คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 119 บุปผาพระราชทาน (1)
ด้วยเหตุนี้กลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจของนิกาย
สวรรค์จึงเชิญตัวจางเจอไปยังบริเวณที่ไม่ค่อยมี
คนทางด้านนอกเพื่อพูดคุย ท่าทางเหมือน
ต้องการหารืออะไรบางอย่าง
จางเจอย่อมไม่เกรงกลัว
เขาแอบพกหลักฐานแสดงตนและสารลับของ
นิกายสวรรค์ซึ่งค้นมาได้จากตัวกงอี๋เฉิงจำนวน
หนึ่งไว้อยู่ก่อนแล้ว ย่อมฉวยโอกาสสร้างความ
ไว้วางใจต่อคนเหล่านี้ได้พอดี เขาจึงหันไปบอก
กล่าวเจียงเสวี่ยหนิงประโยคหนึ่ง “อย่าเดินเถล
ไถลไปไหน รอข้ากลับมา”
เมื่อเห็นเจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะตกลงถึง
ค่อยตามกลุ่มคนออกไป
เจียงเสวี่ยหนิงเชื่อฟัง ไม่เถลไถลไปไหนเลย
เพียงแต่ขณะนี้สถานการณ์ไม่ได้เป็นเช่นเมื่อ
คืนซึ่งสับสนวุ่นวายจนไม่มีผู้ใดใส่ใจนาง ทว่าเป็น
ตอนกลางวันแสงแดดสว่างไสว ต่อให้ทาเขม่าดำ
บนใบหน้าก็มองออกอยู่ดีว่าองคาพยพงดงามยิ่ง
นัก ถือเป็นโฉมสะคราญโดยกำเนิด มิหนำซ้ำ
เซียวติ้งเฟยถึงขั้นเอ่ยเปิดโปงสถานะสตรีของนาง
แล้วด้วย ดังนั้นเมื่อจางเจอเดินจากไป สายตา
ของทุกคนจึงจับจ้องใบหน้านาง
เสียวเปั่าผู้มีผมเปียชี้ฟั้ามองจากตรงมุมอยู่
นาน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าเขาไปหาอ่างน้ำมาจาก
ไหน ถึงกับตักน้ำมาจากลำธาร ยิ้มระรื่นกล่าวกับ
นางว่า “ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของใต้เท้าจางนี่เอง
เมื่อคืนดูแลขาดตกบกพร่องเสียแล้ว พี่สาวจะ
ล้างหน้าหรือไม่ขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงอดนิ่งงันไม่ได้
นางมองนิ้วมือเสียวเปั่าโดยสัญชาตญาณ คง
เพราะผ่านการล้างหน้าบ้วนปากตั้งแต่เช้าตรู่ ทำ
ให้คราบน้ำหมึกที่เปือนมือเมื่อวานหายไปสิ้น
สายตาที่อีกฝั่ายมองมาเปล่งประกาย
ระยิบระยับ
แต่นางกลับใจหายวาบเล็กน้อย
จางเจอมอบสถานะให้นางโดยบอกว่าเป็น
น้องสาวของเขาไปแล้ว ส่วนเสียวเปั่าผู้ยังไม่รู้ตื้น
ลึกหนาบางทว่าเปลือกนอกเป็นสาวกนิกาย
สวรรค์ก็ยกน้ำมาให้ด้วยตนเองอีกครา จึงอดคาด
เดาเจตนาไม่ได้จริง ๆ
ครั้นเบนสายตามอง คนอื่นกำลังล้างหน้า
บ้วนปากริมลำธารเช่นกัน
ต่อจากนี้ยังต้องเดินทางอีกสักระยะ หากมีน้ำ
ยกมาถึงตรงหน้าแต่ไม่ยอมล้างและปล่อยให้
หน้าตาเปือนเขม่าดำต่อไป เกรงจะกลายเป็นว่า
นางมีความละอายใจกลัวคนรับรู้ ทำตัวคล้าย
สำนวน ‘ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง[2]’ อยู่
บ้าง อีกทั้งอาจทำให้ผู้อื่นนึกสงสัยจางเจอก็
เป็นได้ เมื่อนำข้อเสียทั้งสองประการมา
เปรียบเทียบก็จำต้องเลือกข้อที่เสียเปรียบน้อย
กว่า เจียงเสวี่ยหนิงขบคิดพักหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้ม
เรียบ ๆ กล่าวขอบใจเขาด้วยความอ่อนโยนเป็น
มิตร โน้มกายล้างใบหน้า
เสียวเปั่าไม่ยอมผละจาก มองนางด้วยความ
สงสัยใคร่รู้ประหนึ่งเด็กน้อยได้พบหญิงงามกลาง
ถนน
น้ำในลำธารอันเย็นเฉียบยามรุ่งอรุณชำระ
ล้างคราบสกปรกออกจนเกลี้ยงเกลา
ดวงหน้าขาวผุดผาดของสาวน้อยปรากฏให้
เห็น แม้ไม่ได้ผัดแปั้งเติมชาด แต่เมื่ออยู่ท่ามกลาง
ปั่าเขาลำเนาไพรอันรกร้างแห่งนี้ก็ยังน่าดูชม
เกินไปอยู่บ้าง
สาวกนิกายสวรรค์คนอื่น ๆ กับนักโทษแหก
คุกส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ ยามปกติเกรงว่าผู้
สะสวยมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาอาจเป็นแค่หญิง
สาวข้างบ้านหรือไม่ก็นางคณิกาแต่งเครื่อง
ประทินโฉมในหอนางโลม ไหนเลยจะเคยมี
วาสนาได้พบสตรีงามเพริศพรายเช่นนี้
แค่มองก็มีคนตาค้างจำนวนไม่น้อย
เมื่อเสียวเปั่าเห็นดวงหน้านี้กลับลอบขมวดคิ้ว
โดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จากนั้นก็ปรบมือโห่ร้อง
ด้วยความดีใจ “พี่สาวช่างงามจริง ๆ !”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากถือโอกาสสนทนากับเด็ก
น้อยสักหลายประโยคเพื่อค้นหาความจริง
คิดไม่ถึงว่านางยังไม่ทันเอ่ยปาก เสียวเปั่าก็
ตบศีรษะตนเองและพูดว่า “แย่ละสิ ลืมธุระไป
เลย” กล่าวจบก็วิ่งหายไป
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจ คิดเพียงว่าเด็กน้อยลืมธุระ
จึงรีบร้อนลนลานไปจัดการ
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกผิดปกติอย่างบอกไม่
ถูก นางไม่ได้เข้าไปร่วมวงกับผู้อื่นทางด้านนั้น
เพียงเดินออกมาและมองกลุ่มคนซึ่งกำลังหารือ
กันในปั่าทึบไกลลิบ ๆ
นางล้างใบหน้าจนสะอาดหมดจด ขนตา
ประดับหยาดน้ำระยิบระยับวับวาว ยังคงสวม
เสื้อตัวนอกของบุรุษซึ่งขนาดใหญ่โคร่งและออก
จะเรียบง่ายเกินไปตัวนั้น ทว่ากลับสอดรับกันดั่ง
สัตตบรรณโผล่พ้นวารี ยามชม้ายชายตาเปล่ง
ประกายงามหยาดเยิ้ม
ฉะนั้นเมื่อจางเจอหารือกับทุกคนเสร็จและ
เดินออกมาจากปั่าทึบก็พบว่าสถานการณ์แปลก
ไปเล็กน้อย
ผู้ที่เขาพบตลอดทางมีรอยยิ้มประดับเต็ม
ใบหน้า ถึงขั้นแสดงความเอาใจใส่หน่อย ๆ
ขุนโจรผู้หนึ่งซึ่งผลัดผ้าถอดชุดนักโทษไปแล้ว
เป็นฝั่ายส่งชุยปิงให้ขณะที่เขาเดินผ่านพร้อมยิ้ม
กล่าว “ตอนเช้าใต้เท้าจางคงยังไม่ได้กินสิท่า กิน
รองท้องก่อนหรือไม่”
จางเจอเหลือบตามองเขา “ขอบคุณ แต่ข้าไม่
หิว”
ชายฉกรรจ์มีรอยดาบบากบนใบหน้าเดินเข้า
มาด้วยท่าทางเปิดเผยและห้าวหาญ “จางเซียน
เซิงช่างมีความสามารถน่าอัศจรรย์เสียจริง ข้า
เหลาจิ่วไม่ได้พบผู้ที่ร้ายกาจเช่นนี้มานานมาก
แล้ว เมื่อคืนพวกข้าเข้าใจผิดไป คิดไม่ถึงว่าที่แท้
แม่นางน้อยงามล้ำผู้นั้นจะเป็นน้องสาวของท่าน
ท่านวางใจได้ ตลอดเส้นทางนี้มีพวกข้าอยู่ ไม่มี
ทางปล่อยให้ผู้ใดมาทำร้ายนางแม้แต่ปลายก้อย”
จางเจอ “…”
เขายังไม่ทันได้ตอบอะไร สาวกนิกายสวรรค์
ซึ่งกำลังจัดอานม้าอยู่ด้านข้างก็แค่นเสียงดูแคลน
สอดคำขึ้นมาว่า “แม่นางมีสถานะเช่นไร แล้ว
เจ้าน่ะมีสถานะเช่นไร ใจร้อนอยากกินเนื้อหงส์
ฟั้าถึงเพียงนี้ไม่กลัวลวกปากเอาหรือ”
ชายหน้าบากสีหน้าแปรเปลี่ยนในบัดดล
ขณะที่จางเจอกำลังเดินกลับมาและเงยศีรษะ
ก็เห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่หน้ากำแพง ดรุณีน้อย
ยังคงสวมเสื้อคลุมของเขา ดวงหน้าขนาดเท่าฝั่า
มือเผยความจิ้มลิ้มขาวนวลเนียนชัดแจ้ง นาง
กำลังมองภาพวาดฝาผนังซึ่งสึกกร่อนจากพายุลม
ฝนไปพอสมควร แสงตะวันทอลอดผ่านไอหมอก
ตกกระทบพลิ้วไหวบนคิ้วและหางตา ทำให้ผู้พิศ
มองไม่อาจละสายตาจาก ในที่สุดเขาจึงพอเข้าใจ
แล้วว่าคนพวกนั้นกำลังเล่นงิ้วบทใดกันอยู่
นอกจากนี้ข้างกายนางยังมีเงาร่างขัดหูขัดตา
เพิ่มมาอีกหนึ่ง
นั่นคือคุณชายติ้งเฟยแห่งนิกายสวรรค์ผู้ทำ
หน้าเบื่อหน่ายและหาข้ออ้างเดินหลบออกมา
ตอนทุกคนหารือกัน
เซียวติ้งเฟยไม่สนใจพวกเรื่องบ้าบอในนิกาย
สวรรค์แม้แต่น้อย เมื่อเห็นจางเจอหยิบสิ่งของ
แสดงตนออกมา เขาก็มั่นใจอย่างยิ่งยวดว่าตา
เฒ่ากงอี๋เฉิงม้วยมรณาไปแล้ว ไตร่ตรองครู่หนึ่งจึง
คิดว่าตนควรหนีออกจากวงสนทนานั่นเสียดีกว่า
เพราะถึงอย่างไรเขาก็จำได้ว่าข้างนอกยังมี
หญิงงาม
ยามเดินกลับมาก็มองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงยืน
อยู่ตรงกำแพงศาลเจ้าที่ใกล้ถล่ม เขาก็ตกใน
ภวังค์ครู่หนึ่ง คิดว่านั่นมันเทพธิดาแห่งเขาอู[3]ใน
ภาพวาดชัด ๆ จึงเข้าไปใกล้อย่างอดใจไม่ไหว
ภาพวาดนอกศาลเจ้าไม่มีอะไรมากไปกว่า
ภาพเหมือนขององค์พระศาสดา ยิ่งกว่านั้นส่วนที่
ล้มก็ล้ม ส่วนที่พังก็พัง สีพร่าเลือนจนเป็นด่างดวง
มาตั้งแต่แรก มองอะไรไม่ค่อยออก
มีอะไรน่าดูกัน?
เซียวติ้งเฟยไร้ความรู้ความสามารถ ใจ
อยากจะแสร้งทำทีพูดเสริมสักหลายประโยค แต่
ค้นจนทั่วสมองแล้วก็ยังนึกคำดี ๆ ไม่ออก จึง
พลันเข้าไปสนทนาด้วยความเปิดเผย
ตรงไปตรงมาอย่างผิดวิสัย “แม่นางชอบศึกษา
พระธรรมหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงแค่กำลังรอจางเจอ ทั้งยัง
หวาดระแวงพวกคนของนิกายสวรรค์และนักโทษ
แหกคุก ไม่สะดวกใจจะเข้าไปใกล้ชิดมากนัก นาง
จึงยืนมองกำแพงไปอย่างนั้นเอง
อีกอย่างนางใช่คนใฝั่ศึกษาหาความรู้ที่ไหน
กันเล่า
ชาติก่อนนางกับเซียวติ้งเฟยเหมือนกันมาก
ในด้าน ‘ไร้ความรู้ความสามารถ’ ด้วยซ้ำ
หางตานางเหลือบเห็นเซียวติ้งเฟยเดินมาใกล้
ตั้งแต่แรก เมื่อได้ยินเขาเอ่ยวาจาจึงไม่ได้
ประหลาดใจ เจียงเสวี่ยหนิงนึกหัวเราะเย้ยหยัน
แสร้งทำท่าทีไม่อยากจะแยแสนัก “ไม่ได้ชอบ”
ไม่กี่คำก็ตัดโอกาสต่อบทสนทนาได้แล้วจริงๆ
หากคนอื่นได้ฟังเช่นนี้คงกระอักตายไปตั้งแต่
แรก ทว่าชั่วดีอย่างไรเซียวติ้งเฟยก็มิใช่คนอื่น
สีหน้าเขาไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย กลับ
ปรบมือหัวเราะเสียอีก “เช่นนั้นก็ดี ข้าเองก็ดู
ภาพไม่ออกเลยสักนิด พอเห็นของน่ารำคาญพวก
นี้ก็รู้สึกรังเกียจ คิดไม่ถึงว่าแม่นางจะไม่ชอบ
เหมือนกัน นับว่าความชอบเราสอดคล้องกันโดย
แท้”
——————–
1. บุปผาพระราชทาน หมายถึงบุปผาที่ฮ่องเต้
พระราชทานให้เหล่าบัณฑิตที่สอบเคอจวี่
ผ่านในงานเลี้ยง
2. ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสามร้อยตำลึง หมายถึงการ
พยายามปกปิดเรื่องที่ตนทำแต่กลายเป็นยิ่ง
เปิดเผย มาจากเรื่องเล่าโบราณว่า ชายคน
หนึ่งชื่อจางซานกลัวถูกขโมยเงินซึ่งตนเก็บ
หอมรอมริบ จึงนำไปใส่กล่องฝังไว้หลังบ้าน
และแปะกระดาษว่า ‘ที่ตรงนี้ไม่มีเงินสาม
ร้อยตำลึง’ ไว้บริเวณที่ฝัง คนชื่อหวังเอ้อร์
เห็นเข้าจึงมาขโมยเงินตอนกลางคืน ทั้งยัง
แปะกระดาษว่า ‘หวังเอ้อร์ข้างบ้านไม่ได้
ขโมย’ ไว้ข้างข้อความของจางซาน
3. เทพธิดาแห่งเขาอู เป็นเทพธิดาในตำนาน
จีนโบราณ คอยช่วยเหลือผู้คนขจัดภัยพาล
มารร้าย นำความผาสุกและอุดมสมบูรณ์มา
ให้
บทที่ 119 บุปผาพระราชทาน (2)
ไม่ได้พบกันชาติหนึ่ง ยังคงหนังหนาหน้าด้าน
เหมือนเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงขยับไปด้านข้างหนึ่งก้าว ไม่
เปล่งวาจา
เซียวติ้งเฟยตามมาอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก
“แม่นางอาศัยอยู่เมืองหลวงใช่หรือไม่ ข้าเองก็
เคยอยู่เมืองหลวงมาช่วงหนึ่ง แต่ไม่เคยได้ยินนาม
อันไพเราะของแม่นางมาก่อนเลย ช่างเสีย
มารยาทแล้วจริง ๆ ข้าชื่อติ้งเฟย แม่นางเรียกชื่อ
ข้าโดยตรงเลยก็ได้ ไม่ทราบแม่นางมีนามว่าอัน
ใด”
เจียงเสวี่ยหนิงช้อนตา มองเห็นจางเจอกำลัง
เดินมาด้านหลังเซียวติ้งเฟย ไม่รู้เพราะเหตุใด
พลันนึกถึงคำว่า ‘น้องสาวของข้า’ ที่คนผู้นี้บอก
คนอื่นเมื่อสักครู่ นางจึงส่งยิ้มให้เซียวติ้งเฟยแล้ว
เอ่ยว่า “ใต้เท้าจางแซ่จาง ส่วนข้าเป็นน้องสาว
ของเขา คุณชายติ้งเฟยคิดว่าควรเรียกข้าเช่นไร
เล่าเจ้าคะ”
เซียวติ้งเฟย “…”
คำถามเมื่อครู่ถามไปเพราะเขาไม่เชื่อคำพูด
เพ้อเจ้อของจางเจอแท้ ๆ ! ผลกลับกลายเป็นถูก
เจียงเสวี่ยหนิงใช้เหตุผลนี้มายอกย้อนเสียได้ น่า
หงุดหงิดนัก!
เขายกนิ้วแหวกเส้นผมที่ปรกข้างหน้าผาก
ตนเองเบา ๆ ด้วยกิริยาสง่างาม ปรับสีหน้าอย่าง
รวดเร็วพร้อมกล่าวด้วยความตรงไปตรงมายิ่ง
“เช่นนั้นไม่ทราบว่าแม่นางอายุเท่าใด มีคู่หมั้น
แล้วหรือไม่ ที่บ้านมีกันกี่คน”
สายตาของเจียงเสวี่ยหนิงมองไปด้านหลังเขา
ไม่เอ่ยคำ
จางเจอเพิ่งมาหยุดยืนใกล้ ๆ และได้ยินคำพูด
ของเซียวติ้งเฟยเข้าพอดี ใบหน้าซึ่งเดิมทีก็ไร้
อารมณ์อยู่แล้วทวีความเฉยชาอย่างเห็นได้ชัด
กล่าวเสียงเย็นเยียบ “คุณชายติ้งเฟยออกจะถาม
มากเกินไปแล้ว”
เซียวติ้งเฟยถึงรู้สึกตัวว่ามีคนอยู่ข้างหลัง
มีคนได้ยินคำพูดของเขาแล้ว แต่คิดไปคิดมา
ก็ไม่กลัวอีกฝั่ายแม้แต่น้อย
ใครใช้ให้อีกฝั่ายพูดเองว่านางคือน้องสาวเล่า
เซียวติ้งเฟยหัวเราะขณะหันหน้ากลับไป
ใบหน้าเปียมความจริงใจ ไม่ได้ขุ่นข้องเพราะ
คำพูดเฉยเมยของจางเจอ แสดงให้เห็นว่าได้รับ
การอบรมเลี้ยงดูมาดียิ่ง “ไม่มาก ไม่มาก ไม่มาก
เลยสักนิด ที่จริงแล้วข้าน้อยอายุยังไม่เยอะจึงไม่
เคยพูดคุยตกลงเรื่องมงคลมาก่อน เพียงแต่ชาติ
ตระกูลข้าไม่สู้ดี อีกทั้งที่บ้านยังไร้บุพการี ดังนั้น
เรื่องส่วนใหญ่จึงตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อครู่พอ
ได้พบน้องสาวของท่านก็รู้สึกถูกชะตามาก ใต้เท้า
จางมาได้จังหวะเลย ท่านคงมีเวลาตกฟากของ
น้องสาวท่านกระมัง”
การสู่ขอต้องใช้เวลาตกฟาก…
คนผู้นี้ดีดลูกคิดรางแก้วเสียงดังเสียจริง!
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงได้ยิน มุมปากก็อดกระตุก
เล็กน้อยไม่ได้
ความประทับใจต่อคนผู้นี้ของจางเจอเลวร้าย
ถึงขีดสุดในชั่วพริบตา ดวงตาเย็นยะเยือก พลัน
กล่าวด้วยความเย็นชาผิดปกติ “ไม่ทราบ”
เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่าคำตอบของเขาช่างไม่
สมเหตุสมผล “นางเป็นน้องสาวท่านนะ แล้ว
ท่านจะไม่ทราบได้อย่างไร”
สีหน้าของจางเจอย่ำแย่กว่าเดิม
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วแอบขำ
จางเจอไม่มองเซียวติ้งเฟยอีก เขาหลุบตาหัน
มาพูดกับนางว่า “ไปกันเถอะ”
เจียงเสวี่ยหนิงดีใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ
กล่าวว่า “ไปกันเถอะ” ตอบเช่นกันพลางยิ้มตา
หยีให้เซียวติ้งเฟย จากนั้นเดินผ่านคนผู้นี้ไปเพื่อ
ไล่ตามฝีเท้าของจางเจอ
ฝั่ายนิกายสวรรค์เองก็หารือกันเรียบร้อย
พวกเขาคิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อย่างการปล้นคุก
หลวงเช่นนี้ ทางราชสำนักย่อมส่งคนออกค้นหา
ทั่วทุกสารทิศ แม้ที่ซ่อนตัวของพวกเขาจะอยู่
ห่างไกล แต่ก็ทิ้งร่องรอยมาตลอดทางอย่างมิอาจ
หลีกเลี่ยง ควรรีบรุดไปให้ถึงทงโจวจึงจะ
ปลอดภัยที่สุด
ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางทันที
เพียงแต่ผู้ที่หารือเส้นทางการเดินทางครั้งนี้มี
แต่คนของนิกายสวรรค์ ส่วนบรรดาผู้หลบหนี
จากคุกหลวงไม่ได้มีส่วนร่วมเลย ฉะนั้นเมื่อนิกาย
สวรรค์แจ้งแผนการโดยไม่ถามไถ่ความเห็นพวก
เขาสักคำจึงทำให้บางคนที่ความคิดอ่อนไหวลอบ
ย่นหัวคิ้ว
บางคนแอบมองเมิ่งหยางอย่างอดไม่ได้
คิดไม่ถึงว่าเมิ่งหยางจะลุกจากมุมนั้นโดยไม่
แยแส เดินทางมุ่งหน้าไปพร้อมคนของนิกาย
สวรรค์ราวกับไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่เกี่ยง ปราศจาก
ความเห็นโต้แย้ง
ม้ามีจำกัด แต่เพราะฝั่ายนิกายสวรรค์เชื่อใจ
จางเจอแล้ว อีกทั้งคิดว่าเขาทำงานให้ตู้จวินซาน
เหรินจึงไม่กล้าละเลย แบ่งม้าให้เขาตัวหนึ่ง
จางเจอกำลังจัดอานม้า
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านหลัง
เขาอย่างว่าง่าย นางมองสำรวจสีหน้ากล่าวพลาง
กลั้นหัวเราะ “เป็นพี่ชายแต่กลับไม่รู้เวลาตกฟาก
ของข้า คงไม่ดีกระมังเจ้าคะ”
คำว่า ‘พี่ชาย’ สองคำนี้ของนางฟังแล้วไร้ซึ่ง
ความผิดปกติใด ๆ แต่แท้จริงแฝงความประชด
ประชันอยู่หลายส่วน
หากจางเจอไม่รู้ว่านางย้อนเวลากลับมาเกิด
ใหม่เหมือนกัน เกรงว่าคงยังฟังตื้นลึกหนาบางไม่
ออก ชาติก่อนเขานับว่ารู้จักนิสัยใจคอของนาง
อยู่บ้าง จึงทราบว่านางไม่ค่อยสบอารมณ์
ทว่าเขาได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้
มือที่ดึงบังเหียนหยุดชะงัก กล่าวด้วยท่าที
สงบนิ่ง “นั่นเป็นเพียงแผนรับมือชั่วคราว ขอ
คุณหนูรองเจียงโปรดให้อภัยด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิง “แต่ใต้เท้าจางพูดไปแล้วว่าข้า
คือน้องสาวท่าน หากไม่รู้วันเกิดของข้า ต่อไป
หากมีคนถามขึ้นมาจะไม่เกิดพิรุธหรือเจ้าคะ”
จางเจอไม่ปริปาก
เจียงเสวี่ยหนิง “ใต้เท้าจางจะไม่ถามวันเกิด
ของข้าหน่อยหรือ”
จางเจอยังคงไม่พูดอยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงอึดอัดคับข้อง ทว่าก็ไม่กล้าใช้
นิสัยเอาแต่ใจแบบชาติที่แล้วกับเขา นางจึงกล่าว
ด้วยความน้อยใจ “วันเกิดข้าคือวันที่สิบหกเดือน
หนึ่ง อีกแค่ไม่กี่วันเอง”
จางเจอย่อมรู้วันเกิดของนางดี
เพราะนางคือฮองเฮานี่นา
วันที่สิบหกเดือนหนึ่งของทุกปี แม้เซียวซูจะ
เข้าวังมาแล้ว แต่เสิ่นเจี้ยก็ยังจัดงานเลี้ยงภายใน
วังหลวงให้นางเสมอ เขาจะเชิญคณะงิ้วเข้ามา
แสดง ประดับประดาโคมไฟทั่ววังหลวง ทั้งยังให้
เหล่าขุนนางฮั่นหลินซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเมื่อปี
ที่แล้วของสภาฮั่นหลินแต่งโคลงกลอนให้นางด้วย
เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ชั้นผู้ใหญ่ต่างถวายของล้ำค่า
สารพัดอย่างเพื่อสนองพระราชประสงค์ของ
ฮ่องเต้เช่นกัน
เมื่อนางเห็นของล้ำค่าก็ยินดีปรีดา ทว่าพอถึง
เวลาฟังโคลงกลอนกลับเบื่อหน่าย
เขาเป็นขุนนางมือสะอาด ปราศจากของจะ
นำมาถวาย
ค่ำคืนนั้นอุทยานหลวงประดับประดางดงาม
งานเลี้ยงยิ่งใหญ่อึกทึกคึกคัก กอปรด้วยผู้มี
ความรู้ความสามารถ บุคคลสูงส่งรวมตัวกันคับ
คั่ง ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความดีความชอบ
ยามนั้นฮ่องเต้มีรับสั่งให้คนนำบุปผา
พระราชทานมาให้
จางเจอเข้ากับผู้อื่นไม่ได้และมักไปไหนมา
ไหนลำพัง ผู้อื่นก็น่าจะไม่ชอบเขาจึงกระเซ้าว่า
ขุนนางทั่วทั้งราชสำนักส่วนใหญ่เป็นผู้สอบเคอจวี่
และล้วนเคยประดับบุปผานี้ในงานเลี้ยงฉยงหลิน
[2]มาก่อน มีเพียงจางเจอซึ่งมาจากการสอบ
เจ้าหน้าที่ทางการที่ขาดสิ่งมงคลนี้ไป
เสิ่นเจี้ยกลับหัวเราะและสั่งให้คนนำดอกไม้
มาให้เขาดอกหนึ่ง คงเป็นเพราะฤทธิ์สุราที่ดื่มไป
ไม่น้อย
ปัญญาชนยุคราชวงศ์ต้าเฉียนเป็นผู้มี
สุนทรียภาพ ทั้งยังรักสวยรักงามจึงมักเสียบบุป
ผาประดับศีรษะ
ทว่าจางเจอมิใช่คนประเภทนั้น
เขารับบุปผาพระราชทานแล้วกล่าวขอบ
พระทัย จากนั้นก็ถือไว้ ไม่ได้นำไปประดับ
เมื่อสิ้นสุดงานเลี้ยงผู้คนก็ทยอยออกจากงาน
เขามีธุระบางประการทำให้ต้องรั้งอยู่ครู่หนึ่ง จึง
ออกมาสายเล็กน้อย
กลายเป็นว่าระหว่างอยู่บนระเบียงทางเดิน
กลับบังเอิญพบเจียงเสวี่ยหนิง
ขณะนั้นพวงแก้มทั้งสองข้างของนางแดงซ่าน
เพราะฤทธิ์สุรา ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ใดกันแน่ ข้าง
กายไร้นางกำนัลและขันทีติดตาม ภายในดวงตา
อันสุกใสฉายแววหนักอึ้งคล้ายไม่ได้มีความสุขสัก
เท่าใด ทว่าพอเห็นเขาก็เก็บงำความอ่อนแอที่
หลุดเผยเล็กน้อยกลับเข้าไปในเปลือกหุ้มหนาทึบ
กล่าวประชดประชันว่า “จะดีจะชั่วอย่างไรใต้เท้า
คนอื่นก็เข้าวังมาถวายของขวัญวันเกิด ใต้เท้าจาง
กลับดีนัก ส่งเทียบอวยพรมาฉบับหนึ่งก็จบเรื่องนี้
อย่างขอไปทีเสียแล้ว เปินกงทำให้เจ้าต้องถอย
หนีให้ไกลห่างถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
จางเจอตอบ “กระหม่อมฐานะยากจน
ปราศจากของมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
เหมือนนางแค่ถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้มี
เจตนาจะถือสาหาความ
อย่างไรก็ตามครั้นเคลื่อนสายตาเห็นบุปผา
พระราชทานในมือเขา สีหน้าก็แปรเปลี่ยน
เล็กน้อย กลับหยักยกมุมปากถามเขาว่า “ยากจน
ก็ส่วนยากจน แต่ก็ยังมีคนชมชอบมิใช่หรือ”
เมื่อสักครู่ขณะฮ่องเต้พระราชทานบุปผา
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้อยู่ด้วย
นางคงเข้าใจผิด
จางเจอใคร่อธิบาย ทว่าเพิ่งจะอ้าปากก็นึกได้
ว่า ไยเขาต้องอธิบายด้วยเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาไม่ปริปากก็ทวีความ
หงุดหงิดอีกหลายส่วน ทว่าไม่ได้แสดงออกทางสี
หน้าแม้แต่น้อย เดินเข้าหาเขาทีละก้าว ริมฝีปาก
ประดับรอยยิ้มบาง ก่อนจะเอื้อมมือมาดึงบุปผา
พระราชทานไปจากมือเขาเบา ๆ
นางมีนิ้วมือเรียวยาว งดงามยิ่งนัก
เจียงเสวี่ยหนิงนำบุปผาดอกนั้นมาประดับ
ศีรษะด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย บุปผาจึงแบ่งบาน
สั่นไหวอยู่ข้างปินปูั้เหยาทองคำ “คิดว่าเจ้าคง
มอบสิ่งของแปลกใหม่ล้ำค่าอะไรให้ไม่ได้แน่นอน
เช่นนั้นเปินกงจะขอรับบุปผานี้ไว้ก็แล้วกัน งาม
หรือไม่”
เขาไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไรดี
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเอ่ยว่า “หากเจ้ากล้าพูดว่า
‘ไม่งาม’ ประเดี๋ยวเปินกงจะขอเข้าเฝั้าฝั่าบาท
และกราบทูลพระองค์ว่า ในวังหลวงนี้มีคนที่รัก
ชอบเจ้าแอบลักลอบผูกสัมพันธ์ชู้สาวกับเจ้าอยู่”
เขาเป็นคนซื่อสัตย์เที่ยงตรง แล้วจะกลัว
คำพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลของนางได้อย่างไร
เพียงแต่ขณะนั้นโคมชาววังสีสันสดใสแขวน
ประดับประดาเรียงรายตามระเบียงทางเดิน เงา
ร่างสวมชุดชาววังหรูหราสง่างามของนางดูบอบ
บางใต้เงามืด บุปผาพระราชทานดอกนั้นทัด
ประดับบนพู่ระย้าของปินปูั้เหยาซึ่งกำลังขยับไหว
น้อย ๆ ทำให้ใบหน้าซีดเซียวทวีความพิลาสเฉิด
ฉันอันน่าตื่นตะลึงกว่าเดิมหลายส่วนจนเสียดแทง
นัยน์ตา
อาจมีภูตผีมาดลจิตใจก็เป็นได้
เขาไม่แก้ตัวอันใดทั้งสิ้น เพียงตอบกลับว่า
“งามพ่ะย่ะค่ะ”
คิดไม่ถึงว่าเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินแล้วสีหน้า
กลับแปรเปลี่ยน นางปลดบุปผาพระราชทาน
อย่างเย็นชา แล้วขว้างไปข้างฝั่าเท้าของเขา ก่อน
จะแค่นหัวเราะเยียบเย็น “ไปเกาะแกะกับเด็ก
สาวในวังคนไหนมาจริง ๆ ด้วย ข้าคิดว่าเจ้าจะ
เป็นวิญูชนผู้เที่ยงตรงอะไรนั่นเสียอีก!”
เอ่ยจบก็หมุนกายจากไป
เหลือเพียงตัวเขายืนอยู่ลำพังบนระเบียง
ทางเดิน ผ่านไปเนิ่นนานถึงค่อยเก็บบุปผา
พระราชทานดอกนั้นขึ้นมาจากพื้น
เดิมทีจางเจอคิดว่าเขาลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว
ทว่ายามนี้เมื่อมันปรากฏในสมองกลับชัดเจนทุก
รายละเอียดปลีกย่อย
เจียงเสวี่ยหนิงยังคงมองเขา ลอบไม่พอใจอยู่
บ้าง “ข้าพูดไปแล้วรอบหนึ่ง ใต้เท้าจางจดจำได้
หรือไม่”
จางเจอคิด มีหรือข้าจะจำวันเกิดของเจ้าไม่ได้
แต่ถึงกระนั้นเขากลับทำเพียงข่มอารมณ์
ความรู้สึกนั้นลงไปเสีย กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “จำ
ได้แล้ว”
——————–
1. บุปผาพระราชทาน หมายถึงบุปผาที่ฮ่องเต้
พระราชทานให้เหล่าบัณฑิตที่สอบเคอจวี่
ผ่านในงานเลี้ยง
2. งานเลี้ยงฉยงหลิน หมายถึงงานเลี้ยงฉลอง
ให้เหล่าบัณฑิตที่สอบผ่านเคอจวี่