คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 128 ร้านขายยาหย่งติ้ง (1)
ปีใหม่ใกล้จะมาถึง บุตรผู้ท่องเที่ยวในแดน
ไกลต่างกลับบ้าน สามีผู้จากไกลหวนคืนบ้านเกิด
ผู้สัญจรหยุดเดินทาง
ยามรุ่งอรุณเงียบสงัดเป็นพิเศษ
ทว่าบริเวณริมทางหลวงกลับมีฝูงชนรวมตัว
กันแน่นขนัดใต้ต้นอวี๋และต้นหยางซึ่งใบร่วงหล่น
เหลือแต่กิ่งก้านแห้งเหี่ยว แต่ละคนพกดาบ
ประจำกาย สวมชุดรัดรูป ใบหน้าเคร่งขรึม
แม้จะอยู่กันเป็นจำนวนมากแต่ก็ไม่มีผู้ใด
เปล่งเสียง
สายตาของทุกคนมองไปทางร่างของคนหน้า
สุด
ไอหมอกหนาทึบแผ่ขยายข้ามผ่านเทือกเขา
ปกคลุมทงโจวซึ่งอยู่บนที่ราบตรงหน้าไปกว่าครึ่ง
ทัศนวิสัยของตัวเมืองที่ห่างออกไปไม่กี่ลี้จึงพร่า
มัว ไม่อาจมองเห็นชัดเจน
เซี่ยเวยสวมชุดขาวทั้งร่างเช่นเคย
ร่างสูงนั่งอยู่บนอาชาพ่วงพีสีแดงพุทรา แม้จะ
ไม่ได้พกพาศัตราวุธอันใด ทว่าบุคลิกของบัณฑิต
ผู้คงแก่เรียนในราชสำนักกลับลดลงถึงสามส่วน
กอปรด้วยความคมกริบและสุขุมลุ่มลึกอันหาได้
ยากประหนึ่งดาบซ่อนในฝัก
ไอหมอกเย็นสดชื่นปะทะใบหน้า แต่กลับแฝง
ไอสังหารรุนแรง
ทั้งเตาฉินและเจี้ยนซูติดตามอยู่ข้างหลัง
ขณะนี้ใบหน้าของคนจำนวนมากหันไปทาง
เมืองทงโจว จับจ้องบางสิ่งโดยไม่มีผู้ใดชักอาวุธ
ทิศบูรพาปรากฏแสงประภัสสรแล้ว
แทบจะชั่วพริบตาเดียวกับที่ลำแสงแรกแห่ง
รุ่งอรุณโผล่พ้นขอบฟั้าทอทะลุผ่านไอหมอก
บริเวณชานเมืองก็ปรากฏประกายแสงสีขาวหม่น
เส้นหนึ่งพุ่งสู่เบื้องบนประดุจเส้นเชือกสีขาว ชั่ว
พริบตาก็หายวับ
เตาฉินและเจี้ยนซูพลันสะท้านไปทั้งร่าง
แผนชั้นยอดซึ่งผ่านการวางแผนมาช้านานถึง
เวลาสุกงอมเหมาะจะเก็บเกี่ยวที่สุดพอดี
เพียงแต่เซี่ยเวยกลับไร้ซึ่งความยินดี
เขาเองก็เห็นลำแสงสีขาวหม่นนั้นเช่นกัน
ส่วนลึกของดวงตาอันหนักอึ้งมีแต่อนธการ ทว่า
ไม่ได้แสดงออกผ่านสีหน้าแม้แต่น้อย ดูไร้อารมณ์
ความรู้สึกประดุจเทพยดาผู้สูงส่งปราศจากกิเลส
ตัณหา เขายกมือสะบัดไปเบื้องหน้าเบา ๆ หลุบ
ตากล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
—————
เมืองหลวงกับวังหลวงมีความหมายต่อนาง
อย่างไรกันแน่
นับตั้งแต่ลงมาจากรถม้า เจียงเสวี่ยหนิงก็จด
จ้องโรงเตี๊ยมฝังตรงข้ามหลังนั้นพลางครุ่นคิดอยู่
นาน
ไอหมอกซึ่งลอยอ้อยอิ่งภายในเมืองกับสาย
ลมหนาวยามเหมันต์ปะทะใบหน้าจนชุดกระโปรง
เรียบ ๆ เปียกชื้น เจียงเสวี่ยหนิงอดก้มศีรษะเพื่อ
มองสำรวจตนเองในเวลานี้ไม่ได้
ปราศจากปินและต่างหูประดับเต็มศีรษะ
ปราศจากพัสตราภรณ์หรูหราคอยผูกมัด
อีกทั้งนางไม่ต้องคอยพะวงเรื่องหลักจรรยา
มารยาทในสังคม ขอเพียงอยู่ในเมืองทงโจวซึ่ง
ห่างจากเมืองหลวงไม่กี่สิบลี้แห่งนี้ก็เท่ากับว่าไม่มี
ผู้ใดเคยยลโฉมและล่วงรู้สถานะของนางแล้ว ซ้ำ
ยังยิ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านางคือคุณหนูรองผู้โชคร้าย
แห่งตระกูลเจียงและเป็นพระสหายร่วมศึกษา
ขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางภายในวังหลวง
ภาพลักษณ์ทั้งหมดที่ต้องเพียรรักษาพลัน
อันตรธานสิ้น
หากคนเราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนและ
อาศัยเพียงมโนภาพต่าง ๆ ในวัยเยาว์ ย่อมไม่มี
วันเข้าใจว่าสิ่งใดสำคัญสำหรับตนมากที่สุด
ชาติก่อนหว่านเหนียงบอกนางว่าสตรีเกิดมา
เพื่อล่อลวงบุรุษ เกิดมาแล้วควรใฝั่หาลาภยศ
สรรเสริญ สตรีผู้มีสถานะสูงส่งที่สุดและประสบ
ความสำเร็จที่สุดในโลกนี้ควรอยู่เคียงข้างพระ
วรกายฮ่องเต้ เป็นผู้ครอบครองตราหงส์ที่ทำให้
สตรีอื่นในใต้หล้าต้องใช้ชีวิตด้วยการคอยสังเกตสี
หน้า
เจียงเสวี่ยหนิงทนรับวาจากระทบกระเทียบ
เหน็บแนมจากพวกชอบตัดสินคนจากภายนอกที่
ชนบทมามากพอแล้ว
ตอนหวนคืนตระกูลเจียงในเมืองหลวงและ
ล่วงรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนคราวนั้น นาง
รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่พอใจด้วยคิด
ว่าสวรรค์เบื้องบนติดค้างตน จึงกระเสือกกระสน
อย่างดันทุรังเพื่อปีนปั่ายไปให้ถึงตำแหน่งของ
ผู้ปกครองตำหนักทั้งหก
ลาภยศมีแล้ว สรรเสริญมีแล้ว
แต่เมื่อได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้ก็จะถูกผู้อื่น
คอยจับจ้องแย่งชิง ชีวิตหาได้สงบสุขเช่นยามอยู่
ชนบทไม่ ส่วนการจะได้เข้าหรือออกจากวังหลวง
ก็ยิ่งเหมือนความฝัน หากนางต้องการเที่ยวชม
งานเทศกาลโคมไฟแล้วไปแจ้งให้เสิ่นเจี้ยรับทราบ
เจ้าเหนือหัวผู้สง่างามทว่าอ่อนแอขี้ขลาดผู้นี้ไม่มี
ทางพานางไปสัมผัสความรู้สึกที่แท้จริงตาม
ท้องตลาด เป็นต้องสร้างความประหลาดใจให้
นางด้วยการจัดเตรียมงานเทศกาลโคมไฟในวัง
หลวงเป็นแน่แท้ และเมื่อคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้
ออกมาจากปากของบรรดาขุนนางผู้สูงส่งทรง
คุณธรรมก็จะกลายเป็นว่านางมีความคิดตื้นเขิน
และใช้ชีวิตหรูหราฟุั่มเฟือยแทน
ทำเช่นนี้ก็ผิด ทำเช่นนั้นก็ผิด
หากทำตามนิสัยของนางยามอยู่ชนบท นาง
คงเงื้อกระบองมาไล่ฟาดเจ้าพวกบัณฑิตเฒ่า
พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหลรายคนไปนานแล้ว หาก
ไม่ฟาดจนศีรษะแตกเลือดตกยางออกจะไม่ละ
เว้นเด็ดขาด
ทว่านางเป็นฮองเฮา
นางนึกเสียใจภายหลังจนอยากโยนตราหงส์
ทิ้งไปเสีย แต่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ที่ต้องพึ่งพา
นางต่างไม่ยินยอม ทั้งยังมีเหล่าพระสนมซึ่งเป็นที่
โปรดปรานในวังหลังต่างจับจ้องนางราวกับจะกิน
เลือดกินเนื้อ ไม่แน่ว่าทันทีที่นางก้าวเท้าพ้นจาก
วังหลวงก็อาจต้องทอดร่างกลายเป็นศพอยู่กลาง
สถานที่อันรกร้างห่างไกลก็เป็นได้ ยิ่งไปกว่านั้น
ชีวิตนางน่ะช่วงก่อนเสิ่นเจี้ยไม่อนุญาตให้ทำแบบ
นั้น ส่วนช่วงหลังก็มีเยี่ยนหลินที่ก่อกบฏและกัก
บริเวณนางเอาไว้อีก
พระราชวังแห่งหนึ่งถึงกับมีกำแพงสูง
ล้อมรอบทั้งสี่ด้านและการดักซุ่มทำร้ายทั่วทุก
สารทิศ
ต่อมานางเริ่มหลับไม่สนิท ยากจะข่มตานอน
ท่ามกลางราตรีอันยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ
“ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มค่าเลยจริง ๆ …”
เจียงเสวี่ยหนิงขยี้เท้า ในที่สุดก็ปลงตกและ
คิดอย่างแน่วแน่ได้แล้ว
“เปินกงมีเงินอยู่ในมือ ทั้งยังมีที่พึ่งรายใหญ่
อย่างฟางอิ๋นอีก ครั้นออกจากเมืองหลวงมาได้
แล้วก็ไม่ต่างจากได้ออกสู่ท้องทะเลอันไพศาลที่มี
ไว้ให้มัจฉาแหวกว่าย ผืนนภากว้างใหญ่ที่มีให้
วิหคได้โผบิน ไม่ว่าจะไปแห่งหนใดก็จะได้ใช้ชีวิต
อย่างมีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ แล้วไยข้าต้องไป
สนใจการต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายของคน
พวกนั้นด้วยเล่า! บางทีข้าซึ่งเป็นสตรีอ่อนแอคน
หนึ่งก็คงช่วยใต้เท้าจางไม่ได้เช่นกัน ไม่สู้ใช้โอกาส
นี้หลบหนีไปก่อนดีกว่า จะได้ไม่ถูกพวกเขาจับตัว
กลับเมืองหลวงและจะได้ไม่ต้องเป็นที่รองรับ
อารมณ์ใครอีก!”
ครั้นความคิดตกตะกอน นางก็มองโรงเตี๊ยม
แห่งนั้นเป็นครั้งสุดท้าย หมุนกายไม่เข้าไป กลับ
ฉวยโอกาสขณะเมืองทงโจวเพิ่งตื่นจากหลับใหล
ใต้แสงรุ่งอรุณและผู้คนสัญจรยังไม่มาก วิ่งมุ่ง
หน้าไปทางประตูเมืองด้วยฝีเท้าอันแผ่วเบาว่องไว
เงินที่พกติดตัวมีเพียงพอให้เดินทางไปถึงแดน
สู่
นางสังเกตตั้งแต่ตอนเข้าเมืองมาเมื่อคืนแล้ว
ว่าระหว่างทางมีร้านเช่ารถม้า เงินที่ตนถือครอง
มากพอจะซื้อสาวใช้และสารถีอย่างละราย
กระทั่งว่ายังซื้อองครักษ์ร่างกายแข็งแรงกำยำได้
อีกคนด้วย ตลอดการเดินทางไปยังแดนสู่จะได้
ปลอดภัยขึ้นบ้าง
ยามเหมันต์ท้องนภาสว่างช้า แม้
บุคคลภายนอกซึ่งเดินทางเข้าเมืองจะมีน้อยลง
แต่ร้านค้าทั้งหลายยังดำเนินกิจการดังเดิม เป็น
เพราะพวกเขาอยากฉกฉวยโอกาสช่วงท้ายปีขาย
สินค้าเฉลิมฉลองเทศกาลให้มากขึ้นอีกสักนิด
เพื่อครอบครัวจะได้มีเนื้อเพิ่มสักหลาย ๆ ชามใน
วันฉลองเทศกาลปีใหม่
ด้วยเหตุนี้เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเดินไปได้พักหนึ่ง
จึงพบว่าผู้คนสัญจรทยอยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ร้านเช่ารถม้าอยู่เบื้องหน้า
เสาธงเอียงโผล่มาท่ามกลางสายลมหนาว
ผู้คนเดินเข้าออกบริเวณประตูใหญ่
บนถนนไม่ไกลจากร้านเช่ารถม้าเท่าใดนักมี
คนเปิดร้านน้ำชา เขาเพิ่งต้มน้ำเสร็จและกำลังจะ
ชงชาให้ผู้มาหยุดพักเท้า
“ปีนี้หนาวมากจริง ๆ”
“นี่จะนับว่าหนาวได้อย่างไร ชายแดนทาง
เหนือนั่นต่างหากเรียกว่าหนาว ข้าเพิ่งกลับจาก
เมืองหลวง ได้ยินว่าปีนี้ม้าของราชทูตต๋าต๋าที่มา
ถวายเครื่องราชบรรณาการตายไปหลายตัวแน่ะ
ระหว่างเดินทาง…”
“ถุย ถวายเครื่องราชบรรณาการอะไรกัน คน
เขามาขออภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี
ต่างหาก!”
“เหมือนกันน่า ฮ่า ๆ มันก็เหมือนกันนั่น
แหละ…”
บทที่ 128 ร้านขายยาหย่งติ้ง (2)
เดิมทีเจียงเสวี่ยหนิงเพียงจะผ่านร้านน้ำชาไป
ยังร้านเช่ารถม้าด้านหน้า แต่พอได้ยินคำว่า
‘อภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี’ ฝีเท้าก็
หยุดชะงัก นางหันขวับกลับไปมองด้านในตัวร้าน
บรรดาผู้ที่นั่งอยู่สวมเสื้อผ้าหลากหลาย มีทั้ง
ยาจกและสูงศักดิ์ รูปร่างหน้าตาก็ดูไม่คุ้น
ทว่านางเห็นแล้วกลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างเลือน
ราง
ความคิดของนางคล้ายย้อนไปยังวันที่โหยว
ฟางอิ๋นไปแต่งงานไกลถึงแดนสู่อีกครา เมื่อโหยว
ฟางอิ๋นออกจากเมืองหลวงก็ผ่านจุดพักม้าแห่ง
หนึ่ง ลูกค้าที่ละม้ายกันกับภาพยามนี้นั่งในร้าน
น้ำชาคล้ายคลึงกัน แม้แต่เนื้อความที่สนทนายัง
ใกล้เคียง
ท้องฟั้าที่มีดวงตะวันสาดแสงทำให้เมฆครึ้ม
สลายในพริบตา บ้านเรือนเรียงรายแน่นขนัดและ
กำแพงเมืองเก่าคร่ำคร่าอันเงียบสงัดไกลห่าง
ออกไปในบัดดล ภาพเหล่านั้นพังทลายกลายเป็น
ที่ราบเต็มไปด้วยหญ้าแห้ง
รถม้าผูกผ้าแพรสีแดงของโหยวฟางอิ๋นจากไป
ไกลแล้ว
แต่ราชองครักษ์กลับเคลื่อนที่เข้ามาใกล้
พร้อมฝุั่นควันคละคลุ้งจากกีบม้า
นางจำได้ว่าตนไม่อาจสะกดกลั้นความคิดชั่ว
แล่นอันแสนเศร้า เลยถามเสิ่นจื่ออีไปว่า “ไม่ทรง
อยากประทับในวังหลวงหรือเพคะ”
สตรีผู้งามสง่าดูเคร่งเครียดไม่น้อย ทั้งที่อายุ
ไล่เลี่ยกับตนแต่คล้ายมีความกลัดกลุ้มทุกข์ระทม
อัดแน่นเต็มอก เสิ่นจื่ออีเบนสายตาที่ทอดมอง
ออกไปไกลมาหาเจียงเสวี่ยหนิงด้วยท่าทางสงบ
นิ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มสดใสบาง ๆ ประหนึ่งปลงตก
แล้ว
“ผู้ใดจะไปอยาก”
นางตอบว่า ‘ผู้ใดจะไปอยาก’
ผู้ใดจะไปอยากอยู่ในวังกันเล่า
“หลบหน่อย หลบหน่อย!”
ลูกจ้างประจำร้านรีบร้อนเข็นรถบรรจุสินค้า
จนเต็มแน่นมาบนถนนใหญ่ เมื่อเห็นว่าผู้ที่ยืน
ขวางทางไม่ยอมขยับร่างเสียทีจึงอดร้องตะโกน
อย่างร้อนใจไม่ได้
ภาพที่ปรากฏในสมองเจียงเสวี่ยหนิงจึง
ระเบิดสิ้นและสูญสลาย
ไร้หญ้าแห้ง ไร้เมฆครึ้ม ไร้ทุ่งร้าง และไร้
เสิ่นจื่ออี มีเพียงเสียงโหวกเหวกโวยวายใน
ท้องตลาดอันเต็มไปด้วยการดำเนินชีวิตของผู้คน
รวมถึงสารพัดสายตาสงสัยใคร่รู้จากใครต่อใคร
โดยรอบ
นางได้สติ รีบหลีกทางให้
ลูกจ้างประจำร้านที่เข็นรถไม่ได้สังเกตว่านาง
มีรูปร่างหน้าตาเช่นไร เขาเข็นรถจากไปอย่าง
รีบเร่ง เพียงส่งเสียงพึมพำประโยคหนึ่งว่า “มา
เดินละเมอบนถนนตั้งแต่เช้าตรู่ทำบ้าอะไร!”
เจียงเสวี่ยหนิงมองคนผู้นั้นจากไปไกลแล้วถึง
นึกได้ว่าตนกำลังจะไปเช่ารถม้า
ทว่าเมื่อนางเริ่มย่างเท้าอีกครากลับรู้สึกว่า
เท้าหนักอึ้งกว่าเดิมหลายส่วน
ความรู้สึกเคว้งคว้างถั่งท้นหัวใจ มือซึ่งจับห่อ
ผ้าน้อยค่อย ๆ กำแน่น เดินสักพักก็ก้าวเท้าต่อไม่
ออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ เจียงเสวี่ยหนิงหยุด
ตรงหน้าร้านที่ยังไม่เปิดแห่งหนึ่ง ทอดสายตามอง
ร้านเช่ารถม้าที่อยู่ไม่ไกลเบื้องหน้าอย่างใจลอย
อาจเพราะนางยืนอยู่นานเกินไป
เสียงความเคลื่อนไหวดังจากร้านทางด้านข้าง
ถัดมาก็เกิดเสียงขยับพลิกบานประตู
ลูกจ้างร้านขายยาสวมชุดสีครามหิ้วปั้าย
สี่เหลี่ยมเขียนตัวอักษรคำว่า ‘หย่งติ้ง’ ออกมา
แขวนด้านนอก ครั้นเงยศีรษะเห็นสตรีผู้หนึ่งยืน
อยู่นอกร้านจึงเอ่ยถามอย่างรู้งานทันที “มาพบ
ท่านหมอหรือขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมีเรื่องต้องคิด จิตใจไม่อยู่กับ
เนื้อกับตัว เมื่อผินหน้ามาเห็นปั้ายร้านในมือ
ลูกจ้างร้านขายยาถึงพบว่าตนกำลังยืนขวางการ
เปิดร้านของผู้อื่นอีกแล้ว เลยตอบกลับว่า
“เปล่า” เมื่อขอโทษเสร็จจึงเดินมุ่งไปข้างหน้า
แต่เดินไปไม่กี่ก้าวก็รู้สึกผิดปกติ
ปั้ายร้านในมือลูกจ้างร้านขายยาพลันปรากฏ
วูบในสมองนางราวกับประกายไฟ เหลือไว้เพียง
ตัวอักษร ‘หย่งติ้ง’ สองคำบนนั้น ทำให้นางต้อง
รั้งฝีเท้าแล้วหมุนกายกลับไปถามทันควัน “ที่นี่
คือร้านขายยาหย่งติ้งหรือ”
ลูกจ้างร้านขายยาเพิ่งแขวนปั้ายหน้าร้าน
เสร็จก็เห็นนางวกกลับมา เขางุนงงสงสัยอยู่บ้าง
ตอบว่า “ใช่ขอรับ ท่านอยากจะพบท่านหมอแล้ว
หรือขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงมองสำรวจร้านขายยาแห่งนี้
รอบหนึ่ง รอบด้านมีผู้คนสัญจรขวักไขว่ ทว่าร้าน
นี้ปราศจากการระวังปั้องกันอย่างเข้มงวด
นางจิตใจหนักอึ้ง เอ่ยถามอีกครา “เมื่อสักครู่
มีเด็กอายุราวสิบกว่าปีมาบ้างหรือเปล่า”
ลูกจ้างร้านขายยาเพียงคิดว่านางมาตามหาคน
“ไม่เห็นนะขอรับ แม่นางพลัดหลงกับญาติหรือ”
หัวคิ้วเจียงเสวี่ยหนิงกระตุกอย่างรุนแรง “ไม่
มา?!”
เมื่อครู่เสียวเปั่าจงใจเอ่ยถึงร้านขายยาหย่งติ้ง
กับนาง…
เดิมทีนึกว่าอีกฝั่ายจะมาส่งข่าวเสียอีก!
ผิดปกติ
เรื่องนี้ผิดปกติแล้วจริง ๆ !
เจียงเสวี่ยหนิงคิดมาถึงจุดนี้ก็ไม่อาจสงบ
เยือกเย็นได้อีกต่อไป นางก้าวเข้าร้านโดยไม่พูด
พร่ำทำเพลง เอ่ยโพล่งว่า “ท่านหมอของพวกเจ้า
อยู่ที่ใด ข้ามีธุระจะพบเขา!”
วิชาแพทย์ของท่านหมอจางแห่งร้านขายยา
หย่งติ้งเมืองทงโจวนับว่ามีแต่คนชื่นชม เขาเป็น
ชายชราที่แข็งแรงกระปรี้กระเปร่าเปียมกำลัง
วังชา ขณะนี้เพิ่งจะตื่นนอนและหยิบเข็มเดิน
ออกมาจากหลังร้าน เมื่อเห็นว่ามีคนต้องการพบ
ก็คิดเพียงว่าคงมีคนสักครอบครัวหนึ่งเกิดอาการ
ปัจจุบันทันด่วนต้องการรักษา เขาจึงปลอบนาง
ว่า “ข้าเอง แม่นางอย่าร้อนใจ บอกกล่าวมาดี ๆ
เถอะว่าใครในบ้านเจ้าที่ล้มปั่วยและอาการเป็น
เช่นไร ข้าจะได้เตรียมการให้พร้อม…”
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะมามัวฟังถ้อยคำไร้สาระ
ของเขา
นางตัดบทโดยไม่ฟังเขาพูดให้จบ “สถานะ
ของใต้เท้าจางถูกเปิดเผย ขณะนี้กำลังตกอยู่ใน
อันตราย เขาติดตามนิกายสวรรค์ไปยังสาขาทง
โจวแล้ว กำลังเสริมของราชสำนักอยู่ที่ใด”
ท่านหมอจางเบิกตาโพลง หัวสมองมึนงง
“อะไรนะ…”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงัน “ท่านไม่ทราบหรือ”
ท่านหมอจางไม่เคยพบคนแปลกประหลาด
เช่นนี้มาก่อน เพียงสงสัยว่าอาจเป็นอาการของผู้
ที่ได้รับความกระทบกกระเทือนทางจิตใจ กอปร
กับเขามีจิตเมตตาของหมอที่คิดจะช่วยเหลือ
ผู้ปั่วย จึงตอบไปว่า “เจ้ามาหาผิดที่หรือเปล่า”
โลหิตภายในกายเจียงเสวี่ยหนิงเย็นเยียบ
กว่าเดิมทีละส่วน
นางจึงถาม “ขอเรียนถามท่านหมอ ใน
เมืองทงโจวมีร้านขายยาหย่งติ้งอยู่กี่ร้าน”
ท่านหมอจางตอบ “มีร้านข้าเพียงร้านเดียว”
ใบหน้าของจางเจอ เสียวเปั่า เฝิงหมิงอวี่
และหวงเฉียนฉายวาบในสมองเจียงเสวี่ยหนิง
ร่างพลันส่ายโอนเอนจนแทบยืนไม่อยู่ ต้องถอย
หลังก้าวหนึ่งถึงจะยืนได้มั่นคง ใบหน้าซีดเผือดไป
แล้ว
เรื่องร้านขายยาหย่งติ้งเป็นเรื่องเท็จ
เรื่องราชสำนักมีกำลังเสริมก็เป็นเรื่องเท็จ
เป็นไปได้อย่างไร…
จางเจอเล่า แล้วจางเจอจะทำเช่นไร
ท่านหมอจางปรายตามองนาง “แม่นาง สี
หน้าเจ้าไม่สู้ดีเลยนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลับถามเสมือนกำลังละเมอ
“ท่านหมอ จะไปศาลาว่าการได้อย่างไร”
ท่านหมอจางได้ยินไม่ชัด เอ่ยขึ้นมาอีกว่า
“ภายในร้านไม่มีผู้ปั่วยอื่น ไม่สู้เจ้านั่งพักหายใจ
ก่อนเถิด…”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงจิตใจร้อนรนกระวน
กระวาย ไหนเลยจะฟังคำพร่ำบ่นของชายชรา สี
หน้าของนางแปรเปลี่ยน แสดงอาการเกรี้ยว
กราดดุร้ายหลายส่วน ถามเขาเสียงดังลั่น “ข้า
ถามท่านว่าจะไปศาลาว่าการได้อย่างไร!”