คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 127 โอกาส (1)
เจียงเสวี่ยหนิงดวงตาพร่ามัว
เหมือนนางจะปั่วยหนัก
ใบหน้าขนาดเท่าฝั่ามือไร้สีเลือด หน้าผาก
อาบเหงื่อเย็นเนื่องจากความเจ็บปวดถาโถม แขน
ขาและกระดูกทั่วร่างเจ็บปวดราวกับมีเข็มคอย
ทิ่มแทง นางใช้มือข้างหนึ่งยึดมุมโต๊ะ แต่ถึง
กระนั้นร่างก็ยังส่ายโอนเอนพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ
เสียวเปั่ารีบเข้ามาจะประคอง
คิดไม่ถึงว่าอีกคนกลับว่องไวกว่า มือคู่หนึ่งซึ่ง
เดิมทีใช้จับพู่กันอย่างมั่นคงและพลิกเปิดบันทึก
คดียื่นเข้ามาโอบเอวนางผู้มีทีท่าจะล้มลง
เจียงเสวี่ยหนิงพยายามเคลื่อนตามองสุด
ความสามารถ แต่ไม่อาจเห็นอะไรได้ชัดเจน
นางรู้สึกได้เพียงมือที่กำลังออกแรงโอบเอว
ตนสั่นระริกอย่างผิดปกติ
“อ้าว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เร็วเข้า เร็ว รีบพาไป
นอนบนที่นอน”
นับตั้งแต่เฝิงหมิงอวี่ได้รับจดหมายฉบับนั้น
จากนอกเมืองก็คิดจะหลอกถามบางอย่างจาก
จางเจอผู้อาจเป็น ‘ไส้ศึก’ ทำให้แม้จะล่วงเข้า
ยามวิกาลแล้วเขาก็ยังลากจางเจอไป ‘หารือ’ อยู่
ดี ฉะนั้นตอนเจียงเสวี่ยหนิงเกิดเรื่อง พวกเขาซึ่ง
อยู่ในห้องรับแขกไม่ไกลนักจึงได้ยินเสียงและรีบ
มาโดยด่วน ไหนเลยจะคาดคิดว่าจะได้พบ
เหตุการณ์เช่นนี้ จึงประหลาดใจกันไปชั่วขณะ
“กินข้าวเมื่อตอนเย็นยังดี ๆ อยู่เลย…”
จางเจออุ้มเจียงเสวี่ยหนิงวางลงบนเตียง แม้
เขาพยายามเบามือเต็มที่แล้ว แต่ขอเพียงร่างของ
นางขยับเล็กน้อยก็ยังปวดเกร็งในช่องท้องอยู่ดี
กระทั่งว่ายังลอบปวดลามจนถึงม้ามและปอด
ด้วย
แต่เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากให้จางเจอกังวล
เกินไป นางจึงกัดฟันอดกลั้น
ใบหน้าขาวซีดปรากฏสีคล้ำเล็กน้อย
จางเจอเคยบอกให้นางแกล้งปั่วยตอนฟั้าสาง
จริง ทว่าท่าทางตอนนี้ไหนเลยจะเป็นการแสร้ง
ปั่วยได้อีก ยามนี้ผู้ที่เคยสงบเยือกเย็นและสงวน
ท่าทีมาตลอดเช่นเขากลับรู้สึกว่าฝั่ามือท่วมเหงื่อ
จนแทบเสียกิริยา
เขายืนอยู่ข้างเตียง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เฝิงหมิงอวี่เห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้ว่าจางเจอ
กังวลจนจิตใจสับสน รีบเข้ามาบอก “เหมือนจะ
เป็นโรคปัจจุบันทันด่วนหรือไม่ก็ถูกพิษร้ายแรง
บางอย่าง ข้าเป็นชาวยุทธภพพอจะรู้วิชาแพทย์
อยู่บ้าง ขอเชิญใต้เท้าจางช่วยขยับหลบไปก้าว
หนึ่ง ข้าจะช่วยตรวจชีพจรให้น้องสาวท่านเอง”
ความเจ็บปวดถาโถมรุนแรง ลำคอก็แห้งผาก
ราวกับถูกแผดเผา
เจียงเสวี่ยหนิงกลัวยิ่งนัก
นางเอื้อมมือกระตุกชายเสื้อจางเจออย่าง
อ่อนแรง
จางเจอจึงทำได้เพียงขยับไปครึ่งก้าวและพูด
กับนางว่า “ไม่ไปหรอก ข้าจะอยู่…”
เกิดความเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้กลางดึก
ทำให้หลายคนพลอยรู้เรื่อง ไปด้วย
ยามนี้เซียวติ้งเฟยผู้ทำตามอำเภอใจไม่เกรง
กลัวใครและชมชอบความสนุกสนานย่อมมาถึง
นอกประตูแล้ว เมื่อปราศจากคนขัดขวาง เขาจึง
เดินตามเข้ามา ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็แลเห็นใบหน้า
ปรากฏสีคล้ำเขียวเล็กน้อยของเจียงเสวี่ยหนิงอยู่
ลิบ ๆ หนังตาเขากระตุกอย่างรุนแรง
ครั้นเห็นเสียวเปั่าอยู่ใกล้ ๆ ก็ใจหายวาบ
เฝิงหมิงอวี่ยกมือตรวจชีพจรให้เจียงเสวี่ย
หนิง
สายตาของทุกคนจับบนใบหน้าเจ้าตัว
คิดไม่ถึงว่าเขาใช้นิ้วแตะข้อมือเจียงเสวี่ยหนิง
อยู่ครู่ใหญ่และสำรวจดวงตากับริมฝีปากนางอีก
ครา แต่กลับเผยสีหน้าสงสัยตัดสินใจไม่ได้หลาย
ส่วน เขาอ้าปากคิดจะกล่าวถ้อยคำ ทว่าพอมอง
จางเจอแล้วก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ย คล้ายกริ่งเกรงอะไร
บางอย่าง
เมื่อจางเจอเห็นจึงถามว่า “เฝิงเซียนเซิง
น้องสาวข้าเป็นเช่นไรบ้าง”
เฝิงหมิงอวี่ลังเลเล็กน้อย
หว่างคิ้วจางเจอทวีความเย็นชาขึ้นหลายส่วน
ถึงขั้นเผยชัดถึงความเย็นเยียบเสียดแทงกระดูกที่
ไม่เคยปรากฏ “มีอะไรไม่สะดวกจะพูดด้วยหรือ”
“ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่แบบนั้นเลย” เฝิงหมิงอวี่กริ่ง
เกรงจริง ๆ แต่ก็นึกได้ว่าตนไม่เคยสั่งให้ลูกน้อง
ลงมือกับสตรีเช่นเจียงเสวี่ยหนิง กล้าพูดได้ว่า
ปราศจากเรื่องให้ละอายใจ เขาจึงอธิบาย
“อาการปั่วยของน้องสาวท่านรุนแรงมาก ดู
อันตรายอย่างยิ่ง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีโรค
ปัจจุบันทันด่วนอะไรไร้อาการบอกล่วงหน้าเช่นนี้
ด้วย กลับ กลับเหมือนถูกพิษเสียมากกว่า…”
เสียวเปั่าร้องเสียงดัง “ถูกพิษ?!”
สายตาของจางเจอพลันพุ่งไปยังร่างเฝิงหมิ
งอวี่
เฝิงหมิงอวี่ยิ้มขื่น “ข้ารู้ดีแก่ใจว่าใต้เท้าจาง
อาจสงสัยนิกายสวรรค์ ข้าถึงเกิดลังเล แต่ข้าเองก็
เดินทางมาถึงทงโจวแล้วจึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใด
ต้องลงมือกับเด็กสาวผู้อ่อนแอเช่นน้องสาวท่าน
เลย ส่วนวิชาแพทย์นั้นข้ารู้เพียงกระผีกเดียว
หากให้รักษาโรคและอาการบาดเจ็บเล็กน้อยยัง
พอไหว แต่หากเป็นโรคและพิษร้ายแรงนั้นไม่กล้า
วินิจฉัยหรอก สถานการณ์เร่งด่วนยิ่งนัก ไม่สู้หา
หมอมาตรวจอาการของน้องสาวท่านดีกว่า หาก
ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปเกรงว่าคงมีอันตรายถึง
ชีวิต”
หวงเฉียนย่นหัวคิ้ว “แต่ฟั้ายังไม่สาง แล้วจะ
ไปหาหมอจากที่ใดกันเล่า”
เสียวเปั่ากลับบังเกิดความคิดฉับไว พูดขึ้นว่า
“มีขอรับ ท่านหมอจางแห่งร้านขายยาหย่งติ้งพัก
อาศัยในร้าน เพียงแต่อาการปั่วยของพี่สาว
ฉุกเฉินขนาดนี้ หากมัวแต่ส่งคนไปตามเกรงว่า
อาการจะทรุด ข้าว่าพวกเราส่งพี่สาวไปรักษา
อาการเลยดีกว่าขอรับ!”
ครั้นคำว่า ‘ร้ายขายยาหย่งติ้ง’ หลุดจากปาก
อีกฝั่าย จางเจอก็ใจสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
เขาหันขวับไปมองเสียวเปั่า
เด็กน้อยที่เขาเพิ่งพบหน้าหลังจากมาเจอพวก
นิกายสวรรค์มีรูปหน้ากลม ใช้เชือกสีแดงมัด
ผมเปียชี้ฟั้า สวมชุดเก่าเนื้อผ้าขาดวิ่นสกปรก
มอมแมม แต่งกายซอมซ่อเหมือนมาจาก
ครอบครัวยากจนข้นแค้น นัยน์ตาไร้เดียงสาไม่รู้
เรื่องราวทางโลกคู่นั้นเปียมล้นด้วยความกังวล
ประหนึ่งเพียงเพราะเป็นห่วงเจียงเสวี่ยหนิงถึงได้
เอ่ยชื่อ ‘ร้านขายยาหย่งติ้ง’ ออกมาโดย
ปราศจากความคิดอื่น
อย่างไรก็ตามยามนี้เขาไม่มีเวลาขบคิดมาก
นัก ประการแรกเพราะเป็นห่วงชีวิตของเจียง
เสวี่ยหนิง ประการที่สองร้านขายยาหย่งติ้งเองก็
เป็นแหล่งส่งข้อมูลข่าวสารที่ทางราชสำนักก่อตั้ง
จริง หากไปที่นั่นได้ย่อมปลอดภัยมากที่สุด
เขาโน้มกายคิดจะอุ้มนางและให้คนนำทางไป
ทันที
คิดไม่ถึงว่าเฝิงหมิงอวี่เห็นแล้วสีหน้า
แปรเปลี่ยน ส่งสายตาให้หวงเฉียนแวบหนึ่งก่อน
พลันลุกพรวดขึ้นขวางจางเจอ “ใต้เท้าจาง อีกไม่
นานฟั้าจะสางอยู่รอมร่อ เดิมทีท่านเป็นคนที่ซาน
เหรินส่งตัวมา พวกข้าแจ้งข่าวไปที่นิกายแล้วว่า
เช้าวันนี้จะพาท่านไปยังสาขา หากท่านพา
น้องสาวไปรักษา พวกเราทางนี้…”
ใช่แล้ว
ตอนนี้นิกายสวรรค์กำลังสงสัยเขาอยู่ ดังนั้น
จะปล่อยให้พาเจียงเสวี่ยหนิงไปหาหมอได้
อย่างไร
จางเจอจิตใจหนักอึ้งทันที
ระหว่างทุกคนสนทนากัน เจียงเสวี่ยหนิงก็สิ้น
สติและกำลังวังชาไปแล้ว ความเจ็บปวดบรรเทา
เล็กน้อยโดยไม่ทราบสาเหตุ ตรงข้ามกับความ
เหนื่อยล้าสาหัสซึ่งถั่งท้นจนมือไร้เรี่ยวแรง นิ้วมือ
ซึ่งดึงชายเสื้อของจางเจออยู่แต่เดิมร่วงหล่น
จางเจอหน้าเปลี่ยนสี
เขาไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ขณะเดียวกัน
ฝั่ายนิกายสวรรค์ซึ่งมีหวงเฉียนเป็นผู้นำก็กดมือ
บนดาบบริเวณเอวอย่างชัดเจนว่าได้รับคำสั่งลับ
มา สถานการณ์ตึงเครียดกว่าเดิมอยู่บ้าง
ทันใดนั้นเสียวเปั่าที่ยืนเหลียวซ้ายแลขวา
ภายในห้อง ไม่รู้ว่ามองสถานการณ์ตรงหน้า
เข้าใจหรือเปล่า กลับกัดฟันกรอดชูมือด้วย
ท่าทางขลาดกลัว “หรือให้ข้าพาพี่สาวไปหาหมอ
ดีขอรับ”
สายตาซึ่งเกือบจะกลายเป็นเย็นเยียบของจาง
เจอตกบนร่างเขา
หวงเฉียนตวาด “เจ้ามาปั่วนอะไรด้วย!!”
เฝิงหมิงอวี่กลับเริ่มขบคิด ไม่ได้ปริปาก
บทที่ 127 โอกาส (2)
เสียวเปั่าตอบเสียงเจื้อยแจ้ว “ในเมืองทงโจ
วแห่งนี้ไม่มีสถานที่ใดที่ข้าไม่คุ้นเคย ข้าเคยเข้า
สถานศึกษาส่วนตัวอยู่หลายวัน เคยได้รับการสั่ง
สอนจากอาจารย์จนรู้จักตัวหนังสือตั้งหลายคำ
ข้าไม่มีทางจำคำว่า ‘ร้านขายยาหย่งติ้ง’ ผิดแน่
ขอรับ! หากใต้เท้าจางกับท่านอัครมหาเสนาบดี
ซ้ายไม่วางใจส่งคนตามข้าไปเพิ่มอีกสองคนก็ได้
แล้ว”
หวงเฉียนใคร่ตำหนิเจ้าเด็กไม่รู้จักฟั้าสูง
แผ่นดินต่ำผู้นี้
แต่เฝิงหมิงอวี่กลับยกมือห้ามเขา กล่าวกับ
จางเจอว่า “ใต้เท้าจางควรทราบเช่นกัน ท่านเป็น
คนของตู้จวินซานเหริน หากมีโจรถ่อยวางยาพิษ
น้องสาวของท่านแสดงว่าต้องมีแผนการอื่นแน่
พวกข้ามิกล้าให้เกิดข้อผิดพลาดอันใดกับท่าน
เป็นอันขาด แม้เสียวเปั่าอายุยังน้อยแต่ก็ฉลาดหัว
ไว ทั้งยังคุ้นเคยกับพื้นที่ในทงโจวจริง ๆ พวกข้า
จะส่งอีกสองคนร่วมเดินทางกับเขาเพื่อพา
น้องสาวท่านไปยังร้านขายยาหย่งติ้งทันที จะได้
ไม่ทำให้อาการของน้องสาวท่านทรุดหนักและ
ท่านจะได้ไม่เสียเวลาเดินทางไปสาขาด้วย หากมี
ข่าวคราวของอาการน้องสาวท่านเมื่อใดจะรีบให้
เสียวเปั่ารายงานไปยังสาขา ไม่ทราบว่าทำเช่นนี้
ดีหรือไม่”
สายตาของจางเจอตรึงอยู่บนร่างของเสียว
เปั่า
เสียวเปั่ามีสีหน้าจริงจังอย่างหาได้ยาก เขา
ค้อมกายคารวะจางเจอคราหนึ่ง “ขอใต้เท้าจาง
โปรดวางใจ เสียวเปั่าจะดูแลพี่สาวเป็นอย่างดีแน่
ขอรับ”
อีกฝั่ายใช้สองมือประสานแสดงท่าคารวะ
จางเจอลดระดับสายตาเล็กน้อย ครั้นเห็น
เส้นน้ำหมึกสีดำติดในซอกเล็บนิ้วนางซ้ายของอีก
ฝั่ายก็เกิดการต่อสู้ในจิตใจ รู้ทั้งรู้ว่าทางนั้นมี
แผนการแอบแฝง แต่เพื่อรับรองความปลอดภัย
ของเจียงเสวี่ยหนิง สุดท้ายจึงค่อย ๆ ปิดเปลือก
ตาอย่างจำยอม
จางเจออุ้มเจียงเสวี่ยหนิงที่หมดสติขึ้นรถม้า
ด้วยตนเอง
เมื่อนางสิ้นสติ ความเจ็บปวดก็เหมือนจะ
บรรเทาลงไม่น้อย เพียงแต่หัวคิ้วยังขมวดมุ่น
ดังเดิม
จางเจอเลิกผ้าม่าน คิดจะเข้าไป
ทว่าลังเลครู่หนึ่งก็ยกแขนเสื้อเช็ดหน้าผากอัน
เรียบลื่นท่วมเหงื่อของนางช้า ๆ เนื่องจากกลัวว่า
สายลมเย็นจากภายนอกจะพัดมาต้องเหงื่อจนทำ
ให้นางหนาว
ทางฝั่ายนิกายสวรรค์ นอกจากเสียวเปั่าแล้ว
ก็ยังส่งชายฉกรรจ์มาอีกสองรายตามคาด
คนหนึ่งขี่ม้า ส่วนอีกคนเป็นองครักษ์คุ้มกัน
เสียวเปั่าอยู่ดูแลนางภายในตัวรถ
ขณะที่จางเจอออกมา เสียวเปั่ากำลังยืนอยู่
ข้างตัวรถและหันหลังให้เหล่าสาวกนิกายสวรรค์
ถึงกับส่งยิ้มให้เขาก่อนจะมุดศีรษะเข้าไปในตัวรถ
แส้ม้าหวดสะบัดกลางราตรีซึ่งกำลังจะล่วง
เข้าสู่อุษาโยค
เพลารถขยับหมุน
ไม่นานนักรถม้าก็เลือนลับตา ณ สุดปลาย
ถนนอันเหน็บหนาว
—————-
ฉัวะ
คล้ายบังเกิดเสียงผ้าฉีกขาดท่ามกลางความ
มืด แล้วก็มีเสียงเหมือนบางอย่างสาดกระเซ็นใส่
ผนัง
ตามด้วยเสียงล้มตึงสองครั้ง
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินเสียงเหล่านี้ตอน
สะลึมสะลือ
ต่อมาก็รู้สึกถึงกลิ่นหอมประหลาดที่ลอยมา
ชำแรกเข้าปอดระหว่างกำลังหายใจ อาการ
สะลึมสะลือซึ่งกักขังนางอยู่พลันสลายสิ้น
ประหนึ่งหยาดพิรุณเย็นสดชื่นห่าใหญ่ตกลงมา
ชำระล้างฝุั่นดินกลางขุนเขาจนสะอาดสะอ้าน
จากนั้นใครสักคนก็ยัดยาลูกกลอนใส่ปากนาง
ไม่อาจรับรู้รสชาติ ครั้นเข้าปากก็ละลายหมด
นางตื่นจากห้วงนิทรารมณ์ทันใด จดจำความ
ฝันได้เพียงว่าตนไปเยือนยมโลกและถูกผีน้อยจับ
ทอดในกระทะน้ำมัน ครั้นลืมตารอบด้านก็มีแต่
ความเงียบสงัด
นางอยู่บนรถม้า
เพียงแต่ขณะนี้รถม้าไม่ได้เคลื่อนที่
เสียวเปั่านั่งยอง ๆ ตรงหน้า บนร่างมีกลิ่น
อายของโลหิตสด ครั้นเห็นนางฟืนแล้วถึงค่อย
เก็บขวดหยกขาวขนาดเล็กในมือกลับไป ดวงตา
วาววามคู่นั้นราวกับจะส่องแสงได้ท่ามกลางความ
มืดมิด เขาเอ่ยว่า “คุณหนูรองเจียงฟืนแล้ว”
เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนกโดยพลัน
ก่อนหน้านี้นางหมดสติจึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่อง
อะไรบ้าง ครั้นได้ยินคำเรียกขานอันคุ้นเคยขน
ศีรษะก็ลุกชัน ต่อมาเมื่อจำได้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้า
คือเสียวเปั่า รูม่านตาก็หดรั้งรุนแรงและเข้าใจ
เรื่องราวส่วนใหญ่แล้ว “เจ้าวางยาทำร้ายข้า
หรือ”
ยามนี้เสียวเปั่าปราศจากสีหน้าตามสบาย ไร้
ท่าทางเป็นธรรมชาติเหมือนตอนเผชิญหน้าสาวก
นิกายสวรรค์ ตรงกันข้ามกลับดูเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย
เขาอธิบาย “เป็นแผนรับมือชั่วคราวเพื่อช่วยท่าน
ออกมาขอรับ ยานี้ออกฤทธิ์ได้หนึ่งชั่วยาม เมื่อ
คืนข้าจึงวางยาในอาหารของท่านอย่างไม่มี
ทางเลือก โชคยังดีที่แม้จะเสี่ยงแต่ก็สำเร็จลุล่วง”
เจียงเสวี่ยหนิงจ้องเขาไม่เอ่ยวาจา
เสียวเปั่าหยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่บรรจุก้อนเงิน
หลายก้อนขึ้นมา “นี่คือค่าเดินทาง หลังฟั้าสาง
จะเกิดเหตุวุ่นวายครั้งใหญ่ในทงโจว บนถนนฝัง
ตรงข้ามมีโรงเตี๊ยมอยู่แห่งหนึ่ง ท่านไปพักที่นั่น
สักคืน ห้ามไปไหนโดยพลการเด็ดขาด อย่างมาก
หนึ่งวันก็จะมีคนมารับแล้วขอรับ”
จากสถานการณ์อันตรายแปรเปลี่ยนเป็น
ปลอดภัยดุจฝันตื่นหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงฟังเขาพูดจบแล้วนิ่งงันครู่ใหญ่
ครั้นหวนนึกถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องทั้งหมด
ก็เข้าใจ ในเมื่อราชสำนักคิดจะหว่านแหจับกุม
สาวกนิกายสวรรค์ ย่อมไม่ถึงขั้นปล่อยให้จางเจอ
เสี่ยงอันตรายตามลำพังและยังเตรียมแผนลับ
เอาไว้ด้วย ทว่าจางเจอกับนางนัดแนะกันก่อน
แล้วว่าจะแสร้งปั่วย เสียวเปั่าผู้นี้กลับแทรกเข้า
มาวางยา เห็นชัดว่าทั้งสองฝั่ายไม่รู้แผนการของ
กันและกัน ทั้งยังหมายความว่าอย่างน้อยจางเจอ
ก็ไม่ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเสียวเปั่าแน่ๆ !
นางพลันใจหายวาบ
นางนั่งนิ่งไม่ไหวติงในรถม้า พลันเอ่ยถามด้วย
น้ำเสียงกอปรความเย็นชาอยู่หลายส่วน “เจ้า
เป็นคนของใคร”
เสียวเปั่าประหลาดใจในความเฉียบแหลม
ของนาง แต่นอกจากเขาจะรู้ว่าคุณหนูตรงหน้า
คือลูกศิษย์ของเซียนเซิงและเป็นผู้ที่ตนต้องช่วย
แล้ว เขาก็ไม่รู้สิ่งอื่นใดอีก ครั้นขบคิดถ้วนถี่จึง
ไม่ได้บอกกล่าวชัดเจน เพียงตอบกลับว่า “ไม่ใช่
คนที่ทำร้ายท่านก็แล้วกัน”
เจียงเสวี่ยหนิงถามอีก “ใต้เท้าจางเล่า”
เสียวเปั่าชะงัก แววตาหนักแน่นขณะกล่าว
“ท่านทราบเรื่องการเตรียมการที่ร้านขายยาหย่ง
ติ้งแล้ว ส่วนทางราชสำนักก็หว่านแหฟั้าวางตา
ข่ายดินมาตั้งแต่แรก ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ”
ใช่แล้ว
ร้านขายยาหย่งติ้งคือสถานที่ที่ให้การ
สนับสนุนราชสำนัก
ครั้นอีกฝั่ายตอบเช่นนี้เจียงเสวี่ยหนิงถึงรู้ว่า
ตนเกือบลืมเรื่องนี้ไป นางพลันหัวเราะ แม้ยังไม่
อาจลบเลือนความสงสัยจากจิตใจอยู่บ้าง แต่ก็
สงบใจได้หลายส่วน นางพูดขอบคุณเสียวเปั่า
“รบกวนที่มาช่วยเหลือแล้ว”
“ท่านไม่ต้องเกรงใจ”
เวลานี้ทางด้านเฝิงหมิงอวี่น่าจะออกเดินทาง
ไปสาขาแล้วเช่นกัน
เสียวเปั่ารู้ว่าเซียนเซิงยังมีแผนการให้ตนไป
จัดการให้ลุล่วงอีกอย่าง เขาจึงไม่กล้าเสียเวลา
แต่ถึงกระนั้นก็ยังกำชับเจียงเสวี่ยหนิงซ้ำว่าให้รอ
คนมารับที่โรงเตี๊ยม จากนั้นถึงเลิกผ้าม่านรถ
กระโดดออกไป ร่างสวมชุดสีเข้มไม่สะดุดตากลืน
หายไปโดยไร้ร่องรอยอย่างรวดเร็ว
ให้รออยู่ในโรงเตี๊ยม ไม่เกินหนึ่งวันจะมีคนมา
รับ…
เจียงเสวี่ยหนิงอยู่ในตัวรถ นางเลิกผ้าม่าน
มองฝังตรงข้ามของถนน แน่นอนว่ามีโรงเตี๊ยม
ค่อนข้างโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางท้องนภา
ที่กำลังค่อย ๆ สว่างเรือง
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด นางเห็นแล้วกลับรู้สึกว่า
สถานที่แห่งนั้นเหมือนกรงขังอันแน่นหนา
เมื่อเคลื่อนสายตากลับมาก็เห็นเงินก้อนวาง
อยู่เบื้องหน้า
หนึ่งร้อยตำลึง
เพียงพอจะเดินทางไปแดนสู่
ความคิดที่เก็บไว้ในใจพลันผุดขึ้นมา ประหนึ่ง
เสียงกระซิบของภูตผีปีศาจ แม้อยากข่มไว้ก็ไม่
อาจข่มได้ เจียงเสวี่ยหนิงหลุบตามองพลางหยิบ
มาก้อนหนึ่ง มีเพียงคำพูดของจางเจอในช่วงบ่าย
บนหาดริมแม่น้ำวันนั้นที่ดังก้องในหู “ถ้าไม่อยาก
กลับก็ไม่ต้องกลับ”