คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 13 ชี้แนะ (1)
เมื่อหญิงรับใช้สองคนนั้นเห็นว่าโหยวฟางอิ๋น
คืนสติแล้วก็อดโล่งใจไม่ได้ คราวนี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่า
กำลังหลั่งเหงื่อท่วมศีรษะในวันอากาศเย็นสดชื่น
พวกนางยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหน้าผากอย่างอด
ไม่อยู่
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าดวงตาของโหยวฟางอิ๋
นซึ่งเพิ่งจะได้สติกลับสาดประกายโหดเหี้ยม
นางพยายามดิ้นให้หลุดออกจากคนทั้งสอง
ก่อนจะแหกปากตะโกนลั่นว่า “ช่วยด้วย ช่วย
ด้วย…”
เหล่าหญิงรับใช้ตกใจจนสะดุ้งเฮือก รีบเอื้อม
มือไปอุดปากนาง “เจ้าตะโกนเพ้อเจ้อ
อะไรน่ะ?!”
ทว่าสายเกินไปแล้ว
แม้ยามนี้โหยวฟางอิ๋นจะอ่อนระโหยโรยแรง
แต่การร้องตะโกนสองครั้งกลับเหมือนใช้
เรี่ยวแรงทั่วทั้งสรรพางค์กาย เสียงจึงดังก้องไป
ทั่วสถานที่อันเวิ้งว้างว่างเปล่าและสงบเงียบแห่ง
นี้
แม้โดยรอบจะเงียบสงัด แต่ก็ยังมีสาวใช้เดิน
ลัดเลาะผ่านมา
ครั้นเข้ามาดูเพราะเสียงดังกล่าวก็เห็นโหยว
ฟางอิ๋นนอนพังพาบกับพื้นด้วยร่างอันเปียกโชก
จึงเข้าใจผิดไปชั่วขณะ ไม่ทันรอให้หญิงรับใช้
เหล่านั้นห้ามปรามก็ร้องเสียงดังด้วยความตกใจ
“แย่แล้ว แย่แล้ว มีคนตกน้ำ!”
หญิงรับใช้เหล่านั้นโมโหจนใบหน้าเกือบคล้ำ
เขียว
ขณะนี้ภายในสวนเบื้องนอกเริ่มงานชมดอก
เบญจมาศกันแล้ว อีกทั้งยังอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกล
นัก ไม่นานก็มีคนกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามา มีทั้งสาว
ใช้ภายในจวนและทั้งแขกเหรื่อที่มาร่วมงานเลี้ยง
ในวันนี้
เดิมทีเยี่ยนหลินกำลังสนทนากับเสิ่นเจี้ย
ตอนได้ยินว่ามีคนตกน้ำก็ยังไม่ใส่ใจนัก
แต่พอลองไต่ถามก็ได้รับคำตอบจากการบอก
เล่ากันว่ามีแม่นางคนหนึ่งตกลงไปในสระบัว ครั้น
เขาหวนนึกถึงทิศทางที่เจียงเสวี่ยหนิงอยู่อีกหนก็
ตกใจ รีบรุดมาดูด้วยความหวาดหวั่นพร้อมฝูงชน
โดยยังไม่ทันได้ซักถามให้ชัดเจน
โชคยังดีขณะที่เขามาทางสระบัวพร้อมฝูงชน
แม้จะเห็นเจียงเสวี่ยหนิง กำลังยืนอยู่ริมสระ แต่ก็
ยืนด้วยท่าทางสุขสบายดี คราวนี้เขาจึงโล่งใจได้
เสียที
เมื่อหวนคิดอีกคราก็รู้สึกว่าตนห่วงใยจนเกิน
เหตุนัก
ทว่าต่อจากนั้นก็เริ่มนึกสงสัยถึงเหตุการณ์
ความเป็นไป
เสียงตะโกนก่อนหน้านี้คล้ายจะใช้เรี่ยวแรง
ทั้งหมดของโหยวฟางอิ๋นไปแล้ว นางพุ่งปราดไป
ข้างหน้าได้ไม่ถึงสองก้าวก็ถลาล้ม และเนื่องจาก
ก่อนหน้านี้ตกน้ำ ชุดกระโปรงเปียกชุ่มโชกจึง
แนบลำตัวสนิท
ผู้คนจำนวนไม่น้อยภายในศาลาพักฝังตรง
ข้ามต่างมองมา ชี้มือชี้ไม้กระซิบกระซาบกัน
เจียงเสวี่ยหนิงสติหลุดลอยไปครู่หนึ่ง ครั้นได้
สติกลับคืนมาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดโหยวฟางอิ๋
นถึงกระทำเช่นนี้…เพราะหากไม่สร้างเรื่องให้
ใหญ่โตก็ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะต้องเผชิญกับอะไรอีก
บ้าง
ต่อไปหากมีคนมาลอบทำร้ายถึงชีวิตก็อาจไม่
รู้ตัวด้วยซ้ำ
เจียงเสวี่ยหนิงยามนี้ได้ช่วยชีวิตคนไว้แล้ว
ต่อให้เสียใจอีกสักเพียงใดก็สายเกินไป
ชุดกระโปรงสีขาวพิสุทธิ์ที่นางสวมวันนี้ยังมี
เสื้อคลุมปักดิ้นทองทั้งตัวคลุมทับอีกชั้น นางถอด
ออกมาวางทาบร่างโหยวฟางอิ๋นเบา ๆ ก่อนจะ
กล่าวกับฝูงชนซึ่งกำลังมุงดูและส่งเสียงเซ็งแซ่
ตรงข้ามสระบัวด้วยใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก
“จะมามัวมุงอยู่ทำไม ไม่เคยเห็นหญิงรับใช้
ลงโทษคุณหนู บ่าวรังแกเจ้านายอย่างนั้นหรือ?”
ฮือฮา
เมื่อพูดคำกล่าวนี้ออกไปก็ทำให้ทุกคนตก
ตะลึง
ส่วนหญิงรับใช้สามคนซึ่งกำลังยืนอยู่ด้านข้าง
ยิ่งเบิกตาโพลง มองเจียงเสวี่ยหนิงราวกับเห็นผีก็
ไม่ปาน
แม้แต่โหยวฟางอิ๋นเองยังนิ่งงัน
เสื้อตัวนอกที่ยังหลงเหลือความอบอุ่นประทับ
บนร่างนาง ส่วนหญิงสาวเยาว์วัยเบื้องหน้า
หลังจากถอดเสื้อคลุมแขนกุดหลวมกว้างตัวนี้
ออกก็เหลือเพียงชุดกระโปรงยาวสีขาวพิสุทธิ์
เข้ารูป หยัดกายยืนตรง ความเย็นชาอาบไล้บาง
เบาในดวงตา
เฉิดฉันดั่งดอกเหมยกลางหิมะ เย็นชาดั่ง
จันทราในวารี
ต่อให้เป็นถ้อยคำพรรณนาหญิงงามอัน
ไพเราะที่สุดเท่าที่เคยได้ยินจากบทละครก็ยังไม่
อาจพรรณนาได้ถึงหนึ่งในหมื่นของสตรีผู้นี้
ทันใดนั้นเอง นางก็รู้สึกร้าวระบมตรงปลาย
จมูก น้ำตาเม็ดโตไหลพรั่งพรูจากดวงตาไม่ขาด
สาย แต่ด้วยความเป็นคนไม่รู้จักพูด นางเลยเอ่ย
‘ขอบคุณ’ ไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ ได้แต่มองไม่ละ
สายตาเท่านั้น
เมื่อเยี่ยนหลินซึ่งยืนอยู่ตรงข้ามสระได้ยินเข้า
ก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เขากวาดสายตาผ่านเงา
ร่างระหงแบบบางของเจียงเสวี่ยหนิง จากนั้นจึง
มองเหล่าคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่กำลังยืนข้าง
กายตน รู้สึกว่าคนที่พวกนั้นมองหาใช่แม่นางผู้
‘ตกน้ำ’ ไม่ แต่กำลังมองหนิงหนิงของเขาอยู่ชัดๆ
หัวคิ้วเขาขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว
แม่นางผู้หนึ่งตกน้ำ บุรุษทั้งหลายมามุงดูอยู่
ตรงนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน? รีบไป รีบไปสิ”
ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องภายในเรือนหลัง
ของจวนชิงหย่วนปั๋อ มิหนำซ้ำสถานะของแม่นาง
ที่ตกน้ำก็ยังไม่ชัดเจน ไม่อาจรั้งอยู่นานจริง ๆ
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเยี่ยนหลิน แม้จะ
ไม่พอใจ แต่ท้ายที่สุดก็ทำเพียงบ่นพึมพำและเดิน
จากไปอยู่ดี
มีแค่เยี่ยนหลินที่อยู่รั้งท้ายหลายก้าว
ส่วนเสิ่นเจี้ยคอยมองตามเขาอยู่
เยี่ยนหลินครุ่นคิดครู่หนึ่งก็ถอดเสื้อคลุมตัว
นอกของตนออกทันที ส่งมอบให้ชิงเฟิงซึ่งกำลัง
ติดตามข้างกาย กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิด “เอา
ไปให้นาง อากาศเริ่มหนาวเย็นแล้วแต่กลับทำ
เพื่อเด็กสาวไม่รู้ที่มาที่ไปเสียได้ อย่าให้หนาวจน
ล้มปั่วยเล่า”
ชิงเฟิงคิดในใจว่าที่ท่านมอบชุดตัวนี้ให้คุณหนู
รองเจียง เกรงว่าคนเขาอาจไม่กล้าใช้ก็ได้ แต่
สุดท้ายอีกฝั่ายก็เป็นนายของตน ทั้งยังรู้นิสัยดี
บัดนี้ไม่กล้าพูดให้มากความเลยจริง ๆ ดังนั้นจึง
รับเสื้อคลุมตัวนอกซึ่งปักเย็บอย่างวิจิตรบรรจง
ตัวนี้แล้วมุ่งหน้าไปตรงข้ามสระบัว
ครั้นถึงที่หมายก็มอบเสื้อคลุมตัวนั้นให้
ถังเอ๋อร์เลื่อนสายตามองเจียงเสวี่ยหนิง ไม่รู้
ว่าควรหรือไม่ควรรับดี
ชิงเฟิงนึกทอดถอนใจ พูดเสียงเบาว่า “หาก
คุณหนูรองไม่รับ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะนำกลับไป
แต่เกรงว่าอาจไม่สะดวกจะรายงานขอรับ…”
เจียงเสวี่ยหนิงเบนสายตามองเขา ก่อนจะ
กล่าวกับถังเอ๋อร์ “รับเอาไว้”
ชิงเฟิงโล่งอกทันที “ขอบพระคุณความ
เมตตาของคุณหนูรองขอรับ”
ถังเอ๋อร์พาดเสื้อคลุมตัวนอกสีฟั้าบนแขน ชิง
เฟิงค้อมกายคารวะเจียงเสวี่ยหนิงครั้งหนึ่งแล้ว
ถอยจากไป
บรรดาแขกเหรื่อที่มุงดูแยกย้ายกันไป
หมดแล้ว
แถวนี้จึงเหลือเพียงบ่าวไพร่ของจวนชิงหย่วน
ปั๋อ
เจียงเสวี่ยหนิงมองโหยวฟางอิ๋นที่ตัวเปียก
โชก อีกทั้งข้างนอกก็ลมแรง พอพัดมาอีกฝั่ายจึง
ตัวสั่นเทา ใบหน้าปราศจากสีเลือด นางเลยมอง
หญิงรับใช้สามคนนั้นแล้วพูดว่า “ถึงแม้คนนอก
ไม่สะดวกจะจัดการเรื่องในจวนปั๋อของพวกเจ้า
แต่ลงมือหนักหนาเช่นนี้ หากทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต
ไม่กลัวว่าบุญกุศลที่ทำมาจะหดหายไปหรือไร?”
ก่อนหน้านี้หญิงรับใช้ทั้งสามได้ยินเจียงเสวี่ย
หนิงซึ่งเป็นคนนอกพูดจาเหลวไหลว่า ‘หญิงรับใช้
ลงโทษคุณหนู บ่าวรังแกเจ้านาย’ อะไรนั่นก็โมโห
จนควันแทบจะออกจากทวารทั้งเจ็ด แต่ต่อมา
เมื่อเห็นคนสนิทของท่านโหวน้อยเยี่ยนมามอบ
ชุดให้นาง ก็รู้สึกโชคดีที่พวกตนไม่ได้ตำหนิติ
เตียนเจียงเสวี่ยหนิงด้วยความวู่วามชั่วขณะ มิ
เช่นนั้นหากผิดใจกับผู้ที่ไม่ควรผิดใจด้วย กลับไป
คงต้องน้อมรับผลกรรมที่ตัวเองก่อเสียแล้ว
ยามนี้เมื่อได้ยินเจียงเสวี่ยหนิงสั่งสอน แต่ละ
คนจึงก้มหน้าหัวเราะแหะ ๆ ไม่กล้าต่อปากต่อคำ
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากยุ่งเรื่องของจวนชิงหย่
วนปั๋อมากเกินไปเหมือนกัน จึงกล่าวเพียงว่า
“พาคนกลับห้องก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะ เจ้าค่ะ”
เกรงว่าเจ้านายคนอื่นในจวนคงยังไม่รู้เรื่อง
ทางนี้ อีกสักประเดี๋ยวคงต้องแห่มากันแน่ หญิง
รับใช้ทั้งสามคนรู้ดีว่าเจียงเสวี่ยหนิงเห็นการ
กระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้าของพวกตน พวกนางจึง
ทั้งร้อนตัวและหวาดกลัว พอได้ยินก็รีบรับคำเข้า
ไปประคองโหยวฟางอิ๋น มุ่งหน้าไปยังเรือนปีก
ข้างทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เจียงเสวี่ยหนิงลังเลอยู่พักหนึ่ง ตัดสินใจตาม
ไปด้วย
ถังเอ๋อร์ที่อยู่ข้างหลังเห็นแล้วงุนงงสงสัย
เจียงเสวี่ยหนิงกลับยากจะอธิบายว่าตนกำลัง
คิดสิ่งใดอยู่กันแน่ ช่วยคนก็ต้องช่วยจนถึงที่สุด
ทำดีก็ต้องทำดีให้ถึงที่สุดอย่างนั้นหรือ ไม่…นาง
ไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาธรรมพรรค์นั้น หรือนาง
ยังคงเฝั้ารอให้เกิดปาฏิหาริย์อยู่อีกกระนั้นหรือ
ไม่…เพียงปาฏิหาริย์อย่างการกลับมาเกิดใหม่ของ
นางก็มากพออยู่แล้ว สวรรค์ไม่มีทางดีกับนาง
ขนาดนั้นอีกหรอก
บทที่ 13 ชี้แนะ (2)
บางทีอาจแค่อยากไปดูอีกสักครั้งกระมัง
ดูว่าสถานที่ที่โหยวฟางอิ๋นเคยพำนักในกาล
ก่อนมีสภาพเป็นเช่นไร
โดยทั่วไปแล้ว เรือนปีกข้างเป็นสถานที่
สำหรับอนุและบุตรีของอนุที่ไร้อำนาจและไม่ได้
รับความโปรดปราน เรือนปีกข้างของจวนชิงหย่
วนปั๋อสภาพไม่ค่อยดีนัก สุดแสนจะธรรมดา ที่
พักอาศัยของบ่าวไพร่ซึ่งพอจะมีหน้ามีตาของ
จวนตระกูลเจียงยังดีกว่าด้วยซ้ำ
พอเข้าประตูมา ทุกสิ่งที่ประดับประดา
ภายในล้วนเรียบง่าย
มีเตียงไม้ ฉากบังลมไม้ โต๊ะ และเก้าอี้ บน
โต๊ะเตี้ยมีงานเย็บปักถักร้อยซึ่งยังทำไม่เสร็จวาง
อยู่ในตะกร้าใส่เข็มและด้าย เมื่อกวาดตามอง
สภาพโดยรอบก็พบว่าสะอาดสะอ้าน เป็น
ระเบียบเรียบร้อยและได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็น
อย่างมาก
ภายในห้องมีเด็กสาวตัวน้อยที่เพิ่งเริ่มไว้ผม
ยาวอยู่นางหนึ่ง ไม่รู้ว่าเป็นสาวใช้ของโหยว
ฟางอิ๋นหรือเปล่า ครั้นเห็นว่ามีคนจำนวนมาก
เดินเข้ามาก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
กระทั่งหญิงรับใช้ที่เป็นหัวหน้าส่งเสียงตวาด
ครั้งหนึ่ง นางถึงรู้ว่าต้องไปยกน้ำกับน้ำชาและ
หยิบผ้ามาให้
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางแวบหนึ่ง ไม่ได้เอ่ยอัน
ใด ยังคงอดมองสำรวจห้องนี้ไม่ได้
เพราะอย่างไรเสียนางก็ไม่เคยมาที่นี่
ห้องนี้ปราศจากหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ใช้อ่านฆ่า
เวลา ปราศจากผ้าไหมสูงค่านานาชนิด
ปราศจากของเล่นทันสมัย และปราศจากนาฬิกา
แบบตะวันตก…
ในที่สุดความรู้สึกเหมือนอยู่ในภาพลวงตา
ขณะช่วยชีวิตคนเมื่อสักครู่ก็เริ่มแตกฉานซ่านเซ็น
จากนั้นก็ตกตะกอนก่อร่างกลายเป็นภาพแห่ง
ความเป็นจริง ไม่ปล่อยโอกาสให้นางตั้งความหวัง
และเพ้อฝันอีกต่อไป
นี่เป็นครั้งแรกที่นางใช้สายตามองสำรวจ
โหยวฟางอิ๋นในชาตินี้อย่างจริงจัง
เพราะมีคนนอกอยู่ โหยวฟางอิ๋นจึงไม่สะดวก
จะเปลี่ยนชุด อาจเพราะหวาดกลัวจนลนลาน
กระสับกระส่ายก็เป็นได้ นางเลยทำเพียงถอดเสื้อ
ตัวที่เจียงเสวี่ยหนิงวางทาบลงบนร่างนางเมื่อครู่
ออก ก่อนจะสั่งให้เด็กสาวหอบผ้าปูเตียงบาง ๆ
มาห่อตัว แล้วทอดสายตามองเจียงเสวี่ยหนิงด้วย
ใบหน้าเขียวคล้ำ
อวัยวะบนใบหน้าของโหยวฟางอิ๋นเพียงถือว่า
หมดจด
คิ้วดั่งใบหลิว ดวงตากลม ริมฝีปากสีแดง
สดใส เดิมทีจัดว่าน่าดูชม ทว่ากลางหว่างคิ้วกลับ
ขาดความมีชีวิตชีวา นิ่งงันและแข็งทื่อราวกับหุ่น
ไม้ที่ช่างแกะสลักหยาบ ๆ ตามท้องถนน
มีไฝน้ำตาบริเวณใต้หางตาข้างซ้ายเม็ดหนึ่ง
นี่คือนรลักษณ์ของผู้มีชะตาอาภัพตามที่พวก
ผู้อาวุโสเคยเล่าให้ฟังอยู่เสมอ
เจียงเสวี่ยหนิงคิดตามหาเงาของโหยวฟางอิ๋
นอีกคนจากใบหน้านี้ แต่เมื่อมองสำรวจเสร็จแล้ว
ก็พบว่าไม่มี ไม่มีแล้วจริง ๆ ไม่มีโหยวฟางอิ๋นใน
ชาติก่อนผู้นั้นอีกต่อไป…
โหยวฟางอิ๋นไม่เคยเห็นสายตาเช่นนี้มาก่อน
ผู้สูงศักดิ์ที่ช่วยชีวิตนางผู้นี้ คล้ายต้องการ
มองหาใครอื่นจากตัวนาง
ขณะเดียวกันยังแฝงความเศร้าโศกเจียนจะร่ำ
ไห้ ราวกับอีกฝั่ายกำลังยอมรับสภาพความเป็น
จริงทั้งที่ความฝันกำลังพังทลายอย่างไรอย่างนั้น
นางอดกำมือแน่นไม่ได้ รู้สึกว่าตนควรพูด
อะไรบ้าง แต่พออ้าปากกลับเอ่ยไม่ออกสักคำ
เจียงเสวี่ยหนิงยืนนิ่งอยู่นาน จากนั้นจึง
กะพริบตา บอกสาวใช้และหญิงรับใช้ที่ทำอะไร
ไม่ถูกเหล่านั้นว่า “พวกเจ้าออกไปเสีย”
บรรดาหญิงรับใช้มองหน้ากัน
พวกนางต่างสงสัย แต่กระนั้นกลับไม่กล้า
โต้แย้ง กระทั่งเด็กสาวที่ยังไม่รู้เรื่องราวชัดเจนก็
ยังไม่กล้ารั้งอยู่นานเช่นกัน ต่างถอยออกไปโดย
พร้อมเพรียง
ภายในห้องจึงเหลือเพียงเจียงเสวี่ยหนิงและ
โหยวฟางอิ๋นสองคน
โหยวฟางอิ๋นกล่าวตะกุกตะกักว่า “ขะ
ขอบพระคุณผู้สูงส่งที่ช่วยชีวิต…”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองนาง ยกนิ้วมือวาดไล้
ใบหน้าซึ่งตนควรจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีทว่ายามนี้
กลับไม่คุ้น ปัดปอยผมข้างแก้มนางออก เอ่ย
พึมพำราวกับละเมอ “สมควรขอบคุณแล้วละ
เพื่อช่วยเจ้า ข้ากลับละทิ้งที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดใน
ชีวิตนี้ไปเสียแล้ว…”
โหยวฟางอิ๋นนิ่งอึ้ง
เจียงเสวี่ยหนิงเปล่งเสียงหัวเราะเหมือนกำลัง
เย้ยหยันตนเอง แล้วบอกโหยวฟางอิ๋นว่า “ข้า
เห็นว่าเจ้าไม่อยากตาย บัดนี้ถือว่าได้ไปตำหนัก
พญายมมาแล้วครั้งหนึ่ง วันหน้ายังจะมีสิ่งใดน่า
กลัวอีกเล่า? จงอดทนเช่นนี้ต่อไป จะดีหรือร้ายก็
จงมีชีวิตให้สมกับที่ได้เป็นมนุษย์สืบไป จะได้ไม่
ผิดต่อร่างกายนี้”
นี่คือร่างกายของโหยวฟางอิ๋นเองแท้ ๆ เจียง
เสวี่ยหนิงไม่ควรพูดจาอย่างมีอคติเช่นนี้เลย แต่
จะให้นางข่มกลั้นความผิดหวังที่เกิดขึ้นภายในใจ
ได้อย่างไรเล่า
นางยอมรับว่านางเป็นแค่คนธรรมดา
โหยวฟางอิ๋นคงฟังไม่เข้าใจว่านางกำลังพูด
อะไรอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำได้เพียงใช้ดวงตากลมโต
คู่นั้นจ้องมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงยิ่งมองก็ยิ่งผิดหวัง
ห่างชั้นกันเกินไปแล้ว
นางมีสิ่งที่ยังอยากจะเอ่ยมากกว่านี้ แต่จู่ ๆ
กลับพูดไม่ออก หลายสิ่ง ที่ซุกซ่อนภายในใจไม่รู้
ว่าจะไประบายที่ใดดี จำต้องกล้ำกลืนลงไปจน
หมดสิ้น
“ถังเอ๋อร์” หลังจากเจียงเสวี่ยหนิงใคร่ครวญ
ก็ร้องเรียกให้ถังเอ๋อร์เข้ามา “นำเงินมาหรือไม่?
เอามาให้ข้า”
ถังเอ๋อร์คลำหาถุงผ้า ในนั้นมีตั๋วเงินจำนวน
หนึ่ง หนึ่งร้อยตำลึงสามใบ สิบตำลึงห้าใบ รวมถึง
เงินก้อนอีกจำนวนหนึ่งด้วย
นี่เป็นเงินที่เตรียมไว้ให้คุณหนูซื้อของระหว่าง
ทางกลับจวน
นางมองเจียงเสวี่ยหนิง ลังเลครู่หนึ่ง แต่
กระนั้นก็ยังมอบให้อยู่ดี
เจียงเสวี่ยหนิงเปิดดูคราหนึ่ง ก่อนจะวางลง
บนโต๊ะ “เจ้ากับข้าถือว่ามีวาสนาต่อกัน เจ้าจงนำ
เงินนี้ไปเสีย เอาไปหาโลงศพดี ๆ ให้อี๋เหนียงของ
เจ้าแล้วนำไปฝังให้เรียบร้อย ส่วนเงินที่เหลือเจ้า
จงเก็บเอาไว้เอง นำไปใช้ดำรงชีพให้ดีเถอะนะ”
โหยวฟางอิ๋นไม่รู้ว่าคุณหนูผู้นี้รู้เรื่องของอี๋
เหนียงได้อย่างไร นางเบ้าตาแดง ร้องไห้ด้วย
ความเจ็บปวดรวดร้าวทันที
เพียงแต่การร่ำไห้นี้กลับไร้เสียง
ประหนึ่งปลาที่อ้าปากกว้างพะงาบ ๆ บนบก
ปราศจากเสียงเล็ดลอด แต่กลับยิ่งชวนโศกา
อาดูรนัก
สุดท้ายนางก็ไม่กล้าร้องโฮ
ในสายตาคนนอก เรื่องนี้ก็แค่มีอี๋เหนียง
เสียชีวิตในจวน มิหนำซ้ำยังผูกคอตายเองด้วย…
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงมีแต่ความอัดอั้นตันใจ
ไม่มีอะไรจะพูดกับโหยวฟางอิ๋นแม้แต่น้อย นาง
นั่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกไปเบื้อง
นอก
ทว่าเมื่อเดินถึงประตูก็หยุดฝีเท้าอีกครั้ง
นางจับกรอบประตู กลอกตามองโหยวฟางอิ๋
นพร้อมกล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย “ยามเช้าของอีก
สามวันหลังจากนี้ จะมีพ่อค้านามว่าสี่ว์เหวินอี้
ขายเส้นไหมดิบอยู่นอกสมาคมเจียงเจ้อ[1]ที่ตลาด
ตะวันออก หากเจ้ามีเงินเหลือในมือและรู้สึกไม่
ยินยอมต่อสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน จงไป
เจรจาซื้อหามาจำนวนหนึ่ง อีกครึ่งเดือนจะได้
ราคาสูงขึ้นอีกสามเท่าตัว หากอดออมเอาไว้
หน่อย คงเพียงพอให้เจ้าใช้ไปสักระยะ”
สมัยนั้นโหยวฟางอิ๋นทำมาหากินจนได้เงิน
ก้อนแรกมาอย่างยากลำบาก แม้แต่ทุนรอนก็ต้อง
ไปขอหยิบยืมมาจากข้างนอก ทว่าด้วยความที่
นางกล้าลงมือ กล้าคิด และกล้าทำ นางจึง
พากเพียรขวนขวายจนหาเงินมาได้ แต่โหยว
ฟางอิ๋นผู้นี้โง่เขลาเบาปัญญา ขี้ขลาดและอ่อนแอ
ความรู้ตื้นเขิน ซ้ำยังเหมือนหัวจะไม่ค่อยไว ใน
เมื่อฝีมือและวิสัยทัศน์ของโหยวฟางอิ๋นในชาติ
ก่อนแม้กระทั่งเจียงเสวี่ยหนิงยังเลียนแบบไม่ได้
แล้วโหยวฟางอิ๋นผู้นี้จะถึงหนึ่งในหมื่นได้อย่างไร
กันเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงชี้แนะก็เพราะไม่อยากละอาย
ใจเท่านั้นเอง
นางไม่คิดว่าแท้จริงแล้วตนจะไปเปลี่ยนแปลง
อะไรได้
ครั้นกล่าวจบก็ขมวดคิ้วหมุนกาย ร้องเรียก
ถังเอ๋อร์แล้วเดินออกไปจากเรือน
ภายในห้องเหลือโหยวฟางอิ๋นเพียงผู้เดียว
นางใช้ดวงตาอันพร่าเลือนมองเงาหลังที่ค่อย ๆ
จากไปไกลของเจียงเสวี่ยหนิง ก่อนจะก้มหน้า
มองถุงผ้าบนฝั่ามือและค่อย ๆ กำแน่น
——————–
1. เจียงเจ้อ หมายถึงมณฑลเจียงซูและ
มณฑลเจ้อเจียง