คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 116 ดวงใจที่ล้ำเส้น (1)
อันที่จริงทุกคนสังเกตเห็นเจียงเสวี่ยหนิงกัน
หมดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรนับตั้งแต่ออกกันมาจาก
คุกหลวงคนผู้นี้ก็ติดตามข้างกายจางเจอตลอด
เพียงแต่ ‘เขา’ สวมชุดลวก ๆ และทาใบหน้าจน
ดำสกปรก มองออกเพียงว่ามีรูปร่างค่อนข้างเล็ก
องคาพยพบนใบหน้าเผยความหมดจดงดงามให้
เห็นเล็กน้อย ส่วนอื่นนั้นแม้จะมีแสงสาดส่อง แต่
กลางดึกเช่นนี้ก็เห็นแค่เงารำไรไม่ชัดเจน ทั้งยัง
กริ่งเกรงจางเจอที่อยู่ทางด้านข้าง
คนฉลาดต่อให้มองสิ่งใดออกก็ไม่พูดอะไร
เพียงรำพึงรำพันในใจ คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคน
เช่นนี้อยู่ในนิกายสวรรค์ด้วย คนเคยเป็นขุนนาง
ช่างพิถีพิถันกับความเป็นอยู่ยิ่งนัก กระทั่งออกมา
ใช้ชีวิตข้างนอกแล้วยังต้องพาคนมาด้วย ไม่รู้ว่า
เป็นสตรีที่ปลอมตัวมาหรือว่าเป็นพวกหนุ่ม
น้อยหน้ามนต้วนซิ่ว[1]ผิวขาวนวลเนียนซึ่งซื้อตัว
มาจากสำนักคณิกากันแน่
ทุกคนภายในวัดคิดไปต่าง ๆ นานา ไม่มีใคร
วิจารณ์การโต้เถียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อสักครู่
เช่นกัน
ไม่นานก็มีคนเริ่มเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนา
ในเมื่อทุกคนถูกราชสำนักจับขังคุกหลวง
ย่อมหมายความว่ามีความสามารถกันพอตัว แต่
ละคนเริ่มเล่าประสบการณ์แบบใส่สีตีไข่ สุดท้าย
จึงกลายเป็นเรื่องเล่าจำพวกนิทานไปโดยปริยาย
น่าตื่นเต้นและสนุกสนานยิ่งกว่าเรื่องของนักเล่า
นิทานใต้สะพานเสียอีก
เมื่อสตรีผู้นั้นแจกจ่ายชุยปิงเสร็จก็หิ้วตะกร้า
ออกไป ส่วนเด็กชายอายุสิบกว่าขวบฟังจน
ดวงตาเป็นประกาย รีบนั่งบนธรณีประตู แสดงที
ท่าว่าอยากอยู่ฟังโต้รุ่ง
ดูเหมือนพวกคนจากนิกายสวรรค์จะไม่สนใจ
เขา
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงค่อนข้างสนใจเด็กคนนี้มา
ตั้งแต่แรก เพราะถึงอย่างไรการมีเด็กอายุราวสิบ
กว่าขวบมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ก็ค่อนข้างน่า
เหลือเชื่อจริง ๆ นิกายสวรรค์ตอนนี้แม้แต่เด็ก
น้อยยังไม่เว้นเชียวหรือ
ขณะฟังพวกนักโทษคุยโวโอ้อวดเล่า
ประสบการณ์ก่อนและหลังเข้าคุกหลวง เจียง
เสวี่ยหนิงก็ดื่มน้ำไปเพียงพอแล้ว ยังเหลืออีกกว่า
ครึ่งชาม หลังจากละล้าละลังครู่หนึ่งจึงส่งให้จาง
เจอ
ต่อให้นั่งอยู่บนพื้น ร่างกายเขาก็ยังเหยียด
ตรง
ยามนี้เขาหันหน้ามารับชามน้ำ เจียงเสวี่ย
หนิงใจเต้นทันที ทว่าเมื่ออีกฝั่ายรับไปก็หลุบตา
วางชามลงบนพื้นตรงหน้า ก่อนจะบอกนางเสียง
เบาว่า “ข้าไม่กระหาย”
สุดท้ายจางเจอก็ยังเป็นคนเดิม หัวโบราณดื้อ
ด้านไม่รู้จักปรับตัว!
เจียงเสวี่ยหนิงแค่นเสียงในใจ
แต่ครั้นลองคิดดูอีกที เกรงว่าคงเพราะคนผู้นี้
รู้จักวางตัวนั่นละนางถึงถลำลึกยากจะควบคุม
กิริยานัก ถึงอย่างไรเขาก็ต่างจากนางโดยสิ้นเชิง
แทบไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึงกัน ราวกับกำลังยืนอยู่ใต้
แสงสว่าง ทำให้ต้องแหงนหน้ามองสูง ต่อให้คิด
จะสัมผัสยังยาก แต่หากวันใดจางเจอกลายเป็น
คุณชายเอ้อระเหยลอยชายสำมะเลเทเมาเช่น
เซียวติ้งเฟยผู้นั้น นางคงไม่เหลือบแลแน่
การมีส่วนร่วมปล้นคุกโดยไม่ได้เจตนาครั้งนี้
อยู่เหนือความคาดหมายจริง ๆ ทั้งยังทำให้
แผนการเดิมที่นางวางไว้เสียกระบวน แต่การได้
อยู่ร่วมกับจางเจอทำให้นางรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็น
เป็นไปตามแผนการหรืออยู่ในความคาดหมาย
หรือไม่ก็ล้วนไม่สำคัญ
คนผู้นี้อยู่ข้างกายนาง นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดใน
เวลานี้
เพียงแต่สำหรับจางเจอ เขาอาจไม่ได้คิด
เช่นเดียวกัน ในเมื่อติดต่อใกล้ชิดนิกายสวรรค์
แสดงว่าต้องมีแผนการบางอย่าง หากนางรั้งอยู่
ที่นี่ต้องส่งผลกระทบต่อแผนการแน่ ดังนั้นสิ่งที่
นางต้องทำประการแรกคือปกปั้องตนเองไม่ให้
เป็นตัวถ่วง จากนั้นค่อยทำไปตามสถานการณ์
เพราะถึงอย่างไรนางก็รู้เรื่องของนิกายสวรรค์อยู่
แล้ว…
โชคดีที่มีข้อได้เปรียบจากการกลับชาติมาเกิด
จึงพอจะรู้อะไรบ้าง
หวังเพียงอย่าให้เรื่องคราวนี้สลับซับซ้อน
จนเกินไปก็พอ
เจียงเสวี่ยหนิงหัวคิ้วขมวดมุ่นเงียบ ๆ โดยไม่
รู้ตัว
ภายในศาลเจ้าร้างมีคนผู้หนึ่งกำลังเล่า
ประสบการณ์ในอดีตของตน “ปีนั้นข้าอายุเพียง
ยี่สิบต้น ๆ เจ้าขุนนางสุนัขแอบอ้างกฎหมายของ
ทางการเก็บภาษีหมู่บ้านข้าถึงสิบปี ตอนเกี้ยว
ของเจ้าขุนนางนั่นเดินทางผ่านข้าจึงคว้ามีดฆ่าหมู
แทงฉึก ไส้ของมันไหลมากองที่พื้น พอข้าเห็นว่า
สำเร็จแล้วก็รีบหนี สู้อุตส่าห์หนีมาได้ตั้งหลายปี
คิดไม่ถึงว่าจะเจอคนรู้จักตอนกำลังกินเกี๊ยวน้ำที่
ตำบลอู่หลีผู่[2] หลังจากคนผู้นั้นกลับไปก็แจ้ง
ทางการให้มาจับตัวข้าเข้าคุกหลวง เฮอะ แต่ก็ถือ
ว่าโชคดีที่เกิดเรื่อง ทำให้ข้าได้ออกมา!”
ครั้นเล่าถึงตรงนี้เขาก็อดเผยสีหน้ากระหยิ่ม
ใจหน่อย ๆ ไม่ได้
เด็กน้อยซึ่งนั่งยองอยู่บนธรณีประตูร้อง
“อ๊า” ทุกคนจึงหันไปมอง
พบว่าไม่ใช่ทั้งความประหลาดใจหรือ
หวาดกลัว
แต่เป็นความเจ็บ
ที่แท้ขณะเด็กคนนี้นั่งฟังก็บีบขนมครึ่งชิ้นไป
ด้วย เขาฟังอย่างจดจ่อพลางแทะจนไม่ทันสังเกต
ว่ากัดชุยปิงจนสุดแล้ว เมื่องับลงไปจึงกัดนิ้ว
ตัวเองจนร้องเจ็บ
ทุกคนโดยรอบหัวเราะร่วนทันที
“ทำไมเจ้ากินชุยปิงแล้วยังกัดโดนมือได้อีก”
“หิวมากขนาดไหนกันเนี่ย”
“เจ้าหนู ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว มีชื่อว่าอะไร
หรือจะเข้าร่วมนิกายสวรรค์กับเขาด้วย ปั่านนี้ยัง
ไม่กลับอีก บิดามารดาไม่เป็นห่วงเอาหรือ”
เด็กคนนั้นค่อย ๆ หดนิ้วที่ถูกกัดเมื่อครู่พลาง
ลูบศีรษะปั้อย ๆ เขิน ๆ ทว่ายามพูดจากลับ
เปิดเผยตรงไปตรงมายิ่งนัก “เพิ่งอายุครบสิบสาม
ขอรับ ไม่มีบิดามารดา และไม่มีใครตั้งชื่อให้ด้วย
ใคร ๆ ก็เรียกข้าว่า ‘เสียวเปั่า’ พี่ชายทุกท่านจะ
เรียกข้าว่า ‘เสียวเปั่า’ ด้วยก็ได้ พวกท่านโปรด
อย่ามองว่าข้ายังเด็กเชียวนา ข้าน่ะเข้านิกายมา
ได้สามสี่ปีแล้วละขอรับ!”
ทุกคนพลันประหลาดใจ
เสียวเปั่าคงรู้สึกว่าการถูกคนจำนวนมากมอง
เป็นเรื่องมีเกียรติยิ่ง เขาจึงอดหยัดหลังตรงขึ้นอีก
หลายส่วนไม่ได้ ใบหน้าก็เปียมรอยยิ้ม ทว่าขณะ
กำลังจะเอ่ยปากพูดอีกท้องดันไม่ยอมให้ความ
ร่วมมือ ส่งเสียงจ๊อก ๆ ดังลั่นตามการขยับเหยียด
ลำตัว มีคนได้ยินไม่น้อยเลย
“ฮ่า ๆ ๆ …”
ใครต่อใครหัวเราะครืนอีกครา
เขาอายุแค่นี้ ร่างกายอยู่ในช่วงเจริญเติบโต
กินอาหารวันละสามมื้อก็ยังไม่เพียงพอ
นับประสาอะไรกับการกินชุยปิงแค่ครึ่งชิ้น
เสียวเปั่ารู้สึกอาย เขาพลันหน้าแดง ผมเปีย
ตั้งชี้ฟั้า ก้มศีรษะงุดซบหัวเข่า
ทันใดนั้นเสียงแข็งกระด้างและแหบพร่าก็ดัง
ขึ้นจากด้านข้าง “จะกินอีกหรือไม่”
เมื่อเสียวเปั่าได้ยินก็เงยศีรษะ มองเห็นชุยปิง
ถูกฉีกเป็นครึ่งชิ้นส่งมาตรงหน้าตน
มือข้างที่ยื่นชุยปิงมาให้นั้นไม่ได้สะอาด
สะอ้านนัก ฝั่ามือกว้าง ข้อต่อนิ้วใหญ่โตมาก ถึง
ขั้นเต็มไปด้วยรอยแผลทั้งเก่าและใหม่กระจัด
กระจายทั่ว เพียงแต่ส่วนใหญ่มีคราบสกปรก
เปือนทับทำให้มองไม่ค่อยเห็น
ครั้นมองไล่จากฝั่ามือนี้ จึงพบว่าชุดนักโทษที่
สวมก็สกปรกโสโครกเช่นกัน
เขานั่งถัดจากเสียวเปั่านิดหน่อย
แม้ร่างกายส่วนใหญ่จะปกคลุมด้วยเงามืด แต่
มองผาดเดียวก็รู้ว่าเป็นชายร่างกำยำสูงตระหง่าน
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเอ่ยปากพูดประโยคนี้ ทุก
คนถึงค่อยสังเกตเห็นว่ามีคนผู้นี้อยู่ด้วย
ปกติแล้วเสียวเปั่านับว่าฉลาดหัวไว อีกทั้ง
ความจำดี ทว่ายามนี้ก็นิ่งอึ้ง
แม้แต่ตัวเขายังจดจำคนผู้นี้ไม่ได้เลยสักนิด
อาจเพราะถูกขังคุกมานานเกินไปและไม่ได้มี
โอกาสสนทนากับผู้อื่น เสียงเจ้าตัวจึงเหมือนดาบ
ขึ้นสนิมเสียดสีบนหินลับมีด ฟังแล้วทรมานแก้วหู
เส้นผมก็ยาวปรกหน้า
หากมองเพียงชั่วประเดี๋ยวไม่อาจพิเคราะห์
ตื้นลึกหนาบาง ให้ความรู้สึกธรรมดาไม่มีอะไร
พิเศษ
เสียวเปั่ารับชุยปิงที่อีกฝั่ายส่งมาพร้อมกล่าว
ขอบคุณ
ชิ้นในมือจางเจอก็ยังไม่ได้ถูกกินเลยสักคำ
ก่อนหน้านี้คล้ายต้องการจะมอบให้ ทว่าตอนนี้
เขาชักข้อมือกลับมาเงียบ ๆ สายตาจับจ้องบน
ร่างชายผู้ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจ
เจียงเสวี่ยหนิงมองจางเจอก่อน ริมฝีปากผุด
รอยยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจึงเคลื่อนสายตาไปยัง
เสียวเปั่าอีกครั้ง
แต่เมื่อสายตาตกบนนิ้วมือของเด็กน้อยก็อด
ชะงักงันไม่ได้
ตำแหน่งที่เสียวเปั่านั่งอยู่ค่อนออกไปทางวง
นอก ก่อนหน้านี้กองไฟซึ่งก่อภายในศาลเจ้าร้าง
ส่องไปไม่ค่อยถึงตัว แต่พอเขายื่นมือรับขนมจาก
ชายผู้นั้น แสงไฟลุกโพลงวูบไหวก็ส่องกระทบตัว
พอดี
เจียงเสวี่ยหนิงกวาดสายตาไปเห็นนิ้วนางของ
เขา
บริเวณฝังซ้ายข้างเล็บมือมีรอยสีดำขนาดเล็ก
จุดหนึ่ง เพียงแต่ถูกนิ้วอื่นบังอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเวลากระชั้นชิดจึงไม่อาจจำแนกได้ว่า
เป็นตุ่มเลือดคั่ง ปาน หรือว่าคราบสกปรกซึ่งไม่รู้
ว่าเปือนมาจากที่ใด…
นางกดหัวคิ้วเล็กน้อยและมองนิ้วนางของตน
สิ่งที่ผุดในสมองเป็นภาพขณะเหล่าพระสหายร่วม
ศึกษาอย่างพวกนางถือพู่กันเพื่อฝึกคัดตัวอักษรที่
เรือนหยางจื่อ ยามเขียนต้องใช้นิ้วนางหนุนด้าม
พู่กัน เนื่องจากยังไม่ชำนาญจึงมักพลาดแฉลบ
โดนจนเปือนคราบน้ำหมึกไม่น้อย
เด็กน้อยจากนิกายสวรรค์ผู้นี้เปลือกนอกสวม
ชุดผ้าดิบหยาบกระด้าง ไม่เหมือนคนร่ำเรียน
เขียนอ่านเลยสักกระผีก
ดวงตานางลุกวาบ บังเกิดความคิดบางอย่าง
ทว่าก็สะกดกลั้นเอาไว้ชั่วคราว ไม่ได้ถามไถ่และ
ไม่เปิดโปง
ชายตรงหัวมุมเสียอีกที่ดึงดูดความสนใจของ
ทุกคนจากการมอบชุยปิง
ในเมื่อสวมชุดนักโทษ แสดงว่าต้องมาจากคุก
หลวง
ผู้อยู่ในศาลเจ้าร้างแห่งนี้นอกจากคนของ
นิกายสวรรค์ที่ไปปล้นคุก คนอื่นล้วนออกมาจาก
ในนั้น แต่ไม่มีใครจำคนผู้นี้ได้เลย ไม่รู้ว่าเขาโผล่
มาจากที่ใด
มีคนสงสัยใคร่รู้ ประสานมือคิดจะถามชื่อแซ่
คิดไม่ถึงว่าชายฉกรรจ์ซึ่งก่อนหน้านี้ประชด
ประชันจางเจอเรื่องเช็ดชามน้ำกลับเบิกตาโพลง
จ้องมองชายผมเผ้ากระเซิงสกปรกอยู่นาน ร่าง
กำยำอดสั่นระริกไม่ได้!
ชุยปิงที่ยังกินไม่หมดร่วงลงพื้น
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาผุด
ลุกโดยพลัน ชี้คนผู้นั้นพลางพูดว่า “เมิ่ง เมิ่ง เมิ่ง
เจ้าคือเมิ่งหยาง!”
——————–
1. ต้วนซิ่ว หมายถึงชายรักชาย
2. ตำบลอู่หลีผู่ เป็นตำบลหนึ่งทางทิศ
ตะวันตกของอำเภอซาหยาง เมืองจิงเหมิน
มณฑลหูเปั่ย สมัยโบราณใช้เป็นศาลาพัก
ม้าหรือสถานีส่งสาร
บทที่ 116 ดวงใจที่ล้ำเส้น (2)
เมิ่งหยาง?!
ครั้นสองคำนี้หลุดออกมาทุกคนก็ตกใจกัน
หมด!
ใครรู้จักชื่อนี้ล้วนสูดลมหายใจหนาวเหน็บ
โดยพร้อมเพรียง ส่วนนักโทษคนอื่นซึ่งเดิมทีนั่ง
อยู่ข้างกายเมิ่งหยางแบบไม่นึกสนใจก็ยิ่งขนลุก
ชัน แทบควบคุมการกระทำในอึดใจต่อมาไม่ได้
พากันถอยกรูด
ทั้งหมดกระจายตัวโดยมีคนผู้นี้เป็นจุด
ศูนย์กลางทันที
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเข้าหนังตาก็กระตุก
นางไม่คุ้นชื่อ ‘เมิ่งหยาง’ เลยจริง ๆ ไม่เคยได้
ยินด้วยซ้ำ ทว่ายามนี้ไม่จำเป็นต้องเคยได้ยิน
หรอก เพียงเห็นปฏิกิริยาคนโดยรอบก็รู้แล้วว่า
มิใช่คนดิบดีอะไร!
ต้องรู้ไว้ว่าพวกเขาล้วนออกมาจากคุก
ไหนเลยจะไม่เคยคร่าชีวิตคน
แต่เมื่อเห็นคนผู้นี้กลับลอบแสดงอาการ
หวาดกลัวจากก้นบึ้งหัวใจ ราวกับเห็นดาวมฤตยู
หรือเทพผู้ดุร้ายก็ไม่ปาน!
เช่นนั้นแล้วคนผู้นี้จะน่ากลัวเพียงใดกันเล่า
สายตาของจางเจออยู่บนร่างเมิ่งหยางมา
ตั้งแต่เมื่อครู่ ไม่รู้จดจำได้ตั้งแต่แรกหรือเปล่าจึง
ไร้ปฏิกิริยาเมื่อได้ยินผู้อื่นเอ่ยนาม
ทว่าคนอื่นแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง
บรรดาขุนโจรใหญ่ซึ่งก่อนหน้านี้คุยโวโอ้อวด
ว่าตนสังหารผู้คนและปล้นสะดมเช่นไร ยามนี้
ต่างเงียบกริบประหนึ่งถูกคนตบหน้า ถึงขั้น
ประสานมือคารวะชายซึ่งยังคงนั่งเหยียดขาสอง
ข้างตรงหัวมุมด้วยความเคารพนบนอบ “ก่อน
หน้านี้ไม่ทราบว่า ผะ ผู้ผดุงความเที่ยงธรรมเมิ่งก็
อยู่ที่นี่ เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว!”
ยามเรียกขานเขาว่า ‘ผู้ผดุงความเที่ยงธรรม
เมิ่ง’ ก็ชะงักครู่หนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
แค่ลองเดาดูก็รู้ว่าไม่ควรเรียกเช่นนี้
ผู้ผดุงความเที่ยงธรรม?
หากการถือดาบประจำตัวหลวงจีน[1]ออก
จากวัดกลับบ้านไปเข่นฆ่าคน ในครอบครัวตัวเอง
ห้าสิบกว่าชีวิตจนเหี้ยนเรียกว่า ‘ความเที่ยง
ธรรม’ ได้ เกรงว่าใต้หล้านี้คงไม่มีผู้ใดกล้าบอกว่า
ตนเป็น ‘คนชั่ว’ แล้ว!
เมิ่งหยางคล้ายแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขา
เอนหลังพิงบานประตูพัง ๆ โดยไม่ปัดเส้นผมที่
ปรกใบหน้า หลับตาไม่แยแสคนเหล่านี้แม้แต่
น้อย
ทุกคนพลันกระอักกระอ่วน ทั้งยังรู้สึกครั่น
คร้ามอยู่บ้าง
ยามถูกจองจำในคุกก็ยังแบ่งระดับความชั่ว
ร้าย คนดีไม่อาจนำมาจัดระดับความดีได้อยู่แล้ว
แต่สำหรับคนชั่วที่กระทำเรื่องต่ำช้าระดับเมิ่ง
หยางจะต้องเป็นอันดับหนึ่งในหมู่คนชั่วอย่าง
แน่นอน
โชคดีที่หวงเฉียนเจ้าวิหารของนิกายสวรรค์ซึ่ง
ออกไปสนทนาก่อนหน้านี้กลับเข้ามาพอดี สีหน้า
ไม่ชื่นมื่นนัก กวาดตามองทุกคนรอบหนึ่งแล้วไป
จับบนร่างจางเจอ “ขณะนี้ยังไร้ข่าวคราวจาก
บรรดาพี่น้องซึ่งไปทางประตูเมืองทิศบูรพา ส่วน
คนที่เพิ่งส่งไปดูระหว่างทางก็ไม่มีผู้ใดมาถึงที่นี่
เลย เกรงว่าคงเกิดเรื่องแล้ว เมื่อครู่คนแซ่หวง
หารือกับพี่น้องในนิกายครู่หนึ่งและได้ความว่าใน
เมื่อมีใต้เท้าจางอยู่ก็ไม่ต้องกลัวราชสำนักจะส่ง
คนไล่ตามมา จึงจะขอให้ผู้กล้าทุกท่านพักผ่อนอยู่
ที่นี่คืนหนึ่งก่อน แล้วพรุ่งนี้คนที่นิกายส่งมารับจะ
มาถึงตั้งแต่เช้าเพื่อพาพวกเรามุ่งหน้าไปยังสาขา
ที่ทงโจวต่อไป ที่นั่นค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว ถึง
ตอนนั้นผู้กล้าทุกท่านที่ออกมาจากคุกหลวงก็จะ
เปลี่ยนการเดินทางเป็นเส้นทางน้ำเพื่อไปยัง
สถานที่ต่าง ๆ ได้ ไม่ทราบว่าคิดเห็นเช่นไร”
ทุกคนซึ่งออกมาจากคุกหลวงไม่เอ่ยวาจา
บ้างมองจางเจอ บ้างมองเมิ่งหยางตาม
สัญชาตญาณ
เมื่ออยู่ใต้ชายคาผู้อื่นเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่มี
อำนาจจะปริปาก
เมิ่งหยางเอนหลังไม่ขยับเขยื้อน
ส่วนจางเจอครั้นได้ยินคำว่า ‘สาขาทงโจว’ ก็
รู้แล้วว่าปฏิบัติการครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จึงผงก
ศีรษะกล่าวโดยปราศจากพิรุธ “ในเมื่อออกจาก
เมืองหลวงกันมาแล้ว จากนี้ให้ทำตามแผนที่ท่าน
เจ้านิกายสั่งการลงมาทั้งหมด”
ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงพักผ่อน
เพียงแต่สถานที่เล็กและคับแคบเสียเหลือเกิน
ไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไร
ภายในศาลเจ้าร้างมีห้องขนาดเล็กอีกสอง
ห้องด้านหลังผนังกั้นห้องโถง หนึ่งในนั้นมีเตียงที่
พอฝืนจะลากออกมาได้ครึ่งหนึ่ง จางเจอเอ่ย
ปากขอด้วยท่าทางสงบนิ่งอย่างยิ่งยวด
สายตาของใครต่อใครรวมอยู่ที่ร่างของเขากับ
เจียงเสวี่ยหนิง
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
จนกระทั่งเขาพาเจียงเสวี่ยหนิงเดินไป
ทางด้านหลังแล้วจึงหันมาสบตากัน ท่าทีของแต่
ละคนแฝงความคลุมเครืออย่างรู้กันแต่ไม่มีใคร
ปริปาก เวลาเช่นนี้ยังไม่ลืมทำเรื่องพรรค์นั้นอีก
ช่างมีวาสนาไม่น้อยเลยที่ยังอุตส่าห์ได้เสพสุขกับ
สาวงาม!
—————-
ภายในห้องขนาดเล็กส่วนหลังของศาลเจ้าอัน
รกร้างและห่างไกล อาจเพราะเคยมีผู้อื่นมาหยุด
พักหรือไม่ก็เคยมีสาวกนิกายสวรรค์เข้ามาพัก ทำ
ให้แม้ห้องจะซอมซ่อ แต่เตียงยังพอฝืนนอนได้
เพียงแต่ออกจะเละเทะไปบ้าง
จางเจอไม่กล่าวคำ โน้มตัวจัดการรอบหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามอง พลันชะงักงัน
เล็กน้อย
เมื่อจางเจอจัดแจงเสร็จสรรพก็หมุนกาย
กลับมา นางถึงนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเขาเรื่องเสียว
เปั่า จึงเอ่ยขึ้นมาว่า “ใต้เท้าจาง เมื่อสักครู่ข้า…”
จางเจอส่ายศีรษะให้นางเล็กน้อย
เขาชี้ไปด้านนอก ยังคงได้ยินเสียงสนทนาดัง
มาแว่ว ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจในบัดดล กำแพงมีหู
ประตูมีช่อง
นางค่อนข้างลำบากใจ ขบคิดแล้วก็ยื่นมือ
ซ้ายของตนออกไป ชี้ด้านซ้ายของเล็บนิ้วนาง
พร้อมทำท่าจับพู่กัน จากนั้นทำท่าเปรียบเทียบ
ความสูงซึ่งเตี้ยกว่าตนช่วงหนึ่งด้านหน้า สุดท้าย
ชูนิ้วหนึ่งทำท่าผมเปียชี้ฟั้าบนศีรษะ
การสื่อด้วยการแสดงท่าทางเช่นนี้ต้อง
เสียเวลาทำความเข้าใจอยู่บ้าง
จางเจอมองอยู่นาน เมื่อพอจะเข้าใจ
ความหมายส่วนใหญ่แล้วก็ผงกศีรษะ
ตอนนี้ไม่สะดวกคุย แต่ครั้นเห็นเขาผงกศีรษะ
เจียงเสวี่ยหนิงก็ประหลาดใจยิ่ง แสดงว่าคน
ตรงหน้าเข้าใจความหมายที่ตนสื่อแล้วเป็นแน่
นางจึงยิ้มออกมาทันที
อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีอยู่เตียงเดียว
นางเห็นแล้วกระอักกระอ่วนนิดหน่อย ไม่รู้
ควรทำเช่นไร
แต่จางเจอเพียงเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “คุณหนู
รองนอนตรงนี้ ส่วนข้าจะไปอยู่ที่ประตู”
ภายในห้องอันมืดมิด เขาทั้งหลุบสายตาต่ำ
และกดเสียงจนเบาหวิว ยามนี้นางจึงไม่อาจ
มองเห็นสิ่งอื่นใดปรากฏบนใบหน้าเคร่งขรึมเย็น
ชาอีก ใบหน้าผอมซูบซึ่งต้องแสงจันทร์ที่ทอผ่าน
หน้าต่างอันผุพังเข้ามาเพียงสามส่วนนั้นเสมือน
มีดกรีดดวงใจของเจียงเสวี่ยหนิง
ชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้
ยากเย็นนักกว่าทั้งสองจะหาที่พักได้ แต่นาง
เป็นฮองเฮา ส่วนเขาเป็นขุนนางฝั่ายนอก จึงมี
สถานที่ให้นางนอนหลับเพียงผู้เดียว
ตอนนั้นนางไม่ได้รู้สึกดี ๆ กับอีกฝั่ายแม้แต่
น้อย
นางเข้าไปนอนโดยไม่สนใจไยดี ไม่แยแส
ความเป็นความตายของคนข้างนอกผู้นี้เลยสักนิด
ด้วยความอิดโรยอ่อนล้าจึงนอนหลับฝันดีตลอด
คืน จวบจนวันรุ่งขึ้นก็ลืมตาเห็นแสงตะวันบาง
เบาลอดเข้ามาผ่านหน้าต่าง
นางเหยียดแขนบิดขี้เกียจแล้วผลักประตูเปิด
มองผาดเดียวก็เห็นเขาแล้ว
ผู้ชายหัวดื้อคนนั้นนั่งหลับตาบนม้านั่งยาวติด
ผนัง ชุดขุนนางสีเข้มปกคลุมด้วยไอหมอกยาม
เช้า สีของมันจึงคล้ายจะเข้มกว่าเก่า ร่างเขา
เสมือนถูกน้ำค้างทำให้ชื้นเปียกจึงแผ่ไอเย็น
ออกมาหลายส่วน
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าเขาคงนั่งเหี่ยวเฉาแบบนี้
มาทั้งคืนเชียวละ
เดิมทียังนึกว่าหลับ
คิดไม่ถึงว่าขณะนางผลักประตู จางเจอก็ลืม
ตามอง หยดน้ำเกาะบนขนตาเล็กน้อย ทว่า
นัยน์ตาดำลุ่มลึกคู่นั้นกลับกระจ่างใส ส่องสะท้อน
เงาร่างของนาง
นั่นช่างเป็นรุ่งอรุณที่แสนงดงาม
ไอหมอกเบาบาง
แสงแดดอ่อนยามเช้า
นางผู้สูงส่งเป็นถึงฮองเฮายืนอยู่เบื้องหน้าขุน
นางหนุ่ม เสี้ยวพริบตานั้นกำแพงสูงตระหง่าน
ภายในใจพลันล้มครืน อะไรบางอย่างยึดเกี่ยว
นางไว้เบา ๆ จนไม่อาจดิ้นหลุด
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจึงมองเขาด้วยความอุก
อาจท่ามกลางความมืดอย่างที่ไม่เคยทำ ไม่กลัว
ถูกเห็นความลับในใจซึ่งตนเก็บงำเอาไว้มิดชิดอีก
นางอ้าปาก ไม่อยากให้เขาอดนอนแล้ว
ทว่าสิ่งที่เอื้อนเอ่ยกลับเป็น “เช่นนั้นใต้เท้ารอ
ข้าหลับก่อนค่อยออกไปได้หรือไม่เจ้าคะ”
“…”
สุดท้ายจางเจอก็ไม่อาจปฏิเสธ
นางนอนตะแคงทั้งเสื้อผ้าชุดเดิม หันหน้าหา
ผนัง หันหลังให้จางเจอ จะมีก็แต่ดวงใจซึ่งพองโต
เล็กน้อย ความคิดสับสนไปหมด
นางคิดว่าไม่สู้ตนหลับสักครู่ จากนั้นให้จาง
เจอปลุกแล้วผลัดให้เขานอนแทนดีกว่า
ทว่าเรื่องในค่ำคืนนี้ช่างมากมายและชวน
เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ต่างจากราตรีนั้นในชาติ
ก่อนเลย นางจึงตกในภวังค์เล็กน้อย เมื่อศีรษะถึง
หมอนเก่า ๆ ก็หลับลึกโดยไม่รู้ตัว
จางเจอนั่งอยู่ด้านข้าง ได้ยินเสียงลมหายใจ
นางผ่อนลงทีละน้อยจนสม่ำเสมอในที่สุด
หลับสนิทไปแล้ว
เพียงแต่ดรุณีในห้วงนิทรารมณ์กลับขดตัว คง
เพราะรู้สึกหนาวอยู่บ้าง เขาจึงถอดเสื้อคลุมตัว
นอกของตนพร้อมเดินเข้าหาอย่างเงียบเชียบและ
ค่อย ๆ ห่มให้นาง
ชายเสื้ออันค่อนข้างหยาบกระด้างสัมผัสซอก
คอของหญิงสาวโดยไม่เจตนา
นางเอื้อมมือเกาเบา ๆ ตามจิตใต้สำนึก พลิก
ตัวมานอนหงายด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
อากาศอวลกลิ่นหอมอันหวานสะอาด
จางเจอยังคงค้างอยู่ในท่าห่มเสื้อคลุม อาศัย
เพียงแสงสว่างที่ส่องลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อยก็
มองเห็นผู้ที่อยู่ใกล้แค่คืบได้ชัดเจน ดวงตานางปิด
สนิท จมูกโด่งงดงามกระจุ๋มกระจิ๋ม ริมฝีปากอ่อน
นุ่ม
นางเป็นคนที่ทั้งกลัวเจ็บและกลัวลำบาก ซ้ำ
ยังกลัวความตาย ไฉนถึงกล้ากระทำ
อัตวินิบาตกรรมเพื่อเขาได้…
อยากถามนางเหลือเกินว่าเจ็บหรือเปล่า
แต่เขาไม่กล้า
ทันใดนั้นคลื่นยักษ์ซึ่งเก็บสั่งสมอยู่ภายในใจก็
ถั่งท้น ก่อตัวรวมกันดั่งพระเพลิงลุกโชน ดวงใจ
เขาเจ็บปวดและร้อนรุ่ม
มีเสียงล่อลวงข้างหู
เขาเขยิบเข้าใกล้นางทีละน้อยจนแก้มแทบจะ
ชิดแก้ม ริมฝีปากแทบจะทาบทับริมฝีปาก
ทว่าขณะอยู่ในช่วงที่กำลังจะสัมผัสแต่ยังมิได้
สัมผัส กลับมีเสียงดังกัมปนาทภายในสมอง
สั่นสะเทือนจนยากจะสงบจิตใจ ต้องถอยออกไป
ทันที
เขากลั้นลมหายใจท่ามกลางความมืด
ขณะถอยออกมาถึงตระหนักได้ว่าเมื่อครู่ตน
กำลังจะทำสิ่งใด อดหลั่งเหงื่อเย็นเยียบทั่วร่าง
ไม่ได้ ดวงใจสั่นสะท้าน ไยเขาเกิดความคิดล้ำเส้น
เช่นนี้กัน
หน้าอกจางเจอสะท้อนขึ้นลงอย่างรุนแรง
เมื่อเดินออกมานอกห้องก็ตบหน้าตัวเอง
เกิดเสียงเพียะเบา ๆ
เขาหลับตาปล่อยให้สายลมเบื้องนอกพัดผ่าน
ในที่สุดก็ได้สติ ความสงบเยือกเย็นกลับคืนมา
หลายส่วน
ยามนี้ผู้ที่อยู่ภายนอกต่างนอนหลับขดร่าง
ตามมุมห้องกันแล้ว
รอบด้านเงียบสงัดไร้ซึ่งสรรพสำเนียง
มีเพียงเมิ่งหยางที่ยังนั่งอยู่หน้ากองไฟ ครั้นได้
ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็ผินหน้ามองเขา ก่อน
จะเลิกคิ้วเมื่อเห็นรอยนิ้วมือบนใบหน้าเย็นชาของ
จางเจอ แสดงสีหน้าแปลกประหลาดเล็กน้อย
——————–
1. ดาบประจำตัวหลวงจีน เป็นดาบที่พระสงฆ์
จะพกติดตัว มีกฎว่าอนุญาตให้ตัดเพียง
เสื้อผ้าของใช้ แต่ไม่ให้ฆ่าคน