาลเจ้า บ้างนั่งพิงผนัง บ้างนั่งพิง
เสา ส่วนใหญ่เป็นคนร้ายที่หลบหนีความตาย
ไหนเลยจะมัวแยแสอีกว่าสถานที่แห่งนี้สกปรก
หรือเปล่า
แต่ละคนนั่งลงกับพื้น
จางเจอเหลียวมองรอบด้าน พอฝืนหาเบาะ
รองนั่งเก่าที่ยังนับว่าสภาพสมบูรณ์จากใต้โต๊ะ
บูชาพัง ๆ มาได้ เขาวางบนพื้น เอ่ยเสียงต่ำโดย
ไม่มองเจียงเสวี่ยหนิงว่า “พื้นเย็น เจ้ามานั่งตรง
นี้”
เจียงเสวี่ยหนิงเหนื่อยถึงขีดสุดเป็นทุนเดิม
นางไม่อยากกระดิกนิ้วมือด้วยซ้ำ แต่ครั้นได้ยิน
ถ้อยคำของเขาก็ช้อนตามอง เห็นโครงหน้า
ด้านข้างซึ่งครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยเงาดำ ซูบเซียว
และเงียบขรึม ริมฝีปากเม้มสนิทเหยียดเป็น
เส้นตรง ราวกับว่าเมื่อสักครู่ไม่ได้กล่าวอะไร
แม้แต่น้อย
นี่คือคนที่ไม่ชอบเอ่ยวาจาและไม่ชอบแสดง
ความรู้สึก
ทว่าเมื่อสักครู่นางได้ยินแจ่มชัด
ความหวานชื่นอันแสนเร้นลับผุดกลางดวงใจ
เช่นเดียวกับความรู้สึกที่ได้รับยามเขากุมมือนาง
ตอบขณะอยู่นอกประตูเมืองก่อนหน้านี้ ทั้งที่
กำลังอยู่ท่ามกลางสภาวะคับขันอันสลับซับซ้อน
ยากจะเข้าใจ แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงความหวาน
ชื่น
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล่าวคำ มองเขาตาปริบ ๆ
แล้วหยักยกริมฝีปากน้อย ๆ เคลื่อนตัวไปนั่งบน
เบาะซึ่งไม่นับว่าสะอาดสะอ้านอย่างว่าง่าย
จางเจอยังคงนิ่งเงียบไม่ปริปาก
เขาหลุบตา ไม่ตอบสนองต่อสายตานาง เพียง
จัดชายเสื้อด้วยท่าทางนิ่งเฉยแล้วนั่งขัดสมาธิข้าง
กายเจียงเสวี่ยหนิง มองบุคลิกเยี่ยงขุนนางไม่ออก
เลย
ศาลเจ้าแห่งนี้ปราศจากผู้มาสักการะนานมาก
แล้ว แม้จะมีผนังล้อมรอบทว่าส่วนใหญ่ก็แตกร้าว
สีดั้งเดิมของภาพวาดบนผนังจางหายไปเนิ่นนาน
เหลือไว้เพียงคราบสกปรก สิ่งที่เห็นด้านหน้าคือ
พระพุทธรูปซึ่งดูไม่ออกว่าเป็นองค์ใด เศียรหักไป
ครึ่งหนึ่ง ดูไม่น่ากลัวแต่ชวนหัวเล็กน้อยมากกว่า
หน่วยสนับสนุนของนิกายสวรรค์มาเก็บกวาด
สถานที่แห่งนี้ก่อนแล้ว
สตรีสวมชุดชาวบ้านเกล้ามวยผมยกชุยปิง
[1]มาตะกร้าหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเด็กชายมัดเปีย
ทรงชี้ฟั้าอายุราวสิบกว่าขวบด้วย มือหนึ่งหิ้ว
กาน้ำส่วนอีกมือถือชามกระเบื้องหยาบ ๆ หลาย
ใบเดินเข้ามา
“วีรบุรุษทั้งหลายคงเหนื่อยกันแล้วสินะเจ้า
คะ”
——————–
1. ชุยปิง คือขนมโบราณทำจากแปั้งนึ่ง
ลักษณะเดิมเป็นแปั้งสีขาวฟูนุ่มคล้ายหมั่น
โถวในปัจจุบัน ต่อมาเปลี่ยนเป็นคล้ายขนม
เปียะแบบแผ่น
บทที่ 115 น้ำในชาม (2)
สตรีผู้นั้นร่างอวบหน่อย ๆ ผิวค่อนข้างคล้ำ
มือสองข้างที่ยื่นมานั้นหยาบกระด้าง ดูออกว่า
ยามปกติเป็นชาวบ้านธรรมดาทำงานในไร่นา
ครายิ้มแย้มดูซื่อ ๆ ชวนให้เกิดความรู้สึกที่ดี
โดยง่าย
“กลางดึกเช่นนี้ไม่อาจหาของกินอย่างอื่น นี่
คือชุยปิงซึ่งทำมาจากบ้าน พอฝืนใช้รองท้องได้
ทุกท่านโปรดอย่ารังเกียจเลยนะเจ้าคะ”
ตั้งแต่ออกจากคุกหลวงก็หลบหนีเอาชีวิตรอด
ด้วยความตึงเครียดจนมาถึงสถานที่แห่งนี้ ใคร
บ้างไม่เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
ยามตึงเครียดย่อมไม่รู้สึกตัว ยามนี้นั่งลงด้วย
ความผ่อนคลายถึงเริ่มหิวโหย
มีชุยปิงส่งมาถึงที่ในเวลาเช่นนี้ ประหนึ่งฝน
ตกสมใจนึกจริง ๆ
เสียงกล่าวขอบคุณพลันดังทั่วสารทิศ และยิ่ง
มีคนทอดถอนใจว่านิกายสวรรค์ช่างคิดอ่าน
รอบคอบ เปียมด้วยคุณธรรมน้ำมิตรเหลือเกิน
สตรีผู้นั้นส่งของกิน ส่วนเด็กชายอายุสิบกว่า
ขวบรินน้ำให้ทุกคน
เด็กน้อยผอมแห้งราวกับวานร ทว่าศีรษะ
กลม ดวงตาโต มือเท้าแคล่วคล่องว่องไวไม่สม
อายุ เวลาหัวเราะดูมีความสุขมาก
อ้าปากทีก็เรียก ‘พี่ชายท่านนี้’ ทำให้คนอื่นๆ
รู้สึกสบายใจ
อย่างไรก็ตามพวกเขาเตรียมการแบบรีบเร่ง
จริง ๆ ฉะนั้นแม้จะมีน้ำแต่ชามก็ไม่ค่อยพอ โชคดี
ที่ทุกคนเคยบุกตะลุยขึ้นเหนือล่องใต้กันมาแล้ว
จึงไม่มัวยึดติดกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เจ้าดื่มเสร็จ
ข้าก็รับชามเดิมมาดื่มต่อ ไม่ได้ถือสาอะไรมาก
ทว่าครั้นถึงตาเจียงเสวี่ยหนิง นางกลับ
กระอักกระอ่วนเล็กน้อย
สตรีผู้นั้นส่งชุยปิงให้ก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงรับมา
ทีแรกสตรีผู้นั้นยังไม่ได้สนใจอันใด แต่ตอน
เจียงเสวี่ยหนิงยื่นมือรับชุยปิงฝั่ายนั้นก็เห็นข้อมือ
เล็กขาวสะอาดโผล่มา จึงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ทว่า
ไม่ได้พูดอะไร เพียงมองมายิ้ม ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าอีกฝั่ายคงมองออกแล้วว่า
นางเป็นสตรี พลันรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง รีบหดมือ
กลับเข้าไปในแขนเสื้อหลวมกว้าง ถือชุยปิงกัดคำ
เล็ก ๆ
เด็กชายตามมารินน้ำ
ชามในมือมีคนใช้งานมาก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่หิวเท่าไร แต่กระหายน้ำอยู่
บ้าง เมื่อเห็นชามที่รินน้ำแล้วก็ลังเล ขณะขบริม
ฝีปากเบา ๆ เพื่อรวบรวมความกล้าจะยื่นมือรับ
มือใหญ่ด้านข้างกลับชิงรับชามไปเสียก่อน
เด็กชายนิ่งตะลึงในบัดดล อดหันมองไม่ได้
เป็นจางเจอผู้นั่งอยู่ข้างกายเจียงเสวี่ยหนิง
เขาไม่เอ่ยอะไร เพียงถือพลางเช็ดขอบชามให้
สะอาดเกลี้ยงเกลาอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะเทน้ำทิ้ง
แล้วรับกาในมือเด็กชายมาชะล้างคราบสกปรกที่
ยังหลงเหลือ ถัดมาถึงรินน้ำใส่ชามอีกครา
สุดท้ายค่อยส่งให้เจียงเสวี่ยหนิง
นางอึ้งงัน
ความทรงจำชาติก่อนย้อนกลับมาในสมอง
อย่างง่ายดาย
ยังคงเป็นตอนที่พวกตนถูกลอบทำร้าย
ยามนั้นเขาและนางกำลังหลบหนีเอาชีวิต
รอด ทว่าสิ่งที่พกติดตัวมีแค่ถุงน้ำซึ่งปลดมาจาก
ม้าขาหักแค่ถุงเดียว
นางกระหายจึงเปิดถุงดื่มทันที
กระทั่งหยุดดื่มแล้วเงยศีรษะจึงเห็นว่าจาง
เจอกำลังจ้องมองมา ราวกับว่าเมื่อสักครู่อยากจะ
พูดอะไรแต่ไม่ทันได้พูด
ทีแรกนางไม่นึกใส่ใจ
ทั้งสองคนเสาะหาเส้นทางบนภูเขาแล้วมุ่ง
หน้า เจียงเสวี่ยหนิงหยุดพักและดื่มน้ำอีกสอง
ครั้งโดยไม่ลืมส่งให้จางเจอพร้อมถามเขาว่า
กระหายหรือไม่ แต่บุรุษหน้าตายคนนี้กลับรับไป
อย่างเงียบเชียบ จากนั้นก็ยัดเก็บโดยไม่ดื่มแม้แต่
อึกเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงคิดว่าเขาไม่ได้กระหาย
แต่เมื่อดวงตะวันเริ่มสาดแสงและนางหันไป
เห็นริมฝีปากแห้งผากของเขาโดยบังเอิญก็เลิกคิ้ว
ครุ่นคิดอย่างถ้วนถี่ ก่อนจะจงใจหยิบถุงน้ำมาดื่ม
หนึ่งอึก
ยิ้มแย้มมองเขาคล้ายกำลังกลั่นแกล้งยั่วเย้า
นางเอ่ยว่า “เปินกงดื่มไปแล้ว ริมฝีปากสัมผัส
ไปแล้ว ดังนั้นเจ้าคงไม่กล้าดื่มสิท่า”
จางเจอหลุบตาอยู่เบื้องหน้านาง ทั้งไม่เข้า
ใกล้และไม่สบตากลับ สงบเสงี่ยมสงวนท่าที
ดังเดิม “ผู้อยู่เบื้องบนนั้นสูงศักดิ์ ผู้อยู่เบื้องล่าง
นั้นต้อยต่ำ เจ้าเหนือหัวและขุนนางแตกต่างกัน
ขอพระองค์อย่าตรัสล้อเล่นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงขุ่นเคือง
นางแค่รู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับจางเจอผู้นี้
หลังจากครุ่นคิดพักหนึ่งจึงร้อง “อ้อ” อย่างจงใจ
ลากเสียงยาว เดินอ้อมเขาสองก้าวแล้วกล่าวว่า
“‘ผู้อยู่เบื้องบนนั้นสูงศักดิ์ ผู้อยู่เบื้องล่างนั้นต้อย
ต่ำ เจ้าเหนือหัวและขุนนางแตกต่างกัน’ พูดจา
เสียน่าฟังเชียวนะ เช่นนั้นเหตุใดเมื่อครู่ใต้เท้าจาง
ถึงไม่บอกเปินกงว่าถุงน้ำนี้เป็นของเจ้าและเจ้า
เคยดื่มแล้วเล่า”
ตอนนั้นจางเจอมีสีหน้าเช่นไรนะ
น่าจะแปรเปลี่ยนเล็กน้อยกระมัง
เจียงเสวี่ยหนิงจำได้เพียงว่าเขาค่อย ๆ
หลับตาประสานมือภายในแขนเสื้อ นางจึงดูไม่
ออกว่าเขารู้สึกเช่นไร ครู่ใหญ่เขาก็ก้มศีรษะ ไม่
แก้ตัวด้วยซ้ำ แค่เอ่ยว่า “กระหม่อมล่วงเกินแล้ว
พ่ะย่ะค่ะ”
นางดื่มน้ำในถุงที่เขาดื่มไปแล้ว
เพียงแต่เมื่อจางเจอทำเช่นนี้ก็ยิ่งลน ประหนึ่ง
ได้รับความทุกข์ทรมาน
ความหฤหรรษ์ที่ได้กลั่นแกล้งเช่นนี้เจียงเสวี่ย
หนิงไม่เคยสัมผัส นางย่อมรู้ดีว่าทำไมจางเจอไม่
บอกตั้งแต่ต้น ประการแรกคือนางดื่มไปแล้ว
ประการที่สองคือพวกตนมีน้ำถุงเดียว แต่นางก็
ยังจงใจแกล้งเขา ในเมื่อส่งน้ำให้แล้วไม่ยอมดื่ม
นางจึงจงใจดื่มต่อหน้าเสียเลย จากนั้นค่อยมอง
สำรวจสีหน้าไม่สู้ดีนักซึ่งเผยให้เห็นเล็กน้อย
ราวกับผู้ถูกล่วงเกินคือตัวเขาเองอย่างไร
อย่างนั้น
นางจึงค่อยนึกออก เคยมีคนพูดว่าคนผู้นี้ไม่มี
แม้กระทั่งสาวใช้อุ่นเตียง
ต่อมาเมื่อออกจากภูเขาแห่งนี้และพบแหล่ง
น้ำ ความสำราญของนางถึงสิ้นสุด
บัดนี้มีน้ำหนึ่งชามส่งมาตรงหน้าอีกครา
บริเวณที่ใครอื่นแตะต้องถูกล้างอย่างพิถีพิถัน
บุรุษหน้าตายผู้นี้แท้จริงแล้วละเอียด
รอบคอบและรู้จักดูแลคนอื่นมาก
เจียงเสวี่ยหนิงครุ่นคิด ไม่รู้ชาติก่อนตัวเองถูก
มารตนใดเข้าครอบงำถึงหักใจกลั่นแกล้งและ
กระทำหยามหมิ่นเขาได้ลงคอ ขนตานาง
กระเพื่อมไหวเบา ๆ ขณะช้อนดวงตาก็มีหยาดน้ำ
ปกคลุมเล็กน้อย
นางจ้องมองเขา กำลังคิดจะรับชาม
คิดไม่ถึงว่าการกระทำเมื่อครู่ของจางเจออยู่
ในสายตาของผู้อื่นด้วย ชายฉกรรจ์ท่าทางดุดัน
หยาบกระด้างผู้หนึ่งเห็นแล้วหัวเราะเสียงดัง
“เป็นชายชาตรีกันทั้งนั้น จะดื่มน้ำแท้ ๆ ยังต้อง
เช็ดชามให้สะอาดอีก ทำตัวจุกจิกเหมือนพวก
ผู้หญิงไปได้!”
จางเจอหลุบตาไม่แยแส
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วรู้สึกเหมือน
เปลวเพลิงพวยพุ่งแผดเผาเชื้อไฟที่มีอยู่แต่เดิม
นางลุกพรวดขว้างชุยปิงแข็ง ๆ ซึ่งเพิ่งกัดไปคำ
เล็ก ๆ กระแทกใบหน้าคนผู้นั้นทันที!
เนื่องจากอยู่ห่างออกไปแค่ระยะหนึ่ง ไม่ว่าชุ
ยปิงกระแทกโดนหน้าใครย่อมต้องรู้สึกเจ็บกัน
บ้าง
ชายผู้นั้นคิดไม่ถึงว่าเสียงหัวเราะของตนจะ
ก่อให้เกิดเรื่องเช่นนี้ เมื่อชุยปิงกระแทกใบหน้าก็
ตะลึงงัน เพลิงโทสะลุกโชน แต่ครั้นเงยศีรษะสบ
เข้ากับนัยน์ตาอันงดงามทว่าเย็นชา ความเย็น
เยือกโชยออกจากส่วนลึกในนั้นถึงขั้นมีแววโกรธ
ขึ้งแฝงอยู่รำไร กอปรกับสายลมหนาวพัดผ่าน
ประตูศาลเจ้าเข้ามา ก็ทำให้เขาหนาวสะท้าน
อย่างรุนแรง!
ตระหนกจนเพลิงโทสะลดฮวบไปกว่าครึ่ง
ต้องรู้ไว้ว่าคนไม่น้อยในสถานที่แห่งนี้ออกมา
จากคุกหลวง ทั้งปล้นฆ่าก่อกรรมทำเข็ญ ถึง
เปลือกนอกจะซูบผอมมอมแมมหน้าตาดูไม่ได้
แต่ไม่แน่อาจเป็นคนชั่วช้าอำมหิต ดังนั้นสะกด
กลั้นความโกรธเกรี้ยวไว้ชั่วคราวย่อม ดีกว่าไป
ตอแยดาวมรณะ
ชายผู้นั้นจึงไม่กล้าด่าทอกลับ
เพลิงโทสะภายในใจเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ดับ
มอด ขณะกำลังจะเอ่ยปากกลับมีมือข้างหนึ่งยื่น
มาจากด้านล่างยึดแขนนางเอาไว้
จางเจอช้อนตามอง กล่าวด้วยท่าทีเรียบเฉย
“ดื่มน้ำ”
เขายังคงถือชามใส่น้ำอย่างสงบนิ่ง ไม่
กระฉอกแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียตอนนี้ก็มิใช่เวลาจะมาเอาชนะ
ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้ สุดท้าย
เจียงเสวี่ยหนิงจึงกล้ำกลืนโทสะแล้วนั่งลง หลุบ
ตาใช้สองมือรับชามจากเขามาจิบน้ำทีละอึก
ชามใหญ่มาก ทว่าใบหน้านางเล็กเท่าฝั่ามือ
ยามก้มศีรษะหน้าจึงจมหายลงไปในชาม ราว
กับกวางน้อยหยุดแวะดื่มน้ำริมลำธารกลาง
ขุนเขาอย่างแช่มช้า
จางเจอเห็นแล้วก็ใจอ่อน
ภายในศาลเจ้าพลันเงียบกริบ
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นพึมพำกับตัวเองหลาย
ประโยค เหลือบมองจางเจออีกคราและย้อนนึก
ถึงภาพเหตุการณ์ที่ประตูเมือง เมื่อคิดว่าคนผู้นี้มี
สถานะไม่ธรรมดาในนิกายสวรรค์ก็ยิ่งไม่กล้ามี
ความเห็น ได้แต่ถือซะว่าไม่เคยเกิดเรื่อง เพียงก้ม
หน้าก้มตากินชุยปิง
ชายร่างสกปรกมอมแมมผู้นั่งอยู่ตรงมุมมืด
เสียอีกที่จ้องมองร่างเจียงเสวี่ยหนิงผ่านเส้นผมยุ่ง
เหยิงด้วยท่าทีครุ่นคิดอะไรบางอย่าง