คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 126 ปั่วยจริง (1)
เจียงเสวี่ยหนิงเข้าประตูเมืองมาก็พบว่าทาง
ฝั่ายสาวกนิกายสวรรค์หาโรงเตี๊ยมเพื่อหยุดพัก
เรียบร้อยแล้ว
จางเจอกับเฝิงหมิงอวี่มาถึงเร็วกว่าหน่อย
ตอนนี้นั่งกันอยู่ในห้องโถง
ขณะพาเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามา หวงเฉียนมีสี
หน้าพิกลเล็กน้อย โดยเฉพาะยามเหลือบเห็นจาง
เจอ
ทั้งสองฝั่ายทักทายกันสองสามประโยค เฝิง
หมิงอวี่เหลียวซ้ายแลขวา ในที่สุดก็รู้สึกถึงความ
ผิดปกติทางสายตายามหวงเฉียนมองจางเจอ จึง
ส่งสายตาเรียกตัวมาด้านข้าง เอ่ยปากถามพลาง
ย่นหัวคิ้ว “เจ้าเป็นอะไรไปเนี่ย ตอนนี้พวกเราแค่
สงสัยเขาเท่านั้น เหตุใดแสดงออกชัดขนาดนี้เล่า
หากเขาเกิดไม่ใช่ไส้ศึกขึ้นมา แล้วเจ้าทำให้เขา
รู้ตัวว่าพวกเราสงสัย จะไม่กลายเป็นว่าพวกเรา
ผิดใจกับตู้จวินเซียนเซิงหรือไร หรือเจ้าไปถามจน
ได้ข้อมูลอะไรมา”
ถามจนได้ข้อมูลอะไรมาน่ะรึ
อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่ หวงเฉียนได้ยิน
แล้วรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
เขาคิดในใจว่าตนก็ไม่ได้อยากมองจางเจอ
เช่นนั้นเสียหน่อย
แต่ผู้ใดจะคาดคิดเล่าว่าวิญูชนผู้เที่ยงธรรม
เปลือกนอกดูสำรวมเคร่งขรึม กลับทำเรื่องพรรค์
นั้นกับน้องสาวตัวเอง!
ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก!
แม้หวงเฉียนจะเป็นชาวยุทธภพ แต่เขาก็รู้จัก
คำว่า ‘หลักจารีต’ หลังจากอดทนแล้วอดทนเล่า
ก็ไม่อาจฝืนกลั้นต่อ สุดท้ายจึงพูดขึ้นว่า “เฝิง
เซียนเซิง ท่านแนบหูมา…”
ทั้งสองเริ่มกระซิบกระซาบกัน
เฝิงหมิงอวี่สีหน้าแปรเปลี่ยนหลายครา
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงอีกทางมิได้คิดมาก ยาม
นึกถึงสีหน้าของหวงเฉียนตอนได้ยินตนพูดคำว่า
‘พี่น้องหนีตามกัน’ ยังอยากหัวเราะออกมาเสีย
ด้วยซ้ำ
นางปัดมือ มองสำรวจโรงเตี๊ยมเบื้องหน้า
อย่างสบายอกสบายใจ
ครั้นเข้าเมืองทงโจวก็ล่วงราตรีกาลแล้ว
ตอนเดินเข้าเมืองกันมาร้านค้าส่วนใหญ่ปิด
ประตูแล้ว มีเพียงส่วนน้อยที่ยังร้องขายเกี๊ยวน้ำ
และเกี๊ยวนึ่งฝั่าสายลมหนาว บรรยากาศเงียบ
เหงาวังเวงตลอดเส้นทาง เหลือแค่บรรดาหอ
คณิกาและโรงมหรสพไกลลิบ ๆ เท่านั้นที่คึกคัก
แน่นอนว่าก็ยังไม่อาจเทียบเมืองหลวงได้อยู่ดี
ส่วนโรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็ดูซอมซ่ออยู่บ้างเช่นกัน
น้ำยาเคลือบเงาที่ทาประตูใหญ่หลุดลอกไม่
น้อย ข้าวของเครื่องใช้ที่จัดวางล้วนเก่าคร่ำคร่า
และไม่ได้แขวนประดับประดาอะไรเป็นพิเศษ
ท่ามกลางเหมันต์อันแสนเหน็บหนาวมีเพียงความ
อบอุ่นเล็กน้อยแผ่จากแผ่นกระดาษสีแดงสดซึ่ง
ติดบนขื่อประตูและข้างบันได เขียนคำว่า
‘ความสุข’ เอาไว้เพราะใกล้ปีใหม่แล้ว
ชัดเจนว่าทงโจวเป็นฐานที่มั่นสำคัญแห่งหนึ่ง
ของนิกายสวรรค์ เนื่องจากเมื่อเข้ามาในโรงเตี๊ยม
แห่งนี้ เหล่าสาวกนิกายสวรรค์ล้วนมีท่าทีผ่อน
คลายลงไม่น้อย ครั้นนั่งแล้วผู้ที่ดื่มสุราก็ดื่มสุรา
ไป ผู้ที่สนทนาก็สนทนาไป
ผู้ดูแลร้านเองก็ไม่ได้ถามไถ่สถานะ เพียงเข้า
มาต้อนรับขับสู้ด้วยความอบอุ่นทันที
โชคดีช่วงนี้ลูกค้าน้อยมาก ทั้งยังไม่มีผู้ใด
สังเกตเห็นพวกเขา
แต่จางเจอไม่ได้ตาบอด นับตั้งแต่หวงเฉียน
กับเจียงเสวี่ยหนิงเข้าประตูเมืองและกลับมา
รวมตัวกับทุกคน เขารู้สึกได้ว่าสายตาที่หวงเฉีย
นมองตนนั้นผิดปกติ ทว่ายามมองเจียงเสวี่ยหนิง
กลับปกติดี
บัดนี้หวงเฉียนเดินไปสนทนากับเฝิงหมิงอวี่
เขาจึงดึงตัวเจียงเสวี่ยหนิง มา
สีหน้าเคร่งขรึมกว่าเดิมอยู่บ้าง
จางเจอย่นหัวคิ้วถาม “ระหว่างทางหวงเฉีย
นถามอะไรท่าน”
เจียงเสวี่ยหนิงยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่าทาง
ว่านอนสอนง่าย ตอบกลับตามสัตย์จริง “เขาถาม
ว่าใต้เท้าจางเป็นอะไรกับข้า ไฉนใต้เท้าจางถึงพา
ข้าร่วมเดินทางเสี่ยงอันตรายน่ะเจ้าค่ะ”
เรื่องนี้อยู่ในความคาดหมายของจางเจออยู่
แล้ว
เขาถามอีก “ท่านตอบไปเช่นไร”
เจียงเสวี่ยหนิงเริ่มกระสับกระส่าย นางขบริม
ฝีปากเบา ๆ พลางลอบสำรวจอากัปกิริยาของ
จางเจอ แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝั่ายยังคงความเคร่ง
ขรึมและแข็งกระด้างเช่นชาติก่อน กลับรู้สึกถูก
กระตุ้นความคิดอยากจะยั่วเย้าและกลั่นแกล้ง
ขึ้นมา เจียงเสวี่ยหนิงกระพริบตาเอ่ยเสียงเบา
“ข้าตอบเจ้าวิหารหวงไปว่า…”
นางกล่าวต่อจนจบ
จางเจอหัวสมองมึนงง
เขาหลุบตามองดรุณีตรงหน้าโดยที่ยังไม่ได้สติ
กลับคืน
เจียงเสวี่ยหนิงกลับนึกว่าเขาได้ยินไม่ชัดเจน
จึงเข้าประชิดคิดจะพูดซ้ำ เอ่ยเสียงดังขึ้น
เล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าตอบไปว่าพวกเราเป็นพี่น้อง
ที่หนี…”
คำว่า ‘ตามกัน’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก สีหน้า
ของจางเจอก็แปรเปลี่ยน เนื่องจากอยู่ใกล้มาก
เขาจึงยกมือปิดปากจอมก่อเรื่องของนางทันควัน
หว่างคิ้วมีแต่ความเคร่งขรึมเย็นชา ตำหนิด้วย
น้ำเสียงเจือโทสะ “เหลวไหล!”
กลางฤดูหนาวอันเย็นเยือก ฝั่ามือเขากลับ
อบอุ่น
พวงแก้มที่เย็นน้อย ๆ ของเจียงเสวี่ยหนิงดูด
ซับความอบอุ่นของเขา กลีบปากชุ่มชื้นแวววาว
คล้ายแตะคล้ายไม่แตะฝั่ามือ ชั่ววูบหนึ่งนางคิด
จะแลบลิ้นเลียเสียหน่อยเพื่อดูสิว่าเขายังจะกล้า
ปิดปากตนอีกหรือไม่
แต่เกรงว่าตาโบราณวัตถุจางเจอคงตกใจแทบ
ตายเพราะนางแน่
ความคิดนี้จึงได้แต่วนเวียนในใจไม่ได้ทำจริง
นางเพียงมองเขาตาปริบ ๆ อย่างใสซื่อไร้เดียงสา
ด้วยเหตุนี้จางเจอจึงรู้ตัวว่าทำสิ่งไม่บังควร
เสียแล้ว เขาพลันคิดจะปล่อย ทว่าก่อนคลายมือ
ก็ยังเอ่ยเตือนประโยคหนึ่งด้วยใบหน้าเอาจริงเอา
จังว่า “ห้ามพูดเหลวไหลอีกนะ” จนเห็นนาง
กะพริบตาตอบตกลงนั่นละถึงดึงออก
เจียงเสวี่ยหนิงทำเป็นไม่รู้ว่าตนกระทำผิดอัน
ใด “ข้าพูดไม่ถูกต้องหรือเจ้าคะ”
มองหน้าผาดเดียวก็รู้แล้วว่าเสแสร้ง
จางเจอจ้องเขม็ง กล่าวด้วยสีหน้าปราศจาก
การล้อเล่น “หลังจากนี้คุณหนูรองต้องวิวาห์
สตรีไม่อาจเสื่อมเสียชื่อเสียงได้ มาพูดจาเพ้อ
เจ้อเหลวไหลเช่นนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน”
ใช้ได้ที่ไหนกัน?
ถึงอย่างไรนางก็ไม่อยากแต่งงานกับผู้อื่นอยู่
แล้วนี่
คำพูดที่ว่า ‘วันหลังหากผู้อื่นไม่มาสู่ขอข้า
ท่านก็ช่วยสู่ขอหน่อยแล้วกัน’ มาจ่อถึงริมฝีปาก
หวิดจะพูดออกไปอยู่แล้ว แต่สุดท้ายยังกลัว
คำพูดของตนจะทำให้เขาไม่พอใจกว่าเดิม นางจึง
ระงับเอาไว้
เจียงเสวี่ยหนิงยืนก้มศีรษะอย่างน้อยเนื้อต่ำ
ใจอยู่เบื้องหน้าจางเจอ แก้ตัวเสียงค่อย “แล้วจะ
ให้ข้าพูดเช่นไรหรือเจ้าคะ อีกทั้งตอนนั้นก็
ฉุกละหุกคิดหาคำแก้ตัวอื่นใดไม่ออก หากทำให้
ท่านเสียงานขึ้นมาเล่า”
นางมีปฏิภาณไหวพริบมากเพียงใด จางเจอ
ย่อมรู้ดี
รู้ทั้งรู้ว่าอาการน้อยเนื้อต่ำใจที่นางแสดงนั้น
เสแสร้งเสียเก้าส่วน ทว่าไม่ทราบเพราะเหตุใดตน
ถึงไม่อาจระบายโทสะอันสุมอก เพียงบังคับข่ม
อารมณ์ แต่นั่นกลับไปแผดเผาความเจ็บปวดซึ่ง
ฝังอยู่ก้นบึ้งของหัวใจแทน
ชั่วอึดใจหนึ่งเขาไม่อยากให้นางเอ่ยอะไร
ทั้งสิ้น
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องมองปลายเท้าตน รอคอย
อย่างสงบให้เขาระบายความขุ่นเคือง แต่ผ่านไป
เนิ่นนานก็ไม่ได้ยินอะไรเสียที ครั้นเงยศีรษะก็สบ
เข้ากับดวงตากระจ่างใสแฝงความเจ็บปวดซึ่งเขา
พยายามสะกดกลั้น นางพลันใจหายวาบไพล่นึก
ถึงช่วงที่ตนทำให้เขาผิดหวังในชาติก่อนขึ้นมา
ปกติแล้วนางเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรเยอะ แต่
ยามนี้กลับหวาดหวั่น
ความคิดอยากกระเซ้าเย้าแหย่ที่มีอยู่แต่เดิม
สลายสิ้น นางรู้สึกกลัวเล็กน้อย ยื่นมือไปดึง
ชายเสื้อของเขาด้วยความระมัดระวังพร้อมกล่าว
ยอมรับผิดเสียงอ่อน “ต้องโทษข้า ต้องโทษข้า
เอง ต่อไปข้าจะไม่พูดอีกแล้ว ท่านให้พูดเช่นไรข้า
ก็จะว่าเช่นนั้นเจ้าค่ะ!”
จางเจอนิ่งเงียบโดยไม่ทราบสาเหตุ
มือข้างที่กำลังกระตุกชายเสื้อของเขาคล้าย
กำลังกระตุกดวงใจเขาอยู่ก็ไม่ปาน
อย่างเขาน่ะหรือจะระบายโทสะใส่นางได้ลง
คอ
จางเจอหลุบตาชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย
เพียงว่า “พวกนั้นเริ่มสงสัยข้าแล้ว พรุ่งนี้พวกเรา
ทั้งหมดต้องเดินทางไปที่สาขา คืนนี้จงแสร้งล้ม
ปั่วยเสียเถิด พอฟั้าสางก็ไปหาหมอที่ร้านขายยา
หย่งติ้ง น่าจะมีคนกำลังตามหาคุณหนูอยู่ที่เมือง
หลวง ราชสำนักจะส่งคนมาคุ้มครองเอง”
บทที่ 126 ปั่วยจริง (2)
คืนนี้แสร้งล้มปั่วย แล้วจากไปยามเช้าตรู่
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้ง จับชายเสื้อของเขาไม่
ยอมปล่อย ใคร่เอ่ยปากถามทันควัน “แล้วท่าน
เล่าจะทำอย่างไรต่อ”
ทว่ายามนี้เฝิงหมิงอวี่และหวงเฉียนกำลังเดิน
เข้ามาหา
นางจึงทำได้แค่เลิกรา
เห็นได้ชัดว่าเฝิงหมิงอวี่น่าจะทราบบางเรื่อง
จากหวงเฉียนแล้ว รอยยิ้มที่มักประดับอยู่ดูฝืน
กว่าเดิมหลายส่วน ดวงตามองสำรวจเจียงเสวี่ย
หนิงและจางเจอ น่าแปลกที่รู้สึกว่าก็เหมือน
คู่สร้างคู่สมอยู่นะ
แต่น่าเสียดาย…
ที่ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน
ตอนนี้คนหนึ่งกำลังจับชายเสื้อของอีกคน
ท่าทางสนิทชิดเชื้อยิ่งนัก แล้วจะมาบอกว่ายัง
ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกินเลยกันอีกหรือ
เสียทีที่ตลอดทางเขานึกว่าจางเจอเป็นวิญู
ชนผู้สูงส่ง คิดไม่ถึงเลยว่า…
จะไม่อาจมองคนจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
เพียงแต่เมื่อเทียบกับคำพูดเพ้อเจ้อที่จางเจอ
บอกว่า “น้องสาวข้าต้องการเดินทางไปเมืองทง
โจวพอดี” ก็เห็นชัดว่า ‘พี่น้องหนีตามกัน’ ยังจะ
น่าเชื่อถือกว่าหน่อย
เฝิงหมิงอวี่ย่อมไม่เปิดโปง ยอมรับเป็นนัยว่า
จางเจอคงรักหน้าตาเลยไม่สะดวกใจจะเอ่ยเรื่อง
นี้ เขาจึงทำเพียงประสานมือเชิญจางเจอไปยัง
ห้องพักแขกชั้นบนเพื่อปรึกษาหารือ
จางเจอตกลง
ขณะเขาขึ้นชั้นบนก็นึกถึงคำพูดเหลวไหลที่
เจียงเสวี่ยหนิงบอกหวงเฉียนขึ้นมาได้ เขาไม่
อยากทำลายชื่อเสียงนางจึงอธิบายเฝิงหมิงอวี่
และหวงเฉียนหลายประโยคอย่างอดไม่อยู่ ทว่า
คนแซ่เฝิงและหวงพากันตอบว่า “ไม่เป็นไร ไม่
เป็นไร พวกข้าสองคนไม่เคยเข้าใจผิดอะไรเลย
พวกท่านสองพี่น้องบริสุทธิ์ผุดผ่อง” พร้อมแสดง
ท่าทางเข้าอกเข้าใจจางเจอ เขาจึงอับจนคำพูด
โดยสิ้นเชิง กระจ่างแล้วว่าต่อให้ตนอธิบายอีก
เท่าไรก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะทำให้เรื่องยุ่งเหยิง
กว่าเดิมด้วยซ้ำไป
สุดท้ายเขาจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบอีกครา
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมไม่อาจขึ้นไปหารือร่วมกับ
พวกเขา นางได้แต่มองแผ่นหลังของจางเจอหาย
ลับไปจากหัวมุมอยู่ตรงชั้นล่าง แล้วจึงหมุนกาย
ไปสั่งอะไรกินในโรงเตี๊ยม
แต่เหมือนเสียวเปั่าผู้มีผมเปียชี้ฟั้าจะมองนาง
อยู่ตั้งแต่แรก
ครั้นเห็นนางหมุนกายก็รีบกวักมือเรียกจาก
โต๊ะด้านข้าง ยิ้มระรื่นร้องเรียกด้วยความสนิท
สนม “พี่สาวมาทางนี้ มีน้ำแกงร้อน ๆ กับ
นกพิราบย่างด้วยนะขอรับ!”
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าเด็กน้อยผู้นี้คอยดูแลตน
เป็นอย่างดีมาตลอดทาง
บางครั้งก็ส่งน้ำบางคราวก็ส่งอาหารแห้งให้
แม้จะรู้สึกว่าคราบน้ำหมึกดำสนิทที่ติดมือของอีก
ฝั่ายในคืนที่เจอกันครั้งแรกนั้นน่าสงสัยอยู่บ้าง
แต่นางก็ไม่สะดวกปฏิเสธ จึงนั่งลงพร้อมกล่าว
ขอบใจ “รบกวนแล้ว”
————–
ดวงดารายามเหมันต์แขวนประดับท้องนภา
สายลมอุดรส่งเสียงร้องหวีดหวิว
ติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนนำขบวนใหญ่โตเดินทาง
มาอย่างเร็วรี่ ในที่สุดก็ถึงนอกเมืองทงโจว
ทัพหน้ากระชากบังเหียนม้าเมื่อมาถึง ก่อน
วกกลับไปรายงาน
หนุ่มน้อยเซียวเยี่ยสะพายกระบี่นั่งบนหลังม้า
ทอดสายตามองเมืองในความมืดห่างไปไม่ไกล
พลางหัวเราะอย่างพึงใจยิ่งนัก “ยังเป็นท่านพ่อที่
ปราดเปรื่อง สมกับคำกล่าวที่ว่า ‘ทรัพย์สินเงิน
ทองทำให้คนหวั่นไหว มีเงินก็ใช้ผีโม่แปั้งได้[1]’ ผู้
ผดุงความเที่ยงธรรมนิกายสวรรค์อะไรกันเล่า พอ
ให้เงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงก็คายที่ตั้งซ่องโจร
ของตนอยู่ดีไม่ใช่หรือ! คราวนี้พวกเรามีกำลังคน
มาก การจะจัดการโจรกบฏกลุ่มนี้ก็เหมือนจับ
ตะพาบในไห[2] ง่ายดายเสียนี่กระไร!”
“ฮ่า ๆ ๆ …”
เซียวหย่วนไม่ได้นำทัพออกรบมาหลายปี ครั้ง
นี้ถึงกับนำขบวนด้วยตนเอง เขาลูบเครากล่าว
กลั้วหัวเราะ “คราวนี้จับตัวโจรกบฏน่ะเรื่องเล็ก
สิ่งสำคัญคือฉวยโอกาสแสดงความจงรักภักดีต่อ
ฝั่าบาทด้วยการสร้างผลงานสักครั้งต่างหาก พวก
เราถึงต้องชิงตัดหน้ารองราชครูเซี่ย ข้าทำเช่นนี้
ไม่ใช่เพราะไม่ถูกชะตากับเขาหรอกนะ เพียงแต่
เรื่องนี้สำคัญนัก เยี่ยเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิ่งใดอยู่
นอกเมืองทงโจวแห่งนี้”
เขาชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
เซียวเยี่ยมองตามนิ้วของเขา แม้จะไม่เห็นสิ่ง
ใดใต้ท้องนภาอันมืดมิดก็ยังตอบกลับอยู่ดี “ค่าย
ใหญ่ทงโจวซึ่งมีทหารประจำการหนึ่งแสนนาย
ขอรับ”
ดวงตาของเซียวหย่วนฉายประกายคมปลาบ
เขาทอดสายตามองทางนั้นราวกับเหยี่ยวเฒ่า
เลือกกินเหยื่อ หมายจะยื่นกรงเล็บออกมาอย่างดุ
ร้าย “พอตาแก่เยี่ยนมู่ล้มและปราศจากจวนหย่ง
อี้โหว ค่ายทงโจวที่มีทหารประจำการหนึ่งแสน
นายแห่งนี้ก็ขาดแม่ทัพปกครอง ทางฝั่าบาททรง
พิจารณาอยู่ เพียงแต่เจ้าก็รู้ว่าราชสำนัก
วิพากษ์วิจารณ์ตระกูลเซียวของพวกเราแค่ไหน
ไทเฮาจึงไม่สะดวกให้ความช่วยเหลือนัก ฉะนั้น
ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ควรมีเหตุผลที่ฟังขึ้นมา
อ้างอิงสนับสนุน ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญยิ่งที่จะ
ทำลายสาขาทงโจวของนิกายสวรรค์ ควรจับกุม
ใครก็จับกุม ควรสังหารใครก็สังหาร เท่านี้จะถือ
ว่าเราได้สร้างผลงานแล้ว!”
เซียวเยี่ยเป็นคุณชายสำมะเลเทเมาไม่เอา
ไหน เมื่อได้ยินก็อดรนทนไม่ไหว พลันคึกคัก
“เช่นนั้นพวกเราควรเข้าเมืองกันเสียตอนนี้ รีบไป
สังหารให้สาแก่ใจเลยดีกว่า”
เซียวหย่วนหัวเราะ “เรื่องนี้ไม่รีบร้อน”
เขาโบกมือเรียกนายทหารทางด้านหลังลง
จากม้าเข้ามาจัดแจงทุกอย่างให้เรียบร้อย แล้ว
เอ่ยว่า “ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก รอให้วันพรุ่งนี้
สาวกของนิกายสวรรค์ทั้งสองกลุ่มกับพวกคนชั่ว
ที่หลบหนีจากคุกหลวงรวมตัวกันแล้วค่อยกวาด
ล้างทีเดียวให้สิ้นซาก จะได้ทำงานนี้ให้สำเร็จ
ลุล่วงอย่างงดงาม”
เซียวเยี่ยเอ่ยขึ้นมาทันที “ยังคงเป็นท่านพ่อที่
ปราดเปรื่อง!”
เซียวหย่วนนึกภาพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรขณะ
ตนกุมอำนาจทางการทหารทั้งสามฝั่ายแต่เพียงผู้
เดียวอย่างอดไม่ได้ จึงยิ่งหัวเราะลั่นด้วยความ
กระหยิ่มใจ
—————–
เจียงเสวี่ยหนิงเป็นคนร่างกายบอบบางที่อยู่ดี
กินดีจนชิน หลายวันมานี้การรีบรุดเดินทางทำให้
เรื่องอาหารการกินและนอนหลับพักผ่อนไม่สู้ดี
นัก เมื่อเดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมจึงรู้สึกผ่อนคลาย
ลงบ้าง นางกินดื่มสุราอาหารที่โรงเตี๊ยมจัดเตรียม
มาให้มากกว่าปกติเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
เสียวเปั่าทักทายนางเสร็จก็เข้าไปรวมกลุ่ม
เล่นทอยลูกเต๋าร่วมกับพวกสาวกนิกายสวรรค์
เจียงเสวี่ยหนิงนึกถึงคำพูดเมื่อครู่ของจางเจอ
ก็บังเกิดความคิดบางประการ เดินขึ้นชั้นบน
พร้อมเริ่มขบคิดหาวิธีแสร้งปั่วย
ยามเยาว์วัยขณะอาศัยในชนบท นางเคยพบ
หมอยาพเนจรไม่น้อยจึงจดจำเล่ห์กระเท่ห์ใส่
สมองมาพอสมควร
นักพรตปลอมขี้โม้เคยสอนลูกเล่นให้
หากนำหัวมันหนีบใต้รักแร้จะทำให้ตรวจชีพ
จรผิดพลาด ราวกับเป็นโรคประหลาดอย่างไร
อย่างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าหากไม่เสียสละก็มิอาจ
บรรลุเปั้าหมาย ถ้าจะแกล้งปั่วยย่อมต้องทำให้
สมจริงหน่อย ดังนั้นจึงลุกขึ้นไปลั่นดาลประตู
ถอดเสื้อคลุมที่มอบความอบอุ่นแก่ร่างกายและ
เปิดหน้าต่างที่ปิดสนิท จากนั้นยืนอยู่บริเวณที่มี
ลมพัดเข้ามา ไม่นานผิวของนางก็ซีดจนออกม่วง
ร่างกายสั่นระริก กระทั่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย
ของผู้ที่เล่นทอยลูกเต๋าภายนอกเงียบไปแล้วนาง
ถึงเปิดประตูห้องอย่างเบามือ แอบลงชั้นล่างมุ่ง
ไปยังห้องครัวซึ่งอยู่หลังโรงเตี๊ยม
ครั้นล่วงเข้ายามวิกาล รอบด้านก็เงียบสงัด
แม้ไม่รู้ว่าสาขาของนิกายสวรรค์อยู่แห่งใด
ในทงโจว แต่คนกลุ่มนั้นจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้
ไม่ว่าอย่างไรคืนนี้ย่อมพะวงอยู่บ้างจึงไม่อาจ
สนุกสนานจนดึกดื่นมากนัก ไปพักผ่อนกัน
หมดแล้ว
มีเพียงห้องพักตัวอักษรฟั้า[3]หมายเลขหนึ่งที่
ยังคงสว่างไสว
น่าจะเพราะจางเจอยังคงสนทนากับหวง
เฉียนและเฝิงหมิงอวี่อยู่
โรงเตี๊ยมในแผ่นดินล้วนจัดรูปแบบไม่ต่างกัน
เจียงเสวี่ยหนิงคลำทางไปยังห้องครัวด้วย
ความหวาดหวั่นโดยไม่พบพานภยันตราย นาง
กลั้นลมหายใจและตั้งสมาธิ เมื่อเหลียวซ้ายแล
ขวาเห็นว่าปลอดคนจึงค่อย ๆ เอื้อมมือผลักบาน
ประตูทั้งสอง ก่อนจะขยับวูบเข้าไปอย่างปราด
เปรียวแล้วจึงปิด
อากาศเจือกลิ่นสุรา
จะมีสุราอยู่ในห้องครัวก็เป็นเรื่องปกติ
นางไม่ได้ใส่ใจ
——————–
1. มีเงินก็ใช้ผีโม่แปั้งได้ เป็นสำนวน หมายถึง
เงินดลบันดาลได้ทุกสิ่ง
2. จับตะพาบในไห เป็นสำนวน หมายถึงเล่น
งานคนที่ตกอยู่ในกำมือเรียบร้อยแล้วย่อม
ทำได้โดยง่าย
3. ระดับความหรูหราของห้องพักในโรงเตี๊ยม
แบ่งเป็นห้องตัวอักษรฟั้า ดิน ดำ และ
เหลือง ห้องตัวอักษรฟั้าจะหรูหราที่สุด
ห้องหมายเลขหนึ่งของห้องตัวอักษรฟั้าจึง
เป็นห้องชั้นเลิศ
บทที่ 126 ปั่วยจริง (2)
คิดไม่ถึงเหลือเกินว่าขณะเพิ่งหมุนกายกลับก็
รู้สึกถึงขุมกำลังอันกล้าแกร่งแผ่จากท้ายทอย มือ
ทรงพลังข้างหนึ่งตรึงนางไว้อย่างแน่นหนา ส่วน
อีกข้างจับปิดปากอย่างรวดเร็ว ดันร่างนางติด
บานประตู!
เจียงเสวี่ยหนิงใจหายวาบ!
แต่ครั้นมองโดยอาศัยแสงสลัวซึ่งส่องลอด
ผ่านซอกประตูที่ยังไม่ได้ปิดสนิท สมองนางก็
สว่างวาบ จำคนผู้นี้ได้ทันที…
เมิ่งหยางนี่นา!
ดวงตาทั้งสองของเขามืดมน ริมฝีปากเม้ม
สนิท ใบหน้าเปียมความอำมหิต อย่างไรก็ตาม
เมิ่งหยางรู้สึกได้ว่าผิวพรรณใต้ฝั่ามือช่างเรียบลื่น
และอ่อนนุ่มเสียเหลือเกิน ทำให้รู้ว่าคนผู้นี้เป็น
สตรี หัวคิ้วจึงขมวดมุ่นโดยไม่รู้ตัว ใช้ความคิดครู่
เดียวก็รู้ตัวตนของนาง “เจ้าเองรึ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นคนผู้นี้ในคุกครั้งแรกก็รู้สึก
แล้วว่าเขาอันตราย
เพียงแต่ไม่นานมานี้พอเห็นท่าทีของเขายาม
เอ่ยถึงจวนหย่งอี้โหวตรงข้างกองไฟก็เปลี่ยน
มุมมองที่มีต่อเจ้าตัวไปบ้าง ยามนี้นางยังคงไม่
กล้าเอ่ยอะไร กล้าพยักหน้าอย่างเดียว
เมิ่งหยางที่ผมเผ้ากระเซิงมองนางครู่หนึ่ง
เมื่อพบว่านางไม่คิดจะแหกปากร้องโวยวายจริง
ๆ จึงยอมปล่อยและถามว่า “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เจียงเสวี่ยหนิงโกหก “หิว เลยมาหาของกิน”
เมิ่งหยางแค่นหัวเราะเสียงขึ้นจมูกโดยที่นาง
ไม่อาจรู้เลยว่าเขาเชื่อหรือเปล่า เขาหมุนกายคลำ
ทางท่ามกลางความมืด ก่อนจะยกไหสุราที่วาง
บนเตาขึ้นมากระดก
เจียงเสวี่ยหนิงจึงรู้ว่าสถานการณ์ยามนี้เป็น
การเข้าใจผิด
อีกฝั่ายเองก็เพียงออกมากลางดึกเพื่อหาสุรา
ดื่มเท่านั้น
นางไม่สะดวกจะสนทนาด้วย คิดได้ว่าเมื่อมี
คนผู้นี้อยู่ ตนจะหาสิ่งใดควรยิ่งระมัดระวัง เลย
เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้ากระทั่งคลำเจอหัวมันหัว
หนึ่งท่ามกลางแสงอันริบหรี่ ทว่ากลับพิพักพิพ่วน
ไม่กล้าหยิบมา
คาดไม่ถึงว่าเมิ่งหยางจะมองนางอยู่ท่ามกลาง
ความมืด นัยน์ตาทั้งคู่เปล่งประกายคมกริบ
“กุลธิดาของตระกูลใหญ่รู้จักใช้ลูกเล่นในยุทธภพ
เช่นนี้ด้วยหรือนี่ คิดจะแกล้งปั่วยหรือไร”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันขนลุกชัน!
เมิ่งหยางกลับดื่มสุราต่ออย่างไม่แยแส “พวก
เจ้าต่างก็มีแผนการในใจ เสแสร้งแกล้งทำจน
แสดงเป็นละครงิ้วฉากใหญ่ได้แล้วด้วยซ้ำ เอา
หัวมันแล้วรีบไปเสีย อย่ามาขัดการดื่มสุราของ
ข้า”
อารมณ์ของเจียงเสวี่ยหนิงแปรเปลี่ยนจาก
ตกใจเป็นพิศวง
นางครุ่นคิด คนผู้นี้ช่างมีพฤติกรรมแปลก
ประหลาดเสียจริง อีกทั้งดูเหมือนว่าเขาไม่ได้
ต้องการจะเป็นพวกเดียวกับนิกายสวรรค์ด้วย
อาจเพราะผู้ร่อนเร่พเนจรในยุทธภพมักมีนิสัยไม่
มีวันยอมจำนนต่อผู้ใดกระมัง ฉะนั้นนางจึงทำใจ
กล้า ยัดหัวมันใส่แขนเสื้อและทำท่าจะจากไป
ทว่าก่อนจะหมุนกาย ฝีเท้ากลับหยุดชะงักอีก
ครา
เจียงเสวี่ยหนิงผินหน้ากลับไปมองเงาร่างใน
ความมืด นึกถึงเรื่องที่ผุดในสมองเมื่อครู่ด้วย
ความลังเลเล็กน้อย
นับตั้งแต่ภรรยาคนแรกลาโลก เมิ่งหยางก็ใช้
ชีวิตอยู่บนโลกราวกับซากศพเดินได้ หลังจาก
สังหารคนทั้งครอบครัวก็ไร้ความรู้สึกผิดบาป
แม้แต่น้อย ต่อมาเมื่อถูกคุมขังก็ไม่ค่อยมีโอกาส
ร่ำสุราสักเท่าไร
เซี่ยเซียนเซิงซึ่งอยู่ไกลถึงเมืองหลวงกลับ
มักจะสั่งให้คนนำสุรามามอบให้เขา
แต่เมิ่งหยางรู้ดีว่าสุราจากผู้ที่ดูเหมือนจะเป็น
คนดีนี้ไม่อาจดื่มได้เด็ดขาด เขาจึงไม่แตะต้องเลย
สักหยด
เขาหัวเราะอย่างเป็นปริศนาคราหนึ่ง ครั้น
เห็นว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังไม่จากไปจึงพูดขึ้นมาว่า
“เจ้าแกล้งปั่วยเพราะคิดจะหลบหนีใช่หรือไม่
เช่นนั้นไยใต้เท้าจางที่เป็นคนรักอะไรนั่นถึงไม่ไป
พร้อมเจ้าด้วยเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “ก็เพราะว่าเขาไม่ไป ข้า
ถึงใคร่ครวญอยู่ว่าจะขอให้คุณชายเมิ่งช่วยดี
หรือไม่เจ้าค่ะ”
เมิ่งหยางถือกำเนิดในตระกูลใหญ่ แต่ไม่มีใคร
เรียกเขาว่า ‘คุณชายเมิ่ง’ มานานมากแล้ว
เขารู้สึกว่าน่าสนุก “เจ้าสองคนช่างเป็นคู่นก
ยวนยาง[1]ที่มีชะตาอาภัพเสียจริงนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดว่าหากนางกับจางเจอได้
เป็นคู่นกยวนยางชะตาอาภัพจริงก็ถือว่าคุ้มค่า
นับว่าไม่ได้ย้อนเวลามาเกิดใหม่โดยเปล่า
ประโยชน์แล้ว อย่างไรก็ตาม สำหรับนางคนเช่น
จางเจอเปรียบดั่งจันทราสว่างบนนภา แม้นจะยืน
อยู่บนหอคอยอันสูงที่สุดและยื่นมือหาก็ยังทำได้
แค่สัมผัสแสงจันทร์เพียงเล็กน้อย
ถึงจะเศร้าเสียใจ แต่ก็จำต้องยอมรับว่าตน
เป็นฝั่ายรักเขาข้างเดียว
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าว “ได้ยินว่าสมัยนั้น
คุณชายเมิ่งมีชาติกำเนิดดียิ่ง แต่เพราะต้องการ
แก้แค้นให้ภรรยาจึงกระทำความผิดอุกฉกรรจ์
ตอนข้าได้ยินท่านช่วยพูดจาแทนจวนหย่งอี้โหว
ข้างกองไฟก่อนหน้า ข้าก็คิดว่าโดยเนื้อแท้แล้ว
ท่านมิใช่บุคคลโหดเหี้ยมอำมหิต นอกจากนี้ยังได้
ยินมาว่าท่านมีวรยุทธ์สูงส่ง ส่วนเรื่องของข้ากับ
ใต้เท้าจางนั้น ข้ามีใจให้เขาจริง อีกทั้งไม่รู้ว่า
พรุ่งนี้จะมีภยันตรายอะไรบ้าง ข้าจึงใคร่ขอร้อง
ให้ท่านคุ้มครองความปลอดภัยให้เขา แต่ไม่
ทราบว่าข้าพอจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง…”
นางคิดจะใช้นักโทษคดีร้ายแรงเช่นเขาคุ้มกัน
ขุนนางราชสำนัก?
เมิ่งหยางแทบขำ
แต่ครั้นเห็นความจริงใจของแม่นางตรงหน้า
ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อนานมาแล้วเคยมีคนจริงใจต่อ
เขาเช่นนี้เหมือนกัน เขาจึงนิ่งเงียบและนึกถึงจาง
เจอซึ่งร่วมทางกันมาตลอดอีกครา หลังจากทิ้ง
ช่วงไปเนิ่นนานจู่ ๆ ก็เอ่ยว่า “ในขณะที่เจ้ายินดี
ทำทุกอย่างเพื่อใต้เท้าจาง แต่สมมติว่าเขามีอะไร
ปิดบังเจ้าเล่า”
ภรรยาผู้ล่วงลับของเขาปิดบังเรื่องราวตั้ง
มากมายโดยไม่เคยบอกเขาเช่นกัน
ต่อมาถึงรู้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นมีแต่ ‘ความ
ทุกข์’
เจียงเสวี่ยหนิงคาดไม่ถึงว่าเมิ่งหยางจะถาม
แบบนี้จึงงุนงงและประหลาดใจอย่างยิ่ง
จางเจอจะมีอะไรปิดบังนางได้เล่า
สำหรับจางเจอ เกรงว่าตัวนางตอนนี้คงเป็น
แค่คุณหนูผู้ดื้อรั้นเอาแต่ใจซึ่งคอยก่อเรื่องให้ทุก
วันจนปวดเศียรเวียนเกล้า นอกจากนั้นนางกับ
จางเจอยังเคยสนทนากันไม่กี่ประโยค ไม่ได้สนิท
สนมอะไรอยู่แล้ว หากนางจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ
ตัวจางเจอมากมายก็ถือว่าปกติ เพียงแต่จางเจอ
นิสัยเถรตรง ไม่มีทางถึงขั้นจงใจ ‘มีอะไรปิดบัง’
แน่
นางตอบว่า “เรื่องนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร”
เมิ่งหยางหัวเราะเสียงประหลาด
ทว่าต่อจากนั้นก็ไม่เอ่ยวาจา ทั้งไม่ตอบ
คำถามและไม่อธิบายหรือกระทั่งปฏิเสธใด ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงรออยู่เนิ่นนานก็ไม่ได้รับ
คำตอบจึงรู้สึกคับข้องใจ นางขยี้เท้าแล้วเดินจาก
ไป
หลังจากซุกหัวมันหนีกลับมาชั้นบน นางก็ทิ้ง
ตัวนอนทั้งชุดที่สวมใส่
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงคิดจะหลับสักครู่ จากนั้น
แกล้งปั่วยตามแผนการที่ควรทำยามฟั้าสางของ
วันรุ่งขึ้น แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าครั้นนอนหลับจน
เลยเที่ยงคืน ช่วงสะลึมสะลือกลับมีไข้หนาวสั่น
ทั้งร่าง ปวดเกร็งช่องท้องเป็นระยะ นางทรมาน
จนตื่น บริเวณหน้าผากมีเหงื่อเย็นไหลพราก
อาการเหมือนปั่วยเป็นโรคร้ายแรง!
แต่ยืนตากลมริมหน้าต่างอย่างมากก็ทำให้
เป็นหวัดเพียงเล็กน้อย เหตุใดถึงเกิดอาการเช่นนี้
กะทันหันได้
นางเดินซวนเซ พบว่าแขนขาตนไร้เรี่ยวแรง
ไม่…
นางไม่ได้กำลังแสร้งปั่วย แต่ปั่วยจริงเข้าเสีย
แล้ว!
เจียงเสวี่ยหนิงหวาดกลัวเป็นล้นพ้น เดินไปได้
สองก้าวก็กระแทกถ้วยชาร่วงลงพื้นดังเพล้งโดย
มิได้เจตนา เสียงดังก้องกังวานไปไกลแสนไกล
ท่ามกลางความเงียบสงัดก่อนรุ่งอรุณ ผู้คนใน
ละแวกเดียวกันล้วนตกอกตกใจ
ไม่นานก็มีคนมาเคาะประตู เป็นเสียงของจาง
เจอ “เป็นอะไรไป”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากจะพูดทว่าลำคอแห้งผาก
เกิดเสียงดังปัง มีคนถีบประตูเปิด ร่างของคน
สามถึงห้ารายกรูกันเข้ามา หนึ่งในนั้นคือเสียวเปั่า
ที่เรียกนางไปรับประทานอาหารก่อนหน้านี้ ครั้น
เห็นนางหน้าซีดเผือดก็ร้องโวยวาย
“พี่สาวเป็นอะไรไปขอรับ ปั่วยเป็นอะไร
หรือ”
——————–
1. นกยวนยาง หรือเป็ดแมนดาริน ชาวจีน
โบราณเชื่อกันว่าเป็นสัตว์ที่ไม่เปลี่ยนคู่จนตัว
ตาย เมื่อตัวใดตัวหนึ่งตายคู่ของมันจะตาย
ตาม