คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 14 เสิ่นจื่ออี (1)
ขณะเจียงเสวี่ยหนิงย้อนกลับมาที่โถงรับแขก
ระหว่างทางก็พบสองพี่น้องตระกูลโหยวซึ่งรีบรุด
มาจัดการเรื่องนี้โดยบังเอิญ เห็นชัดว่าพวกนางได้
ยินเรื่องที่คนนอกอย่างเจียงเสวี่ยหนิงมายุ่มย่าม
เรื่องภายในจวนของพวกนางแล้ว และเนื่องจาก
มี ‘แค้นเก่า’ ในโถงรับแขกก่อนหน้านี้ ซ้ำยังมี
‘แค้นใหม่’ ตอนนี้อีก ดวงตาโหยวเย่ว์ยามจ้อง
มองเจียงเสวี่ยหนิงจึงราวกับจะพ่นไฟออกมาได้
แม้แต่โหยวซวงเองก็สีหน้าไม่สู้ดี เพียงกล่าว
ทักทายนางอย่างเรียบเฉย
เจียงเสวี่ยหนิงตอบรับอย่างขอไปทีเช่นกัน
ถือว่าผูกความแค้นกับสองศรีพี่น้องแห่งจวน
ชิงหย่วนปั๋อแน่นอนแล้ว
ทว่านางไม่ใส่ใจ
ใต้หล้านี้มีผู้ใดหวาดกลัวความเคียดแค้นจาก
มดปลวกตัวหนึ่งบ้างเล่า
ครั้นย้อนกลับมายังโถงรับแขก ข่าวการ ‘ตก
น้ำ’ ของโหยวฟางอิ๋นก็แพร่มาถึงแล้ว เนื่องจาก
ไม่รู้เหตุการณ์ที่แท้จริงอย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลที่
ลือกันจึงแปลกประหลาดเกินจริง
บ้างก็บอกว่าสาวใช้ภายในจวนทนการ
ทรมานจากผู้เป็นนายไม่ไหว ถึงได้กระโดดน้ำฆ่า
ตัวตาย
บ้างก็บอกว่าเป็นคุณหนูตัวจริงเสียงจริง อี๋
เหนียงเพิ่งจะผูกคอตาย จึงทำเรื่องโง่ ๆ ด้วย
อารมณ์ชั่ววูบเพราะคิดไม่ตก
แน่นอนว่าสิ่งที่ลือกันเป็นวงกว้างที่สุดหนีไม่
พ้นคำพูดที่เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยไปเมื่อครู่ คุณหนูผู้
นั้นเป็นบุตรีซึ่งเกิดจากอนุภรรยาของจวนตระกูล
โหยว ถูกบ่าวชั่วดูหมิ่นรังแก เกรงว่าเหตุการณ์
‘ตกน้ำ’ นี้คงมิใช่เหตุการณ์ที่เรียบง่ายธรรมดา
เป็นแน่…
เนื่องด้วยก่อนหน้านี้เยี่ยนหลินมาสนทนากับ
นาง พวกคุณหนูชั้นสูงจำนวนมากในโถงรับแขกที่
ยามปกติประพฤติตัวอยู่ในกฎระเบียบเพิ่งเคย
เห็นการ ‘นัดพบส่วนตัว’ กันอย่างเปิดเผยเช่นนี้
เป็นครั้งแรก หลังเจียงเสวี่ยหนิงจากไปเลยติฉิน
นินทากันมาก
เดิมทีทุกคนก็สนใจในตัวเยี่ยนหลินกันอยู่แล้ว
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคุณหนูรองเจียงจะโผล่มา
ทำลายทุกสิ่ง การกระทำของทั้งคู่ถึงกับทำให้
พวกนางรู้สึกว่าการที่เยี่ยนซื่อจื่อกล้าประพฤติ
เช่นนี้ทั้งที่ยังไม่ผ่านพิธีสวมกวานสื่อว่าเรื่องวิวาห์
คงตกลงกันในทางลับไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว
ช่างชวนให้ริษยาจริง ๆ ทว่าจนใจที่ต่อมามี
เรื่องโหยวฟางอิ๋นตกน้ำเกิดขึ้น
ชีวิตของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่จืดชืดไร้
รสชาติ ไหนเลยจะต้านความเย้ายวนจากเรื่อง
ชวนซุบซิบนินทาได้ ประจวบเหมาะกับที่เจ้าของ
บ้านกำลังไปสะสางเหตุการณ์พอดี พวกนางบาง
คนจึงมองข้ามความขุ่นเคืองในช่วงแรกและฉวย
โอกาสเข้าหาเจียงเสวี่ยหนิงเพื่อสอบถาม
เจียงเสวี่ยหนิงเล่าให้ฟังว่านางเห็นด้วยตา
ตนเอง
ไม่พูดเสริมเติมแต่ง และไม่ตกหล่นแม้แต่
น้อย
ไม่นานนักพี่น้องตระกูลโหยวก็กลับมา บอก
เพียงว่าบุตรีของอนุภรรยาภายในจวนผู้หนึ่งพลัด
ตกน้ำ โชคดีที่เหล่าหญิงรับใช้พบเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ
จึงช่วยชีวิตนางเอาไว้ได้ บัดนี้ตามท่านหมอมา
ตรวจอาการให้แล้ว ไม่ได้เป็นอะไรมากนัก
แน่นอนว่าทุกคนย่อมแสดงสีหน้ายินดี
ทำนองว่า ‘คนไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว’
นบรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่เหล่านี้ได้ฟัง
เจียงเสวี่ยหนิงเล่ามาก่อนแล้วรอบหนึ่ง มิหนำซ้ำ
มีครอบครัวผู้ใดบ้างไม่เคยเกิดเรื่องสกปรกโสมม
และน่ารังเกียจเช่นนี้ เรื่องบางเรื่องแค่ฟังก็เข้าใจ
แล้ว ทำให้ไม่มีใครเชื่อคำพูดเหลวไหลของสองพี่
น้องตระกูลโหยว เพียงแต่พวกนั้นเป็นเจ้าบ้าน
จึงต้องไว้หน้ากันบ้างเท่านั้นเอง
ประเดี๋ยวเมื่อจบงานเลี้ยง กลับถึงจวนตัวเอง
แล้วจะลือกันเช่นไร นั่นก็เป็นเรื่องของพวกนาง
*****
หลังจากนี้จะเป็นกิจกรรมงานเลี้ยงยามบ่าย
กิจกรรมชมดอกเบญจมาศ และกิจกรรมแต่ง
กลอนวาดภาพ
ช่างเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายสำหรับเจียงเสวี่ย
หนิง
หากไม่ใช่ว่าเยี่ยนหลินบอกให้นางไปรอที่
เหลาเฉิงเซียวหลังเลิกงานเลี้ยงยามบ่าย เพื่อตก
เย็นจะได้ไปชมงานเทศกาลโคมไฟร่วมกันแล้วละ
ก็ เกรงว่านางคงจากไปตั้งแต่ได้พบโหยวฟางอิ๋น
แล้ว
ครึ่งชั่วยามสุดท้ายเจียงเสวี่ยหนิงเพียงนั่งอยู่
ด้านข้าง ดูคุณหนูตระกูลใหญ่เหล่านี้ตวัดพู่กัน
ละเลงหมึก วาดภาพดอกเบญจมาศสารพัด
รูปแบบบนแผ่นกระดาษเซวียน[1]ที่ปูเป็นอย่างดีที
ละแผ่น
อีกสักครู่ เมื่อทุกคนเลือกผู้ชนะได้แล้ว งาน
เลี้ยงคราวนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุด
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่องานเลี้ยงดำเนินมาถึง
ช่วงสุดท้าย พลันมีเสียงร้องปั่าวประกาศดังมา
จากประตูว่า “องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสด็จ
แล้ว!”
องค์หญิงใหญ่?
ทุกคนภายในห้องโถงต่างตกใจ รีบถวาย
ความเคารพด้วยความลนลานโดยไม่ทันเงยหน้า
มอง “ถวายพระพรองค์หญิงใหญ่!”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ยินก็หนังตากระตุก เริ่ม
ลอบแค้นใจที่ตนเองไม่ได้ออกจากงานไปก่อน
แต่เมื่อตรองดูอีกที ตอนนี้นางอยู่ในชุดสตรี
ดังนั้นนางจึงบังคับให้ตนเองผ่อนคลาย
ความรู้สึกตึงเครียดนั้นลงไปเสีย ถวายความ
เคารพร่วมกับทุกคนอยู่ที่มุมหนึ่ง พร้อมก้มหน้า
ลงต่ำในทันที
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเสียงกระทบกันของ
หยกประดับที่สตรีสูงศักดิ์ประดับเอวดังมาจาก
ห้องโถงส่วนหน้า
ไม่นานนักทุกคนก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือ
ศีรษะ “ไม่ต้องมากพิธีหรอก เปินกงจู่[2]และอาซู
แค่ได้ยินว่างานเลี้ยงที่จวนชิงหย่วนปั๋อยังไม่เลิก
เลยแวะมาดูสักหน่อยว่าเป็นเช่นไร ลุกขึ้นเถอะ”
ทุกถ้อยคำล้วนไพเราะเสนาะหูดั่งเสียงอัญ
มณีตกกระทบ
ดุจทิพยดุริยางค์ ดั่งนางอัปสร
ครั้นทุกคนได้ยินเสียง ต่างอดคิดกันไม่ได้ว่า
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งครอบครองน้ำเสียงงาม
ล้ำเลิศเช่นนี้ จะมีรูปโฉมเช่นนางเซียนสักปานใด
กัน
แม้คุณหนูตระกูลใหญ่จะมีสถานะสูงส่ง แต่ก็
ไม่เคยเข้าวังหลวง
คนส่วนใหญ่ไม่เคยพบองค์หญิง ฉะนั้นจึง
ช้อนดวงตามองสำรวจขณะลุกขึ้นมา
ทว่าทันทีที่ได้เห็นรูปโฉมขององค์หญิงผู้นี้ ทุก
คนต่างตะลึงงัน อดฉายแววประหลาดใจใน
ดวงตามิได้ ความรู้สึกเวทนาสงสารพรั่งพรู ลอบ
ทอดถอนใจว่า ‘น่าเสียดาย’
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเสิ่นจื่ออีถือกำเนิด
จากหวงกุ้ยเฟย[3]ซึ่งเป็นสนมคนโปรดของอดีต
ฮ่องเต้ ได้รับความโปรดปรานมาตั้งแต่เล็ก ใช้
ชีวิตหรูหราสุขสบาย มีผิวพรรณขาวนวลเนียน
อีกทั้งอวัยวะบนใบหน้ายังสืบทอดความงามวิจิตร
มาจากหวงกุ้ยเฟยอีกด้วย ทำให้เฉิดฉันเจิดจ้า
เหนือผู้ใด ยามแย้มยิ้มยังมีลักยิ้มเล็ก ๆ แสนจะ
อ่อนหวาน ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกรักใคร่
อย่างไรก็ตาม ใต้ดวงตาข้างซ้ายครึ่งนิ้วค่อน
ไปทางหางตากลับมีรอยแผลเป็นรอยหนึ่ง
ถึงแม้สีจะจางลงไปแล้วและไม่ได้ยาวมากนัก
แต่เมื่ออยู่บนใบหน้าอันไร้ตำหนิกลับดูสะดุดตา
มากเป็นพิเศษ ทำให้คนไม่อาจไม่สนใจ ความงาม
ที่มีบนใบหน้าแต่เดิมถูกรอยแผลนี้ทำลายสิ้น
ผู้คนจึงอดทอดถอนใจพลางคิดว่า ‘มุกงามมีรอย
ปริ หยกงามมีรอยแตก’ ไม่ได้
นี่คือใบหน้าที่เสียโฉมแล้ว
ต่อให้ใช้แปั้งกลบทับก็ยังเห็นชัดอยู่ดี
มีเสียงอันไพเราะเสนาะหูเช่นนั้น แต่กลับ
ปราศจากรูปโฉมเคียงคู่
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่ารอยแผลเป็นบนใบหน้า
องค์หญิงใหญ่เล่อหยางเกิดขึ้นขณะผิงหนานอ๋อง
ยกทัพกบฏบุกโจมตีเมืองหลวงเมื่อยี่สิบปีก่อน
ยามนั้นเสิ่นจื่ออีเป็นเพียงทารกน้อยเพิ่งจะลืมตา
ดูโลกได้ไม่นาน นางถูกทหารกบฏชิงตัวไปจากแม่
นมเพื่อใช้เป็นตัวประกัน แล้วใช้มีดสั้นกรีด
ใบหน้าจนเกิดรอยแผลเพื่อบีบบังคับให้เชื้อพระ
วงศ์คนอื่นซึ่งกำลังซ่อนตัวภายในวังหลวงปรากฏ
ตัว
จากนั้นกองทัพซึ่งถูกส่งมาช่วยเหลือฮ่องเต้ก็
มาถึงและปราบกบฏได้
เสิ่นจื่ออีมีฐานะสูงศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงจึง
ย่อมปลอดภัยสบายดี แต่กลับหลงเหลือรอย
แผลเป็นบนใบหน้าตลอดมานับตั้งแต่เด็กจนถึง
ปัจจุบัน
บัดนี้แม้จะผ่านไปยี่สิบปีแล้ว ทว่ายามใดที่
ราชสำนัก วังหลวง และผู้เคยประสบเหตุจลาจล
ครั้งนั้นได้เห็นแผลเป็นบนใบหน้านางก็จะอดหวน
นึกถึงเหตุจลาจลที่ทำให้วังหลวงท่วมโลหิตครา
นั้นไม่ได้…
แผลเป็นขององค์หญิงใหญ่เล่อหยางจึงเป็น
ความอัปยศที่กลุ่มกบฏผิงหนานอ๋องกรีดลงบน
ใบหน้าราชวงศ์อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรเช่นราชวงศ์
ต้าเฉียน
และด้วยเหตุนี้เองฝั่าบาทองค์ปัจจุบันจึงรัก
ใคร่เอ็นดูพระกนิษฐาผู้นี้มากเป็นพิเศษ
ไม่ว่าเสิ่นจื่ออีจะมีคำร้องขอใด ๆ ขอเพียงไม่
เกี่ยวพันถึงการล่มสลายและการดำรงอยู่ของ
บ้านเมืองตลอดจนราษฎรก็จะสนองให้จนกว่าจะ
พึงพอใจ ต่อให้นางใคร่จะเด็ดดวงดาราบน
ท้องฟั้า เสิ่นหลางก็จะสั่งให้คนลองเด็ดดูก่อนว่า
ทำได้หรือไม่ถึงจะยอมเลิกรา
เสิ่นจื่ออีเติบโตในวังหลวง เห็นสายตาที่จ้อง
มองรอยแผลบนใบหน้าตนจากผู้คนนับไม่ถ้วนมา
ตั้งแต่เล็ก บ้างก็สงสาร บ้างก็เสียดาย บ้างก็เยาะ
เย้ย กระทั่งว่าบางครั้งนางยังได้ยินเสียงครุ่นคิด
ภายในจิตใจดังออกมาจากสีหน้านางกำนัลผู้มีรูป
โฉมงดงามบางคนเสียด้วยซ้ำ ‘ต่อให้เป็นองค์
หญิงของแว่นแคว้นผู้สูงส่งแล้วจะทำไม รอยแผล
นี้ทำลายรูปโฉมแสนเลอค่าไปแล้ว สู้นางกำนัลต่ำ
ต้อยเช่นพวกนางยังไม่ได้เลย’
นางเมื่อยามเยาว์วัยยังไม่รู้ความหมายที่แฝง
ในสายตาเหล่านี้
ครั้นค่อย ๆ จำเริญวัยและเข้าใจมากขึ้น
ความรู้สึกนั้นกลับแปรเปลี่ยนจากโกรธขึ้งเป็น
เคียดแค้น และจากเคียดแค้นกลายเป็นเศร้าใจ
ขอถามสตรีในใต้หล้า มีผู้ใดบ้างไม่แยแสรูป
โฉมของตนเองจริง ๆ
เสิ่นจื่ออีกวาดตามอง เห็นสายตาที่ผู้คนกำลัง
มองสำรวจนางทั้งหมด ทว่าบริเวณมุมหนึ่งกลับมี
คนผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าและกดศีรษะต่ำ
ตลอดเวลา
——————–
1. กระดาษเซวียน เป็นกระดาษทำมือชนิด
หนึ่งทำจากฟางข้าวและเปลือกไม้จันทน์
ผิวสัมผัสอ่อนนุ่มดูดซับน้ำและน้ำหมึกได้ดี
เหมาะสำหรับวาดภาพและเขียนอักษรมาก
ที่สุด
2. เปินกงจู่ เป็นคำแทนตัวขององค์หญิง
3. หวงกุ้ยเฟย เป็นตำแหน่งพระมเหสีรอง
ซึ่งมีอำนาจปกครองวังหลังรองจากฮองเฮา
บทที่ 14 เสิ่นจื่ออี (2)
น่าแปลกนัก
นางเคยชินกับการถูกผู้อื่นจ้องมองตั้งแต่อยู่
ในวังหลวง ถึงแม้ยามนี้นางจะรู้สึกเหมือนมี
หนามทิ่มแทงกลางดวงใจก็ไม่ได้แสดงอาการใด
ๆ เพียงเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “พวกเจ้าวาดภาพ
ต่อไปก็ได้”
ทุกคนตกใจสายตาที่นางตวัดมองมา รีบเก็บ
สายตากลับอย่างรวดเร็ว
เมื่อองค์หญิงเอ่ยปากแล้ว พวกนางก็ไม่กล้า
โต้แย้ง
ฉะนั้นทุกคนจึงกลับไปยังตำแหน่งเดิมของตน
ผู้ที่วาดภาพก็วาดภาพไป ผู้ที่แต่งกลอนก็แต่ง
กลอนไป
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย นาง
ถอยเท้ากลับ และกำลังจะแสร้งต่อไปว่าตัวเอง
ไม่ได้อยู่ที่นี่
แต่นางยังไม่ทันได้นั่ง เสิ่นจื่ออีก็เดินมุ่งมายืน
ตรงหน้านางเสียแล้ว “เจ้าคือเจียงเสวี่ยหนิง
เช่นนั้นหรือ? เงยหน้าขึ้นมาสิ”
“…”
ไม่รู้จริง ๆ ว่าแม่บรรพชนน้อยผู้นี้สังเกตเห็น
นางได้อย่างไร
บัดนี้เจียงเสวี่ยหนิงไม่ใช่ฮองเฮา เมื่อเทียบ
กับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์เช่นอีกฝั่ายแล้วตนก็เป็นแค่
คุณหนูตระกูลขุนนางใหญ่ธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง
ความต่างชั้นของสถานะย่อมเห็นกันอยู่ นางไม่
กล้าขัดคำสั่ง เงยหน้าอย่างว่าง่าย
ทันใดนั้น ประกายตื่นตะลึงก็ฉายวาบจาก
นัยน์ตาเสิ่นจื่ออีโดยไม่อาจปิดบัง แต่ไม่นานก็
เปลี่ยนเป็นความอิจฉาแฝงความเศร้าสร้อย
เล็กน้อย นางถอนหายใจเบา ๆ คราหนึ่งแล้วเอ่ย
ว่า “วันนี้ข้ามาเพราะเจ้า”
เจียงเสวี่ยหนิงหนังตาเริ่มกระตุกอย่างรุนแรง
เสิ่นจื่ออีเอ่ยต่อไปว่า “มิน่าเล่า เยี่ยนหลินซึ่ง
ไม่ยอมสยบต่อผู้ใดถึงได้ยอมศิโรราบต่อเจ้า รูป
โฉมงดงามถึงเพียงนี้ ต่อให้ข้าเป็นคนเห็นเองยัง
ต้องหวั่นไหวเลย ช่างน่าอิจฉาเสียจริง…”
แท้จริงแล้ววันนี้นางเพิ่งไปร่วมงานเลี้ยงที่
จวนเฉิงกั๋วกง แต่ครั้นไปถึงกลับได้ยินว่าเสิ่นเจี้ย
ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายเดินทางไปยังจวนชิงหย่วนปั๋อ
เสิ่นจื่ออีติดพี่ชายผู้มีนิสัยอ่อนโยนและอารมณ์ดี
เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ต่อมายังได้ยินอีกว่าเยี่ยน
หลินที่เป็นเพื่อนเล่นกับนางมาตั้งแต่เล็กก็อยู่ที่
นั่นด้วย เมื่อลองถามไถ่ดูถึงได้รู้ว่าเสิ่นเจี้ยไปจวน
ชิงหย่วนปั๋อเพราะเยี่ยนหลิน ส่วนเยี่ยนหลินก็ไป
เพราะคุณหนูจากตระกูลขุนนางบางคน
เมื่อเป็นเช่นนี้นางจึงแปลกใจมาก
ครั้นเห็นว่างานเลี้ยงที่จวนเฉิงกั๋วกงกำลังจะ
เลิกรา นางจึงลากเซียวซูคุณหนูใหญ่แห่งจวน
เฉิงกั๋วกงซึ่งเป็นสหายสนิทของตนมาที่นี่
อยากจะดูเสียหน่อยว่า ‘คุณหนูรองเจียง’ ที่คน
เขาเล่าลือกันผู้นี้เป็นเทพเซียนจากที่ใดกันแน่
เสิ่นจื่ออีรู้จักนิสัยของเยี่ยนหลินดี แต่ไหนแต่
ไรอีกฝั่ายไม่ค่อยให้ความสนใจสตรีมากนัก
หากทำให้เขาถูกตาต้องใจได้ ย่อมต้องมีสิ่งที่
เหนือกว่าผู้อื่น
จากการกวาดสายตามองเมื่อครู่ เงาร่างที่ก้ม
หน้าอยู่เพียงผู้เดียวสะดุดตานางอย่างจัง เมื่อเดิน
เข้ามาจึงเรียกให้อีกฝั่ายเงยหน้าให้ดูสักครั้ง เป็น
คุณหนูรองเจียงดังที่คิดจริงเสียด้วย พิลาสลักษณ์
ไร้ผู้ใดเปรียบ คล้ายเย็นชาแต่ก็คล้ายไม่เย็นชา
คล้ายงามยวนเย้าแต่ก็ไม่ใช่ ทำให้คนยากจะลืม
เลือนตั้งแต่แรกเห็น
ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับร้องโอดโอยในใจว่า
‘นี่มันกรรมเวรอะไรกัน’ ฟังจากความหมายของ
เสิ่นจื่ออีคล้ายมาดูนางเพราะเยี่ยนหลิน เช่นนั้น
ต่อให้นางไม่อยากเจอก็เลี่ยงไม่ได้แล้ว
ชะตาชีวิตในอนาคตขององค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางผู้นี้ นางรู้กระจ่างแจ้งดี
หลังจากจวนหย่งอี้โหวซึ่งแต่เดิมกุมอำนาจ
ทางการทหารถูกเนรเทศเพราะไปพัวพันกับคดี
เก่าของผิงหนานอ๋อง ผ่านไปไม่ถึงสองเดือน ชน
เผ่าต๋าต๋า[1]ทางเหนือก็เกิดเหตุวุ่นวาย เจ้า
ผู้ปกครองคนใหม่ขึ้นครองอำนาจ คิดจะสู่ขอองค์
หญิงจากต้าเฉียนเป็นพระชายา อีกทั้งฮ่องเต้ไม่
อยากใช้งานจวนหย่งอี้โหว ดังนั้นจึงส่งองค์หญิง
ใหญ่เล่อหยางไปอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อม
สัมพันธไมตรี
สี่ปีต่อมา หลังจากต๋าต๋าฝึกฝนและพัฒนา
กองกำลังจนเสร็จสิ้นก็ยกทัพมารุกรานทันที
ส่วนราชสำนักก็ได้รับเพียงโลงศพขององค์
หญิงกลับคืนมา
ฮ่องเต้ในยามนั้นเปลี่ยนเป็นเสิ่นเจี้ยแล้ว
ด้วยความเศร้าโศก เขารื้อคดีที่เสิ่นหลางคาด
โทษจวนหย่งอี้โหวในสมัยนั้นขึ้นมาใหม่ ทวง
ความเป็นธรรมให้จวนหย่งอี้โหวโดยใช้งาน
เยี่ยนหลินซึ่งถูกเนรเทศไปถึงสี่ปี ในที่สุดเยี่ยนห
ลินก็ได้รับโอกาส นำทัพไปปราบความไม่สงบโดย
ยังมีโทษติดตัว เขาขับไล่ต๋าต๋า บุกเข่นฆ่าจนอี๋ตี๋
[2]ไม่กล้าล่วงล้ำดินแดนแคว้นต้าเฉียน ส่งผลให้
ได้รับการอวยยศเป็นแม่ทัพ ครอบครองตรา
พยัคฆ์และกลับสู่เมืองหลวง
จากนั้นก็เป็น ‘ภัยพิบัติ’ ของเจียงเสวี่ยหนิง
นางนึกถึงการพบหน้ากันเป็นครั้งแรกในชาติ
ก่อนของตนกับเสิ่นจื่ออี ตอนนั้นนางปลอมตัว
เป็นบุรุษ ต่อมาเมื่อเห็นเสิ่นจื่ออีใส่ใจรอย
แผลเป็นบนใบหน้า เจียงเสวี่ยหนิงจึงหยิบพู่กัน
ขนาดเล็กที่ผู้อื่นใช้วาดลวดลายบนโคมไฟมาจุ่ม
ผงดอกอิงเถา[3]เล็กน้อย แล้วนำมาวาดบนรอย
แผลใต้ดวงตาข้างซ้ายของอีกฝั่าย
เสิ่นจื่ออีที่เข้าใจผิดว่านางเป็นบุรุษจึงบังเกิด
จิตปฏิพัทธ์ต่อนาง
ต่อมาเมื่อรู้ว่านางเป็นสตรีย่อมรับไม่ได้เป็น
ธรรมดา
ทว่าก่อนจะไปอภิเษกสมรสเพื่อเชื่อม
สัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋า เสิ่นจื่ออีกลับสั่งให้คนเชิญ
เจียงเสวี่ยหนิงมาแต่งหน้าเหมือนคราวที่พวกนาง
พบกันครั้งแรกโดยเฉพาะ จากนั้นองค์หญิงผู้นี้ก็
นั่งสงบนิ่งเบื้องหน้าคันฉ่อง ทอดสายตามองรูป
โฉมอันเพริศพริ้งที่ปรากฏในคันฉ่อง แต่กลับมี
น้ำตาสองสายไหลผ่านนวลแก้ม
ครั้นเสิ่นจื่ออีจากไปแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงเคย
ถามตัวเองอยู่หลายคราว่า หากมีโอกาสอีกครั้ง
เจ้าจะยังแต่งเติมเส้นสายนั้นยามพบหน้ากันเป็น
ครั้งแรกอีกหรือไม่
ตอนนั้นไร้ซึ่งคำตอบ
นางนึกว่าไม่มีทาง
ทว่าบัดนี้ เมื่อเสิ่นจื่ออีปรากฏอยู่ตรงหน้านาง
ตัวเป็น ๆ อีกและมีโอกาสเช่นนี้อีกครั้งจริง ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงถึงพบว่าคำตอบของนางก็คือ ข้า
จะทำ
“องค์หญิงทรงมีพระสิริโฉมงดงามล้ำเลิศอยู่
แล้ว เป็นมุกงามที่เจิดจรัสที่สุดในแคว้นต้าเฉียน
แล้วเสวี่ยหนิงจะถึงหนึ่งในหมื่นได้อย่างไรกัน
เล่า?” นางช้อนดวงตาขึ้นมองพลางยิ้มแย้ม
เล็กน้อย “พระองค์ไม่จำเป็นต้องอิจฉาหม่อมฉัน
เลยเพคะ”
คำกล่าวนี้ฟังแล้วช่างเหมือนกำลังหลับตา
ประจบประแจงเสียจริง
เสิ่นจื่ออีได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกรังเกียจ
แต่เมื่อได้สบสายตาอีกฝั่าย กลับพบว่าคำพูด
ของนางจริงจังและหนักแน่นจนไม่อาจเสแสร้ง
ทำเอานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เจียงเสวี่ยหนิงหมุนกาย แล้วลากโต๊ะวาด
ภาพด้านข้างตรงมุมสุดซึ่งไม่มีผู้ใด หยิบพู่กันขน
แพะขนาดเล็กขึ้นมาเบา ๆ ก่อนจะแต้มผงดอก
อิงเถาบาง ๆ ครั้งหนึ่ง เอ่ยขึ้นมาว่า “ล่วงเกิน
แล้วเพคะ” จากนั้นก็ประชิดเข้าหา วาดเส้นสาย
ลงบนรอยแผลใต้ดวงตาข้างซ้ายของเสิ่นจื่ออี
เบาๆ หลายครา
รอยแผลซึ่งแต่เดิมทิ่มแทงสายตาผู้คน กลับ
กลายเป็นสีชมพูทรงคล้ายจันทร์เสี้ยว
ช่างเหมือนกลีบบุปผาโปรยยิ่ง
ครั้นนางถอยออกไป นางกำนัลซึ่งติดตามอยู่
ข้างกายเสิ่นจื่ออีก็ส่งเสียงตกใจเบา ๆ ดวงตาฉาย
แววตื่นตะลึง
เจียงเสวี่ยหนิงเพียงเอ่ยว่า “บาดแผล
บางอย่าง หากองค์หญิงใส่พระทัยต่อหน้าผู้อื่น
มากจนเกินไป จะทำให้ทุกคนรู้ว่านี่คือจุดอ่อน
ของพระองค์ สามารถทำร้ายพระองค์เหมือนดั่ง
ใช้อาวุธมาประหัตประหาร แต่หากพระองค์ทรง
แสดงต่อหน้าผู้อื่นว่าไม่แยแส หรือแสร้งว่าไม่
แยแส ผู้อื่นก็จะไม่รู้จุดอ่อนของพระองค์จนไม่
อาจทำร้าย เดิมทีรอยแผลของพระองค์คือ
เกียรติยศของราชวงศ์ แล้วเหตุใดถึงต้องอับอาย
เพราะมันด้วยเล่าเพคะ?”
เสิ่นจื่ออีตะลึงงันโดยสมบูรณ์
ไม่เคยมีผู้ใดกล่าววาจาสามหาวกับนางเช่นนี้
มาก่อน ทั้งที่ตรงไปตรงมา ทว่ากลับเหมือนสาย
ลมและสายน้ำอันแสนสดชื่นพัดผ่านจิตใจ ทำให้
บาดแผลบางอย่างราบเรียบ
นางจ้องมองคุณหนูรองเจียงซึ่งพบปะกันเป็นครั้ง
แรกตรงหน้า ยากจะละสายตาได้
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงวาดเสร็จก็โล่งใจ จากนั้น
จึงครุ่นคิด แม้จะได้พูดคุยกับองค์หญิงใหญ่เล่อห
ยางอีกหน แต่ชาตินี้นางยังไม่รู้เลยว่าเซี่ยเวยจะ
จัดการตนเช่นไร หากประจบเอาใจองค์หญิงได้
ต่อให้เซี่ยเวยอยากลงมือ ก็อาจต้องขบคิด
พิจารณาอยู่บ้าง
เรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่ดี
เพียงแต่เมื่อนางถอนสายตากลับมา และ
บังเอิญได้เห็นสายตาที่เสิ่นจื่ออีจ้องมองนางใน
ขณะนี้ นางก็ขนหัวลุกชันทันที
สายตานี้…
เหตุใดถึงเหมือนชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยนเลย
เล่า
นางพลันก้มหน้ามองชุดที่ตนสวมใส่ เป็นชุด
ของสตรีจริง ๆ
แต่ไฉนสายตานี้…
เพียงช่วงเวลาแค่ประกายไฟ ทันใดนั้น
ความคิดที่เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยมีมาก่อนก็ผุดใน
หัวสมอง ทำเอานางตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง อดขน
พองสยองเกล้าไม่ได้…
ผู้ใดบอกกันเล่าว่าชาติก่อนเป็นเพราะนางปลอม
ตัวเป็นบุรุษจนองค์หญิงใหญ่เล่อหยางเข้าใจผิด
คิดว่าเป็นชาย จึงหลงรักโดยไม่ตั้งใจ
ในสถานการณ์อย่างเดียวกัน อาจมีคำอธิบายอีก
อย่างก็เป็นได้…
นั่นก็คือแม้จะเห็นว่านางแต่งกายเป็นบุรุษ ทว่า
กลับแผ่กลิ่นอายอ่อนโยนเฉกเช่นสตรีออกมาทั่ว
ร่าง องค์หญิงใหญ่จึงบังเกิดความสิเน่หาต่อนาง
เพราะเหตุนี้ เพียงแต่องค์หญิงใหญ่อาจจะยังไม่
รู้ตัวเท่านั้นเอง
ถ้าหากเป็นเช่นนี้ละก็…
นิ้วมือซึ่งยังถือพู่กันวาดภาพและยังไม่ทันได้วาง
ของเจียงเสวี่ยหนิงพลันแข็งค้าง
ทันทีที่สบสายตาซึ่งกำลังจ้องมองมาของเสิ่นจื่ออี
นางก็เหมือนถูกสายอสนีบาตฟาดร่าง ภายใน
สมองอันด้านชาผุดคำขึ้นมาเพียงสามคำ…
จบเห่แล้ว
——————–
1. ชนเผ่าต๋าต๋าหรือตาตาร์ เป็นชนเผ่า
เร่ร่อนที่อาศัยอยู่บริเวณทุ่งหญ้ามองโกล
2. อี๋ตี๋ หมายถึงคำโบราณที่ใช้เรียกขานชน
กลุ่มน้อยหรือชนเผ่าทางตะวันออกและตอน
เหนือ
3. ดอกอิงเถา หมายถึงดอกเชอร์รี