คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 120 นางไม่เหมือนผู้อื่น
โจวอิ๋นจือเล่าต้นสายปลายเหตุให้เซี่ยเวยฟัง
ครบถ้วนทุกประการ หัวใจเขาเต้นรัวอย่างหาได้
ยาก ซ้ำยังไม่กล้าเงยศีรษะมองสำรวจสีหน้าของ
อีกฝั่ายด้วย
เซี่ยเวยเองก็ไม่เอ่ยอะไรเลย
นิ้วมืองดงามซึ่งยามปกติใช้บรรเลงพิณจับ
พู่กันบัดนี้มีโลหิตซึม ทว่าใบหน้าของเขาไร้
อารมณ์ความรู้สึก เพียงคลายมือวางมีดแกะสลัก
เปือนโลหิต หยิบผ้าแพรขาวบริสุทธิ์ตรงมุมโต๊ะ
มาผืนหนึ่งเพื่อกดห้ามเลือด บริเวณที่ผิวถลอกจึง
รู้สึกแสบขึ้นมาหลายส่วน
ไม่รุนแรงมากนัก
แม้จะเล็กน้อยเพียงนั้นแต่ความเจ็บปวดกลับ
แผ่ถึงปลายนิ้ว หากไม่กดไว้โลหิตจะไหลริน ทว่า
หากกดจะยิ่งเจ็บแปลบรุนแรงตรงบาดแผล
โจวอิ๋นจือเล่าจบก็พูดว่า “เรื่องราวก็เป็น
เช่นนี้แหละขอรับ”
ทว่าสายตาของเซี่ยเวยกลับอยู่บนคราบโลหิต
หยดเดียวที่เปือนมีดแกะสลัก เขาถามขึ้นมา
“แสดงว่าทางฝังรองเสนาบดีเจียงและจวน
ตระกูลเจียงยังไม่รู้เรื่องนี้หรือ”
โจวอิ๋นจือ “เรื่องนี้ใหญ่หลวง ข้าน้อยมิกล้า
ตัดสินโดยพลการขอรับ”
ท้องฟั้าเบื้องนอกสว่างแล้ว เกรงว่าอีกไม่นาน
จวนตระกูลเจียงต้องพบความผิดปกติแน่
เรื่องราวไม่อาจชักช้า
ชั่วพริบตาเดียวก็มีความคิดวาบผ่านสมอง
ของเซี่ยเวยมากมาย แต่ละอย่างล้วนแจ่มชัดเป็น
ล้นพ้น ทว่าหลังจากผุดขึ้นมาก็สลายวับโดยไม่ทิ้ง
ร่องรอยอะไรไว้เลย
หลงเหลือเพียงบทสนทนาที่คุยกับเจี้ยนซูเมื่อ
คืน
เจี้ยนซู “เหตุการณ์คืบหน้าราบรื่น คนพวก
นั้นบุกทลายคุกหลวงเรียบร้อย ส่วนประตูเมือง
ทางนั้นก็เตรียมการเอาไว้พร้อมสรรพแล้ว เหลือ
เพียงรอให้ใต้เท้าจางพาตัวคนผ่านไป
นอกจากนั้นเสียวเปั่าก็อยู่ในกลุ่มด้วย การ
เดินทางครั้งนี้จึงไม่น่าจะขาดการติดต่อขอรับ
เพียงแต่เจ้าคนที่ชื่อเมิ่งหยางนั่น…”
จากนั้นตัวเขาพูดว่าอะไรนะ
เขาพูดว่า “บุคคลอันตรายย่อมมีโอกาสให้ใช้
งานช่วงอันตราย ก็แค่พวกปลาซิวปลาสร้อย ทำ
เสียการใหญ่ไม่ได้หรอก”
แสงสลัวลอดผ่านกระดาษกรุหน้าต่างสีขาว
โปร่งเข้ามา สีเรื่อเรืองจากเปลวเทียนวูบไหวใน
ห้องทำพิณจึงเลือนไปสิ้น คงไว้เพียงใบหน้าของ
เซี่ยเวยซึ่งเย็นเยียบและซีดขาวเล็กน้อยจาก
อาการปั่วย!
ทว่ากลับมีความโกรธเกรี้ยวอันดำมืดบาง
ประการแผ่ซ่านโดยไม่อาจควบคุม
หน้าอกเขาสะท้อนขึ้นลง
เซี่ยเวยค่อย ๆ ปิดเปลือกตา พยายามฝืน
สะกดกลั้น นิ่งอยู่พักหนึ่งถึงเอ่ยว่า “รบกวนผู้คุม
กองพันแล้วที่มาแจ้งข่าวให้ทราบ ข้ากับใต้เท้า
เจียงเป็นสหายเก่ากัน ส่วนหนิงรองก็เป็นศิษย์
ของข้า ทางจวนตระกูลเจียงข้าจะเป็นผู้จัดการ
เอง เจ้าไม่ต้องสอดมือ”
เขาพูดไม่เร็วมากนัก
คล้ายกำลังสะสางความคิดบางอย่าง
ทุกถ้อยคำผ่อนช้าชัดเจน ฟังแล้วทั้งเป็นปกติ
และสงบเยือกเย็น แต่ยิ่งเขามีท่าทีปกติและสงบ
เยือกเย็นเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้โจวอิ๋นจือรู้สึกไม่ปกติ
และไม่สงบเยือกเย็นกว่าเก่า
มองจากมุมของโจวอิ๋นจือจะเห็นเพียงเงา
ด้านข้างอาบไล้แสงตะวันของเซี่ยเวยผู้กำลังใช้ผ้า
แพรกดแผลที่ฝั่ามือ รวมถึงมีดแกะสลักเปือน
โลหิตข้างแผ่นไม้สำหรับใช้สร้างพิณด้านหน้า…
โจวอิ๋นจือหนังตากระตุก ใจหายวาบ
เขาไม่กล้าพูดจริง ๆ ว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทำได้เพียงก้มศีรษะบอก “ข้าน้อยมิกล้ากระทำ
การผลีผลาม แต่เรื่องนี้ข้าน้อยไม่อาจปัดความ
รับผิดชอบ ข้าน้อยอำนาจบารมีต่ำต้อยมิบังอาจ
เทียบเทียมท่านรองราชครู จึงทำได้เพียงใคร่ขอ
ใต้เท้าว่าหากมีสิ่งใดพอจะเป็นประโยชน์ ท่านสั่ง
การมาได้เต็มที่เลยขอรับ”
เมื่อเอ่ยจบถึงกล่าวอำลา
เจี้ยนซูแม้จะอยู่นอกห้องแต่ก็คอยเงี่ยหูฟัง
รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นด้านในอย่างชัดเจนจึงลอบตื่น
ตระหนก ครั้นโจวอิ๋นจือจากไปแล้วตนก็เข้าไปดู
ภายในห้อง พอเห็นว่ามือเซี่ยเวยได้รับบาดเจ็บก็
ตกใจกว่าเดิม
เขาปริปาก “ท่าน…”
เซี่ยเวยตัดบทเรียบ ๆ “ไปเรียกหลี่ว์เสี่ย
นมา”
มียาทาอยู่ในห้องทำพิณ เขาจึงไม่จำเป็นต้อง
กังวลกับบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ
เจี้ยนซูลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง
รีบขี่ม้าไปร้านโยวหวงเพื่อเชิญตัวหลี่ว์เสี่ยนทันที
มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าในสภาพอากาศหนาว
เหน็บเช่นนี้หลี่ว์เสี่ยนกำลังนอนหลับฝันหวานใต้
ผ้าห่มอุ่น ๆ ในความฝันเง็กเซียนฮ่องเต้บอกว่า
เขามีพรสวรรค์และความรู้ความสามารถสร้าง
คุณูปการต่อบ้านเมือง ดังนั้นจึงประทาน
ขุมทรัพย์ให้ ขณะเขากำลังจะรับมาก็มีคนเลิกผ้า
ห่มอุ่น ๆ และปลุกเขาตื่น
แก้วแหวนเงินทองกลายเป็นเพียงภาพมายา
ในบัดดล
เขาหน้าคล้ำเขียว เมื่อถามต้นสายปลายเหตุ
ระหว่างเดินทางดวงตาก็ฉายแววขุ่นข้องและ
หงุดหงิดรำคาญอีกหลายส่วน แทบจะต้องฝืน
ระงับเพลิงโทสะตอนมาถึงจวนตระกูลเซี่ย
เซี่ยเวยนั่งลงไปใหม่
เจี้ยนซูมองเห็นชัดเจนว่าเขายังไม่ได้เอายาทา
แผล แต่บัดนี้ไม่กล้าพูดจาอะไรมากความ
เหมือนกัน
มีเพียงหลี่ว์เสี่ยนซึ่งเข้ามาข้างในแล้วก็สลัด
เสื้อคลุมขนสัตว์ที่ห่อหุ้มร่างทิ้ง กล่าวด้วยน้ำเสียง
ไม่เป็นมิตรโดยไม่นั่งด้วยซ้ำ “เรื่องเล็กน้อยพรรค์
นี้ยังจะเรียกหาข้าอีก หมายความว่าอย่างไรเซี่ยจ
วีอัน”
คุณหนูรองเจียงหายตัวไปแล้ว?
หายก็หายสิ หายไปซะก็ดี!
หากให้สะสางเรื่องนี้ตามนิสัยใจคอของหลี่ว์
เสี่ยน ไม่ว่าคนหายตัวไปเช่นไรก็จะกลบเกลื่อน
ให้เหมือนถูกลักพาตัวระหว่างทางกลับจวนยาม
ราตรี แล้วฉวยโอกาสนี้คาดโทษหนักให้นิกาย
สวรรค์อีกกระทงเสียเลย อีกทั้งเจียงปั๋อโหยวเป็น
บิดาของเจียงเสวี่ยหนิง เซี่ยเวยที่มีสัมพันธ์อันดี
กับเจียงปั๋อโหยวก็แก้ไขสถานการณ์ไม่คาดฝันอัน
เกิดจากกู้ชุนฟางเสนอให้จางเจอมาเข้าร่วมได้
โดยถือโอกาสนี้ขอเดินทางไป ‘สืบ’ หาเบาะแส
ของคนกลุ่มนั้น แล้วทำให้สถานการณ์ทั้งหมด
กลับมาอยู่ในการควบคุมอีกครั้ง
ช่างเป็นโอกาสอันดีที่สวรรค์ประทานให้โดย
แท้!
“โจวอิ๋นจือที่มาหาเจ้าก็ไม่ใช่คนดิบดีอะไร
เป็นแค่ผู้คุมกองพันองครักษ์เสื้อแพรต่ำต้อย แต่
กลับเจ้าเล่ห์เพทุบายคิดอ่านลึกซึ้ง รีบร้อนเป็น
ฝั่ายมาหาด้วยตนเองแบบนี้ ด้วยความสามารถ
ของเจ้าหากจะรับไว้ใช้สอยก็ไม่มีปัญหา และไม่
ต้องกังวลว่าเขาจะออกไปพูดพล่อย ๆ ด้วย”
หลี่ว์เสี่ยนยิ่งเปิดปากก็ยิ่งโมโหแล้วจริง ๆ “ส่วน
จางเจอผู้นั้นเป็นยอดฝีมือด้านการสืบคดีตั้งแต่ยัง
ไม่เข้ากรมอาญา เชี่ยวชาญการแกะรอยค้นหา
เบาะแสยิ่งนัก การปล่อยให้เขาเข้ามาข้อง
เกี่ยวกับเรื่องนี้จะกลายเป็นต้นเหตุของเภทภัย
เสียเปล่า ๆ ยิ่งกำจัดได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี หากข้าจำ
ไม่ผิดคุณหนูรองตระกูลเจียงก็รู้จักกับเขาเช่นกัน
นางเป็นเพียงเด็กสาว แล้วจะไปอดทนอะไรเรื่อง
เขาได้ ต้องเผยพิรุธไปเสียทุกสิ่งแน่ มิหนำซ้ำการ
ที่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงคุณหนูตระกูลขุนนาง หากคน
ของราชสำนักรู้เข้าจะคิดว่าแผนการที่เจ้าเสนอไม่
เหมาะสม เมื่อเกิดวิพากษ์วิจารณ์โจมตีขึ้นมา
เกรงว่าเจ้าคงควบคุมสถานการณ์ในราชสำนัก
ไม่ได้แน่ ดังนั้นไม่สู้เล่นเล่ห์สักหน่อย จับสองคน
นั้นฝังด้วยกันเสียเลยเพื่อขจัดหายนะที่จะเกิดขึ้น
ในภายหลังยังดีกว่า ไม่มีอะไรจะง่ายดายไปกว่านี้
แล้วจริง ๆ ! ที่แท้สมองเจ้าผิดปกติตรงไหนกันถึง
สั่งคนให้มาตามตัวข้าแต่เช้าตรู่?”
รุ่งสางเช่นนี้หลี่ว์เสี่ยนยังไม่ได้ดื่มน้ำเลยสัก
ถ้วย จึงแสดงสีหน้าหงุดหงิดเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม
ขณะหลุบตาคิดจะรินน้ำชาให้ตนเองก็
มองเห็นผ้าแพรเปือนคราบโลหิตที่กดบน
บาดแผลของเซี่ยเวย ทำให้หยุดชะงักทันที ย่นหัว
คิ้วถาม “มือเจ้าบาดเจ็บหรือ”
เมื่อหลี่ว์เสี่ยนหันศีรษะมองสำรวจภายใน
ห้องอีกครั้งถึงมองเห็นว่ามีไม้และมีดแกะสลักวาง
อยู่
ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงเกิดลางอัปมงคลเสี้ยว
หนึ่งขึ้นภายในใจ
จริงดังคาด เซี่ยเวยปริปากพูดโดยที่เขายังไม่
ทันได้เอื้อนเอ่ย “ข้าจะไปร่วมฟังราชกิจเช้าก่อน
เมื่อเสร็จแล้วจะนำกำลังไปไล่ตามนิกายสวรรค์
เมืองหลวงไม่มีใคร ข้าจะขอฝากให้เจ้าคุมเชิง
ชั่วคราว”
ออกโรงไล่ตามนิกายสวรรค์ด้วยตนเองอย่าง
นั้นหรือ
อันที่จริงคำพูดนี้ก็มิได้มีปัญหาอันใด
แต่ถึงกระนั้นหลี่ว์เสี่ยนก็สังเกตได้อย่างเฉียบ
ไวว่าเซี่ยเวยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องจัดการจางเจอกับ
เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งเป็นผู้ก่อเรื่องเหนือความ
คาดหมายเลย เขาจ้องมองอีกฝั่าย ถามว่า
“เช่นนั้นจางเจอกับเจียงเสวี่ยหนิงเล่า”
เซี่ยเวยลุกขึ้น ดวงตาหลุบต่ำ “เรื่องนี้เจ้าไม่
ต้องกังวล”
หลี่ว์เสี่ยนไพล่นึกถึงเรื่องตั๋วเงินที่ร้านโยวหวง
คืนนั้นอย่างง่ายดาย แล้วจึงนึกได้อีกว่าเจียงเสวี่ย
หนิงเป็นลูกศิษย์ของเซี่ยเวย ส่งผลให้ลางสังหรณ์
อัปมงคลยิ่งแผ่ขยายอย่างเงียบ ๆ
สายตาเขาแทบบีบคั้น “เจ้ากำลังจะไปช่วย
คนหรือ”
เซี่ยเวย “เรื่องยังไม่ได้แย่ถึงขั้นนั้น ต้องดูกัน
ไปก่อน”
หลี่ว์เสี่ยนหน้าบึ้งสนิท ครุ่นคิดถึงคำพูด
ประโยคนี้เป็นเวลานาน เมื่อเห็นเขาจะเดินไปยัง
ห้องทางด้านหลังก็ทราบว่าคงจะไปเปลี่ยนเป็น
ชุดเข้าราชสำนัก จึงเอ่ยว่า “ข้านึกว่าเจ้าผู้สังหาร
ได้กระทั่งกงอี๋เฉิงคงวางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ว่าเส้นทางต่อจากนี้จะเดินไปเช่นไร บัดนี้กลับ
สละความง่ายดายเลือกความซับซ้อน มีวิธีการ
รวบรัดแต่ไม่ใช้ กลับจะหาเรื่องใส่ตัวน่ะหรือ”
เซี่ยเวยไม่ตอบ
หลี่ว์เสี่ยนกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าไม่อยาก
สังหารคุณหนูรองตระกูลเจียงผู้นั้น!”
เซี่ยเวยรั้งฝีเท้า ตอบว่า “ใช่”
หลี่ว์เสี่ยน “ใจอ่อนเยี่ยงสตรี! เจ้ารู้หรือไม่ว่า
สถานการณ์ทั้งในนิกายสวรรค์และเมืองหลวง
ยามนี้เป็นเช่นไร วางหมากผิดตาเดียวพ่ายแพ้ทั้ง
กระดาน ไม่อาจเสี่ยงได้แม้แต่น้อย! ก็แค่ลูกศิษย์
ที่เจ้าสอนไม่กี่วันเท่านั้น มีผู้ประสบความสำเร็จ
คนใดบ้างไม่เคยข้ามผ่านโครงกระดูกนับหมื่น แต่
เจ้ากลับทำใจไม่ได้เนี่ยนะ”
คำพูดนี้แฝงการตั้งคำถามตามหาความจริงที่
ลึกซึ้งไปอีกหลายส่วน
เรื่องนี้ทั้งสองต่างรู้อยู่แก่ใจ
เซี่ยเวยหันหลังให้เขา ผ่านไปครู่หนึ่งก็เพียง
ตอบกลับเนิบช้า “นางไม่เหมือนผู้อื่น”
เรื่องที่หลี่ว์เสี่ยนกังวลมากที่สุดปรากฏจนได้
เจี้ยนซูซึ่งอยู่ตรงประตูใจเต้นกระดอน
สิ่งที่ปรากฏในสมองเซี่ยเวยเป็นภาพบริเวณ
ริมถนนสายยาวนอกหอเฉิงเซียววันนั้น สาวน้อย
รับผ้าแพรจากมือเขาด้วยความระมัดระวัง ก่อน
จะเช็ดคราบเลือดข้างใบหูตนเบา ๆ ขณะนั้นนัก
ฆ่าจากกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องถูกซุ่มสังหารไป
แล้ว ลูกศรเสียบทะลุศีรษะ นอนอยู่บนพื้นสภาพ
ดูไม่ได้ นางมองแวบหนึ่ง ถึงจะแสร้งสงบเยือก
เย็นแต่สีหน้ายังคงขาวซีด ครั้นแล้วก็เบนสายตา
หนีไม่กล้าดูอีกเลย
เขารู้จักคนของนิกายสวรรค์กลุ่มนั้น
ส่วนนักโทษแหกคุกก็ยิ่งดุร้ายปั่าเถื่อน
มิหนำซ้ำยังมีเมิ่งหยางอีกคน หากนางอยู่ในกลุ่ม
คนพวกนั้น…
เขากำหมัดแน่นอีกเล็กน้อย ความเจ็บปวดที่
ได้รับทำให้สติแจ่มชัดขึ้นบ้าง คราบโลหิตแดง
ฉานซึมผ้าแพร อย่างไรเสียเลือดที่เปือนอยู่ก็มิใช่
เลือดของใครอื่น
เซี่ยเวยไตร่ตรอง บางทีสถานการณ์อาจไม่ได้
เลวร้ายเท่าที่หลี่ว์เสี่ยนคิด
นี่จะถือเป็นการตอบแทนบุญคุณของเขา
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขา
แพร่งพรายความลับซึ่งฝังลึกภายในจิตใจให้ผู้อื่น
ฟัง เซี่ยเวยพูดเน้นทีละคำว่า “หลี่ว์จ้าวอิ่น นาง
ไม่เหมือนผู้อื่น นางเคยช่วยข้า ข้าติดหนี้ชีวิตนาง
ครั้งหนึ่ง”