คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 129 เรื่องแดง (1)
“นิกายสวรรค์ก่อตั้งมาช้านานถึงสามสิบกว่า
ปีแล้ว เดิมทีเกิดจากการรวมตัวกันบนภูเขาของ
เหล่าราษฎรผู้ลี้ภัยชาวเจียงหนานซึ่งสูญเสียไร่นา
ทรัพย์สิน มีจุดมุ่งหมายคือตั้งตนเป็นศัตรูกับ
ทางการโดยเฉพาะ ตั้งนามในยุทธภพว่า ‘กลุ่ม
เสมอภาค’ แต่ก็ไม่ได้กลายเป็นขุมอำนาจใหญ่สัก
เท่าไร กระทั่งท่านเจ้านิกายเดินทางผ่านมาและ
เปลี่ยนแปลงความคิดของชาวบ้านด้วยหลักการ
แห่งเต๋า ท่านอธิบายหลักแห่งเต๋าอยู่บนเขาถึงสิบ
วัน เหล่าสมาชิกกลุ่มล้วนคิดว่าท่านคือเทพเซียน
ที่ลงมายังโลกมนุษย์ พวกเขาจึงเสนอให้ท่านเป็น
ผู้นำ ต่อมาท่านเปลี่ยนชื่อ ‘กลุ่มเสมอภาค’ เป็น
‘นิกายสวรรค์’ โดยบอกว่าพวกเราหาใช่โจรปั่า
เร่ร่อนอีกต่อไปไม่ แต่เป็นนิกายใหม่ซึ่งเกิดจาก
การผสานหลักแห่งพุทธและเต๋า ส่วนชื่อกลุ่มที่
เปลี่ยนเป็นนิกายสวรรค์ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการถูก
กล่าวหาว่าล่วงเกินเบื้องบน อีกทั้งจะได้เผยแผ่คำ
สอนของลัทธิไปทั่วผืนปฐพี นิกายสวรรค์เรามีผู้
ศรัทธาเข้าร่วมจำนวนมาก สร้างสาขา
แพร่กระจายเป็นวงกว้างตามมณฑลต่าง ๆ หาก
เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าพี่น้องจะได้ดูแลและรับมือ
กันสะดวกขอรับ”
ภายในเมืองทงโจว หวงเฉียนเดินหัวเราะ
พลางชี้ไปข้างหน้า
“ใต้เท้าจางดูสิ ข้างหน้าคือสาขาทงโจว พวก
เรายังคงใช้กฎเกณฑ์เดิมเหมือนหลายสิบปีก่อน
ที่ตั้งของสาขาจึงสร้างในอารามเต๋า พี่น้อง
ทั้งหลายไปรอต้อนรับที่ภูเขาทางด้านหลังแล้ว
ขอรับ”
จางเจอเคลื่อนสายตามองตาม พบว่าเป็น
อารามเต๋าแห่งหนึ่งจริง ๆ
ทิศตะวันตกของเมืองทงโจวติดภูเขา ถือเป็น
ปราการทางธรรมชาติ แม้ภูเขาจะไม่ได้สูงมากนัก
แต่ก็มีทัศนียภาพหมดจดงดงามอยู่หลายส่วน
สิ่งที่เติบโตล้วนเป็นต้นสนเก่าแก่ทนหนาว
ประตูทางเข้าสร้างตรงเชิงเขา ปั้ายคำว่า
‘อารามซั่งชิง’ แขวนไว้ด้านบน กรอบปั้ายและ
ประตูทางเข้าค่อนข้างเก่าคร่ำคร่าพอสมควร เมื่อ
มองจากภายนอกถึงขั้นดูทรุดโทรมมากด้วยซ้ำ
คิดว่ายามปกติคงไม่ค่อยมีผู้ขึ้นมาสักการะสัก
เท่าใด
ตั้งแต่เห็นเสียวเปั่าบังคับรถม้าพาเจียงเสวี่ย
หนิงไปหาหมอที่ร้านขายยาหย่งติ้ง จางเจอก็
จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวหน่อย ๆ ใบหน้าอันเฉย
ชาฉายความหนักอึ้งให้เห็นเล็กน้อย
ครั้นเห็นอารามเต๋าเขาจึงเพียงผงกศีรษะ
ชาวบ้านกล่าวขานถึงต้นกำเนิดของนิกาย
สวรรค์เสียจนกลายเป็นเรื่องลี้ลับอัศจรรย์ แต่ใน
สายตาของขุนนางราชสำนักผู้รู้ตื้นลึกหนาบาง
เป็นอย่างดีเช่นเขา กลับไม่ได้รู้สึกว่ามัน
มหัศจรรย์พันลึกอะไรนัก
สิ่งที่หวงเฉียนเล่ามาถูกต้องเป็นส่วนใหญ่
ยุคแรกนิกายสวรรค์คือ ‘กลุ่มเสมอภาค’ ซึ่ง
เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มราษฎรผู้
สิ้นไร้ไม้ตอกและพลัดที่นาคาที่อยู่ มีจุดประสงค์
เพื่อต่อต้านขุนนางท้องถิ่นหรือไม่ก็ปล้นชิงพ่อค้า
ผู้สัญจรไปมาเพื่อความอยู่รอด ทว่าหลังจากอดีต
ฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ราวสิบห้าปีหรือก็คือรัช
สมัยเต๋อเจิ้งปีที่สิบห้า ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋าก็
เกิดความขัดแย้งขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กขึ้นครั้งหนึ่ง
ลัทธิเต๋าเป็นลัทธิความเชื่อประจำท้องถิ่น
เจริญรุ่งเรืองมาช้านานแล้ว
จนใจที่สองร้อยปีก่อนพระพุทธศาสนาเผยแผ่
เข้ามาจากทางทิศประจิม ขณะนั้นบ้านเมืองอยู่
ในช่วงกลียุค ผู้ศรัทธาทั่วแคว้นเพิ่มขึ้นนับไม่ถ้วน
อย่างฉับพลัน มิได้ด้อยกว่าลัทธิเต๋าแม้แต่น้อย ผู้
ศรัทธาต่อความเชื่อทั้งสองต่างสร้างศาสนสถาน
ของความเชื่อตนเพื่อแย่งชิงผู้ศรัทธาและอาณา
เขต ก่อให้เกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นระยะ
จวบจนอดีตฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์
พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นความ
เชื่อกระแสหลัก
ขณะนั้นผู้นำฝั่ายพระพุทธศาสนาคือวัดไปั๋
หม่า อดีตฮ่องเต้ถึงกับเคยเสด็จไปสักการะและ
ขอพรที่วัดแห่งนี้ เจ้าอาวาสคือสมณะหยวนจีซึ่ง
ปัจจุบันดำรงยศเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน
ส่วนผู้นำฝั่ายลัทธิเต๋าคืออารามซานชิง กล่าวกัน
ว่าอารามนี้สืบทอดคำสอนและขนบธรรมเนียม
แห่งเต๋ามานับพันปี เจ้าอารามเต๋าเป็น
ผู้เชี่ยวชาญคำสอนแห่งเต๋าและมีนามฉายาว่า
‘เจินอี่’ ทุกคนต่างเรียกขานด้วยความเคารพว่า
‘นักพรตเจินอี่’
คิดไม่ถึงว่าปีนั้นความขัดแย้งของทั้งสองฝั่าย
จะลุกลามบานปลาย
ทั้งสองศาสนาล้วนต้องการช่วงชิงตำแหน่ง
สมณะหยวนจีและนักพรตเจินอี่จึงนัดถกคำสอน
กันตรงเชิงเขาไท่ ต่างฝั่ายต่างวัดกำลังประชันสูง
ต่ำด้วยการถกวิถีแห่งพุทธและหลักการแห่งเต๋า
ทำให้มีผู้ศรัทธาและผู้บำเพ็ญตนมารวมตัวกัน
เพื่อสดับการสาธยายหลักคำสอนของคนทั้งคู่
อย่างคับคั่ง
เนื่องจากกาลเวลาผันผ่านมานานมากแล้ว
รายละเอียดของเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในปีนั้นจึง
เหลือไว้เพียงคำบอกเล่ากระท่อนกระแท่น
อย่างไรก็ตามคนกลับเล่าสืบต่อกันถึงผลลัพธ์
สุดท้ายเป็นวงกว้าง—
ลัทธิเต๋าของนักพรตเจินอี่เป็นฝั่ายย่อยยับ
ปราชัย
ชาวบ้านร้านตลาดลือกันว่าหลังจากสมณะ
หยวนจีถกคำสอนกับนักพรตเจินอี่หลายวัน เขาก็
เปิดโปงว่ามีอารามเต๋าหลายแห่งลักพาตัวหญิง
สาวชาวบ้าน แอบดำเนินกิจการสกปรกโสมมเช่น
ซ่องโสเภณี สมณะหยวนจียังระบุอีกว่านักพรต
เจินอี่คือ ‘นักพรตปีศาจ’ เพราะแท้จริงแล้วเป็น
ปีศาจร้ายที่ลงมาก่อหายนะบนโลกมนุษย์
จากนั้นสมณะหยวนจีจึงทำพิธีกรรมให้นักพรต
เจินอี่เผยร่างที่แท้จริง
ฝูงชนตกอยู่ในความโกลาหล
อารามซานชิงถูกคนทุบทำลายเสียสิ้น
นักพรตเจินอี่หนีหัวซุกหัวซุน หายสาบสูญและ
ปราศจากร่องรอยนับแต่นั้น ส่วนกิตติศัพท์ของ
สมณะหยวนจีก็เพิ่มพูนเป็นอันมากจากเหตุการณ์
ดังกล่าว ผู้มาสักการะวัดไปั๋หม่าคับคั่งมากขึ้น
เรื่อย ๆ
น้อยคนนักจะรู้ว่านักพรตเจินอี่ไม่ได้หาย
สาบสูญไปจริง ๆ
เขาเปลี่ยนสถานะใหม่ ตั้งนามทางโลกว่า
‘ว่านซิวจื่อ’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘สรรพสิ่งล้วนจบ
สิ้น’ แล้วฉวยจังหวะช่วงที่ราษฎรดำเนินชีวิตด้วย
ความทุกข์เข็ญ เผยแผ่คำสอนของ ‘กลุ่มเสมอ
ภาค’ ด้อยคุณค่าพุทธละทิ้งคำสอนเต๋า ก่อตั้ง
‘นิกายสวรรค์’ และหวนกลับมาใหม่
นิกายนี้ถือหลัก ‘ใต้หล้าล้วนเท่าเทียม’ สอน
ให้ผู้ศรัทธาทั่วทั้งแผ่นดินช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เนื่องด้วยทุกคนต่างเป็นพี่น้อง ด้วยเหตุนี้นิกาย
สวรรค์จึงได้รับการแซ่ซ้องเป็นวงกว้าง
ราษฎรผู้ยากจนข้นแค้นเป็นชนส่วนใหญ่ใน
แผ่นดิน เมื่อได้ยินหลักคำสอนเช่นนี้จึงชื่นชอบ
ยินดียิ่งนัก
เพราะฉะนั้นนิกายสวรรค์เลยใช้เวลาไม่กี่ปีก็
กล้าแกร่ง กบฏผิงหนานอ๋องยี่สิบปีก่อนเองก็
ได้รับความช่วยเหลือจากนิกาย ถึงกับยาตราทัพ
บุกตีถึงเมืองหลวงจนเกือบโค่นบัลลังก์มังกรของ
ฮ่องเต้ต้าเฉียนได้
ที่แท้ข้อเท็จจริงของการถกคำสอนสมัยนั้น
เป็นเช่นไร จางเจอย่อมไม่ทราบ
แต่เขาใช้สามัญสำนึกอนุมานได้ว่า ‘นักพรต
เจินอี่’ ที่บัดนี้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามเป็น ‘ว่าน
ซิวจื่อ’ ซึ่งดำรงสถานะเจ้านิกายผู้นี้จะต้องจดจำ
ความแค้นสมัยนั้นไว้เป็นแน่แท้ ด้านสมณะหยวน
จีเมื่อสี่ปีก่อนเคยช่วยเสิ่นหลางให้ขึ้นครองราชย์
ถือว่ามีผลงานเหนือล้ำกว่าเซี่ยเวยเสียอีก ซ้ำยัง
ได้รับความเคารพนับถือเป็นอย่างสูงจนถึงขั้น
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ปรึกษา
ราชการแผ่นดิน เกรงว่าสถานะของสมณะหยวน
จีที่เป็นเช่นนี้คงยิ่งทำให้เจ้านิกายว่านเห็นเขาเป็น
เสี้ยนหนามทิ่มแทงนัยน์ตากว่าเดิม
นิกายสวรรค์เปรียบตนเองเสมือนพุทธและ
เต๋า สร้างสาขาบุกยึดและครอบครองพื้นที่ของ
ผู้อื่น ฉะนั้นการซ่อนตัวตามวัดพุทธและอาราม
เต๋าจึงหาใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดไม่
แต่จางเจอไม่รู้ว่าภายในมีภยันตรายกำลังรอ
คอยให้ย่างกรายเข้าไปเพียงใด
สาวกนิกายสวรรค์ซึ่งร่วมเดินทางแทบจะมา
จากสาขาทงโจวกันหมด พวกเขาจึงคุ้นเคย
เส้นทางที่มุ่งหน้าสู่อารามซั่งชิงเป็นอย่างดี
ส่วนบรรดานักโทษแหกคุกต่างรั้งท้าย สีหน้า
กระวนกระวายไม่เป็นสุข
กลางฤดูหนาวเช่นนี้เซียวติ้งเฟยกลับสะบัด
พัดโอ้อวดพัดจีบปิดลายทองในมือ เขาปรายตา
มองสำรวจรอบด้าน เครื่องหน้าหล่อเหลาสง่า
งามเผยความหลุกหลิกให้เห็นเล็กน้อย
เขามองปากทางเข้าอารามเต๋าแห่งนั้น
ด้านนอกมีนักพรตน้อยท่าทางฉลาดหัวไวเฝั้า
อยู่หลายคน ครั้นเห็นพวกเขามาแต่ไกลก็แจ้งข่าว
ถึงด้านใน
เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่าเท้าหนักอึ้งประหนึ่งถ่วง
ด้วยตะกั่ว
เมื่อเห็นว่าตนจวนจะถึงเบื้องหน้าขั้นบันได
อารามเต๋า เขาก็กลอกตาแล้วเปล่งเสียงดัง
“โอ๊ย” จากนั้นยกมือกุมซี่โครงซ้าย บอกว่าเจ็บ
ปอดต้องการพบท่านหมอ ทว่าเหตุการณ์ไม่
เป็นไปตามที่เขาคิด เฝิงหมิงอวี่รู้จักนิสัยใจคอ
ของเขามาช้านาน แม้จะไม่ทราบว่าไยเขาต้องเส
แสร้งก่อนจะถึงสาขาเช่นนี้แต่ก็จดจำคำสั่งที่ท่าน
เจ้านิกายมอบหมายเอาไว้ได้อย่างแม่นยำว่าต้อง
ดูแลเขาเป็นอย่างดี จึงกล่าวโดยไม่หลงเชื่อแม้แต่
น้อย “หัวหน้าสาขาอู๋อยู่ภายในอาราม ในเมื่อ
คุณชายไม่สบายเช่นนี้ ไม่สู้เข้าไปก่อนและให้ข้า
ลองตรวจดูอาการเสียหน่อยดีกว่า หากอาการ
ของท่านไม่ไหวจริง ๆ ค่อยตามท่านหมอมาให้
คุณชาย คิดว่าเป็นเช่นไร”
เซียวติ้งเฟยหน้าคล้ำเขียวในบัดดล
เขาเหลียวซ้ายแลขวาก็พบว่ารอบด้านมีแต่
สาวกนิกายสวรรค์ คิดจะจากไปก็ไม่อาจสำเร็จ
จริง ๆ
สุดท้ายจึงได้แต่บีบจมูก แล้วเดินเข้าอาราม
เต๋าไปพร้อมทุกคน
‘อารามซั่งชิง’ แห่งนี้เป็นอารามเต๋าประจำ
ท้องถิ่นของเมืองทงโจว ครั้นลัทธิเต๋าเสื่อมถอย
นับตั้งแต่การถกคำสอนระหว่างพุทธกับเต๋าเมื่อ
หลายปีก่อน นักพรตที่ประจำภายในอารามก็
ทยอยหนีกันไปหมด นิกายสวรรค์จึงเข้า
ครอบครองเพื่อใช้เป็นแหล่งกบดานได้อย่าง
ง่ายดาย นอกจากนี้พื้นที่ด้านหลังยังติดภูเขาเตี้ย
ลูกหนึ่งจึงนับว่าได้รับประโยชน์จากสภาพภูมิ
ประเทศเป็นพิเศษ
บทที่ 129 เรื่องแดง (2)
นักพรตน้อยรอต้อนรับอยู่ตรงประตู เมื่อพบ
หน้าก็เอ่ยว่า “ยินดีต้อนรับท่านเจ้าวิหารหวง”
เขาโบกมือคราหนึ่งพลางก้าวต่อไปเพื่อนำทุก
คนเข้าด้านใน
ถึงภายนอกของอารามซั่งชิงจะดูเงียบเหงา
วังเวง ทว่าภายในที่แม้จะมีประตูขวางกั้นก็ยังได้
ยินเสียงโหวกเหวกระคนเสียงหัวเราะลั่นของ
ผู้คน ครั้นจางเจอตามคนแซ่หวงและเฝิงล่วงผ่าน
ประตูบานนี้เข้ามาก็มองเห็นฝูงชนซึ่งสวมเสื้อผ้า
หลากหลายยืนออกันแน่นตรงพื้นที่ราบกว้างใหญ่
ภายนอกวิหาร ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ชนชั้นล่าง
ร่างกายบึกบึน สุราร้อนแรงสิบกว่าไหวางเรียง
รายใต้ทางเดิน กลิ่นหอมของสุราแผ่กำจาย
ท่ามกลางอากาศยามเหมันต์ เปียมความเผ็ดร้อน
ประหนึ่งจะเผาไหม้อารามเต๋าแห่งนี้เสียให้ได้!
นักพรตน้อยผู้นำทางเปล่งเสียงดังว่า “เจ้า
วิหารหวงและอัครมหา-เสนาบดีซ้ายเฝิงกลับ
มาแล้ว!”
ด้านในพลันเงียบกริบ
ทันใดนั้นเสียงหัวเราะก้องกังวานสะเทือน
แก้วหูก็ดังออกมาจากวิหารใหญ่ พร้อมกันนั้น
ชายวัยกลางคนร่างสมส่วนไว้เคราสีดำที่คางและ
สวมเสื้อคลุมสีครามเข้มก็ปรากฏกาย นัยน์ตาทั้ง
คู่สาดประกายคมกริบ ฝีเท้าแต่ละก้าวมั่นคงทรง
พลัง เขาเดินตรงมาต้อนรับคณะของเฝิงหมิงอวี่
“ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดเฝิงเซียนเซิงและเจ้าวิหารหวงก็
สร้างผลงานกลับมา น่ายินดี น่ายินดี!”
ผู้นี้คือ ‘อู๋เฟิง’ หัวหน้าสาขาทงโจว
เฝิงหมิงอวี่และหวงเฉียนพลันกล่าวถ่อมตน
“เป็นเพราะพี่น้องในสาขาช่วยออกแรง พวกข้า
สองคนมิกล้ารับความดีความชอบ”
อู๋เฟิงกวาดสายตาผาดเดียวก็มองเห็นกลุ่มคน
‘ที่เกินมา’ เขากล่าวด้วยความพอใจอย่างยิ่ง
“คราวนี้พวกท่านไม่เพียงช่วยเหล่าพี่น้องใน
นิกายของเราออกมาได้ แต่ยังพาผู้กล้าจำนวน
มากเช่นนี้ออกมาจากคุกหลวงอีกด้วย ถือเป็น
การช่วยเพิ่มขุมกำลังให้นิกายสวรรค์ของเรา หาก
รายงานผลงานนี้ขึ้นไป ท่านเจ้านิกายจะต้องตก
รางวัลอย่างงามแน่!”
กลุ่มนักโทษซึ่งมีเมิ่งหยางเป็นผู้นำหลุดพ้น
จากคุกหลวงมาได้เพราะบุญคุณจากนิกายสวรรค์
จริง ๆ อีกทั้งสาเหตุที่พวกเขาติดตามนิกาย
สวรรค์มาจนถึงทงโจวก็เป็นเพราะต้องการเข้า
ร่วมด้วยเช่นกัน
แต่ยามนี้อู๋เฟิงยังไม่ทันพูดคุยหรือถามไถ่พวก
เขาสักคำก็เอ่ยว่า ‘ช่วยเพิ่มขุมกำลังให้กับนิกาย
สวรรค์’ เสียแล้ว คำพูดคำจาเหมือนจะบอกว่า
พวกเขามาขอพึ่งพิงอาศัยอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนลอบขมวดคิ้ว
ธรรมดากลุ่มขุนโจรใหญ่ก็มิใช่คนดิบดีอะไร
ขามายังเคยมีปากเสียงกับสาวกนิกายสวรรค์
เล็กน้อยด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินอู๋เฟิงกล่าวเช่นนี้จึงไม่
ค่อยสบอารมณ์
เมิ่งหยางยืนอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มผุดบนริม
ฝีปาก
เขาเคลื่อนสายตาจากสาวกนิกายสวรรค์ไป
ยังร่างของจางเจอ
จางเจอแม้จะอยู่ในรังโจรแต่ก็ไร้ซึ่งความพรั่น
พรึงแม้แต่น้อย เขาเคลื่อนสายตามองเมิ่งหยาง
ผ่านไปครู่หนึ่งถึงหลุบตานิ่ง ๆ ปราศจาก
ปฏิกิริยาใด ๆ ทั้งสิ้น
เฝิงหมิงอวี่กลับฉวยโอกาสนี้เบนหัวข้อ
สนทนาไปที่จางเจอ กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ต่อให้
เป็นเรื่องนี้พวกข้าก็ไม่กล้ารับความดีความชอบ
หรอก คิดว่าหัวหน้าสาขาคงเคยได้ยินมาแล้ว
คราวนี้นอกจากคนสาขาทงโจวของพวกเรา ที่
เมืองหลวงตู้จวินเซียนเซิงยังส่งผู้ช่วยแสนกล้า
แกร่งมาอีกด้วย หากมิได้ใต้เท้าจางผู้นี้ยื่นมือเข้า
ช่วยเหลือ พวกข้าคงไม่ได้ช่วยคนออกมาได้อย่าง
ราบรื่น ไม่แน่ว่าอาจต้องเผชิญกับกับดักอันชั่ว
ร้ายของราชสำนักอีกต่างหาก!”
อู๋เฟิงเปล่งเสียงร้อง “โอ้”
เขาทอดสายตามองจางเจอ ดวงตาอันคม
กริบลุกวาบซ่อนแววค้นหาอยู่หลายส่วน แต่กลับ
แสดงสีหน้าเปิดเผยจริงใจ ประสานมือคารวะ
พร้อมเอ่ยว่า “ได้ยินชื่อเสียงของตู้จวินเซียนเซิง
มาช้านานทว่าไร้วาสนาได้พานพบ วันนี้ได้พบ
ท่านนับว่าได้พบเซียนเซิงแล้วเช่นกัน ใต้เท้าจาง
เป็นขุนนางในราชสำนัก แต่ก็ยอมน้อมกายมอบ
ความภักดีให้แก่นิกายสวรรค์ ช่างเป็นผู้เห็นแก่
ส่วนรวมยิ่งนัก ยอมอดทนต่อความอัปยศและ
แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่! คนแซ่อู๋นับถือ!”
ชาวยุทธภพย่อมมีธรรมเนียมการปฏิบัติของ
ชาวยุทธภพ ทว่าจางเจอไม่ค่อยคุ้นชิน ทั้งยังไม่
ถนัดเอ่ยวาจา หลังจากพูดถ่อมตนพอเป็นพิธีสอง
ประโยคก็หมดคำพูด
อู๋เฟิงเองก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนอันใด เพียง
สั่งให้คนรินสุรา
เหล่าผู้คนที่เบียดเสียดในอารามเต๋าชูชามดิน
เผาหยาบ ๆ พร้อมกู่ร้องเสียงดังว่า “เคารพฟั้า
เคารพดิน เคารพความเท่าเทียม” ก่อนจะเชิด
หน้ากรอกสุราลงคอไปสามชาม ท่วงท่าเปียมด้วย
บุคลิกของชายชาตรีผู้เหี้ยมหาญ
จางเจอไม่ชินกับการดื่มสุราเป็นทุนเดิม
แต่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
เขาจึงแหงนศีรษะร่วมดื่มสุรากับทุกคนไปสาม
ชาม สุราร้อนแรงรสชาติบาดลำคอจนบังเกิด
ความรู้สึกอยากกระแอมไอ แผดเผาจนถึงหัวใจ
และปอด ทว่าสภาวะอารมณ์ของเขากลับสงบ
เยือกเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ มิได้เผยความขลาดกลัว
สักกระผีก
ทุกคนเห็นแล้วปรบมือโห่ร้องชมเชย
เมื่อดื่มสุราเสร็จ เฝิงหมิงอวี่กลับเผยสีหน้า
ลำบากใจพร้อมเอ่ยว่า “หัวหน้าสาขา ข้ามีอยู่
เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าควรจะพูดออกมาดีหรือไม่
…”
เมื่อพูดจบเขาก็มองรอบด้าน
อู๋เฟิงรู้ใจ พูดปนหัวเราะว่า “เช่นนั้นก็เข้าไป
คุยกัน เชิญ!”
เขาโบกมือเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้าไปในวิหาร
ภายในวิหารใหญ่ประดิษฐานรูปปันสาม
มหาเทพ[1] เก้าอี้สองตัวตรงตำแหน่งที่นั่ง
ประธานนั้น อู๋เฟิงนั่งตัวซ้าย ส่วนทางขวาเว้นไว้
ให้เซียวติ้งเฟย
สำหรับบุคคลสำคัญที่เหลือให้นั่งเรียง
ตามลำดับ
อาจเพราะจางเจอเกี่ยวข้องกับ ‘ตู้จวินซาน
เหริน’ พวกของเฝิงหมิงอวี่จึงเชิญให้เขานั่ง
ตำแหน่งแรกทางซ้ายมือของที่นั่งประธาน ส่วน
ผู้อื่นที่มีความอาวุโสภายในพรรคต่างรวมตัวกัน
ด้านหลังฝูงชนหรือไม่ก็ยืนอยู่ภายนอกวิหาร เมิ่ง
หยางปราศจากที่นั่ง ยืนกอดอกมองดูด้วยรอยยิ้ม
แปลกประหลาดอยู่ตรงมุมวิหาร
เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกบรรยากาศก็ยังพอ
ไหว จนเข้ามาในวิหารกลับเงียบสงัดอย่างน่า
พิศวง
สถานที่แห่งนี้สร้างติดภูเขา อากาศย่อมเย็น
ยะเยือก
พอบังเกิดความเงียบเช่นนี้จึงยิ่งตึงเครียดและ
วังเวงผิดปกติ ครั้นเหลียวมองโดยรอบอีกคราก็
รู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
อู๋เฟิงเอ่ยถามเฝิงหมิงอวี่ “ท่านอัครมหา
เสนาบดีซ้ายมีความลำบากใจอันใด”
เฝิงหมิงอวี่หยิบกระดาษที่ม้วนเป็นวงออกมา
จากแขนเสื้อส่งให้อู๋เฟิง กระดาษแผ่นนั้นมี
ตัวอักษรขนาดเล็กเขียนอยู่และมีตราประทับรูป
เทือกเขาอันมีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง เขาลูบเครา
ตอบว่า “นี่คือสารลับที่เมื่อคืนข้าได้รับตอนอยู่
นอกเมืองทงโจว หัวหน้าสาขาอู๋นับว่าเป็นคน
เก่าแก่ภายในพรรค คิดว่ามองแวบเดียวคงรู้แล้ว
ว่าตราประทับนี้เป็นของผู้ใด”
เมื่ออู๋เฟิงเห็นตราประทับนั้นก็ร่างสะท้านใน
บัดดล
เขากล่าวเสียงสั่นเล็กน้อย “สารลับที่ตู้จวิน
เซียนเซิงเขียนด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ!”
เฝิงหมิงอวี่ยิ้มแย้ม แววตาแปรเปลี่ยน
จากนั้นก็คล้ายมองคล้ายไม่มองจางเจอแวบหนึ่ง
“ใช่แล้ว คนในนิกายต่างรู้กันว่าตู้จวินเซียนเซิง
และกงอี๋เซียนเซิงเป็นแขนซ้ายและขวาของท่าน
เจ้านิกาย ชำนาญกลศึกมิเคยพลาด แต่ข้ากลับไม่
ค่อยเข้าใจสารลับฉบับนี้อยู่บ้าง”
จางเจอรู้สึกถึงสายตาของเฝิงหมิงอวี่ เขา
เคลื่อนสายตาลงต่ำ ไม่เอ่ยวาจา
ครั้นอู๋เฟิงอ่านสารลับฉบับนั้นอย่างถ้วนถี่ สี
หน้าก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก
หลังจากเซียวติ้งเฟยนั่งตรงตำแหน่งทางขวา
ของประธานก็รู้สึกเหมือนกำลังนั่งทับตะปู ก้นอยู่
ไม่สุข อยากจะกระโจนหนีไปให้ไกลแสนไกลเสีย
เดี๋ยวนั้น เขาลอบสังเกตสีหน้าของทุกคนมา
ตลอด ครั้นเห็นอู๋เฟิงแสดงอาการเช่นนี้ก็ใจเต้น
รัว
เขาเอ่ยถาม “เขียนว่าอะไร”
อู๋เฟิงพลันมีสีหน้าเย็นชา แววตาซึ่งกอปรด้วย
ความเย็นเยียบเล็กน้อยกวาดผ่านใบหน้าของทุก
คนภายในวิหาร ก่อนจะเอ่ยว่า “สารลับของ
เซียนเซิงระบุว่าแผนการบุกปล้นคุกของนิกายที่
เมืองหลวงคราวนี้รั่วไหลก่อนเริ่มปฏิบัติการ มีไส้
ศึกแฝงตัวในกลุ่มสาวก มิหนำซ้ำเจ้าไส้ศึกคนนี้ยัง
ติดตามสาวกกลับมาเพื่อสร้างความเสียหายให้
นิกายของเราอีกด้วย!”
“ไส้ศึก!”
“หา” ครั้นอู๋เฟิงกล่าวคำนี้ก็เกิดเสียงฮือฮาดัง
สนั่น!
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่กลับมาจากเมืองหลวงยิ่ง
มีสีหน้าประหลาดใจ ต่างมองสำรวจซึ่งกันและ
กัน สายตาเปียมความระแวงและสงสัย มีเพียง
จางเจอเท่านั้นที่ไม่สะทกสะท้าน ส่วนเมิ่งหยางก็
ยืนสังเกตการณ์เงียบ ๆ
เฝิงหมิงอวี่ร่วมเดินทางมากับทุกคน ถึงจะ
หยั่งเชิงจางเจอมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับ
ไม่อาจขจัดความสงสัยภายในใจได้อยู่ดี จึงเริ่มหา
เรื่องจางเจอก่อนด้วยการเผยรอยยิ้มคล้ายจะเป็น
มิตร “ในเมื่อใต้เท้าจางทำงานอยู่ใต้สังกัดของ
เซียนเซิง อีกทั้งคราวนี้ยังมาเพราะเรื่องการปล้น
คุกโดยเฉพาะ ไม่รู้พอจะทราบหรือไม่ว่าเจ้า ‘ไส้
ศึก’ คนนี้คือใคร”
จางเจอดื่มสุราไปสามชาม ขมับเต้นตุบ ๆ
เขามีสีหน้าเคร่งขรึมเย็นชา นั่งลำตัวเหยียด
ตรง ตอบกลับว่า “เรื่องที่ข้าคนแซ่จางได้รับคำสั่ง
ให้ช่วยปล้นคุกผ่านมาหลายวันแล้ว ทว่าสารลับ
เพิ่งมาถึงเมื่อคืน ท่านอัครมหาเสนาบดีซ้ายมา
ถามคนแซ่จางเช่นนี้กลับสร้างความลำบากให้ข้า
เสียแล้ว”
เฝิงหมิงอวี่คล้ายคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าอีก
ฝั่ายจะกล่าวเช่นนี้ เขาจึงพูดต่อ “เช่นนั้นในเมื่อ
ใต้เท้าจางเป็นผู้ช่วยมือขวาของเซียนเซิง เหตุใด
ในสารลับของเซียนเซิงไม่เอ่ยถึงท่านแม้แต่น้อย
เลยเล่า”
——————–
1. สามมหาเทพ หรือสามบริสุทธิ์ เป็นสาม
มหาเทพตามความเชื่อของเต๋า เชื่อว่าเป็น
ผู้ปกครองสูงสุดแห่งจักรวาล ได้แก่ หยวน
สื่อเทียนจุน (อีกนามคือไท่ซ่างเหล่าจวิน)
หลิงเปั่าเทียนจุน และเต้าเต๋อเทียนจุน
บทที่ 129 เรื่องแดง (3)
จางเจอชำเลืองมองเขา “เรื่องใหญ่เหตุการณ์
เร่งด่วน แล้วคนแซ่จางจะควรค่าให้เอ่ยถึงได้
อย่างไร”
เฝิงหมิงอวี่หัวเราะฮิฮะ “ใต้เท้าจางต้องพูดจา
ให้ชัดเจนนะ น้องสาวท่านกำลังล้มปั่วย นิกาย
เราซาบซึ้งบุญคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยถึงได้ส่งคน
ไปดูแล หากใต้เท้าไม่ตอบแทนด้วยความจริงใจ
นั่นคงน่าผิดหวังแล้ว!”
คำพูดนี้เน้นย้ำว่าอีกฝั่ายจะใช้เจียงเสวี่ยหนิง
เป็นตัวประกัน!
ต้องรู้ไว้ว่าผู้ที่ไปหาหมอพร้อมเจียงเสวี่ยหนิง
ทั้งสองคนต่างเป็นสาวกนิกายสวรรค์ เนื่องจาก
เสียวเปั่ายังเด็ก เฝิงหมิงอวี่จึงกลัวว่าหากสั่งการ
เขาไปแล้วเขาจะเผลอหลุดปากพูดอะไร ฉะนั้น
จึงทำได้เพียงลอบกำชับยอดฝีมือสองคนนั้นว่า
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาต้องคุมตัวเจียงเสวี่ยหนิง
เพื่อนำมาเป็นตัวประกันสำคัญในเงื้อมมือให้จงได้
จริงดังคาด เมื่อเขาพูดเช่นนี้ สีหน้าจางเจอก็
แปรเปลี่ยนเล็กน้อย!
เขาสวมชุดสีเข้ม มือข้างหนึ่งวางบนที่พักแขน
ส่วนอีกข้างพาดหัวเข่า นิ้วเรียวยาวที่โค้งงอนั้น
แข็งกระด้างและเย็นเฉียบมากขึ้น คิ้วและหางตา
มีไอเย็นเกาะตัวหนาแน่นในพริบตา
เขาเคลื่อนสายตาขึ้นสบกับเฝิงหมิงอวี่
ขณะนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดเฝิงหมิงอวี่กลับเสียว
สันหลังวาบราวกับถูกมีดเลาะเอ็นกระดูก เต็มไป
ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง จากนั้นจึงได้ยินคนผู้
นี้กล่าวด้วยความเย็นชาว่า “แต่เดิมตลอดทางที่
ผ่านมาคนแซ่จางก็ยังไม่กล้าเชื่อ อย่างไรเสียท่าน
อัครมหาเสนาบดีซ้ายก็มักประจำอยู่ที่สาขาใหญ่
จินหลิง ทั้งยังกล่าวว่าได้รับคำสั่งจากเจ้านิกายให้
มาช่วยเรื่องปล้นคุก แต่ถึงกระนั้นที่ทงโจวก็มี
หัวหน้าสาขาอู๋ประจำการอยู่แล้ว ย่อมไม่ขาดผู้
เป็นประธานคอยดูแลองค์รวมต่าง ๆ แต่หลังจาก
ท่านอัครมหาเสนาบดีซ้ายได้รับสารลับกลับรีบ
ร้อนกันตัวเองออกไปและยังใส่ความคนแซ่จาง
แทน สุดท้ายก็เผยพิรุธจนได้นะ”
เฝิงหมิงอวี่คิดไม่ถึงเหลือเกินว่าแทนที่จางเจอ
จะยอมรับผิด ดันย้อนมาเล่นงานตนเสียได้ เขา
ตกใจจนลุกพรวด ใบหน้าแดงก่ำเหมือนตับสุกร
แสดงอาการฮึดฮัดเดือดดาล “เจ้าเด็กน้อย
บังอาจพูดใส่ความกันเชียวหรือ!”
ทุกคนในวิหารมองหน้ากันไปมา
จางเจอกลับสงบเยือกเย็น เพียงลูบรอยยับ
บริเวณชายชุดให้เรียบเบา ๆ “คนแซ่จางเป็นขุน
นางราชสำนัก หากมิได้ทำงานให้เซียนเซิงและ
มอบความจงรักภักดีให้แก่นิกาย แล้วไยจะต้อง
เสี่ยงอันตรายสละลาภยศสรรเสริญมาเหยียบห
ย่ำปลักโคลนนี้ด้วย ไม่ว่าจะด้านความรู้สึกหรือ
เหตุผลก็นับว่าเหลวไหลทั้งเพ”
“เจ้า!”
เฝิงหมิงอวี่ตะลึงงัน ไม่กล้าเชื่อเลยว่ายามนี้
จางเจอซึ่งพูดน้อยและประหยัดถ้อยคำมาตลอด
ทางจะมีวาจาเชือดเฉือนราวกับคมดาบคมกระบี่
ทุกถ้อยคำ! แม้ภายนอกดูเหมือนสงบนิ่ง แท้จริง
แล้วภายในซุกซ่อนอันตรายล้นเหลือ!
‘จริงด้วย หากจะสืบข่าว ราชสำนักส่งแค่
ทหารหรือขุนนางระดับล่างมาก็พอแล้ว ไฉนต้อง
ส่งขุนนางราชสำนักที่ตัดสินคดีได้เก่งกาจและมี
ชื่อเสียงบริสุทธิ์ไร้มลทินมาด้วย’
เฝิงหมิงอวี่สับสนเล็กน้อย
เขาอยากแก้ตัว แต่กลับไม่อาจจัดการ
ความคิดของตนได้ชั่วขณะ ร่างที่รู้สึกเหมือนถูก
ฝังในผืนดินครึ่งหนึ่งสั่นเทา เพียงเอ่ยว่า “ทุกคน
ในนิกายสาขาใหญ่น่ะรู้จักข้าดี เจ้าจางเจอตัวดี
ช่างรู้จักกลับดำเป็นขาวนักนะ! หัวหน้าสาขาอู๋
ท่านฟังข้ากล่าวเสียหน่อย จงจับตัวเจ้าจางเจอผู้
นี้ก่อน จากนั้นขอให้นิกายส่งสารไปหาตู้จวิน
เซียนเซิงเพื่อสอบถาม คนผู้นี้ต้องเผยโฉมหน้าที่
แท้จริงออกมาในที่สุดแน่นอน!”
เฝิงหมิงอวี่เป็นบุคคลที่มียศอำนาจในจินหลิง
จริง
เขาจึงคิดว่าเมื่อตนเองพูดแล้วอู๋เฟิงก็ควรทำ
ตาม
ผู้ใดจะคาดคิดว่าเขากล่าวจบเนิ่นนานก็ยัง
ปราศจากความเคลื่อนไหวอันใด เมื่อหันหน้าไป
จึงพบว่าอู๋เฟิงกำลังเคลื่อนสายตาลังเลและ
ครุ่นคิดจากร่างเขาไปหาจางเจอ ก่อนจะเคลื่อน
จากร่างจางเจอกลับมาหาเขาอีกคราด้วยทีท่า
ลำบากใจ
เฝิงหมิงอวี่พลันร่ำร้องในใจ
ดีนักนะ
ต่างคนต่างมีแผนการ!
สาขาใหญ่อยู่ไกลถึงจินหลิง ทั้งยังคนละ
ทิศทางกับทงโจว เมืองหนึ่งอยู่ทางใต้อีกเมืองอยู่
ทางเหนือ แม้สาขาทงโจวจะรับคำสั่งจากสาขา
ใหญ่ให้ลอบจับตาดูความเคลื่อนไหวที่เมืองหลวง
แต่อย่างไรเสียสาขาทงโจวกับสาขาใหญ่ก็ห่างกัน
เกินไป ตรงกับสำนวน ‘แม่ทัพอยู่ไกลไม่
จำเป็นต้องรับคำสั่งกองทัพ’ ยิ่งไปกว่านั้น
เมืองทงโจวกลับอยู่ใกล้เมืองหลวงยิ่งนัก ด้าน
หนึ่งอู๋เฟิงจึงต้องฟังคำสั่งจากสาขาใหญ่ ส่วนอีก
ด้านนั้นคาดว่าเขายังคงกริ่งเกรงตู้จวินซานเหริน
หากจางเจออยู่ใต้สังกัดตู้จวินซานเหรินจริง การ
จับตัวจางเจอก่อนแล้วค่อยส่งสารไปไต่ถามคงทำ
ให้ตู้จวินไม่สบอารมณ์เป็นแน่แท้
อู๋เฟิงเองก็มีเรื่องให้หวั่นเกรงเหมือนกัน
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงเครียดพร้อม
ปะทะได้ทุกเมื่อและทุกคนต่างมองมาที่ตน อู๋เฟิง
จึงอดไตร่ตรองครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ได้ บังเกิด
ความคิดจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ “ผู้ที่
เดินทางกลับมาจากการปล้นคุกมีจำนวนมาก ไม่
ควรรีบร้อนตัดสิน เกรงว่ายังไม่ทันจับตัวไส้ศึกได้
ก็ทำลายความสมานฉันท์เสียแล้ว ไม่คุ้มเลย
จริงๆ”
จางเจอหลุบตาไม่กล่าวคำ คนนอกเห็นว่าเขา
ปราศจากอาการร้อนตัว ไม่เหมือนไส้ศึกของราช
สำนักจริง ๆ
เฝิงหมิงอวี่ไหนเลยจะยอมฟังวาจาของอู๋เฟิง
หากเอ่ยถึงสถานะภายในนิกาย เขาอยู่สูง
กว่าอู๋เฟิงขั้นหนึ่ง ยามนี้คำพูดของอีกฝั่ายกระตุ้น
โทสะเขาเข้าแล้ว เขาจึงควักปั้ายคำสั่งจากเอวจะ
เอาเรื่อง
ทว่าขณะเหตุการณ์กำลังจะปะทุก็มีเสียงที่ไม่
ค่อยมั่นใจนักดังมาจากด้านข้าง
เป็นเซียวติ้งเฟยผู้นั่งเล่นพัดอยู่บนที่นั่งฝังขวา
ของประธานมานาน
เขาหุบพัดจีบปิดลายทองเล่มนั้น ใช้ด้ามดุน
ปลายคางคมชัดของตนเองเบา ๆ ริมฝีปากคล้าย
ประดับรอยยิ้ม เขากระแอมแล้วกล่าวด้วยท่าที
เกรงใจยิ่ง “เอ่อ คือว่า หัวหน้าสาขาอู๋ ข้า ข้าขอ
ยืมดูสารลับของตู้จวินเซียนเซิงได้หรือไม่”
ทุกคนตะลึงงัน
ระหว่างทางขากลับมีผู้ใดไม่คิดบ้างล่ะว่า
คุณชายผู้เห็นการหลบหนีเสมือนการท่องเที่ยว
ชมธรรมชาติและเป็นพวกข้างนอกสุกใสข้างใน
เป็นโพรงผู้นี้เป็นเจ้าทึ่มสมองกลวง
ไม่มีใครคาดหวังว่าเขาจะเอ่ยวาจาใน
สถานการณ์เช่นนี้
แต่ตอนนี้เขากลับพูดสอด คิดจะขอยืมดูสาร
ลับของตู้จวินเซียนเซิงหรือ
จางเจอจดจำสายตาแปลกประหลาดของ
เซียวติ้งเฟยที่มองสำรวจตนยามแรกพบขณะอยู่
นอกศาลเจ้าร้างได้ทันที
เขาชำเลืองมองเมิ่งหยางตรงมุมวิหารโดย
ปราศจากพิรุธแวบหนึ่ง
เมิ่งหยางยืนนิ่งไม่ไหวติง ปรายตามองจางเจอ
โดยยังสังเกตสีหน้าท่าทางของทุกคนในสถานที่
โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คนเดียว
อู๋เฟิงเคยได้ยินชื่อของคุณชายติ้งเฟย เขา
ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปาก “ท่านว่าเรื่องนี้…”
เซียวติ้งเฟยหรี่นัยน์ตาดอกท้อซึ่งกอปรด้วย
ความเจ้าชู้สำรวย “เอาสารลับมาให้ข้าดู ข้าจะ
บอกเจ้าเองว่าไส้ศึกคือใคร”
อารามพลันเงียบกริบ จากนั้นจึงเกิดเสียง
กระซิบกระซาบตามมา
เฝิงหมิงอวี่เองก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งเขา
และอู๋เฟิงต่างมองความล้ำลึกที่แฝงในสารลับไม่
ออก แล้วเซียวติ้งเฟยจะไปมองเห็นความพิสดาร
อะไรได้
ทว่าถึงอย่างไรเซียวติ้งเฟยก็มีสถานะต่างจาก
ผู้อื่น
อู๋เฟิงขบคิด แล้วส่งสารลับให้เขา
เซียวติ้งเฟยรับมาเปิดอ่านอย่างละเอียด
ยามนี้ภายในอารามเงียบสงัดจนถึงขั้นหากมี
เข็มตกก็ยังได้ยิน สายตาของทุกคนจับจ้อง
ใบหน้าคุณชายเจ้าสำราญ ด้วยหวังว่าจะมองเห็น
บางอย่างจากดวงตาของเขา
สารลับแผ่นนั้นมีเนื้อความไม่ถึงครึ่งหน้า
ขนาดบาง ๆ แต่เซียวติ้งเฟย กลับอ่านอยู่เนิ่น
นาน
พวกอู๋เฟิงและเฝิงหมิงอวี่ต่างใจเต้นรัว
ไม่นานนักก็อดถามไม่ได้ “คุณชาย เป็นเช่น
ไรบ้างหรือ”
เซียวติ้งเฟยเงยหน้าพร้อมพับกระดาษแผ่น
นั้นเบา ๆ เขามองไปทางจางเจอ ฉีกยิ้มมุมปาก
ให้อีกฝั่ายและเอ่ยว่า “ใต้เท้าจาง ระหว่างทาง
ข้าน้อยลืมบอกท่านไป ข้าน้อยไม่เพียงเคยพบตู้
จวิน มิหนำซ้ำยังรู้ด้วยว่าเซียนเซิงไม่เคยอาศัยอยู่
บนเขา”
ชั่วพริบตาที่เขากล่าวจบ จางเจอก็หางตา
กระตุก
เฝิงหมิงอวี่พลันหัวเราะลั่น “เยี่ยมมาก เป็น
เจ้าจริง ๆ ด้วย!”
ส่วนอู๋เฟิงก็ตวาดเสียงดัง “จับตัวไว้!”
มีคนกุมดาบอยู่รอบด้านมาตั้งแต่แรกแล้ว
ครั้นได้รับคำสั่งจึงเงื้อจะฟัน
จางเจอย่นหัวคิ้ว
ดาบเหวี่ยงเข้ามาใกล้ เขาไม่ได้ขยับกาย แต่
เงาสีขาวสายหนึ่งกลับพุ่งแฉลบข้างเข้ามาเร็วกว่า
ผู้ใดถึงสามส่วน! และไม่รู้ว่าเงาสายนั้นช่วงชิง
ดาบไปตั้งแต่เมื่อไร ฟันฉับใส่ร่างสาวกนิกาย
สวรรค์ที่อยู่ใกล้จางเจอที่สุดล้มไปกองกับพื้น!
ดาบฟันอย่างอำมหิตและรวบรัดหมดจด กรีด
ตั้งแต่ใบหน้าไปถึงทรวงอกจนโลหิตพุ่งกระฉูด!
ร่างของผู้ถือดาบคนนั้นประดุจอาบย้อมด้วย
เลือด
กลุ่มของเฝิงหมิงอวี่เห็นแล้วอดเปล่งเสียงร้อง
ตื่นตระหนกไม่ได้ “เมิ่งหยาง!”