คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 117 รู้ข่าว (1)
ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว
กลางปั่าเขากว้างใหญ่ ด้านนอกศาลเจ้าผุพัง
ยังพอมองเห็นคนของนิกายสวรรค์เฝั้า
รักษาการณ์อยู่ เหตุผลที่พวกเขาคอยเฝั้าเช่นนี้ก็
เพื่อปั้องกันการลอบโจมตี ส่วนอีกเหตุผลคือยัง
พอมีความหวังว่าอีกสักครู่กลุ่มคนที่เดินทางไป
ประตูเมืองทิศบูรพาอาจจะกลับมา
ทว่าภายในศาลเจ้าร้างมีกองไฟอยู่กองเดียว
สายตาจางเจอสบกับเมิ่งหยางเข้าพอดี
ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าอีกฝั่ายกำลังเข้าใจอะไร
ผิด
แต่เขาไม่ได้อธิบาย เพียงเดินมาหน้ากองไฟ
แล้วนั่งลงใกล้ ๆ เมิ่งหยาง เขาหยิบกิ่งไม้มากิ่ง
หนึ่ง ก่อนจะหักเบา ๆ โยนเข้ากองไฟ แสงเพลิงสี
แดงบางเบาส่องกระทบใบหน้าด้านข้าง ในความ
เรียบเฉยคล้ายแฝงความหดหู่หน่อย ๆ
ยามนี้เส้นผมที่บังใบหน้าเมิ่งหยางถูกเสยออก
พอสมควร เผยให้เห็นใบหน้าเกินครึ่งซึ่ง
ปราศจากความโหดเหี้ยมดุร้ายใด ๆ ตรงข้าม
กลับดูสงบนิ่งประหนึ่งอยู่ในห้วงสมาธิ มองเช่นไร
ก็ไม่เหมือนผู้ที่สังหารคนในครอบครัวทั้งสิ้นห้า
สิบกว่าชีวิต
แต่คนโฉดชั่วอำมหิตบนโลกนี้จะมีสักกี่คนเล่า
ที่มีใบหน้าชั่วร้าย
ริมฝีปากของเมิ่งหยางประดับรอยยิ้มบาง
เขากวาดตามองร่างของผู้ที่กำลังหลับสนิท
โดยรอบ แล้วพูดเสียงแหบแห้งราวกับมีดถูกลับ
คมโดยไม่กลัวใครได้ยิน “เคยได้ยินตั้งแต่สองปี
ก่อนจะเข้าคุกแล้วว่ากู้ชุนฟางแห่งมณฑลเหอห
นานมีผู้ใต้บังคับบัญชาเปียมความสามารถอยู่ผู้
หนึ่ง ละเอียดรอบคอบมองอะไรทะลุปรุโปร่ง
ตัดสินคดีความชำนาญยิ่ง ใต้เท้าจางได้ชื่อว่าเป็น
ขุนนางผู้บริสุทธิ์เที่ยงธรรม คนแซ่เมิ่งนับถือมา
นานแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะได้พบกันในสถานที่เช่นนี้
แม้แต่คนอย่างท่านยังร่วมมือกระทำเรื่องเลว
ทรามกับนิกายสวรรค์ นี่มันช่าง…”
เขาไม่ได้เอ่ยคำพูดช่วงท้ายแต่ส่งเสียงชิแทน
แสดงความหมายชัดเจนในตัวของมันเอง
เมิ่งหยางถือกิ่งไม้ค่อนข้างใหญ่อยู่ในมือ ใช้
มันสะกิดเขี่ยกองไฟ สะเก็ดไฟดวงเล็ก ๆ ปะทุ
ขึ้นมาพร้อมไอร้อน
เมื่อมีคนนั่งด้านข้าง ความหนาวเย็นจึง
บรรเทาลงมาก
สายตาจางเจอจับบนกิ่งไม้ในมือเมิ่งหยาง
ขณะฟังอีกฝั่าย ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่เอ่ยอะไร
ตอบ
เมื่อเขาเห็นกิ่งไม้ที่ใช้เขี่ยถูกไฟแผดเผาลาม
เลียก็กล่าวเสียงเรียบนิ่ง “เจ้าเป็นชาวเมืองชาง
ผิง ครอบครัวร่ำรวย ตบแต่งภรรยาสาวผู้งดงาม
เข้าตระกูลเมื่ออายุยี่สิบปี คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทัน
สองปีภรรยาสาวผู้งดงามก็แขวนคอตายในบ้าน
หนึ่งศพสองชีวิต ด้วยความเสียใจเจ้าจึงขึ้นเขา
ออกบวชเป็นหลวงจีน มีฉายาทางธรรมว่า ‘จ้าน
เฉิน (ไร้มลทินทางโลกีย์)’ เดิมทีถือเป็นผู้เข้าสู่ร่ม
กาสาวพัสตร์แล้ว แต่ไม่กี่ปีต่อมาแอบบังเอิญได้
ยินว่าภรรยาถูกคนในครอบครัวทำร้าย ด้วย
เหตุผลประการแรกคือเพื่อเอาทรัพย์สมบัติ และ
อีกเหตุผลคือเพื่อจะได้ให้เจ้าสู่ขอบุตรีขุนนาง
ชั้นสูงเข้ามาแทน เจ้าจึงบันดาลโทสะถือดาบ
ประจำตัวหลวงจีนผู้ฝึกยุทธ์กลับไปบ้านโดยยังไม่
ถอดจีวร วางเพลิงที่ประตูหลังก่อนแล้วค่อยไป
ลั่นดาลประตูใหญ่กันไม่ให้ใครหลบหนี จากนั้นจึง
รุดเข้าไปข้างใน เห็นคนหนึ่งก็ฆ่าทิ้งคนหนึ่ง
รวมถึงบิดากับพี่ชายและบุตรของน้องชายเจ้า
ด้วย ผู้อาวุโสอายุหกสิบสองปี ส่วนผู้เยาว์เพิ่งอายุ
ได้สิบสามปีเท่านั้น หลังจากสังหารไปครึ่งคืน ก็
เหลือรอดแค่สุนัขตัวหนึ่งซึ่งเจ้าเคยเลี้ยงเมื่อ
หลายปีก่อน”
กิ่งไม้ในมือเมิ่งหยางหักเปั๊าะ
เขาโยนท่อนที่หักเข้ากองไฟ ไม้เผาไหม้อย่าง
รวดเร็ว
ในที่สุดก็มีไอโลหิตแผ่พุ่งจากดวงตาหลาย
ส่วน ทว่ากลับฉีกยิ้มมุมปาก “สมกับเป็นใต้เท้า
จาง แม้แต่เรื่องนี้ก็รู้ด้วย”
ขณะเอ่ยถึงนั้นจางเจอไม่ได้รู้สึกอะไรนัก คดี
สะเทือนใจที่ผ่านมือเขามีมากมาย ต่อให้นึก
สงสารก็ไม่ถึงขั้นถูกผูกมัดด้วยอารมณ์ความรู้สึก
จึงเอ่ยเพียงว่า “เจ้าถูกจับเข้าคุกหลวงมาช้านาน
เดิมทีต้องประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง รายงานต้อง
ผ่านมือกรมอาญาพอดี ข้าเองก็ทำงานในกรม
อาญา ย่อมเคยอ่านรายงานคดีของเจ้าอยู่แล้ว”
หรือพูดได้ว่าจางเจอรู้จักเมิ่งหยางดียิ่งกว่า
ผู้ใด
นี่คือสิ่งที่เมิ่งหยางนึกไม่ถึง
เขาพลันสัมผัสถึงอันตรายอันไม่อาจระบุได้
นึกหวาดระแวงจางเจอผู้เป็นหัวหน้าหน่วยกรม
อาญาซึ่งดูธรรมดาสามัญอยู่ครามครันอย่างที่ไม่
เคยเป็น
จางเจอคล้ายไม่รู้สึกถึงความหวาดระแวงนี้
ดวงตาอันเฉยชาสะท้อนกองเพลิงภายในศาลเจ้า
กล่าวราวกับเห็นเป็นเรื่องปกติว่า “เจ้าสังหาร
สมาชิกครอบครัวห้าสิบกว่าคน ถือว่ากระทำ
ความผิดจริง ไม่ว่าจะมีเหตุผลเช่นไรก็ไม่อาจให้
อภัยและไม่อาจละเว้น ตอนที่รายงานของคดีส่ง
มาถึงกรมอาญาก็เขียนคำตัดสินไปแล้วว่าให้
ประหารเจ้าหลังฤดูใบไม้ร่วง แต่คิดไม่ถึงว่าจะมี
คนระงับเรื่องเอาไว้ บอกว่าเรื่องที่ภรรยาของเจ้า
แขวนคอตายยังมีข้อกังขาและประเด็นต้อง
พิจารณา จึงทำได้เพียงจองจำเจ้าในคุกและงด
การลงทัณฑ์ชั่วคราว ด้วยเหตุนี้คดีจึงลากยาว
มาถึงปัจจุบันไม่สิ้นสุดเสียที”
คนอย่างเมิ่งหยางต่อให้ต้องตายเป็นหมื่นครั้ง
ก็ยากจะชดใช้ความผิด
แม้จะตกอยู่ในห้วงอันตราย แต่จางเจอก็มิได้
ปิดบังความความรู้สึก ในที่สุดก็เคลื่อนสายตามา
จ้องมองฝั่ายตรงข้ามโดยตรง “ข้าชักอยากจะรู้
แล้วสิว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลังเจ้า จึงเก่งกล้า
สามารถถึงขั้นยับยั้งการลงทัณฑ์ในฤดูใบไม้ร่วง
แบบนี้ได้”
เมิ่งหยางยังคงถือกิ่งไม้ แม้ใบหน้าอันสงบ
เยือกเย็นจะสกปรกมอมแมมอยู่บ้าง ทว่าเมื่อแสง
เพลิงอบอุ่นส่องอาบใบหน้ากลับเหมือน
พระพุทธรูปซึ่งประดิษฐานบนแท่นสูงภายในศาล
เจ้า “คนแซ่เมิ่งออกบวชที่วัดไปั๋หม่า มหาสมณะ
ที่ปลงผมให้ตอนนั้นมีนามฉายาว่าหยวนจี สมณะ
รูปนั้นศึกษาพระธรรมและพระวินัยอย่าง
แตกฉานมาได้สี่ห้าปีแล้ว ใต้เท้าจางสงสัยใคร่รู้
เช่นนี้จะลองทายดูสักหน่อยหรือไม่”
วัดไปั๋หม่า สมณะหยวนจี
นั่นมิใช่ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคนปัจจุบัน
ซึ่งฮ่องเต้เสิ่นหลางทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง
หรือไร
เห็นทีเรื่องปลงผมออกบวชคงเป็นความจริง
แต่จางเจอไม่ตอบคำ เนื่องจากเรื่องนี้มิได้
ง่ายดายอย่างที่เห็นเพียงเปลือกนอก หากสมณะ
หยวนจีเป็นผู้กระทำจริงก็ออกจะเปิดเผยร่องรอย
มากเกินไป เพราะขุนนางฝั่ายบุ๋นและฝั่ายบู๊ทั่วทั้ง
ราชสำนักต่างจับตามองสมณะผู้นี้อยู่
ครั้นล่วงเข้าเหมันต์ ผืนนภาก็สว่างช้ากว่าเดิม
ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเซี่ยเวยเป็นคนหลับไม่
ค่อยลึก ทั้งยังชินกับการตื่นเช้า ตอนลืมตาตื่น
และสวมเสื้อคลุมลุกจากเตียงนั้นภายนอกยังคง
มืดมิด เมื่อคืนเขาออกไปข้างนอกยามหิมะตกจน
กระทบความหนาวเย็นเล็กน้อย ทำให้ขณะนี้มี
อาการไออยู่บ้าง
เจี้ยนซูซึ่งอยู่นอกห้องได้ยินเสียงเขาลุกจากที่
นอนก็สั่งให้คนเข้าไปปรนนิบัติ
ครั้นได้ยินเขาไอจึงเอ่ยคำ “ยาที่ท่านหมอ
หลิวจัดให้ท่านก่อนหน้านี้ดียิ่งนัก ข้าจะสั่งคนไป
ต้มให้ท่านดื่มแล้วกันขอรับ”
เซี่ยเวยย่นหัวคิ้วหน่อย ๆ ตอบกลับไปว่า
“ไม่ต้อง”
เขาล้างหน้าบ้วนปากเพียงผ่าน ๆ จากนั้น
เดินไปถึงหน้าโต๊ะทำงานแล้วพลิกของที่กองอยู่
ด้านบน หากมิใช่เอกสารของทางราชสำนักก็เป็น
รายงานลับที่เกี่ยวข้องกับนิกายสวรรค์ แค่กวาด
ตามองก็รู้แล้วว่าล้วนชวนขยาด
บทที่ 117 รู้ข่าว (2)
เดิมทีเจี้ยนซูเตรียมจะรายงานเรื่องทั้งหมดที่
เกี่ยวข้องกับนิกายสวรรค์ แต่เมื่อเงยศีรษะเห็น
เซี่ยเวยนั่งนิ่งหน้าโต๊ะทำงานอยู่นานก็อดสงสัย
ไม่ได้ จึงกล่าวถาม “พวกที่มาปล้นคุกเพิ่งจะจาก
ไปและทิ้งสัญลักษณ์ไว้ที่ประตูเมือง ดูท่าคงมุ่ง
หน้าไปยังหมู่บ้านเยี่ยน ส่วนทางด้านเจ้านิกายก็
ออกคำสั่งด้วยตนเอง ให้คนอีกกลุ่มหนึ่งไปรับตัว
พวกเขาตรงจุดพักชั่วคราว ทว่าใครจะไปนั้นยัง
ไม่ทราบ ข้าน้อยเกรงจะแหวกหญ้าให้งูตื่นจึงยัง
ไม่ได้ถามไถ่อะไรมากนัก ให้ไปถามหรือไม่ขอรับ”
เซี่ยเวยกลับไม่สนใจเสียอย่างนั้น พลันถามว่า
“ไม่มีเรื่องอื่นแล้วหรือ”
เจี้ยนซูนิ่งอึ้ง
เซี่ยเวยไออีกสองครา แสงตะเกียงส่อง
กระทบใบหน้าขาวซีด บริเวณดวงตาเผยให้เห็น
อาการปั่วยเรื้อรังอยู่หลายส่วน เขาไม่คิดจะ
สะสางงานใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงผลักเอกสารทางการ
ตรงหน้าออกห่าง ก่อนจะลุกไปยังห้องทำพิณทิศ
ตรงข้ามแทน เดินไปพลางก็พูดไปพลาง
“เทศกาลฉลองวันตรุษอยู่เดือนหนึ่งซึ่งก็อีกไม่กี่
วันแล้ว เจ้าสั่งให้คนไปสืบดูหน่อยว่าช่วงนี้เด็ก
สาวในเมืองหลวงชมชอบสิ่งใด จากนั้นจงเขียน
รายชื่อของขวัญวันเกิดส่งมาให้ข้า ข้าจะลอง
พิจารณาดู”
เด็กสาวชมชอบ?
ของขวัญวันเกิด?
มีผู้ใดจะฉลองวันเกิดในเดือนหนึ่งอย่างนั้น
หรือ?
เจี้ยนซูค้นหาในสมองคำรบหนึ่ง จำไม่ได้เลย
ว่าผู้ใดจะฉลองวันเกิดในเดือนหนึ่ง แต่เมื่อนึกถึง
คำว่า ‘เด็กสาว’ ที่เซี่ยเวยใช้ในประโยคก็พลัน
กระจ่างแจ้ง อึ้งจนพูดไม่ออก
เขาไม่เหมือนหลี่ว์เสี่ยนที่กล้าโหวกเหวก
โวยวายต่อหน้าเซี่ยเวยเสมอ ๆ จึงเพียงทำอยู่ใน
ใจโดยไม่ออกอาการ กล่าวเสียงจริงจังประหนึ่ง
กำลังรับหน้าที่สำคัญว่า “ขอรับ”
ห้องทำพิณยังคงมืดมิด
เซี่ยเวยเดินเข้าไปจุดตะเกียง
แผ่นไม้จวี่บนแท่นทำพิณริมหน้าต่างเป็น
รูปทรงตัวพิณเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่ยังไม่ได้
นำมาต่อและลงน้ำยาเคลือบเงา เขาวางตะเกียง
บนขอบหน้าต่าง ม้วนแขนเสื้อและหยิบมีด
แกะสลัก ทว่าขณะกำลังจะแกะสลักจุดที่มี
รายละเอียด นิ้วมือกลับชะงัก
เรื่องที่จู่ ๆ นึกขึ้นมาได้คือ…
แม้พิณของเด็กสาวผู้นั้นจะเป็นพิณโบราณ
แต่ถึงอย่างไรพิณเก่าก็มีเสียงคร่ำคร่า ต่อให้ดูแล
รักษาดีเพียงใดก็คงไม่ได้ดั่งใจมากนัก คำกล่าวว่า
‘ของใหม่ไม่อาจสู้ของเก่า’ อันมีมาแต่โบราณก็
แค่วาจาเหลวไหล ทำพิณใหม่ให้นางเป็น
ของขวัญวันเกิดเสียเลยถือว่าไม่เลว เสียดายช่วง
นี้เขางานยุ่งเหลือเกิน อีกทั้งการทำพิณต้องใช้
เวลานาน ยังทำไม่ทันเสร็จมีหวังพ้นวันเกิดไป
เสียก่อน
ทว่าความคิดนี้ปรากฏในสมองเพียงแวบเดียว
หลังจากเซี่ยเวยชะงักมือก็ก้มหน้าก้มตาทำ
พิณต่อไป
เจี้ยนซูเห็นแล้วรู้สึกว่าเขามีความในใจ แต่มี
ยามใดบ้างที่เซียนเซิงปราศจากเรื่องในใจ เรื่อง
ของจวนหย่งอี้โหวดูน่ากลัวก็จริง แต่ไร้ซึ่ง
ภยันตรายใด ๆ กระทั่งว่ายังเป็นการเดินหมาก
อันล้ำเลิศตาหนึ่ง เหลือเพียงรอให้ถึงวันที่ต้องใช้
งานหมากตานี้ในภายภาคหน้า ถึงอย่างไรสุดท้าย
ก็ต้องไปจากจวนหลังนั้นและไปจากเมืองหลวง
แห่งนี้อยู่ดี แม้เปลือกนอกเซียนเซิงจะไม่ได้ปริ
ปากอันใด แต่คงลอบสั่งสมความเจ็บปวดเอาไว้
มากมายเหลือเกิน
เจี้ยนซูไม่กล้าถามว่าเซียนเซิงจะจัดการงานที่
กองบนโต๊ะเช่นไร
เขาจึงได้แต่เฝั้าอยู่ตรงประตู ไม่กล้าเข้าไป
รบกวน
เช้ามืดเช่นนี้คนส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นนอนเลย
ด้วยซ้ำ
รอบด้านเงียบสงัด
เมื่อเกิดเสียงฝีเท้าจึงดังถนัดชัดเจนเป็นพิเศษ
เจี้ยนซูเพิ่งออกมายืนไม่นานก็ได้ยินเสียง
ฝีเท้าดังมาจากเรือนส่วนหน้า
เป็นบ่าวผู้หนึ่ง
ครั้นมาถึงหน้าห้องทำพิณก็กระซิบ “มีคนมา
ขอเข้าพบอยู่นอกประตู แจ้งว่ามีเรื่องจะรายงาน
ขอเซียนเซิงโปรดเจียดเวลาสักครู่ อีกฝั่ายบอกว่า
ตนชื่อโจวอิ๋นจือ เป็นผู้คุมกองพันแห่งองครักษ์
เสื้อแพรขอรับ”
โจวอิ๋นจือ?
เจี้ยนซูเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้ เพียงแต่ไม่ได้มี
ความทรงจำดี ๆ อะไรมากนัก
ครั้นได้ยินจึงย่นหัวคิ้ว “ได้แจ้งหรือเปล่าว่ามี
เรื่องอะไร”
บ่าวรับใช้ตอบ “เปล่าขอรับ”
เจี้ยนซูเดาว่าเซี่ยเวยคงไม่ต้องการพบ แต่
เนื่องด้วยพวกเขาไม่เคยติดต่อคนผู้นี้มาก่อน ทำ
ให้ไม่กล้าตอบปฏิเสธโดยตรงเช่นที่เคยปฏิเสธ
ผู้อื่น จึงกลับเข้าไปถามเซี่ยเวย
เซี่ยเวยตอบอย่างที่เจี้ยนซูคิด “ไม่พบ”
เหตุผลที่ขุนนางราชสำนักมาขอพบเขามีเพียง
ไม่กี่อย่าง นานวันเข้าก็ชวนเหนื่อยหน่าย หาก
ไม่ใช่มีงานต้องร่วมวางแผน เขาก็ชอบทำอะไร
ตามลำพังเสมอมา ไม่ชอบยุ่งวุ่นวายเรื่องของใคร
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเป็นวันนี้
เจี้ยนซูได้ฟังก็จะออกไปแจ้งให้โจวอิ๋นจือผู้นั้น
จากไป
เพียงแต่เท้าเพิ่งก้าวถึงประตู มีดแกะสลักใน
มือเซี่ยเวยก็ชะงัก
พลันเอ่ยวาจาว่า “ไปบอกให้เข้ามา”
เจี้ยนซูไม่เข้าใจว่าเขาเปลี่ยนใจเพราะสาเหตุ
ใด นิ่งอึ้งครู่หนึ่งถึงรู้สึกตัว น้อมรับคำสั่งและพา
ตัวโจวอิ๋นจือมาข้างใน
ผ่านมาค่อนคืนโจวอิ๋นจือก็ยังคงสวมชุดตัว
เดิม มุมปกเสื้อของชุดเฟยอวี๋เปือนไอเหงื่อและไอ
หมอก
ร่างนั้นเพิ่งจะเดินเข้ามา เซี่ยเวยก็ดูออกแล้ว
ว่าเมื่อคืนอีกฝั่ายคงไม่ได้นอน
มิเช่นนั้นผู้คุมกองพันแห่งองครักษ์เสื้อแพรที่
ไม่ต้องเข้าร่วมฟังราชกิจก็ไม่จำเป็นต้องแต่งกาย
แบบนี้ตั้งแต่เช้ามืด
เขาถามเพียง “คนแซ่เซี่ยไม่ได้คบค้าสมาคม
กับองครักษ์เสื้อแพรมากเท่าไหร่ ผู้คุมกองพันโจ
วมาหาตั้งแต่ฟั้ายังไม่สาง ไม่ทราบว่ามีธุระสำคัญ
อันใด”
โจวอิ๋นจือเองก็เพิ่งเคยมาเยือนจวนเซี่ยเป็น
ครั้งแรก
ทว่าเรื่องเมื่อคืนอยู่เหนือความสามารถใน
ปัจจุบันของเขายิ่งนัก ครั้นเห็นว่าฟั้าใกล้สางแล้ว
ทว่ายังไม่ทราบเบาะแสแน่ชัดของเจียงเสวี่ยหนิง
เขา ก็รู้ว่าตนต้องแจ้งข่าวให้ผู้อื่นทราบ แต่ให้เขา
แจ้งเจียงปั๋อโหยวก่อนน่ะหรือ โจวอิ๋นจือไม่กล้า
จริง ๆ หากเรื่องถูกเปิดโปงเขาจะต้องเผชิญ
ปัญหาสองประการ ประการแรก เขาลอบใช้เส้น
สายปล่อยคนเข้าไปเยี่ยมคนของจวนหย่งอี้โหว
ภายในคุกหลวง ประการที่สอง บุตรีขุนนางหาย
สาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ไม่ว่ากระทงใดก็ไม่อาจ
พ้นความรับผิดชอบ มิหนำซ้ำอาจแก้ปัญหาไม่ได้
ด้วย
หลังจากนั่งในห้องขังอยู่ครึ่งชั่วยาม เขาก็หัก
ใจมาเยือนจวนตระกูลเซี่ยทันที
ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากขอลองเดิมพันดูสักตั้ง!
เซี่ยเวยเป็นอาจารย์ที่ตำหนักเฟิงเฉินของ
เจียงเสวี่ยหนิง สตรีในหอห้องผู้อ่อนวัยกลับรู้
เรื่องราวในราชสำนักมากมาย ถึงเขาไม่เข้าใจว่า
เรื่องไถ่จดหมายจากมือนิกายสวรรค์คราวก่อน
เจียงเสวี่ยหนิงมีวัตถุประสงค์ใดกันแน่ แต่ก็พอ
จับเค้าลางได้บ้างว่านางกับเซี่ยเวยผู้เป็นรอง
ราชครูขององค์รัชทายาทมีความสัมพันธ์ไม่
ธรรมดา
จะดีจะชั่วอย่างไรก็เป็นถึงหนึ่งใน ‘ซานกู[1]’
หากเซี่ยเวยยอมออกโรง ไม่ว่าอย่างไรก็
ปลอดภัยกว่าเขาคิดหาวิธีการด้วยตนเอง
ดวงตาดุจแกะสลักด้วยมีดของโจวอิ๋นจือ
เปียมความหนักอึ้ง ถึงขั้นฉายความหวาดกลัว
ออกมาหลายส่วน เขาหลับตาลงค้อมกายคารวะ
เซี่ยเวย “กลุ่มกบฏนิกายสวรรค์ปล้นคุก ยามนั้น
คุณหนูรองเจียงกำลังอยู่ในคุกหลวง บัดนี้ไม่
ทราบร่องรอยที่แน่ชัดขอรับ”
ครืด!
เกิดเสียงแผ่วเบาเสียดแก้วหูภายในห้องทำ
พิณ มีดแกะสลักในมือเซี่ยเวยกรีดเป็นรอยหยาบ
ๆ จมลึกในแผ่นไม้ที่ใช้สร้างตัวพิณ นิ้วมือขวา
เสียดสีจนถลอกเลือดไหลซึม
พิณคันนี้ไม่อาจทำให้สำเร็จได้แล้ว
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นภายในใจเซี่ยเวย
สายตาเขารั้งอยู่บนรอยร่องลึกเนิ่นนาน ก่อนจะ
เคลื่อนกลับมาอย่างแช่มช้าแล้วจับจ้องโจวอิ๋นจือ
เอ่ยถามเสียงเบาราวกับได้ยินไม่ชัดว่า “เมื่อครู่
เจ้าพูดว่าใครนะ”
——————–
1. ซานกู ประกอบด้วยตำแหน่งรองราชครู
รองอำมาตย์ และรองมหาองครักษ์
บทที่ 117 รู้ข่าว (3)
รุ่งอรุณเดียวกัน
ผู้ที่พักผ่อนในศาลเจ้าร้างต่างทยอยตื่นกัน
แล้ว
เปลวเพลิงมอดดับ คงเหลือเพียงเถ้าถ่าน
เปล่งแสงแดงวาบเล็กน้อย
ไอหมอกขาวกลืนกินขุนเขาโดยรอบจนหมด
สิ้น ทัศนียภาพทั้งใกล้และไกลกลายเป็นสี
ขมุกขมัว แต่ถึงกระนั้นกลับมีเสียงฝีเท้าม้า
จำนวนมากดังท่ามกลางไอหมอกหนาทึบ
ผู้สังเกตการณ์นอกศาลเจ้ารอคอยมาตลอด
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าจึงร้องตะโกน “มากัน
แล้ว!”
พอทุกคนได้ยินก็คึกคักทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหลับสนิทมาทั้งคืนและเพิ่งตื่น
ไม่นาน ครั้นลืมตาลุกมานั่งก็รู้สึกว่ามีเสื้อคลุมตัว
หนึ่งเลื่อนหล่นจากบนกาย นางจึงเพิ่งสังเกตเห็น
ว่าจางเจอไม่ได้อยู่ในห้องตั้งนานแล้ว ส่วนบนร่าง
นางเป็นเสื้อคลุมที่เขาสวมเมื่อวานชัด ๆ
บนเสื้อคลุมยังคงกอปรไอเย็นเล็กน้อย
นางงุนงงครู่หนึ่ง ใช้มือลูบไล้ผ่านฝีเข็ม
ละเอียดบนปกเสื้อเบา ๆ ใจเต้นรัวตึกตัก ทั้งรวด
ร้าวและขมขื่น ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งและได้
เห็นเขาอยู่ดีมีสุขก็นับว่าน่ายินดีมากแล้วแท้ ๆ
แต่สวรรค์ออกจะดีต่อนางเหลือเกิน ถึงกับให้
โอกาสนางได้ร่วมตกระกำลำบากกับเขา…
เจียงเสวี่ยหนิงพลันยิ้มออก ถึงจะนอนจนร้าว
ระบมไปทั้งร่างแต่ก็ยังลงจากเตียงด้วยความ
แคล่วคล่องว่องไว นางพับเสื้อตัวนั้นสองทบ เดิน
ออกมาจากห้อง
แต่ขณะนี้ทุกคนไปยืนนอกศาลเจ้าร้างกัน
หมดแล้ว
นางกวาดสายตา จางเจอยังยืนอยู่ตรงธรณี
ประตู เพียงมองออกไปด้านนอกเท่านั้น เมิ่งหยา
งซึ่งเหมือนจะสร้างความตื่นตระหนกเมื่อวาน
ยังคงนั่งตรงหัวมุม แม้แต่ท่าทางก็แทบไม่
แตกต่างจากเดิม ไม่รู้ว่าไม่ได้ขยับเขยื้อนมาทั้งคืน
หรือว่าขยับตัวแล้วกลับไปท่าเดิมใหม่
อย่างไรเสียเจียงเสวี่ยหนิงก็ไม่แยแส
นางเดินผ่านคนผู้นี้ตรงไปถึงข้างกายจางเจอ
“ใต้เท้าจาง ชุดเจ้าค่ะ”
ดูท่าคนจากทางนิกายสวรรค์จะมารับแล้ว
จางเจอกำลังตรึกตรองอยู่ว่าผู้ที่มาคือใคร
ครั้นได้ยินเสียงก็หันหน้ากลับไป พบว่าสาวน้อยที่
เพิ่งจะตื่นครู่ก่อนมายืนข้างตนแล้ว คงเพราะ
เตียงเมื่อคืนไม่ค่อยสบายจนนางต้องนอนด้วย
ท่าทางที่ไม่ค่อยสะดวก ทำให้แก้มซ้ายมีรอยสี
แดงระเรื่อหลงเหลือ คล้ายเป็นรอยแดงที่เกิดจาก
หมอนหรือไม่ก็ปกเสื้อของเขา
เขาตะลึงงัน แล้วจึงรับชุดตัวนั้นไป
เพียงแต่ชุดเปียมด้วยกลิ่นหอมจากกายของ
หญิงสาว เขาได้แต่ถือไว้โดยไม่ได้นำมาห่มคลุม
ในที่สุดร่างของผู้มาเยือนก็ปรากฏกลางไอ
หมอกนอกศาลเจ้าร้าง
ถึงกับเป็นขบวนผู้ขี่ม้าที่ดูช่ำชอง
ขบวนของผู้ขี่ม้ามากันราวยี่สิบคน มีสองคนขี่
นำมาหยุดตรงหน้าศาลเจ้าอย่างรวดเร็ว
หวงเฉียนออกไปต้อนรับทันที “นายท่านอัคร
มหาเสนาบดีซ้าย คุณชายติ้งเฟย พวกท่านมาถึง
เสียทีนะขอรับ”
ผู้ที่ขี่ม้านำหน้ามาก่อนทั้งสองประกอบด้วย
ชายชราและชายหนุ่ม
ชายชราเรือนผมสีขาวผิวกายยับย่นแต่งกาย
เป็นหมอยาพเนจรมีนามว่าเฝิงหมิงอวี่ เป็นผู้ที่
สาขาใหญ่แห่งจินหลิงส่งมากำกับดูแลสาขาทง
โจว โดยทั่วไปคนภายในนิกายจะเรียกเขาว่า
‘นายท่านอัครมหาเสนาบดีซ้าย’ คำว่า ‘อัครมหา
เสนาบดีซ้าย’ หมายถึงอัครมหาเสนาบดีซ้ายใน
ราชสำนัก ส่วน ‘นายท่าน’ คือคำเรียกขานทั่วไป
ในยุทธภพ เท่านี้ก็เพียงพอจะบ่งบอกความสูงส่ง
ของคนผู้นี้ได้แล้ว
ส่วนชายหนุ่มนั้นใบหน้าหล่อเหลาหมดจด
องคาพยพโดดเด่น สวมชุดผ้าแพรลายปักสะพาย
กระบี่ข้างเอว มีบุคลิกท่าทางอย่างจอมยุทธ์
พเนจรเจ้าสำราญ ดวงตาดอกท้อเปียมเสน่ห์
กระชากวิญญาณ แค่ประกายวาววับบริเวณหาง
ตาก็ทำให้บรรดาหญิงสาวที่มองเห็นล้วนหน้าแดง
ใจสั่น
เมื่อผู้อื่นเห็นเขาก็ลอบพูดกันว่า “ช่างเป็นผู้ที่
โดดเด่นและสง่างามเสียจริง” อย่างอดไม่ได้
ทว่าครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วสีหน้า
แปรเปลี่ยนในบัดดล ความเย็นยะเยือกสายหนึ่ง
พุ่งปราดขึ้นมาจากปลายเท้าถึงท้ายทอย มุมปาก
นางกระตุกเล็กน้อย แย่แล้ว ทำไมถึงเป็นเขาได้
ล่ะ!
ชายหนุ่มผู้นี้หาใช่ใครอื่นไม่ เขาคือเซียวติ้ง
เฟยที่นางรู้จักในชาติก่อนนั่นเอง!
เฝิงหมิงอวี่ตำแหน่งสูงกว่าเล็กน้อย ร่างกาย
ชราแล้วไหนเลยจะทนการสั่นสะเทือนรุนแรง
จากการขี่ม้าได้ ขณะถูกผู้อื่นประคองมือเพื่อลง
จากม้าสีหน้าจึงไม่สู้ดีนัก พูดพลางหอบหายใจ
“หากมิใช่ท่านเจ้านิกายมีบัญชา จะมีตาแก่คน
ไหนยอมมาสถานที่อันตรายเช่นนี้อีก ว่าอย่างไร
กงอี๋เซียนเซิงเล่า”
ยามนี้เขาถึงมีเวลากวาดตามอง
แต่เมื่อมองแล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
นอกจากคนของนิกายสวรรค์ที่มีอยู่แต่เดิม ยังมี
คนจำนวนมากสวมชุดนักโทษสกปรกมอมแมม
ด้วย
หวงเฉียนรู้ว่าสถานการณ์ตึงมือ เขาจึงรีบเข้า
ไปประชิดและกระซิบเล่าสถานการณ์เมื่อคืนต่อ
เฝิงหมิงอวี่
เซียวติ้งเฟยลงจากม้าแล้วมายืนฟังอยู่
ด้านข้างด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเคียงจางเจอ มองเห็น
ชัดเจนว่ายามหวงเฉียนเอ่ยวาจา ดวงตาก็เคลื่อน
มองจางเจอทางนี้อยู่หลายครา ทำเอานางใจเต้น
รัวทันที เนื่องด้วยชาติก่อนนางรู้ว่าเซียวติ้งเฟยมี
ความสัมพันธ์ลึกลับซับซ้อนกับนิกายสวรรค์ คิด
ไม่ถึงว่าในชาตินี้นางกลับได้เห็นด้วยตาตนเอง
มิหนำซ้ำภายภาคหน้าคนผู้นี้ก็จะ ‘กลับ’ ไป
ตระกูลเซียวอีกด้วย ในเมื่อเขามีสถานะสำคัญ
ขนาดนี้ เขาจะรู้หรือเปล่านะว่า ‘ตู้จวินซานเห
ริน’ ตัวจริงคือใคร!
เฝิงหมิงอวี่ฟังจบคิ้วสีดอกเลาก็ขมวดมุ่น มอง
จางเจอซึ่งอยู่ทางด้านหลังกลุ่มทันควัน
เซียวติ้งเฟยเองก็ได้ยินอย่างชัดเจน
เพียงแต่…
ตู้จวินซานเหริน?
คิ้วคมที่พาดเฉียงของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย กด
กระบี่ยาวตรงบั้นเอวด้วยท่าทางตามสบาย ก่อน
จะเดินมาสองก้าวถึงตรงหน้าศาลเจ้าร้างและมอง
สำรวจจางเจอตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า ริมฝีปาก
ประดับรอยยิ้มขี้เล่นไม่ยี่หระต่อสิ่งใด “เจ้าคือ ‘ตู้
จวินซานเหริน’ เทพมังกรที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง
ของนิกายเราผู้นั้นน่ะหรือ”
เพียงจางเจอได้ยินหวงเฉียนเรียก ‘คุณชาย
ติ้งเฟย’ ก็ย่นหัวคิ้ว จากความทรงจำของเขา เงา
ร่างซึ่งเดินออกมาจากไอหมอกหนาทึบล้วนมี
วาจาท่าทางตรงกับติ้งเฟยซื่อจื่อผู้กลับมายัง
ตระกูลเซียวในภายหลังทั้งนั้นเลยไม่ใช่หรือ ด้วย
เหตุนี้หนังตาจึงกระตุกเบา ๆ
เหตุใดคนผู้นี้ถึงไปปรากฏตัวที่นิกายสวรรค์ได้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดจะกล่าวอะไร
บางอย่าง ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ข้างกาย
กลับดึงแขนเสื้อเขาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
คำพูดที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยจึงกลืนกลับทันใด
การกระทำนี้ไม่นับว่าโจ่งแจ้งนัก แต่ยามที่
โดยรอบอยู่ในภาวะตึงเครียดก็ถือว่าไม่เล็กน้อย
เลย
เซียวติ้งเฟยยืนอยู่ใกล้จึงสังเกตเห็นอย่าง
ง่ายดาย
เขาอดมองไปด้านข้างไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าตอน
ยังไม่เห็นน่ะยังไม่รู้ แต่พอได้เห็นแล้วจึงพบว่า
‘เด็กหนุ่ม’ ที่ยืนอยู่ด้านข้างผู้นี้แม้จะมีใบหน้า
สกปรกมอมแมม แต่เครื่องหน้ากลับชวนมองยิ่ง
นัก ปลายนิ้วที่โผล่ออกมาเล็กน้อยขาวผุดผ่อง
เล็บมือเป็นสีชมพูแวววาว ผิวพรรณใต้ปกเสื้อที่
ไม่ได้ทับจนเรียบสนิทนวลเนียนละเอียดลออ เมื่อ
พิศดูถ้วนถี่ก็ถึงกับทำให้จินตนาการถึงรสชาติอัน
ยวนเย้ากวักวิญญาณได้หน่อย ๆ
สตรี?
เซียวติ้งเฟยไม่ใช่คนจริงจังอันใด หากเห็นว่า
มิใช่เรื่องสำคัญก็จะโยนทิ้งจนหมดสิ้น ดวงตา
ดอกท้องดงามเผยความสนใจเล็กน้อย แววตา
ตรึงอยู่บนร่างเจียงเสวี่ยหนิงไม่เคลื่อนไปไหนอีก
“คิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ยัง
จะพาสตรีมาด้วย ไม่ทราบว่าแม่นางมีนามว่า
อะไรหรือ”
เมื่อวานมีผู้สังเกตเห็นความผิดปกติของคน
ข้างกายจางเจอแล้ว หากไม่ใช่สตรีก็ต้องเป็น
หนุ่มน้อยหน้ามน
แต่ทุกคนต่างคร่ำหวอดในยุทธภพ จึงไม่มีใคร
เปิดโปง
ไหนเลยจะคาดคิดว่าวันนี้ ‘คุณชายติ้งเฟย’ ผู้
ไม่รู้ที่มาที่ไปจากนิกายสวรรค์กลับพูดทะลุกลาง
ปล้องโดยตรง ถึงกับตัดสินเลยว่าเป็นสตรี ทั้งยัง
ถามชื่อเสียงเรียงนามทันทีอีก?!
ทันใดนั้นเจียงเสวี่ยหนิงก็มีความคิดหนึ่งผุด
ขึ้นมา ควรส่งเจ้าสารเลวนี่กลับตระกูลเซียวด่วน
เลย เอาให้ครอบครัวนั้นรู้เสียบ้างว่าอะไรคือ
‘กรรมตามสนอง’ !