คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 130 ช่วยเหลือ (1)
ชายร่างกำยำสวมสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบขาด
รุ่ยบางจุด ผมเผ้าอันยุ่งเหยิงแผ่สยายลงมากว่า
ครึ่ง เคราเขียวครึ้มขึ้นเต็มคางคมได้รูป เขาเพิ่ง
ดื่มสุรามาจากด้านนอก ตามร่างกายจึงมีกลิ่นฉุน
แม้สารรูปจะดูหดหู่ซึมเซาอยู่บ้าง ทว่าดวงตาคม
กริบคู่นั้นกลับปราศจากความมึนเมาแม้แต่น้อย
แหลมคมประหนึ่งดาบที่ชักจากฝัก
มือถือดาบพัว[1]ธรรมดา ๆ เล่มหนึ่ง
สิ่งที่ไม่ปกติคือโลหิตอุ่น ๆ ซึ่งยังคงหยดจาก
ปลายดาบ
เมิ่งหยางในตอนนี้ประหนึ่งเทพสังหาร!
ดวงตาของสาวกนิกายสวรรค์ผู้ใช้ดาบคน
ก่อนหน้ายังคงเหลือกมองเบื้องบน ทว่าตัวคนล้ม
ลงกับพื้น เปล่งเสียงแห้ง ๆ จากลำคอไม่กี่ครั้ง
จากนั้นก็หมดลมสิ้นชีพ
ทุกคนเห็นแล้วร่างสั่นสะท้าน
พลันนึกถึงข่าวลือน่าสะพรึงกลัวสารพัดอย่าง
ที่เกี่ยวข้องกับเมิ่งหยาง ต่อให้ฝั่ายนิกายสวรรค์มี
กำลังคนมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่คนชั่วช้าเลวทรามอัน
ใด ต่างตื่นตระหนกจนยืนนิ่งไม่ไหวติง พลันไม่
กล้าบุกเข้าโจมตี
บัดนี้จางเจอถึงค่อยลุก คราบโลหิตสด ๆ
สาดกระเซ็นเปรอะเปือนเต็มชุด เขาเห็นแล้วไม่
ยี่หระ เพียงลากเก้าอี้ออกข้างเล็กน้อยเพื่อเปิด
ช่องเดินออกมา กล่าวกับเมิ่งหยางเสียงเรียบเฉย
“รบกวนแล้ว”
เมิ่งหยางตอบด้วยความเย็นชาน่าเกรงขาม
โดยไม่ได้หันหน้ากลับไป “เกรงใจแล้ว”
ท่าทางเหมือนไม่เห็นใครในสายตา
หากบอกว่าเมื่อครู่พวกเฝิงหมิงอวี่รู้สึกตะลึง
พรึงเพริดมากกว่าความรู้สึกอื่นใด ยามนี้สิ่งที่มาก
ล้นยิ่งกว่าคงเป็นความขุ่นเคือง เพลิงโทสะพวย
พุ่งจนต้องตบโต๊ะตวาดเสียงทุ้มหนัก “เมิ่งหยาง
เจ้าหมายความว่าอย่างไร?!”
เมิ่งหยางถูกขังคุกมานาน ไม่ได้ยืดเส้นยืดสาย
มานานมากแล้วเช่นกัน ครั้นได้สังหารอย่าง
อำมหิตไปคนหนึ่ง ทั่วทั้งสรรพางค์กายก็เปียม
ความสาแก่ใจที่ไม่ได้มีมาช้านาน เนื้อเต้นระริก
หน่อย ๆ อย่างตื่นตัว
หากมนุษย์ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปเสียก็จะ
เหลือแต่สันดานสัตว์ปั่า
เขาหมุนข้อมือเบา ๆ ทีหนึ่ง โลหิตบนปลาย
ดาบจึงถูกสะบัดกระเซ็นลงพื้น เขากล่าวระคน
หัวเราะ เสียงแหบแห้งไม่น่าฟังยังคงหยาบ
กระด้าง “ดูไม่ออกหรือไร ข้ากับพวกเจ้ามันคน
ละฝั่าย!”
“ดี ดีนัก!”
เฝิงหมิงอวี่หน้าถมึงทึง เขาคิดว่าสังหารเมิ่ง
หยางตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งคงไม่เกินกำลัง อย่างไร
เสียนิกายสวรรค์ของพวกตนก็มีจำนวนคน
มากกว่า แค่คนตัวกระจ้อยร่อยไม่อาจส่งผล
กระทบใหญ่โตอะไรได้หรอก
เฝิงหมิงอวี่โบกมือสั่งให้คนลงมืออีกครา
ด้านเมิ่งหยางเมื่อออกโรงย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า
สถานการณ์ครั้งนี้เสมือนเข้าถ้ำเสือบึงมังกร
นิกายสวรรค์ที่มิใช่คนดิบดีอันใดไหนเลยจะ
ปราศจากการเตรียมตัว
เสียงของเมิ่งหยางจึงดังขึ้นแทบจะพร้อมกับที่
เฝิงหมิงอวี่สั่งให้คนจัดการ
เขาตวาดไปด้านหนึ่งของประตู “มัวยืนอึ้งหา
อะไร หยิบอาวุธสิ!”
ต้องรู้ไว้ว่าการปล้นคุกของนิกายสวรรค์คราว
นี้มีเหล่าขุนโจรติดตามมาด้วย หวงเฉียนกับเฝิง
หมิงอวี่คิดว่าในเมื่อพวกตนช่วยไว้ คนกลุ่มนี้ต้อง
ยอมสวามิภักดิ์ต่อนิกายสวรรค์แน่นอน
แต่ผู้ที่ถูกปล่อยตัวออกมามีใครบ้างมิใช่หมา
ปั่าดุร้าย
ก็แค่นิกายสวรรค์ จะทำให้พวกเขายอม
สวามิภักดิ์ได้จริงหรือ
คนกลุ่มนี้เกรงกลัวเมิ่งหยางเพียงผู้เดียว แม้
ตลอดเส้นทางจะไม่ได้เอื้อนเอ่ย แต่ไม่ว่าจะทำสิ่ง
ใดก็ต้องคอยดูสีหน้าของเมิ่งหยางตลอด เมื่อครู่
ตอนสถานะของจางเจอถูกเปิดโปงและนิกาย
สวรรค์โจมตีกะทันหันจนเมิ่งหยางต้องลงมือ
พวกเขามัวแต่ตะลึงงันไม่ทันรู้สึกตัว แต่ยามนี้เมื่อ
เมิ่งหยางเอ่ยปากแล้ว ผู้ใดยังจะกล้ายืนทื่ออยู่อีก
หลายปีมานี้ต่อให้นิกายสวรรค์ขยับขยายและ
ทวีความแข็งแกร่งสักเพียงใด แต่ก็ทำได้แค่รับผู้
ศรัทธาเป็นชาวบ้านทั่วไป ต่อให้มีชายฉกรรจ์
รูปร่างกำยำเปียมพละกำลังจำนวนหนึ่ง ทว่าคน
เหล่านั้นก็เป็นแค่กำลังพลชั้นผู้น้อยธรรมดา อีก
ทั้งเวลานี้ก็ไม่ใช่ช่วงกลียุค อย่างมากก็แค่รวมตัว
กันก่อเรื่องตะลุมบอน น้อยนักจะเอาชีวิตคน
ทว่าคนที่ออกมาจากคุกเหล่านี้ต่างกัน
แทบทั้งหมดล้วนเคยปลิดชีวิตคนมาแล้ว ยาม
อำมหิตขึ้นมาอย่าว่าแต่ชีวิตของผู้อื่นเลย กระทั่ง
ชีวิตตนเองยังไม่แยแส แม้เสียเปรียบด้านจำนวน
แต่ยามพวกเขาถือกระบี่จับดาบบุกตะลุยต่อสู้
กลับมีข้อได้เปรียบด้านท่วงทีที่ดุดันยิ่งกว่า
ถึงอารามจะสร้างอิงภูเขา แต่กระนั้นตัววิหาร
กลับมีพื้นที่ขนาดเล็ก พอเกิดการต่อสู้เข่นฆ่า ต่อ
ให้นิกายสวรรค์มีจำนวนคนอีกเยอะเพียงใด
อย่างมากก็ทำได้แค่ร้อนใจอยู่นอกประตู เบียด
เข้ามาไม่ได้เลย
ด้วยเหตุนี้สถานการณ์ด้านในจึงแทบจลาจล
ทันที
ท่ามกลางคมอาวุธที่กวัดแกว่ง ประกายแสงสี
ขาวตัดสลับโลหิตสีแดงฉาน เงาคนสับสนวุ่นวาย
แม้แต่ฝั่ายของเฝิงหมิงอวี่และอู๋เฟิงเองก็เกือบ
โดนลูกหลงไปด้วย จางเจอได้รับการคุ้มกันจาก
เหล่านักโทษประหารที่หลบหนีมาจากคุก
นอกจากนั้นเขายังเคยประสบเหตุการณ์ใหญ่
อย่างการเห็นศีรษะโจวอิ๋นจือแขวนอยู่ที่ประตูวัง
รวมทั้งการก่อกบฏของเซี่ยเวยกับเยี่ยนหลิน ทำ
ให้สงบเยือกเย็นอย่างหาได้ยากยิ่งท่ามกลาง
เหตุการณ์อลหม่าน
ขณะผู้อื่นกำลังฆ่าแกง จู่ ๆ จางเจอก็นึกอะไร
ได้ ขมวดคิ้วมองที่นั่งด้านขวาของประธาน
ไหนเลยจะยังหลงเหลือเงาร่างของเซียวติ้งเฟ
ยอีก
เซียวติ้งเฟยลอบเตรียมตัวตั้งแต่ตอนเปิดโปง
จางเจอแล้ว เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝั่ายเริ่มต่อสู้กันก็รู้
ทันทีว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับหลบหนี ฉวย
โอกาสลอบปะปนไปกับฝูงชนช่วงที่ทุกคนไม่ได้
สนใจตน ปากส่งเสียงอู้อี้ ลำตัวแนบผนังแอบคลำ
ทางหนีออกไปทางประตูด้านข้าง
นับแต่จางเจอเอ่ยว่าตู้จวินซานเหรินซ่อนตัว
บนเขาเมื่อตอนอยู่นอกศาลเจ้าร้าง เซียวติ้งเฟยก็
รู้แล้วว่าคนผู้นี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับตู้จวิน
มากนัก
เพราะอย่างไรเสียเขาก็รู้ดีเหลือเกินว่าตู้จวิน
คือผู้ใด
เพียงแต่เมื่อช้อนดวงตาขึ้นมาพบว่ายังมีเสียว
เปั่าอยู่ด้านข้างจึงนึกได้ว่าตนเคยเห็นอีกฝั่ายอยู่
ข้างกายตู้จวินหลายครั้ง ดวงใจพลันเต้นรัว เขา
คิดว่าขนาดเจ้าลูกเต่าเสียวเปั่ายังไม่พูด แล้วตน
จะปากมากไปเพื่ออันใด
หากคนแซ่เซี่ยวางแผนอะไรเอาไว้แล้วตน
ทำลายโดยไม่ได้เจตนา จะไม่เป็นการก่อเภทภัย
อีกคราหรือไร
กระทั่งเซียวติ้งเฟยเห็นสารลับ
เขาพลันกระจ่างแจ้ง ไม่ว่าในกาลก่อนจะมี
แผนการอันใด ยามที่สารลับฉบับนี้ส่งถึงมือนิกาย
สวรรค์ นั่นหมายความว่าตู้จวินไม่คิดจะเก็บจาง
เจอเอาไว้!
เซียวติ้งเฟยก่อเรื่องมามากพอแล้ว เขากลัว
เพียงว่าคนแซ่เซี่ยจะแค้นฝังใจ
แล้วเวลาเช่นนี้ตนจะไม่ว่านอนสอนง่ายได้
อย่างไรเล่า
หากวันใดตนตกในเงื้อมมือเขาและถูกคิด
บัญชีเก่าจะได้มีอะไรหยิบยกขึ้นมาเพื่อชดเชย
ความผิดได้บ้าง ดังนั้นเมื่อสักครู่เซียวติ้งเฟยจึง
เปลี่ยนเปั้าโจมตีของหัวข้อสนทนาไปเล่นงานจาง
เจอโดยไม่ให้อีกฝั่ายทันตั้งตัว
ด้วยกลัวว่าจะมาตายที่นี่และกลัวจะตกอยู่ใน
กำมือตู้จวิน เขาที่รักชีวิตจึงฝึกหนีเอาตัวรอด
อย่างฉับไวมาตั้งแต่แรก
ตลอดทางที่เซียวติ้งเฟยหลบหนีออกมาจาก
ตัววิหารปราศจากภยันตรายใด ๆ
ประตูใหญ่ของอารามซั่งชิงอยู่ข้างหน้า หาก
วิ่งพ้นไปสำเร็จก็จะปลอดภัย เซียวติ้งเฟยเห็น
แล้วพลันรู้สึกยินดีปรีดา
ทว่ารอยยิ้มเพิ่งประดับใบหน้าได้ครู่เดียว
นักพรตน้อยซึ่งเฝั้าประตูอารามก็วิ่งพรวดพราด
หน้าตาตื่นเข้ามาอย่างหวาดกลัวพลางโวยวายลั่น
“แย่แล้ว แย่แล้ว! ราชสำนักส่งคนมาโอบล้อม
แล้ว!”
เมื่อคำกล่าวนี้หลุดออกมา ทุกคนในอาราม
ต่างตื่นตระหนกทันที
เซียวติ้งเฟยก็นิ่งอึ้งในบัดดล ไม่นานนักเสียง
โห่ร้องฆ่าฟันกึกก้องจากภายนอกก็ลอยเข้าโสต
ประสาททันที
เกิดเสียงดังโครม ประตูใหญ่ประดับห่วง
ทองเหลืองสองบานนอกอารามถูกแรงมหาศาล
จากภายนอกกระแทกล้ม ฝุั่นตลบเต็มพื้น!
จากนั้นก็มีฝูงชนกรูเข้ามาประดุจคลื่นน้ำ
ผู้บุกรุกมิได้สวมชุดประจำตำแหน่งเจ้าหน้าที่
ศาลาว่าการ แต่เป็นชุดเกราะทหารอันเย็นเยียบ
มองไปแล้วมีแต่ศีรษะดำทะมึน ชวนอกสั่นขวัญ
หายยิ่งนัก!
ทหารทางด้านหน้ากำลังจู่โจมเข้ามา
เยื้องหลังเพียงเล็กน้อยเป็นพ่อลูกตระกูล
เซียวซึ่งกำลังนั่งบนหลังม้า
เซียวหย่วนคิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะดำเนินไป
ราบรื่นขนาดนี้ การเข้าบุกทลายรังโจรของนิกาย
สวรรค์เป็นไปอย่างง่ายดาย เขาคิดว่าตนจับกลุ่ม
กบฏเหล่านี้ได้ราวกับจับตะพาบในไห ง่ายดาย
ประดุจเอื้อมมือคว้ามา เขาหัวเราะลั่นด้วยความ
กระหยิ่มใจทันที “ช่างขวัญกล้านัก ถึงกับกล้า
ปล้นคุกเมืองหลวง คราวนี้มาตกอยู่ในกำมือข้า
แล้ว ข้าจะไม่ละเว้นแม้แต่ผู้เดียว! ฆ่าให้เหี้ยน!”
——————–
1. ดาบพัว เป็นดาบสองมือโบราณ ใบดาบ
เรียวยาว ด้ามจับค่อนข้างสั้น
บทที่ 130 ช่วยเหลือ (2)
เซียวติ้งเฟยยังไม่รู้หรอกว่าเจ้าโง่ผู้นี้เป็นใคร
แต่เมื่อได้ยินเสียงก็รู้ว่าราชสำนักเข้ามาปิดล้อม
เสียแล้ว พลันโอดครวญในใจว่า ‘ซวยแล้วสิ’ เดิม
ทีเขารุดมาจนเกือบถึงประตู ทว่าตอนนี้ไม่เพียง
ไม่อาจหนี ตรงข้ามกลับกลายเป็นบุคคลแรกที่
ต้องประสบหายนะเสียอย่างนั้น เขาจึงอดส่งเสียง
บริภาษไม่ได้ “จับท่านย่าเจ้าน่ะสิ!”
แต่ด่าทอก็ส่วนด่าทอ ความว่องไวในการหัน
หลังเผ่นยังมีอยู่
เซียวติ้งเฟยมีสถานะสูงส่งในนิกายสวรรค์
เขาจึงสนใจเพียงกระชากตัวผู้อื่นมาขวาง
ด้านหลัง ส่วนตนก็หลบหนีไปยังบริเวณที่มีคน
น้อย
สาวกนิกายสวรรค์ทางด้านนี้เดิมทีสนใจแต่
การต่อกรกับกลุ่มของเมิ่งหยาง ไหนเลยจะคิดว่า
จะมีทหารของทางการเข้ามาล้อมปราบกะทันหัน
พลันเกิดความโกลาหลเพิ่มอีกหลายส่วน
ตื่นตระหนกสุดขีดกันหมด
“ราชสำนักรู้จักที่นี่ได้อย่างไร”
“มีไส้ศึกจริงด้วย!”
…
ความกลัวตายเข้าถาโถมโจมตีดวงใจ ทุกคนสี
หน้าบิดเบี้ยว
แต่เฝิงหมิงอวี่กับอู๋เฟิงพลันสบตากันด้วยท่าที
แปลกประหลาดเล็กน้อย
ครั้นประสบเรื่องเหนือความคาดหมายก็ไม่ได้
แสดงอาการประหวั่นลนลาน หวงเฉียนแลก
เปลี่ยนสายตากับทั้งสอง จากนั้นผิวปากส่ง
สัญญาณ ตะโกนเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นบอก
ทุกคน “พี่น้องทั้งหลายอย่าเพิ่งตื่นตระหนก พวก
เราสู้พลางถอยพลาง ล่าถอยไปยังภูเขา
ด้านหลัง!”
ไปทางภูเขาด้านหลัง?
นิกายสวรรค์มีท่าทีเช่นนี้อยู่เหนือความ
คาดหมายของจางเจอ
เขาตามหาเซียวติ้งเฟยจนทั่วแต่ก็ไม่พบ ด้วย
เหตุนี้จึงรู้ว่า ‘ติ้งเฟยซื่อจื่อ’ ผู้กลอกกลิ้งคง
หลบหนีไปเสียแล้ว เขาเผยสีหน้าเย็นชา ต่อมาก็
ได้ยินเสียงอันคุ้นหูอยู่บ้างของกำลังเสริมของทาง
ราชสำนักดังมาจากภายนอก เห็นชัดว่าเป็นติ้งกั๋ว
กงเซียวหย่วน คิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม
ครั้นเห็นเฝิงหมิงอวี่กับอู๋เฟิงกำลังจะพาคนล่า
ถอย ลางสังหรณ์ก็บอกเขาว่ามีอะไรผิดปกติ
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ปัจจุบันช่างชุลมุน
วุ่นวายเสียเหลือเกิน
กลุ่มของเมิ่งหยางขัดแย้งและปะทะกับนิกาย
สวรรค์จนกลายเป็นศึกตะลุมบอนตั้งนานแล้ว
ทหารที่ตระกูลเซียวพามาไหนเลยจะแยกแยะ
ออกว่าใครเป็นใคร ยิ่งไปกว่านั้นเซียวหย่วนก็
ออกคำสั่งมาตั้งแต่ต้นว่าจงสังหารทิ้งให้เหี้ยน มิ
ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว พวกเขาจึงคิดเพียงว่า
พวกมันคงขัดแย้งภายในจนต่อสู้กันเอง หากไม่ใช่
นักโทษประหารที่หลบหนีจากคุกหลวงก็เป็นกลุ่ม
กบฏผู้ก่อความวุ่นวายอยู่ดี ไม่จำเป็นต้อง
แยกแยะหรอก แค่เงื้ออาวุธแล้วฟันฉับฆ่าทิ้งเสีย
ก็สิ้นเรื่อง
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้จะน่าหวาดหวั่น
เพียงไหนเล่า
จางเจอคิดจะเปล่งวาจาเสียงดังเพื่อเจรจา
ต่อรอง ทว่าถูกเสียงฆ่าฟันดังกลบจนไม่มีผู้ใดได้
ยิน
กำลังเสริมทางฝั่ายราชสำนักโจมตีต่อเนื่องไม่
ขาดสาย รุนแรงมากเสียจนบีบให้คนของฝั่ายจาง
เจอและเมิ่งหยางต้องถอยร่น ชั่วพริบตาก็ถูกโอบ
ล้อมอยู่ตรงกลางระหว่างทหารของราชสำนักกับ
นิกายสวรรค์ ตกในสภาพเสียเปรียบที่มีศัตรู
กระหนาบโจมตี!
เมิ่งหยางสังหารไปสิบกว่าคน เขาสกัดและ
ปัดกระบี่ของสาวกนิกายสวรรค์ทางด้านข้างผู้
หนึ่งดังเคร้ง เมื่อชักดาบกลับมาหลังจากแทงคน
จนตาย ใบดาบก็โค้งงอเสียแล้ว เขากัดฟันกรอด
พูดว่า “ราชสำนักของพวกเจ้าช่างน่าสนใจเสีย
จริงนะ เกรงว่าแม้แต่ชีวิตของเจ้าผู้เป็นขุนนางก็
คงไม่สนแล้ว!”
หากให้นักโทษประหารกลุ่มนี้ต่อสู้กับนิกาย
สวรรค์ยังพอทำเนา ซ้ำฝีมือของพวกนักโทษยัง
เหนือกว่าขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ
ทว่าทันทีที่กำลังเสริมของราชสำนักมาถึงก็
ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
แม้จางเจอมิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่ก็ถือดาบเช่นกัน
ขณะนี้กำลังใช้ความคิดอย่างเร็วรี่ ใคร่ครวญ
วัตถุประสงค์ของการล่าถอยไปด้านหลังของ
นิกายสวรรค์ แต่คาดไม่ถึงว่าพอตนแบ่งสมาธิไป
ชั่วขณะจนไม่ได้สนใจข้างกายจะถูกคนใช้ดาบฟัน
ไหล่ซ้าย โลหิตพลันไหลทะลัก!
เมิ่งหยางเห็นเหตุการณ์เข้าพอดีจึงใช้ดาบ
แทงหัวใจของคนผู้นั้น
ทางนี้เลยมีคนล้มลงอีกหนึ่ง
ส่วนเฝิงหมิงอวี่กับอู๋เฟิง แม้จะตระหนกแต่
ไม่ได้เสียกระบวน มิหนำซ้ำยังมีสีหน้าแฝงความ
ตื่นเต้นยินดีอยู่หลายส่วน ในเมื่อตู้จวินเซียนเซิง
เตือนล่วงหน้าว่ามีไส้ศึกปะปนในกลุ่มคนที่ตาม
พวกเรากลับมา แล้วเขาจะไม่ทราบความ
เคลื่อนไหวของราชสำนักได้อย่างไร
สารลับซึ่งพวกเขานำออกมาเมื่อครู่เป็นเพียง
หนึ่งในสองฉบับที่ส่งมาพร้อมกัน
อีกฉบับแจ้งกำหนดการที่ตระกูลเซียวจะนำ
ทัพมาล้อมปราบแต่แรกแล้ว!
สรุปคือจะเป็นการจับตะพาบในไหหรือว่า
ขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ[1]ก็ต้องดู
ความสามารถของทุกคน!
นิกายสวรรค์รีบพาคนล่าถอยไปทางด้านหลัง
ของอารามซั่งชิง
เฝิงหมิงอวี่เห็นว่าฝั่ายของเมิ่งหยางและจาง
เจอใกล้จะต้านทานไม่อยู่แล้วก็บังเกิดความคิดไม่
ซื่อ กล่าวอย่างชั่วร้ายว่า “เจ้าจางเจอผู้นั้น
เดินทางมาพร้อมพวกเรา สืบรู้ความลับของนิกาย
ไปไม่น้อย หากไม่สังหารจะเกิดปัญหาตามมาไม่
รู้จักจบสิ้น!”
เขาสั่งการซ้ายขวาทันที “ไป ต้องเด็ดหัวคนผู้
นี้ให้จงได้!”
พวกคนข้างกายผู้มีอำนาจในนิกายสวรรค์
ล้วนเป็นยอดฝีมือวรยุทธ์สูงส่งในนิกาย ครั้นได้
ยินคำสั่งจึงเดินย้อนฝูงชนมุ่งหน้าไปหาจางเจอ
แรงกดดันในการตั้งรับของฝั่ายเมิ่งหยางพลัน
ทวีเพิ่ม
เพียงพริบตาก็มีศพนอนเกลื่อนพื้น
ขณะที่เห็นว่าฝั่ายของเมิ่งหยางจวนจะ
ต้านทานไม่ไหว คิดไม่ถึงว่ากลับมีเสียงโห่ร้องเข่น
ฆ่าดังมาจากทางปั่าบนเขาด้านหลังอาราม กำลัง
พลสามฝั่ายทั้งของตระกูลเซียว นักโทษประหาร
และนิกายสวรรค์ได้ยินแล้วตะลึงงันกันหมด
คล้ายไม่รู้จักที่มาของคนกลุ่มนี้!
ภายในช่วงเวลาคับขัน ทั้งสามฝั่ายต่างเพิ่ม
ความตื่นตัว
กำลังพลนั้นเลาะผ่านปีกข้างของอารามซั่งชิง
เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีระยะสั้น ทำให้บุกตัด
เส้นทางทั้งหน้าและหลังเข้ามาทันทีอย่างดุดัน
ต่างสวมชุดของเจ้าหน้าที่ทางการ มือแตะดาบพัว
หัวหน้าเป็นชายอ้วนผู้มีแขนขาและคอสั้น ชุดขุน
นางที่สวมอยู่แทบจะถูกกิ่งไม้รายทางกรีดขาด
หมวกขุนนางบนศีรษะเอียงกระเท่เร่เล็กน้อย
ทว่าปากกลับตะโกนถ้อยคำเปียมด้วยคุณธรรม
และหลักการ “ศาลาว่าการเมืองทงโจวมาจับโจร
ร้ายแล้ว กบฏเช่นพวกเจ้ายังไม่รีบยอมจำนน
โดยเร็วอีกหรือ ใต้เท้าจางอยู่ที่ใด ข้าน้อยพาคน
มาช่วยท่านแล้ว!”
ทุกคนที่ได้ยินคำกล่าวนี้ต่างอดมุมปาก
กระตุกไม่ได้
มองผาดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนไม่ได้ความ
แต่ก็ไม่อาจรับมือกำลังคนที่เขาพามามาก
เหลือเกิน ขณะคนเหล่านั้นกรูกันเข้ามา สาวก
นิกายสวรรค์ก็ต้านทานไม่อยู่จนพลันล่าถอย
แว่วเสียงของชายผู้นั้นเอ่ยถามท่ามกลางเสียง
เซ็งแซ่ “ผู้ใดคือใต้เท้าจาง”
เสียงหวานใสตอบกลับด้วยความร้อนใจ
ผสานไปกับเสียงอาวุธ “ชุลมุนเช่นนี้ ข้าจะ
เห็นชัดได้อย่างไรเล่า”
เมื่อจางเจอได้ยินก็สะท้านไปทั้งร่าง
เขาหันขวับไปหาต้นเสียงทันที
กลุ่มเจ้าหน้าที่ไม่รู้ทำตัวตามอำเภอใจจนเคย
ชินหรืออะไร ยามลงมือถึงได้โหดร้ายไม่ยั้งไมตรี
เข่นฆ่าฟันคนจนเบิกทางเดินเป็นสายโลหิต ด้วย
เหตุนี้ครั้นจางเจอได้ยินเสียงร้องโวยวายเสียง
หนึ่ง เขาก็มองเห็นเงาร่างอรชรวิ่งทะยาน
ประหนึ่งโผบินมาทางตน
ใบหน้าอันไร้การแต่งแต้มของนางไม่ขาวซีด
เช่นตอนส่งนางไปยังร้านขายยาหย่งติ้งก่อนหน้า
นี้ ทั้งยังแดงระเรื่อจากการวิ่ง การเดินตัดเส้นทาง
บนเขาที่ใกล้มากที่สุดทางปีกข้างของอารามซั่งชิง
ทิ้งคราบโลหิตเบาบางเอาไว้หลายเส้นเพราะกิ่ง
ไม้กรีดใบหน้าขาวนวลเนียน
แต่นางไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นเขา นัยน์ตาอันสุกใสคู่นั้นพลันร้อน
ผ่าว ยามมาถึงเบื้องหน้าเขาก็แทบจะหลั่งน้ำตา
ร้องเรียกเสียงสั่นเครือเจือความร้อนใจ “จาง
เจอ!”
บาดแผลบนไหล่ซ้ายของจางเจอมีโลหิตไหล
ทะลักย้อมเสื้อคลุมครึ่งหนึ่งจนเป็นสีแดง ครั้น
เห็นเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้ไปจากทงโจวแต่ติดตาม
กลุ่มเจ้าหน้าที่ย้อนกลับมาช่วยเหลือตน ในอกก็
เหมือนมีอัคคีกลุ่มหนึ่งระเบิดออกมา ดวงตาเต็ม
ไปด้วยเส้นโลหิตเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอมา
หลายวัน จางเจอถึงกับตำหนินางเสียงเข้มด้วย
โทสะที่น้อยครั้งจะเกิดสักหน “ท่านกลับมา
ทำไม?!”
——————–
1. ขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกกำมือ
หมายถึงนอกจากจะฉวยโอกาสไม่ได้แล้วยัง
ขาดทุนอีกต่างหาก