คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 131 ยอมสละตน (1)
โรงเตี๊ยมฉางเล่อเปิดกิจการริมถนนเพื่อสร้าง
ความสำราญให้ผู้ผ่านไปผ่านมา ตัวเมืองมีขนาด
เล็กไม่ค่อยยุ่งวุ่นวาย ทั้งยังไม่เคยปรากฏโจร
ผู้ร้ายหรือมีกองทหารบุกแต่อย่างใด ผู้ดูแลร้าน
และเสี่ยวเอ้อร์ต่างเป็นคนท้องถิ่น เคยไปไกล
ที่สุดก็แค่พื้นที่ใต้การปกครองของเมืองทงโจว
เท่านั้น บุคคลร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยพานพบมา
คือนายอำเภอ ไหนเลยจะเคยพบเห็นเหตุการณ์
ใหญ่โตของจริงเช่นนี้ แต่ละคนยืนก้มศีรษะตัวสั่น
งันงกบริเวณหัวมุมของห้องโถงใหญ่ ไม่กล้า
หายใจแรงด้วยเกรงจะทำให้กลุ่มคนตรงหน้ามี
โทสะ
เพียงแต่บุรุษผู้กำลังยืนนิ่งภายในห้องโถงช่าง
เหมือนเทพเซียนเสียเหลือเกิน
ชุดนักพรตสีขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะ บุคลิกท่วงที
สูงส่งหลุดพ้นจากโลกีย์ หนักแน่นสง่างามประดุจ
บรรพต ใบหน้าหล่อเหลาให้ความรู้สึกไกลห่าง
และเงียบสงบราวกับภาพวาดขุนเขารังสรรค์ด้วย
น้ำหมึก คิ้วกับหางตาคล้ายยังคงประดับน้ำค้าง
และไอเย็นระหว่างการเดินทาง แค่เขาเหลือบตา
แลอย่างเรียบเฉยคราหนึ่งก็ทำให้อีกฝั่ายรู้สึกว่า
ตนถูกมองทะลุปรุโปร่ง ปราศจากสถานที่ให้หลบ
ซ่อน
กลุ่มคนที่ติดตามเขาส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ามาข้าง
ใน เพียงล้อมนอกโรงเตี๊ยมแน่นขนัดจนแม้แต่น้ำ
หยดเดียวยังไม่อาจเล็ดลอด ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ไม่อาจเข้าออก โชคดีที่นี่เป็นช่วงใกล้เทศกาลปี
ใหม่ แขกซึ่งเดินทางเข้าออก โรงเตี๊ยมมีไม่มาก
คนเหล่านี้จึงไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แขก
สักเท่าใด
เจี้ยนซูนำกำลังค้นหาทั่วโรงเตี๊ยมอย่าง
รวดเร็ว
ทว่าครั้นลงมาจากชั้นบน เขากลับมามือเปล่า
ที่นี่ไม่มีผู้ที่พวกเขาตามหา
เจี้ยนซูเหลือบมองเสียวเปั่าซึ่งกำลังก้มศีรษะ
ด้วยใบหน้าติดจะขาวซีด หัวใจเขาเองก็เต้นรัวอยู่
บ้าง เดินเข้าหาเซี่ยเวยพร้อมเอ่ยว่า “เซียนเซิง
ไม่เจอตัวขอรับ”
เซี่ยเวยนิ่งเงียบ
ตอนเสียวเปั่าได้ยินจากผู้ดูแลว่าไม่มีสตรีเข้า
มาพักช่วงเช้าก็รู้แล้วว่าเรื่องราวเปลี่ยนแปลง
ครั้นยามนี้ได้ฟังคำพูดของเจี้ยนซูจึงก้มศีรษะ
คุกเข่ายอมรับผิด “เป็นเพราะข้าเองขอรับที่
ประมาทเลินเล่อ พิจารณาไม่รอบคอบ ทำให้เสีย
เบาะแสของคุณหนูรอง”
เสียวเปั่าย่อมเป็นสายภายในนิกายสวรรค์ที่
เซี่ยเวยชุบเลี้ยง
แม้อายุยังน้อย ทว่าทำงานฉลาดหัวไว
แต่อย่างไรเสียเสียวเปั่าก็อยู่ทงโจว ส่วนเซี่ย
เวยอยู่ถึงเมืองหลวง ต่อให้เซี่ยเวยจะลอบส่งข่าว
แจ้งให้เสียวเปั่าช่วยเจียงเสวี่ยหนิงออกมาก่อน
ทว่าไม่อาจสั่งการได้ละเอียดถ้วนถี่ ส่วนเสียวเปั่า
ก็พิเคราะห์ตามสามัญสำนึกว่า ในเมื่อตนช่วย
เจียงเสวี่ยหนิงออกมาและพานางมาถึงหน้า
โรงเตี๊ยมแล้ว คุณหนูที่ทั้งอ่อนแอไร้กำลัง ซ้ำยังดู
ไม่เหมือนผู้เก่งกล้าสามารถอันใดก็ควรจะเข้าพัก
ในโรงเตี๊ยมแต่โดยดี
คิดไม่ถึงเลยว่าคนตัวเป็น ๆ จะหายสาบสูญ
ไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้
นางไม่ย่างเท้าเข้ามาในโรงเตี๊ยมด้วยซ้ำ!
ห้องโถงใหญ่เงียบสงัดวังเวง
ไร้ซึ่งเสียงมนุษย์
เซี่ยเวยไม่ได้สั่งให้เสียวเปั่าลุก แต่ก็ไม่ได้
พูดจาตำหนิติเตียน เพียงยกมือจับมุมโต๊ะเบา ๆ
แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่เจี้ยนซูเช็ดให้อย่างสะอาด
สะอ้าน
ไม่นานนักเตาฉินก็พาตัวคนเข้ามา ค้อมกาย
เอ่ยว่า “เซียนเซิง คนจากศาลาว่าการขอรับ”
คนผู้นี้สวมชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม เป็นผู้ช่วย
ประจำศาลาว่าการ
เขามีท่าทางหวาดกลัวลนลานจนแทบ
ปัสสาวะราดและเดินสะดุดขณะถูกเตาฉินหิ้วตัว
เข้าประตูมา ร่างจึงล้มลงตรงหน้าเซี่ยเวยด้วย
สภาพดูไม่จืด ขณะโขกศีรษะด้วยอาการตัวสั่น
งันงกมือและเท้าก็แนบพื้น “ข้าน้อยคารวะท่าน
รองราชครู มี มี มีแม่นางผู้หนึ่งเดินทางไปยัง
ศาลาว่าการเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนจริง นางแจ้ง
ชื่อเสียงเรียงนามแล้วบอกว่าต้องการพบหน้า
ท่านนายอำเภอขอรับ”
เซี่ยเวยเคลื่อนสายตาลง “พูดว่าอย่างไร”
เหงื่อเย็นซึมเต็มหน้าผากผู้ช่วยประจำศาลา
ว่าการดุจเม็ดฝน เขาทวนความทรงจำแล้วตอบ
กลับ “นางแจ้งว่าสงสัยว่าสาวกนิกายสวรรค์จะ
มารวมตัวกันที่ทงโจวเพื่อก่อกบฏและมีขุนนาง
กรมอาญาที่มาสืบเรื่องกำลังตกอยู่ในอันตราย
ต้องการความช่วยเหลือด่วน เดิมทีท่านเจ้าเมือง
ไม่เชื่อ แต่ไม่นานก็ได้ยินทหารเฝั้าประตูเมืองแจ้ง
ว่าติ้งกั๋วกงนำทัพเข้าเมืองมามุ่งหน้าไปยึดอาราม
ซั่งชิง ทำให้ท่านนั่งไม่ติดและสั่งให้พลทหาร
ประจำศาลาว่าการกลุ่มหนึ่งเดินเลาะเส้นทางใกล้
ที่สุดเพื่อไปช่วยอีกแรงขอรับ”
เซี่ยเวยถาม “อยู่ที่ใด”
ทันทีที่ผู้ช่วยได้ยินก็คิดจะตอบตามจิตใต้
สำนึกว่าท่านนายอำเภอไปที่อารามซั่งชิงแล้ว แต่
ครั้นใช้ความคิดดวงใจก็เต้นกระหน่ำ รีบกลืน
ถ้อยคำที่ติดบนริมฝีปาก เปลี่ยนเป็นตอบว่า “แม่
นางผู้นั้นต้องตามท่านนายอำเภอไปแล้วแน่ จะ
ขัดขวางก็ทำไม่ได้ หากคำนวณตามความรวดเร็ว
ในการเดินเท้า เกรงว่าขณะนี้คงถึงอารามซั่งชิง
แล้วขอรับ”
เจี้ยนซูซึ่งยืนอยู่ด้านข้างแทบจะสูดลมหายใจ
เฮือก
คุณหนูรองเจียงเป็นสตรีอ่อนแอไร้กำลัง เหตุ
ใดถึงกล้าพาตัวเข้าไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้!
เสียวเปั่าเองก็เบิกตาโพลง
มีเพียงเซี่ยเวยที่ดูเหมือนว่าจะคาดการณ์ไว้
แล้ว เขาพลันเปล่งเสียงหัวเราะที่ไม่อาจบ่งบอก
อารมณ์ ทั้งคลุมเครือทั้งแสบร้อน คล้ายมีอะไร
ติดขัดในลำคอ สุดท้ายก็กลายเป็นคำทุ้มหนักสอง
คำ “ดี ดี”
คงดูถูกความกล้าของนางเกินไป!
ยามเป็นศิษย์อยู่ในวังหลวงทั้งเชื่อฟังและว่า
นอนสอนง่าย ครั้นอยู่ข้างนอกกลับออกนอกลู่
นอกทาง!
ถึงขั้นกล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับข้าเพื่อจางเจอ
เชียวหรือ!
เซี่ยเวยกดนิ้วมือกับขอบโต๊ะจนเย็นเยียบ
กลุ่มก้อนความดุร้ายที่ยังคงลอยวนเวียนไม่สูญ
สลายแผ่ขยายจากส่วนลึกของดวงตา เขาลุกขึ้น
สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากโรงเตี๊ยมพร้อมกล่าว
ด้วยความเย็นชา “ไปอารามซั่งชิง”
ช่วงบ่ายวันนั้น ริมแม่น้ำของหมู่บ้าน เจียง
เสวี่ยหนิงเคยเผยความในใจต่อจางเจอว่าตนไม่
อยากอยู่ทั้งในเมืองหลวงและในวัง ใคร่ฉวย
โอกาสนี้หนีไปให้ไกล
เขาจึงคิดว่าตนที่ไม่เฝั้าเพ้อฝันอันใดอีกแล้วก็
หวนกลับไปทำตามเจตนารมณ์เดิมต่อได้ แม้นวัน
ข้างหน้าจะไม่อาจพานพบนางได้บ่อยครั้ง แต่ก็
ยังหวังว่านางจะสมปรารถนา ได้ไปยังสถานที่
ห่างไกล ท่องไปสุดหล้าฟั้าเขียว ไม่ต้องหวนมา
อีก
แต่นางก็ย้อนกลับมา
ทั้งยังเป็นสถานการณ์แสนอันตรายเช่นนี้ด้วย
จางเจอทั้งหงุดหงิดที่นางเลอะเลือนและแค้น
ใจที่นางวู่วาม เสียงซึ่งเปล่งออกมาจึงกอปรด้วย
ความโกรธเกรี้ยวจนแม้แต่ตัวเขาเองยังตกใจ
เมิ่งหยางผู้อยู่ข้างกายยังอดเบนสายตามา
มองแวบหนึ่งไม่ได้
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาแล้วรู้สึกเหมือนได้วาง
หินก้อนโตลงเสียที ย่อมนึกไม่ถึงว่าจางเจอจะ
ตวาดใส่ซึ่งหน้า นิ่งอึ้งทันควัน “ข้า…”
ก็ทำเพื่อเจ้าน่ะสิ
ในเมื่อร้านขายยาหย่งติ้งปราศจากกำลังเสริม
ของราชสำนัก เช่นนั้นจางเจอจะต้องถูกหลอก
เป็นแน่แท้ ในเมื่อเสียวเปั่าเสียเวลาพานาง
ออกมาด้วยความยากลำบาก นางจึงรู้ว่าอย่าง
น้อยผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังเสียวเปั่าก็ต้องการ
ช่วยเหลือตน อีกทั้งเสียวเปั่าใช้เรื่องของร้านขาย
ยาหย่งติ้งมาหลอกให้นางสบายใจ แต่กลับไม่เคย
ไปร้านขายยาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเลยสัก
ครั้ง นางจึงรู้ว่าพวกนั้นไม่แยแสความเป็นความ
ตายของจางเจอเลย
หากราชสำนักไม่รีบรุดไปช่วยเหลือ จางเจอ
ต้องตกอยู่ในอันตรายแน่!
นอกจากนี้เมื่อนางไปถึงศาลาว่าการแล้วได้
ยินว่าผู้นำกำลังมาล้อมปราบนิกายสวรรค์คือพ่อ
ลูกตระกูลเซียวก็ยิ่งใจเต้นระทึกด้วยความวิตก
นางจึงแข็งใจเดินทางติดตามกำลังเสริมของศาลา
ว่าการอย่างทุ่มเดิมพันหมดหน้าตัก…
สิ่งที่เดิมพันคือผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังไม่อยาก
ให้นางตาย!
หากนางมาอยู่ข้างกายจางเจอ แล้วคนกลุ่มนี้
ยังคิดจะนิ่งดูดายหรือต้องการทำร้ายจางเจอไป
ด้วยก็จะต้องไตร่ตรองให้รอบคอบ กระทั่งว่ายัง
ถูกบีบให้มาช่วยเหลือด้วยซ้ำ!
บทที่ 131 ยอมสละตน (2)
หากเดิมพันชนะ นางจะช่วยชีวิตจางเจอไว้ได้
หากเดิมพันแพ้ นางก็แค่ชดใช้ชีวิตตนให้จาง
เจอ
เพราะฉะนั้นเมื่อเจียงเสวี่ยหนิงต้องมา
เผชิญหน้ากับโทสะของจางเจอเช่นนี้ นางจึงพลัน
ขื่นขมและน้อยใจ ทว่าพริบตาต่อมาก็รู้ว่าความ
ขุ่นเคืองของจางเจอเกิดจากความห่วงใยและหัว
เสีย นางจึงรู้สึกอบอุ่นแทน
เจียงเสวี่ยหนิงเบ้าตาแดง
ชาติก่อนนางติดค้างจางเจอ นางรังแกเขา หา
เรื่องเขา และระบายอารมณ์ใส่เขา ชาตินี้นางจึง
ถือว่าตนทำเพื่อชดใช้ให้เขา
สรุปคือนางเต็มใจประสบความทุกข์ยาก
เจียงเสวี่ยหนิงไม่อยากปิดบังความรู้สึกของ
ตนเอง ยังคงจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ น้ำตาร่วง
เผาะ กล่าวปนสะอื้นหน่อย ๆ “ข้าเป็นห่วงท่าน”
รอยแดงหลายสายที่ปรากฏบนใบหน้าอัน
บอบบางนั้นทิ่มแทงนัยน์ตาเป็นพิเศษ
เพลิงโทสะอันคุโชนของจางเจอถูกนางราดรด
จนมอดดับ ดวงใจเจ็บแปลบดั่งถูกแส้เฆี่ยน เดิมที
หนีไปได้แล้วยังจะย้อนกลับมา ยังจะเพื่ออะไรได้
อีกเล่า
แม้เขารู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ไม่อาจควบคุมโทสะที่
ผุดพรายกะทันหันจนนำหน้าสติ
อย่างไรก็ตามยามนี้มิใช่เวลาเหมาะจะมา
สนทนากันเท่าไรนัก
เมื่อเห็นสาวกนิกายสวรรค์ถูกโจมตีจนล่าถอย
กรูกันย้อนกลับมาทางนี้ใหม่ จางเจอก็ไม่มีเวลา
พูดอะไรอีก เขาฉวยมือเจียงเสวี่ยหนิงแล้วดึงนาง
มาอยู่ข้างกายด้วยใบหน้าเย็นชา ยกดาบขวางพา
หลบไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยกว่านี้
มือของเจียงเสวี่ยหนิงถูกเขากุมเอาไว้ สัมผัส
ได้แต่ความเหนอะหนะ
ครั้นหลุบตาลงมองจึงพบว่ามือของเขาเต็มไป
ด้วยโลหิต
เนื่องจากฝั่ามือที่กุมมือนางข้างนั้นย้อมด้วย
โลหิตสด ๆ ที่ไหลพรั่งพรูจากไหล่ซ้าย จึงเป็น
ภาพที่เสียดแทงนัยน์ตานัก
นางพลันคับแค้นใจที่ตนอ่อนแอไร้
ความสามารถจนไม่อาจช่วยเขามากไปกว่านี้ใน
เวลาเช่นนี้ ทำได้เพียงเดินตามเขาไปทีละก้าว
และพยายามไม่เป็นตัวถ่วง
เดิมทีศึกนี้เป็นการตะลุมบอนกันสามฝั่ายของ
นิกายสวรรค์ เหล่านักโทษ และทัพตระกูลเซียว
โดยยากจะจำแนกฝั่าย เมื่อเพิ่มกลุ่มเจ้าหน้าที่
จากศาลาว่าการซึ่งมาให้ความช่วยเหลือเข้าไปอีก
ก็ทำให้ขนาดของการต่อสู้ยิ่งขยายวงกว้าง อย่าง
น้อยก็ทำให้แรงกดดันของฝั่ายจางเจอกับเมิ่งหยา
งลดน้อยลง
กลับเป็นฝั่ายนิกายสวรรค์ซึ่งถูกโจมตีจน
รับมือไม่ทันแทน
ผู้ที่เข้ามาสังหารจางเจอก่อนหน้านี้ถูกสกัด
ด้วยดาบ เห็นชัดว่าไม่อาจกระทำการให้ลุล่วงได้
อีก เฝิงหมิงอวี่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุแทรกซ้อน
จึงเดือดดาลจนสบถด่าดังลั่น
ส่วนอู๋เฟิงก็พูดโน้มน้าว “หากไม่อดทนต่อ
เรื่องเล็กน้อยจะทำให้เสียงานใหญ่ อย่ามัวสนใจ
แต่จางเจอเลย”
เฝิงหมิงอวี่ถึงกล้ำกลืนความขัดเคือง ถาม
กลับว่า “ยังอีกไกลเท่าใด”
อู๋เฟิงกวาดตามองสำรวจรอบด้าน ขณะนี้
สาวกนิกายสวรรค์ถอนตัวออกจากอารามซั่งชิง
หมดแล้ว หากเดินอ้อมเส้นทางบนไหล่เขา
ด้านหลัง ถัดออกไปจะเป็นหุบเขาที่มีทุ่งหญ้า
รกชัฏ
แววตาแปลกประหลาดฉายวาบภายใน
ดวงตาเขา ก่อนจะกล่าวว่า “สิบห้าสิบหกจั้ง
ถอย!”
ด้วยเหตุนี้จึงมีเสียงเปั่าสัญญาณดังแว่วมา
จากฝั่ายนิกายสวรรค์ระหว่างการต่อสู้ตะลุมบอน
หลายฝั่าย
แนวการต่อสู้แผ่ขยาย ทำให้ผู้ได้ยินมีไม่มาก
พ่อลูกตระกูลเซียวซึ่งตามหลังมาไกล ๆ จึงยิ่ง
ไม่ได้ยิน นับตั้งแต่เห็นความโกลาหลด้านหน้าที่
คนจากศาลาว่าการเมืองทงโจวจู่โจมกลางคัน สี
หน้าของสองพ่อลูกก็ย่ำแย่ขึ้นหลายส่วน
ครั้งนี้เซียวหย่วนต้องการสร้างผลงานใหญ่แต่
เพียงผู้เดียว เขาจึงเจตนาทิ้งแม้กระทั่งเซี่ยเวย
ไหนเลยจะคาดคิดว่ายังมีเจ้าเมืองทงโจวซึ่ง
รนหาที่ตายกล้ามาแบ่งความดีความชอบด้วย
ยิ่งเป็นเช่นนี้ยิ่งไม่อาจปล่อยให้อีกฝั่ายชิงตัด
หน้า!
เขาย่นหัวคิ้ว แม้จะมีจอนผมทั้งสองข้างเป็นสี
ดอกเลาเล็กน้อยก็ไม่อาจสะกดพลังอันน่าเกรง
ขามขณะถ่ายทอดคำสั่ง เซียวหย่วนตวาดด้วย
เสียงดังทรงพลังว่า “ห้ามถอย! บุกตะลุยเข้าไป!
หากผู้ใดถอยแม้แต่ก้าวเดียว กลับไปต้องรับโทษ
ตามกฎของกองทัพ!”
ทหารกลุ่มนี้คัดเลือกมาจากหน่วยราช
องครักษ์ ล้วนเชื่อฟังคำสั่งของเซียวหย่วนเสมอ
มา
อีกทั้งครั้งนี้ก็เป็นเพียงการต่อสู้กับนิกาย
สวรรค์เล็ก ๆ หากนำไปเปรียบเทียบกับการสู้รบ
ที่ชายแดนก็ถือว่าแสนกระจ้อยร่อย พวกเขาไม่
เห็นเรื่องนี้ในสายตาแม้แต่น้อย ครั้นเซียวหย่วน
สั่งให้บุกขึ้นหน้าก็เงื้ออาวุธรุกคืบโดยปราศจาก
ความเกรงกลัว!
แม้จางเจอจะอยู่ไกลออกไป แต่ทั้งสองฝั่าย
ต่างได้ยินถ้อยคำของเซียวหย่วนกันเป็นส่วนใหญ่
เขารับรู้ได้อย่างง่ายดายว่าฝั่ายของเซียวหย่วน
บังเกิดความละโมบต้องการสร้างผลงาน ยิ่งนึกถึง
พฤติกรรมแปลกประหลาดทั้งก่อนและหลังของ
นิกายสวรรค์อีกคราก็ยิ่งกระวนกระวายไม่เป็นสุข
ครั้นเห็นว่าคนของตระกูลเซียวบุกเข้ามา
เรื่อย ๆ จนแม้แต่พวกเขาเองยังถูกกระหนาบ
ต้อนไปยังภูเขาด้านหลัง จางเจอก็ขมวดคิ้ว
ไม่อาจถอยลึกไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
จางเจอกล่าวเสียงเฉียบขาด “อีกฝั่ายกำลัง
ล่อศัตรูเข้าไป ระวังการดักซุ่ม!”
เจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการทงโจวต่างมีสีหน้า
มึนงง
พ่อลูกตระกูลเซียวมองอย่างดูแคลน
อย่างไรก็ตาม ขณะที่แต่ละคนกำลังจะอ้า
ปากโดยไม่ทันได้เอ่ยแสดงความสงสัยหรือเปล่ง
เสียงหัวเราะเย้ยหยัน พลันเกิดเสียงระเบิดตูมอัน
น่าสะพรึงจากไหล่เขา พื้นดินใต้ฝั่าเท้าของใครต่อ
ใครสั่นสะเทือน ไม่อาจหลบหนีได้อีก!
หินผาอันแข็งแกร่งปลิวว่อนตกกระแทกใส่
ทุกคน
ดินสาดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ
บางครั้งยังมีเศษหินขนาดเล็กกระเด็นมาเจาะ
กะโหลก!
แม้แต่กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ของเมิ่งหยางยังยืนได้ไม่
มั่นคง พลันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจว่า “ดิน
ปืน!”
ของชิ้นนี้ได้มาโดยมิได้ตั้งใจขณะนักพรตกลั่น
โอสถ ผ่านมาหลายสิบปีก็ถูกนำมาใช้งานใน
สนามรบโดยสร้างเป็นปืนใหญ่ มีผลลัพธ์น่า
อัศจรรย์สังหารผู้คนได้นับร้อยและส่งเสียงดัง
กัมปนาทขณะใช้งาน ทรงพลานุภาพยิ่งนัก
ทว่าการพัฒนาของชิ้นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
มิหนำซ้ำยังถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมาจึงมีแค่ราช
สำนักที่ใช้งานได้
แล้วนิกายสวรรค์มีได้อย่างไร?!
อย่าว่าแต่เมิ่งหยางเลย ขอเพียงเป็นผู้ที่มี
ความรู้อยู่บ้างย่อมทราบว่าเคราะห์ใหญ่กำลังจะ
มาเยือน
เสียงระเบิดเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ไม่นานนักก็เหมือนบานประตูน่าสะพรึงกลัว
เปิดออก เสียงระเบิดตูมกระแทกหูครั้งแล้วครั้ง
เล่า เสียงแผดร้องยิ่งดังต่อเนื่อง
ภูเขาที่อารามซั่งชิงตั้งอยู่ไม่สูงนัก พื้นดินและ
ชั้นหินจึงไม่แข็งแรงพอ
เมื่อดินปืนที่ฝังอยู่หลายแห่งระเบิด หินบน
เขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลันถล่มไล่จาก
เบื้องล่างจดเบื้องบน ฝังคนจมดินไปครึ่งหนึ่ง
ส่วนอีกครึ่งถูกฝังใต้ก้อนหิน
ต่อสู้จนเลือดเนื้อสาดกระจาย ระเบิดจนศพ
นอนเกลื่อนพื้น!
จางเจอคาดไว้แล้วว่านิกายสวรรค์คงจะดัก
ซุ่มอยู่ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝั่ายจะใช้ดินปืน ชั่ว
พริบตาที่ไหล่เขาถล่ม สิ่งที่เขาทำได้ทันท่วงทีก็มี
แค่กระชากตัวเจียงเสวี่ยหนิงมุ่งหน้าไปหลบ
บริเวณที่สาวกนิกายสวรรค์รวมตัวกันอยู่!
เจ้าหน้าที่หลายนายจากศาลาว่าการทาง
ด้านหลังแทบดับคาที่
ฝั่ายพ่อลูกตระกูลเซียวยิ่งคาดไม่ถึงว่าจะเกิด
เหตุแทรกซ้อน ก่อนหน้านี้พวกเขาบุกขึ้นหน้า
ระห่ำเกินไปจนถอยไม่ทัน ตำแหน่งของทั้งสอง
คนอยู่ในอาณาบริเวณที่ฝังดินปืนพอดี จึงถูกแรง
ระเบิดกระชากร่างลงไปพร้อมภูเขา
เซียวเยี่ยร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัว!
ศิลาก้อนหนึ่งกลิ้งหล่นจากข้างบนตกใส่ขา
เซียวหย่วนโชคดีกว่าอยู่บ้าง เพียงผิวหนัง
ถลอกเล็กน้อย แต่ก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝั่อ ครั้น
เห็นว่าลูกชายสุดที่รักถูกหินทับขาก็ร้องเรียก
“เยี่ยเอ๋อร์” ดังลั่นพร้อมปรี่เข้าไปจะช่วยลูก ทว่า
กำลังของมนุษย์ผู้หนึ่งมีจำกัด ไหนเลยจะผลักหิน
ใหญ่ออกได้
แม้เขาคิดจะตะโกนเรียกให้คนอื่นมาช่วย แต่
ผู้อื่นก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ แผนการของเซียนเซิงเรียกว่า
‘เชิญท่านมาติดกับ’ หรือเรียกอีกอย่างคือ ‘ปิด
ประตูตีสุนัข’ อย่างไรล่ะ!”
บทที่ 131 ยอมสละตน (3)
สาวกนิกายสวรรค์ส่วนใหญ่ถอนกำลังล่าถอย
มาถึงภายในหุบเขาด้านหลังซึ่งเป็นสถานที่
ปลอดภัยแล้ว พอเห็นภาพนรกบนดินที่เกิดจาก
การถล่มของหินผาบนไหล่เขา เฝิงหมิงอวี่ก็
หัวเราะร่าเสียงดัง รู้สึกกระหยิ่มใจอย่างหาได้
ยากยิ่ง
“รอให้พวกเจ้าเข้ามารนหาที่ตายตั้งนาน
แล้ว!”
นิกายสวรรค์รู้แต่แรกแล้วว่าราชสำนักจะส่ง
ทหารมาล้อมปราบ จึงเตรียมการและวางกับดัก
ไว้ล่วงหน้าเพื่อสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำอย่าง
หนัก! แม้จะมีสาวกนิกายโดนลูกหลงจนจบชีวิต
ไปจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อแลกกับการที่ทหารของ
ราชสำนักถูกกำจัดเกือบหมด ก็ไม่รู้ว่าคุ้มค่า
เพียงใดแล้วจริง ๆ !
ฝั่ายกองหนุนของราชสำนัก ผู้รอดชีวิตเหลือ
เพียงทหารที่แตกพ่ายกระจัดกระจายไร้ผู้นำ
ฝั่ายนิกายสวรรค์ย้อนกลับไปเข่นฆ่า เกิด
โศกนาฏกรรมอันน่าเวทนาทันที สถานการณ์
พลิกกลับในบัดดล!
จางเจอลากเจียงเสวี่ยหนิงไปซ่อนตัวในพื้นที่
ปลอดภัยของนิกายสวรรค์ ถึงจะรอดพ้นจากพลัง
ระเบิดภูเขาของดินปืนทันท่วงที แต่ก็เท่ากับว่า
พาตนเองเข้าสู่สถานการณ์อันตรายอื่นด้วย
ฝั่ายนิกายสวรรค์กำลังกลัดกลุ้มอยู่พอดีว่าจะ
ฆ่าเขาไม่สำเร็จ
ครั้นหวงเฉียนเห็นจางเจอเป็นฝั่ายเข้าหาพวก
ตนราวกับเนื้อแกะเข้าปากเสือ มีหรือจะไม่คว้า
โอกาสนี้เข้าโจมตีอย่างหนักหน่วง
จางเจอที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องการปกปั้อง
เจียงเสวี่ยหนิง มิหนำซ้ำตัวเขายังมิใช่ผู้เยี่ยมยุทธ์
รู้สึกตึงมือทันควัน
อีกฝั่ายเองก็ดูออกว่าเขาให้ความสำคัญกับ
เจียงเสวี่ยหนิง จึงเหวี่ยงอาวุธใส่นาง
จางเจออยากปกปั้องนางมากกว่าตัวเองจึง
หลงกลฝั่ายตรงข้าม ทั้งยังถูกกระบี่แทงใต้ชาย
โครงจนซวนเซแทบจะล้ม
เจียงเสวี่ยหนิงร้องลั่น “จางเจอ!”
หวงเฉียนกลับหัวเราะก้องกังวาน ฉวยโอกาส
กระชากตัวเจียงเสวี่ยหนิง มา ใช้ดาบพาดคอนาง
และกล่าวกับจางเจอว่า “วางดาบลงเสีย แล้วก็
บอกให้คนของเจ้าวางดาบด้วย”
โลหิตอาบย้อมทั่วทั้งสรรพางค์กายของจาง
เจอและดาบที่เขาถือ
เขาทอดสายตามองเจียงเสวี่ยหนิงเงียบ ๆ
นางเสียขวัญเพียงชั่วขณะ
จากนั้นก็ใจเย็นลงอย่างน่าประหลาด
แม้ชีวิตจะแขวนอยู่ใต้คมดาบของหวงเฉียนที่
พร้อมบั่นศีรษะได้ทุกเมื่อ แต่นางกลับรู้สึกว่าไม่มี
สถานการณ์ใดดีไปกว่าถูกจับเป็นตัวประกันใน
ขณะนี้อีกแล้ว
เจียงเสวี่ยหนิงกล่าวอย่างสงบเยือกเย็น “เจ้า
วิหารหวง ตอนนี้ยังมีโอกาสนะ”
หวงเฉียนประหลาดใจ “อะไรนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยด้วยเสียงที่ไม่ได้สั่นเทาเลย
“กลับตัวกลับใจตั้งแต่ตอนนี้อาจยังพอมีโอกาส
รอดชีวิต”
หวงเฉียนรู้สึกว่าตนได้ยินเรื่องตลกอันน่าขัน
ที่สุด
สตรีนางนี้เสียสติไปแล้วหรือ
แต่เรื่องราวบนโลกก็ล้วนแปลกประหลาด
เช่นนี้ บางทีสตรีผู้นี้อาจมีที่พึ่งจริง ๆ ก็เป็นได้
ขณะเขากำลังจะเอ่ยปากเย้ยหยัน เงาดำที่
เคลื่อนไหวรวดเร็วกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏบนหอสูง
และกำแพงด้านหลังอารามเต๋า!
นั่นคือมือเกาทัณฑ์ที่เร้นกายในที่ลับจำนวน
นับไม่ถ้วน!
อู๋เฟิงหัวหน้าสาขาทงโจวรู้แทบจะทันทีว่า
สถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว เขาตะโกนเสียงหลง
“ถอยหลบไป ถอยหลบไป!!!”
ทว่าไม่ง่ายเลยกว่านิกายสวรรค์จะ
เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ซึ่งหวิดจะพ่ายแพ้มาได้
ทำให้ขณะฉวยโอกาสเอาชัยไล่ซ้ำเติมทหารที่
แตกพ่ายของตระกูลเซียว พวกเขาก็ตามล่าล่วง
ลึกเกินไปจนเกือบกลับไปถึงกำแพงด้านหลังของ
อารามซั่งชิงที่อยู่ตรงหน้า
ทั้งหมดล้วนเข้ามารนหาที่ตาย!
จะถอยทันได้อย่างไรเล่า
ฟิว ฟิว ฟิว ลูกเกาทัณฑ์ยิงต่อเนื่องจนแน่น
ขนัดทั่วท้องนภา ขณะกรีดผ่านผืนฟั้าก็เกิดเสียง
ดังหวีดหวิว ลูกเกาทัณฑ์มหาศาลทำให้เสียงนั้น
แทบหลอมรวมเป็นหนึ่ง!
คนจำนวนมากยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเสียบร่าง
กลายเป็นเม่น
ฟึบ…
ห่าพิรุณเกาทัณฑ์ผ่านไประลอกหนึ่ง คนก็ล้ม
ลงแถบหนึ่ง ผ่านไปอีกระลอก ก็ล้มอีกแถบหนึ่ง
เมื่อถึงระลอกที่สาม บนภูเขาทางด้านหลังก็มี
เพียงเสียงร้องโอดโอยน่าอนาถของ
ผู้ได้รับบาดเจ็บซึ่งเหลือเพียงลมหายใจเฮือก
สุดท้าย ส่วนผู้ไม่ได้รับผลกระทบที่ทอดสายตา
มองมาห่าง ๆ ต่างเงียบกริบ
เนื่องจากสิ่งที่ห่าพิรุณเกาทัณฑ์กลบอยู่มิได้มี
แต่สาวกนิกายสวรรค์!
แม้แต่เหล่าทหารที่แตกพ่ายภายใต้การนำทัพ
ของตระกูลเซียวก็ต้องจบชีวิตเช่นกัน!
โลหิตไหลนองเป็นท้องธารจากใต้กำแพง
ด้านหลังอารามซั่งชิงมาจนถึงเส้นทางบนเขาใกล้
ที่สุด
เซียวหย่วนยังคงกอดเซียวเยี่ยซึ่งหมดสติไป
แล้วพลางร้องไห้คร่ำครวญโศกเศร้า
ทว่าบริเวณอื่นล้วนเงียบสงัด
ยิ่งเสียงร่ำไห้โหยหวนยิ่งดังมากเท่าใดก็ยิ่งขับ
เน้นความน่าพรั่นพรึงชวนสังเวชของความเงียบนี้
ให้เด่นชัด
ภายในหุบเขาที่มีหญ้ารกชัฏ เฝิงหมิงอวี่ยังอยู่
อู๋เฟิงยังอยู่ ผู้มีอำนาจในนิกายสวรรค์ที่โชคดีส่วน
หนึ่งยังอยู่
และหวงเฉียนก็ยังอยู่เช่นกัน
หวงเฉียนยามนี้ลืมสิ้นแล้วว่าก่อนหน้านี้ตน
จะเอ่ยอะไร มือที่กำลังใช้ดาบพาดคอเจียงเสวี่ย
หนิงอดสั่นระริกไม่ได้ นัยน์ตาทั้งคู่ฉายแวว
หวาดกลัวหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว เขาทอดสายตา
มองเรือนด้านหลังอารามซั่งชิงที่ไม่รู้ว่าประตูใหญ่
ปิดตั้งแต่เมื่อใด
สายลมหนาวพัดผ่านต้นหญ้า
ท้องฟั้าดำทะมึนเมฆครึ้มห่มคลุม
ทั้งที่ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากสายลม แต่
ขณะสายตาของทุกคนไปรวมอยู่ที่บานประตูปิด
สนิท กลับคล้ายได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินเข้า
หาประตูบานนั้นทีละน้อย
ในที่สุดบานประตูก็เปิด
เนื่องจากอยู่ไกลเกินไป ทำให้มองเห็นเพียง
เงาร่างสีขาวร่างหนึ่ง
จากนั้นเงาร่างก็เดินมาทางพวกเขา
เส้นทางบนเขาที่ถูกระเบิดทำลายยังคงเหลือ
หินผาตั้งเป็นโคกสูงอันมั่นคงจำนวนหนึ่ง คนผู้นี้
ยืนอยู่บนก้อนที่หมิ่นเหม่ที่สุด ลมเหมันต์พัดจน
ชุดเขาโบกสะบัด แต่เขากลับทอดสายตามอง
สาวกนิกายสวรรค์ที่เหลือกันเพียงไม่กี่คนในหุบ
เขาอย่างนิ่งเฉยเย็นชา
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นใบหน้าของคนผู้นี้ได้
ชัดเจน
ดาบของหวงเฉียนที่กดบนลำคอแผ่ความเย็น
เยียบเสียดกระดูก
นางมองเห็นนัยน์ตาของคนผู้นี้ได้แจ่มแจ้ง
เขาให้ความรู้สึกไม่ต่างจากเซี่ยเวยผู้ก่อกบฏ
ในชาติก่อนเลย…
ถลกผิวหนังของนักปราชญ์ กรีดเปิดดวงใจ
ของจอมมารออกมาให้เห็น
ฝั่ายนิกายสวรรค์คล้ายไม่ล่วงรู้สถานะของคน
ผู้นี้
เซียวติ้งเฟยซึ่งเดิมคิดจะหลบหนีแต่พลาด
พลั้งหนีไม่พ้น บัดนี้เสื้อผ้าที่สวมใส่เปือนเปรอะ
ไปหมดแล้ว ยามนี้เมื่อเห็นเซี่ยเวยก็ทำได้เพียง
ลอบถอยเงียบ ๆ ไปซ่อนหลังฝูงชนพร้อมก้ม
ศีรษะต่ำ คล้ายกลัวถูกผู้ใดพบเห็นอย่างไรอย่าง
นั้น
ส่วนเฝิงหมิงอวี่กับอู๋เฟิงกลับรู้สึกเหลือเชื่อ
พวกเขาคือตั๊กแตนตำข้าวที่กำลังจับจักจั่น
คิดไม่ถึงเลยว่ายังมีนกขมิ้นตามอยู่ข้างหลัง[1]!
พวกเขาเหลือคนราว ๆ ร้อยกว่า เมื่อเทียบ
กับกลุ่มคนหนาตาที่ยืนมองพวกตนจากบนภูเขา
หินก็เห็นชัดว่าไม่มีกำลังพอจะต้านทานได้จริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นฝั่ายตรงข้ามยังมีมือเกาทัณฑ์จำนวน
มากขนาดนั้นอีกด้วย
โชคยังดีที่พวกเขายังมีตัวประกัน
หวงเฉียนแสร้งสงบเยือกเย็น “คิดไม่ถึงว่า
ราชสำนักจะส่งกำลังมาสองสาย นิกายเรา
คำนวณผิดพลาดไปเสียแล้ว แต่ขุนนางราชสำนัก
ของพวกเจ้ารวมถึงสตรีผู้นี้ล้วนอยู่ในกำมือเรา!
หากพวกเจ้าก้าวมาเพียงก้าวเดียว ข้าจะฆ่านาง
ทันที!”
เสื้อคลุมนักพรตของเซี่ยเวยต้องสายลมจน
พองตัวและพลิ้วไหว เขามองหวงเฉียนผาดหนึ่ง
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “นางเป็นใคร”
หวงเฉียนพลันตะลึงงัน
——————–
1. ตั๊กแตนจับจั๊กจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง เป็น
สำนวน หมายถึงขณะจ้องเล่นงานคนอื่นก็
คาดไม่ถึงว่ามีคนจ้องเล่นงานตนเช่นกัน
บทที่ 131 ยอมสละตน (4)
ชั่วพริบตาต่อมา ความเย็นเยียบก็แผ่ซ่านจาก
หัวใจ ใช่แล้ว นางเป็นใคร ตลอดทางที่ผ่านมา
พวกเราไม่รู้สถานะของสตรีผู้นี้แม้แต่น้อย รู้เพียง
ว่านางเป็นคนที่จางเจอเอาใจใส่ เพียงแต่การที่
จางเจอเอาใจใส่นางก็ไม่ได้หมายความว่าผู้กุม
ชะตาชีวิตสถานะสูงส่งผู้นี้ของพวกเราจะพลอย
ใส่ใจนางด้วยเสียหน่อย!
การจับตัวเจียงเสวี่ยหนิงมาข่มขู่อีกฝั่ายจึง
เป็นไปไม่ได้เลย!
ครั้นบังเกิดความคิดเช่นนี้ เหงื่อเย็นเยียบก็
ผุดบนหน้าผากหวงเฉียน เขาตื่นตระหนกจนเสีย
สมาธิ
แต่ก็ยังได้ยินเสียงตะโกนของอู๋เฟิงว่า
“ระวัง!”
ประกายแสงเย็นวาบพุ่งแฉลบเข้ามา มีดสั้น
เปล่งประกายวาววับเล่มหนึ่งพุ่งโจมตีหวงเฉีย
นจากพุ่มหญ้ารกชัฏด้านหลัง มีดเล่มนั้นเฉือน
ท้ายทอยเขาด้วยความรวดเร็วดั่งสายอสุนีบาต
เรี่ยวแรงที่ใช้แทบจะตัดลำคอหวงเฉียนขาดครึ่ง!
โลหิตพลันสาดกระจายประดุจไอหมอก!
แทบจะทันทีนั้นมือข้างหนึ่งก็ยื่นคว้าดาบใน
มือหวงเฉียน ทำให้ตอนร่วงหล่นไม่ได้ปาดลำคอ
เจียงเสวี่ยหนิงเข้า!
ยามนี้ทุกคนถึงมองเห็นเงาร่างราวกับภูต
พรายนั่น
รูปร่างไม่สูง กระทั่งว่ายังเตี้ยกว่าเจียงเสวี่ย
หนิงหนึ่งช่วงศีรษะ
ผมเปียชี้ฟั้ายังคงมัดด้วยเชือกแดงเหมือนเก่า
ทว่าสีหน้าไร้ซึ่งความร่าเริงที่ทุกคนคุ้นเคย มี
เพียงความเจนโลกและอำมหิตน่าพรั่นพรึงไม่
สมวัย
“เสียวเปั่า!”
เฝิงหมิงอวี่คิดไม่ถึงอย่างยิ่ง และยิ่งมองไม่
เห็นว่าเสียวเปั่ากลับมารวมตัวกับฝูงชนตั้งแต่
เมื่อใด
เดิมทีเสียวเปั่าก็เป็นคนของนิกายสวรรค์อยู่
แล้ว เมื่อกลับมาจึงไม่ตกเป็นเปั้าสายตา
เพราะเหตุนี้ผู้อื่นเลยไม่ได้สนใจเขา ทำให้เขา
มีโอกาสทำคุณลบล้างความผิด!
นิกายสวรรค์จะตอบโต้ก็สายเกินการณ์
เจียงเสวี่ยหนิงพ้นอันตรายแล้ว
หวงเฉียนตาเบิกโพลงล้มลงกับพื้น สิ้นลม
หายใจ
เสียวเปั่าเหวี่ยงดาบของอีกฝั่ายลงพื้น ก่อน
จะหันกลับมาเผชิญหน้าสาวกนิกายสวรรค์ มือ
กระชับมีดแน่น แสดงเจตนาว่าหากผู้ใดคิดจะลง
มือกับเจียงเสวี่ยหนิง เขาพร้อมสู้ตาย!
บัดนี้ฝั่ายนิกายสวรรค์สูญเสียความได้เปรียบ
ไปแล้ว
เฝิงหมิงอวี่หัวเราะด้วยความปวดใจ “คิดไม่
ถึงเลยว่าสุดท้ายแผนการที่วางมาจะกลายเป็น
การเข้าไปติดกับของผู้อื่น ตู้จวินเซียนเซิง
วางแผนพลาดในขั้นตอนสุดท้ายเสียได้! ยามนี้ตก
อยู่ในสถานการณ์เป็นรอง พวกข้าหาใช่คนรักตัว
กลัวตายไม่ เพียงแต่เดิมทีเหล่าพี่น้องในนิกาย
ของข้าล้วนเป็นคนดีมีเมตตา ปราศจากความคิด
ก่อกบฏ ท่านเปรียบเสมือนเทพเซียน ชีวิตของ
พวกข้าแม้ถูกท่านสังหารไปก็ไม่น่าเสียดาย แต่
หวังว่าจะละเว้นสาวกทั่วไป อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้อง
มาข้องเกี่ยวด้วยเลย!”
เมื่อเอ่ยคำกล่าวนี้ สาวกนิกายสวรรค์ที่
เหลืออยู่ต่างตื้นตันใจ
แม้แต่เหล่ามือเกาทัณฑ์ซึ่งจับจ้องจาก
ด้านบนก็ยังนับถือขึ้นมาหลายส่วน
ทว่าเซี่ยเวยยังคงยืนนิ่ง ถึงขั้นไม่ตอบกลับสัก
ประโยค เพียงทอดสายตามองเบื้องล่าง แล้ว
หงายฝั่ามือไปทางด้านข้างเบา ๆ
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างคือเตาฉิน
เขามองเซี่ยเวยผาดหนึ่ง ก่อนจะปลดคันศร
จากแผ่นหลังมาวางบนฝั่ามืออีกฝั่ายโดยไม่เอ่ย
วาจา จากนั้นหยิบลูกเกาทัณฑ์มาหนึ่งดอกแล้ว
ส่งให้ถึงมืออีกครา
มือคู่นั้นยามปกติใช้บรรเลงพิณ ยามนี้นิ้วซึ่ง
งามดั่งหยกสลักเรียวยาวดุจลำไผ่กำลูกเกาทัณฑ์
และคันศรแน่น เขาน้าวสายตึงเกือบเป็นรูป
จันทร์เต็มดวงโดยร่างกายไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่
น้อย ประหนึ่งถูกตรึงกับผืนปฐพีเฉกเช่นสน
โบราณที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
การยิงเกาทัณฑ์เป็นหนึ่งในศาสตร์ทั้งหกแห่ง
วิญูชน เมื่อเขาเป็นผู้แสดงศาสตร์นี้ ความ
เคลื่อนไหวจึงลื่นไหลประดุจสายน้ำ
อย่างไรก็ตาม สีหน้าเรียบเฉยเป็นพิเศษกับ
แววตาสงบนิ่งไร้อารมณ์ของเขากลับทำให้คนที่
กำลังรู้สึกชื่นชมมองเห็นความเลือดเย็นและจิต
สังหารที่แฝงอยู่!
สาวกนิกายสวรรค์ทางด้านล่างเห็นแล้วหน้า
ถอดสีโดยพร้อมเพรียง!
แต่ถึงกระนั้นครู่ต่อมากลับพบว่า…
ทิศทางที่คมศรของเซี่ยเวยชี้ไปมิใช่คนใดคน
หนึ่งในหมู่พวกตน กลับเป็นจางเจอ ขุนนางราช
สำนักซึ่งชุดชุ่มโชกโลหิตที่ยืนอยู่อีกด้านต่างหาก!
สายตาเย็นชาทอดมองภูผาทลาย นักปราชญ์
ไซร้น้าวเกาทัณฑ์!
จางเจอใช้มือข้างหนึ่งกดบาดแผลใต้ชายโครง
โลหิตยังคงไหลผ่านซอกนิ้ว เขาเชิดศีรษะมอง
เบื้องบน ปะทะกับสายตาไร้อารมณ์ของเซี่ยเวย
โดยมีความเวิ้งว้างไกลห่างและเย็นเยียบขวางกั้น
มือของอีกฝั่ายปราศจากอาการสั่นระริกแม้แต่
น้อย
แม้บริเวณขุนเขาเบื้องหลังอารามซั่งชิงจะมี
ฝูงชนเนืองแน่น ทว่ากลับไร้ซึ่งสรรพสำเนียงใด
เซี่ยเวยมองเห็นคมศรของตนซ้อนทับศีรษะ
จางเจอพอดีผ่านห้วงอากาศอันโล่งกว้าง หากเขา
คลายมือเพียงเล็กน้อยย่อมไม่มีทางพลาด
แต่ท่ามกลางความเงียบสงัดนี้ เงาร่างอีกร่าง
หนึ่งก็เข้ามาขวางเบื้องหน้าจางเจอ
บอบบาง ซูบเซียว
ท่ามกลางพงหญ้ารกชัฏ ดวงหน้าไร้สีเลือด
ฝาดแฝงความหวาดหวั่น แต่กลับยังดึงดันจะอ้า
แขนเรียวยาว ตัวคนยืนอยู่เบื้องหน้าสุดของ
ทิศทางที่เขาเล็งศรอย่างแน่วแน่ราวกับศิลาใหญ่!
“เจียง เสวี่ย หนิง!”
เขาเค้นชื่อแซ่นี้ลอดไรฟันเบา ๆ หากกล่าวว่า
ความดุร้ายในตัวเขาตอนอยู่ที่โรงเตี๊ยมมีเพียง
ส่วนเดียว ยามนี้ความดุร้ายนั้นก็พุ่งพรวดเป็นสิบ
เท่าร้อยเท่า ทำให้เขามิอาจสะกดกลั้น และไม่
อยากสะกดกลั้นด้วย
ใบหน้าเขาเย็นชาประดุจแช่แข็ง ไร้ซึ่งความ
อบอุ่นใด ๆ
ชั่ววูบนั้นเซี่ยเวยใคร่ยิงศรเฉือนร่างนางเป็น
ชิ้น ๆ ถือเสียว่าตนไม่เคยสอนศิษย์ผู้นี้มาก่อน!
ฟึบ!
เสียงสายคันศรดังสะเทือนเลื่อนลั่น ลูก
เกาทัณฑ์พุ่งทะยานดั่งอสุนีบาต!