คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 137 กันหิมะ (1)
พ่อไก่ขนเหล็กถอนขนแล้[1]!
เจียงเสวี่ยหนิงดีใจแทบกระโดดตัวลอย แต่
ติดที่เซี่ยเวยยังอยู่ตรงหน้า จะกี่มากน้อยก็ต้องข่ม
กลั้นไม่แสดงออกเพื่อรักษาความงามสง่าเอาไว้
บ้าง ทว่าก็ไม่อาจปิดบังรอยยิ้มและความปีติยินดี
ที่ฉายในดวงตา
คำยกยอปอปันก็ยิ่งไม่ต้องตระหนี่ถี่เหนียว
“เซียนเซิงช่างเข้าใจหัวอกผู้อื่นเสียจริง เอาใจใส่
ยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
เซี่ยเวยโบกมือสั่งให้เจี้ยนซูไปนำตั๋วแลกเงิน
มาให้นาง ก่อนจะถาม “เจ้าทำอย่างเอิกเกริก
เช่นนี้ ไม่กลัวว่าผู้อื่นเห็นแล้วจะวิพากษ์วิจารณ์
เสีย ๆ หาย ๆ เอาหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงกลอกตา “ใต้เท้าจางช่วยชีวิต
ข้า นี่ข้ากำลังทดแทนบุญคุณอยู่นะเจ้าคะ!”
ทดแทน บุญคุณ
เซี่ยเวยเน้นเสียงในใจหนัก ๆ รอบหนึ่ง เขา
กวาดสายตามองนางด้วยท่าทางสบาย ๆ “ช่าง
หาข้ออ้างได้ดีนัก ข้านึกว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้เผย
ความในใจกับเขาเสียอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลึงงันทันที
‘เผยความในใจ’ สี่คำนี้เสมือนเม็ดลูกปัดหล่น
กระแทกหัวใจ เดิมทีคิดว่าแรงกระแทกนั้นจะทำ
ให้ใจสั่นไหวเพียงเล็กน้อย ผู้ใดจะรู้ว่าลูกปัด
เหล่านั้นกลับกระเด้งกระดอนต่อจนเกิดเสียงดัง
กังวาน ใจนางพลันว้าวุ่นไปหมด
“นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”
นางปฏิเสธทันควัน อย่างไรเสียก็ไม่เคยเกิด
ความคิดเช่นนี้จริง ๆ
เซี่ยเวยเห็นสีหน้านางแปรเปลี่ยนทันทีทันใด
ท่าทางคล้ายตกใจคำพูดประโยคนั้น เขาก็นึก
เยาะหยัน ใจอยากแต่ไม่กล้าทำก็เท่านั้นเอง
เจี้ยนซูนำตั๋วแลกเงินกลับมาพอดี
เจียงเสวี่ยหนิงรีบรับเอาไป นางสงบสติ
อารมณ์เล็กน้อย แล้วจึงค้อมกายกล่าวอำลาเซี่ย
เวย หลังจากเดินออกมาจากลานเรือนด้วยความ
โล่งใจถึงพบว่าตนร่างเขม็งเกร็งตลอดเวลาขณะ
เผชิญหน้าเขา
เจี้ยนซูมอบตั๋วแลกเงินให้แล้วก็ยืนอยู่
ด้านข้างไม่กล้าเปล่งวาจา
เซี่ยเวยยึดกรอบประตูขณะมองเงาร่างนาง
ลับหายไปจากหัวมุมของทางเชื่อม ก่อนจะปล่อย
มือเดินกลับเข้าไปนั่ง เพียงแต่เมื่อครู่เขาเปิด
ประตูและถูกประกายของหิมะเบื้องนอกสาด
ดวงตา ภาพเบื้องหน้าจึงคล้ายมีประกายแสง
ขยับวูบไหวอยู่ชั้นหนึ่ง
เขาค่อย ๆ หลับตาลง
จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ไปตามตัวเซียวติ้งเฟยมา”
———–
ผู้ดูแลเหลาสุราแห่งนั้นส่งคนมาช่วงพลบค่ำ
จริงดังคาด เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงได้ตั๋วแลกเงินหนึ่ง
พันตำลึงมาก็ใช้จ่ายมือเติบอย่างหาได้ยากยิ่ง
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางรีบจ่ายเงิน
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจอย่างยิ่งของเสียว
เปั่า
เหลาสุราย่อมต้องส่งคนมาหารือเรื่องสุรา
อาหารกับนางโดยเฉพาะ
รสปากของจางเจอค่อนไปทางจืด แต่ไหนแต่
ไรเขาก็มิใช่ผู้ที่ชอบอาหารเลิศรสอันล้ำค่าหายาก
จึงไม่จำเป็นต้องจัดเตรียมให้ดีเป็นพิเศษ ขอเพียง
ประกอบอาหารแต่ละชนิดอย่างพิถีพิถันและให้
ความรู้สึกแปลกใหม่ก็พอ ส่วนสุรานั้นหรือ ปกติ
แล้วบุรุษผู้นี้เป็นคนคออ่อน อีกทั้งในเมื่อท่าน
หมอบอกว่าเขาพักฟืนมาหลายวันแล้ว ดื่มสัก
เล็กน้อยย่อมไร้ปัญหา ช่วงที่สภาพอากาศหนาว
เหน็บเช่นนี้ สุราฮวาเตียวแห่งเซ่าซิง[2]ชั้นยอด
ย่อมเหมาะสมที่สุด การได้ดื่มตอนร้อน ๆ ตรง
เตาผิงคงแสนอบอุ่นเหลือจะกล่าว
ชาติก่อนสมัยนางดำรงยศเป็นฮองเฮาอยู่ใน
วังหลวง ช่วงสองปีแรกนางมักจัดงานเลี้ยงจุกจิก
เช่นนี้เพื่อแสดงอำนาจ หลายปีต่อมากลับปล่อย
มือคร้านจะสนใจ เจียงเสวี่ยหนิงคิดไม่ถึงว่าตน
จะเก็บความสามารถดังกล่าวกลับมาใช้ใหม่ได้อีก
ครั้งในสถานการณ์แบบนี้ด้วย
แม้แต่งานเลี้ยงใหญ่ภายในวังหลวงนางก็เคย
จัดมาแล้ว ฉะนั้นการจัดโต๊ะเล็ก ๆ เพียงโต๊ะเดียว
จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ตกลงกันได้
คนจากเหลาสุราคงเห็นว่านางน่าจะมีสถานะ
ไม่ธรรมดาจึงไม่กล้าทำอย่างขอไปที ไม่เพียงสั่ง
ให้พ่อครัวเดินทางมาดูห้องครัวที่อารามซั่งชิงว่า
ใช้งานได้หรือไม่ แต่ยังส่งเครื่องใช้ไม้สอยที่
จำเป็นในคืนส่งท้ายปีวันพรุ่งนี้มาล่วงหน้าจำนวน
หนึ่ง กระทั่งว่ายังส่งสุรามาให้ด้วย
เดิมทีพวกของเซียวหย่วนต้องจัดงานเลี้ยงแก่
นายทหารที่ร่วมเดินทางมาและไม่อาจกลับเมือง
หลวงอยู่แล้ว เมื่อคนกลุ่มนี้เดินเข้า ๆ ออกๆ จึง
ไม่มีผู้ใดสนใจมากนัก
เจียงเสวี่ยหนิงที่อยู่นอกห้องครัวมองพวกเขา
ขนย้ายข้าวของเข้าตัวเรือน ดูไปดูมาก็ใจลอยเสีย
อย่างนั้น
“ข้านึกว่าเจ้าจะใช้โอกาสนี้เผยความในใจกับ
เขาเสียอีก…”
วาจายามเช้าประโยคนั้นของเซี่ยเวยก้อง
กังวานในสมองนางอีกครั้งราวกับภูตผี
ใจของเจียงเสวี่ยหนิงเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย
อย่างน่าประหลาด แม้ว่านางจะรู้ว่าตนไม่เคยมี
ความคิดเช่นนี้มาก่อนและไม่สมควรมีด้วย แต่
ใครใช้ให้คำพูดของคนแซ่เซี่ยเปียมความยวนเย้า
ชวนลุ่มหลงกันเล่า
เจียงเสวี่ยหนิงพบว่านางไม่อาจเอาคำกล่าว
นั้นออกจากหัวได้เลย
มักจะกล่าวกันว่าบุรุษไล่ตามสตรีขวางกั้น
ด้วยขุนเขา สตรีไล่ตามบุรุษขวางกั้นด้วยผ้าโปร่ง
[3]
ก็นางชอบจางเจอนี่นา
การที่คนเราจะแสวงหาสิ่งที่ตนเองต้องการ
ด้วยการเผยความในใจ จะมีสิ่งใดน่าอับอายและ
เป็นไปไม่ได้กันเล่า
ดังนั้น ดังนั้นคืนพรุ่งนี้…
“คุณหนูรองเจียง! คุณหนูรองเจียง!”
มือข้างหนึ่งตบลงบนบ่านางกะทันหัน เจียง
เสวี่ยหนิงตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
ร่างกายสั่นเทา ความคิดที่ผุดในสมองเมื่อครู่
อันตรธานสิ้น
นางหันกลับไปมอง พบว่าเป็นเซียวติ้งเฟย
พ่อคนเสเพลผู้นี้หลายวันก่อนถูกเซี่ยเวยยิง
ลูกเกาทัณฑ์ทะลุบ่าถูกคุมตัวไปในฐานะโจรถ่อย
นิกายสวรรค์ด้วยสภาพน่าสังเวช ทั้งยังถูกกัก
บริเวณเนื่องด้วยสถานะพิเศษของเจ้าตัว
ผู้ใดใช้ให้เขามีชื่อว่า ‘ติ้งเฟย’ กันเล่า
อาจพูดได้ว่าหลังจากคนของราชสำนักไต่สวน
ชั้นต้น ทุกคนก็สังเกตเห็นว่าเขามี
ประพิมพ์ประพายคล้ายติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนอยู่
หลายส่วน จึงพากันคิดเชื่อมโยงถึงชื่อนี้จนการ
เดาสารพัดอย่างพลันแพร่กระจาย
ได้ยินว่าติ้งกั๋วกงเซียวหย่วนไปพบเขาครั้ง
หนึ่ง
ก่อนเข้าไปติ้งกั๋วกงมีท่าทางร้อนรนกระวน
กระวาย ครั้นออกมาก็หน้าถมึงทึง
แม้เซียวติ้งเฟยจะอยู่ในสถานะนักโทษ ทว่า
ยามเขาอยู่ในอารามซั่งชิงกลับไม่มีผู้ใดไม่กล้า
แสดงความเคารพนบนอบ ด้วยเหตุนี้การดำเนิน
ชีวิตของคนผู้นี้จึงสุขสบายไร้การผูกมัดยิ่งกว่า
ยามอยู่ในนิกายสวรรค์เสียอีก
บาดแผลบนบ่าเองก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ
การเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว
เมื่อวานเขายังพาทหารยามสองนายออกไป
เที่ยวซ่องด้วย พอพบเหล่าโสเภณีก็พูดว่า “คราว
นี้ข้าโชคดีแล้ว รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นลูก
ชายผู้โชคดีของติ้งกั๋วกงที่แม้แต่ฮ่องเต้ผู้มีพระ
ราชอำนาจล้นฟั้าในเมืองหลวงยังต้องยำเกรงถึง
สามส่วนเชียวนะ!”
พอคำพูดนั้นแพร่กลับมา เซียวหย่วนก็โมโห
แทบร่างระเบิด
เพียงแต่อย่างไรเสียเซียวติ้งเฟยก็เป็นคนที่
เซี่ยเวยจับกุม แม้เซียวหย่วนคิดจะทำอะไรสัก
อย่างกับเซียวติ้งเฟย แต่ในช่วงเวลาก่อนจะคุมตัว
ไปถึงเมืองหลวงนั้นเขาไม่อาจแตะต้องได้แม้แต่
น้อยด้วยเกรงว่าจะเผยพิรุธจนเซี่ยเวยสงสัย เขา
จึงทำได้แค่สะกดกลั้นเพลิงโทสะอยู่ในอก
โถ ๆ อย่าได้เอ่ยถึงเลยว่าเขาหงุดหงิดใจมาก
เพียงใด!
ในทางกลับกัน เซียวติ้งเฟยยังคงแต่งกายด้วย
แพรพรรณชั้นยอดและถือพัดจีบปิดลายทอง
แสร้งวางท่าสง่างามกลางฤดูหนาวดังเดิม ไม่รู้มา
ยืนอยู่ข้างหลังนางนานเท่าใดแล้ว เพียงกำลังมอง
มาด้วยสายตาแปลกประหลาด “คิดอะไรอยู่หรือ
จริงจังขนาดนี้เชียว”
เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาแล้วก็รู้สึกปวด
เศียรเวียนเกล้า
นางจึงโพล่งกลับทันควัน “คุณชายติ้งเฟยมี
ธุระอันใด”
เซียวติ้งเฟยมองห้องครัวด้านนอกพลาง
หัวเราะร่า เผยอาการน้ำลายสอผ่านสีหน้ายาม
เอ่ยปาก “ได้ยินว่าคุณหนูเชิญพ่อครัวมา
ทำอาหารส่งท้ายปีไม่ใช่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างแข็งทื่อ พลันบังเกิดความ
ระแวดระวัง “ไม่มีเรื่องเช่นนั้น ท่านไปฟังใคร
มา”
เซียวติ้งเฟย “ก็คุณหนูทำเรื่องใหญ่โตเสีย
ขนาดนี้ ลำพังแค่สุราฮวาเตียวแห่งเซ่าซิงไหนั้น
ข้าก็ได้กลิ่นตั้งแต่ตอนมันผ่านนอกห้องข้าแล้ว ฮิ
ๆ คุณหนู จะดีจะชั่วพวกเราก็เป็นสหายที่ร่วม
ทุกข์กันมาไม่ใช่หรือ เลี้ยงข้าวข้าสักมื้อดีหรือไม่”
เลี้ยงข้าวสักมื้อ?!
หากเจียงเสวี่ยหนิงเป็นแมว เกรงว่าตอนนี้คง
ขนพองไปทั้งตัวเป็นแน่แท้ นางตอบอย่างเย็นชา
“ฝันไปเถอะ!”
นางรู้ว่าคนผู้นี้นิสัยดันทุรัง จึงสะบัดแขนเสื้อ
เดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก กลัวอีกฝั่ายจะเข้า
มายุ่งวุ่นวายกับแผนการของตน
แต่เซียวติ้งเฟยเป็นพวกชอบตีสนิท
เขาต้องการจะดื่มสุราและกินอาหารเหล่านั้น
ให้ได้ อีกทั้งยังมีร่างสูงกว่าเจียงเสวี่ยหนิง
ย่างเท้าก้าวเดียวก็เท่ากับนางสองก้าวแล้ว ด้วย
เหตุนี้จึงตามทันโดยไม่สิ้นเปลืองแรงเพื่อรบเร้า
ต่ออย่างมุมานะ “อย่าทำเช่นนี้สิ นี่คืนส่งท้ายปี
เก่าเชียวนะ เฮ้อ กินอาหารคืนส่งท้ายปีทั้งทีก็
ต้องมีคนมาร่วมสนุกสนานครื้นเครงกันให้มาก
หน่อยมิใช่หรือ คุณหนูลำบากเตรียมการตั้ง
มากมาย แต่อยู่ตามลำพังเพียงคนเดียวแล้วจะ
กินหมดได้อย่างไร หรือว่าคุณหนูเชิญผู้อื่นมา”
เจียงเสวี่ยหนิงกลั้นหายใจ ยังคงเดินต่อทั้ง
หน้าบึ้ง
ทันใดนั้นเซียวติ้งเฟยกลับใช้พัดเคาะฝั่ามือ
คราหนึ่ง “อ๊ะ คงไม่ได้เชิญคนแซ่เซี่ยผู้นั้นมา
หรอกนะ ได้ยินว่าเขาเป็นอาจารย์ของเจ้านี่…”
เจียงเสวี่ยหนิงหันหน้ากลับไปมองด้วยโทสะ
“พูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย!”
เซียวติ้งเฟยแบมือ “เช่นนั้นข้าขอฝากท้องกิน
ข้าวด้วยสักมื้อจะเป็นไรเล่า เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนสิ
อาหารคืนส่งท้ายปีมื้อนี้ เจ้าไม่ได้เชิญแม้กระทั่ง
อาจารย์เชียวหรือ เขารู้หรือเปล่าน่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงอยากจะหาผ้ามาอุดปากเขา
เสียเหลือเกิน “อาจารย์ของข้าไม่มา!”
เซียวติ้งเฟย “เชิญแล้วหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงสู้อุตส่าห์ทำเพื่อจางเจอถึงต้อง
สาละวนวุ่นวายขนาดนี้ แล้วจะเชิญดาวพิฆาตผู้
นั้นมาทำให้เสียเรื่องได้อย่างไร มิหนำซ้ำนางยังมี
ความในใจบางอย่างที่แม้แต่ตนยังไม่เข้าใจ ไหน
เลยจะยอมให้ผู้อื่นอยู่ด้วยได้ จึงต้องรีบสลัดให้
พ้น กล่าวอย่างอารมณ์เสียว่า “อาจารย์ต้องไป
จัดงานเลี้ยงแก่ทหารกับบิดาที่จู่ ๆ ก็ได้ลูกชาย
เพิ่มมาคนนั้นของท่าน ไม่มีเวลา!”
เซียวติ้งเฟยยิ้มแปลกใจ “แม้แต่คุณหนูก็รู้
ชาติกำเนิดของข้าด้วยหรือนี่”
เจียงเสวี่ยหนิงเดินไปถึงหน้าประตูห้องของ
ตนเองแล้วยิ้มเย็น
เซียวติ้งเฟยจึงจงใจแสดงกิริยาเยี่ยงชายหนุ่ม
เจ้าสำราญ ขยิบตาให้นางด้วยความหมาย
คลุมเครือ “เมื่อกลับถึงเมืองหลวง ข้าจะเป็น
ซื่อจื่อผู้รับสืบทอดตำแหน่งกั๋วกง คุณหนูรอง
เจียงจะไม่ลองพิจารณา…”
——————–
1. มาจากสำนวน ‘พ่อไก่ขนเหล็กไม่ถอนขน
สักเส้น’ หมายถึงคนตระหนี่ถี่เหนียว
2. สุราฮวาเตียว เป็นสุราเหลืองชนิดหนึ่งที่มี
ชื่อเสียงแห่งเมืองเซ่าชิง มลฑลเจ้อเจียง
สุราเหลืองเป็นหนึ่งในสุราเก่าแก่ที่สุดใน
โลก ผู้คนจึงมักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสุรา
เก่าแก่ มีอีกชื่อคือสุราข้าว ปริมาณ
แอลกอฮอล์ค่อนข้างต่ำ กลิ่นหอมมาก คน
จีนนิยมนำไปอุ่นเพิ่มความร้อนก่อนดื่ม
3. บุรุษไล่ตามสตรีขวางกั้นด้วยขุนเขา สตรีไล่
ตามบุรุษขวางกั้นด้วยผ้าโปร่ง หมายถึง
ผู้หญิงตามเกี้ยวพานผู้ชายง่ายดายกว่า
ผู้ชายตามเกี้ยวพานผู้หญิง
บทที่ 137 กันหิมะ (2)
ปึง!
สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงปิดประตูห้อง
ของเจียงเสวี่ยหนิงผู้มีสีหน้าไร้อารมณ์
คำพูดที่ยังกล่าวไม่จบพลันถูกสกัดไว้
ภายนอก
เซียวติ้งเฟยหมดสนุกทันที บ่นพึมพำกับ
ประตูว่า “สตรีเมืองหลวงเย็นชาแล้งน้ำใจเช่นเจ้า
กันหมดเลยหรือ ไม่เห็นคุณชายอย่างข้าใน
สายตาเกินไปแล้วกระมัง”
ปราศจากเสียงตอบรับจากในห้อง
เซียวติ้งเฟยยืนอยู่นาน สุดท้ายก็ขยี้เท้าแล้ว
จากไป
เจียงเสวี่ยหนิงเงี่ยหูฟัง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า
เดินไปไกลแล้วถึงแง้มประตูเป็นช่องเล็ก ๆ ครั้น
เห็นว่าบริเวณลานเรือนปลอดคนก็โล่งใจ คิดว่า
ในที่สุดตนก็สลัดคนหน้าหนาชอบเกาะติดแจคน
นี้ได้เสียที
ช่วงกลางวันของวันต่อมา เซียวติ้งเฟยไม่ได้
ปรากฏตัว
เจียงเสวี่ยหนิงจิตใจสงบลงไม่น้อย
ครั้นใกล้พลบค่ำ พ่อครัวของเหลาสุราก็ตั้ง
โต๊ะจัดเลี้ยงเรียบร้อย นางจงใจเลือกจัดโต๊ะ
อาหารที่หอเก็บคัมภีร์เต๋าอันสงบและห่างไกลใน
บริเวณหลังอารามซั่งชิงโดยเฉพาะ จากนั้นสั่งให้
เสียวเปั่าไปแจ้งจางเจอก่อน ส่วนตนเอง
เปลี่ยนเป็นสวมชุดกระโปรงสีฟั้าน้ำทะเล คลุม
ทับด้วยเสื้อคลุมนักพรต คิดจะไปเรียกจางเจอ
ด้วย
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าเพิ่งเดินไปได้ครึ่งทาง เงา
ร่างหนึ่งก็กระโดดแฉลบเข้ามาพร้อมกล่าวกลั้ว
หัวเราะ “เยี่ยมไปเลย ข้าตามทันเสียที ได้ยินว่า
ตั้งโต๊ะแล้ว จะไปกันเลยหรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงหน้าง้ำในบัดดล
นางหยุดฝีเท้าพลางกัดฟันกรอด “คุณชายติ้ง
เฟย ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ได้เชิญท่าน!”
เซียวติ้งเฟยเจ้าเล่ห์ดั่งจิ้งจอก เขาโบกมือ
พร้อมพูดว่า “ไอ้หยา ไม่เป็นไร ตอนบ่ายข้าไป
เชิญใต้เท้าจางแทนเจ้าก่อนแล้ว ตอนนี้ทุกคนจะ
ได้ไปพร้อมกัน ไม่ดีหรือ”
ตอนบ่ายเขาไปเชิญจางเจอก่อนแล้ว?!!!
เจียงเสวี่ยหนิงสูดจมูกฟืดฟาด ยกนิ้วอันสั่น
ระริกชี้หน้าเขา “งานเลี้ยงที่ข้าจัด ท่านมีสิทธิ์
อะไรไปเชิญคนมา ไม่ใช่สิ เหตุใดคนอย่างท่านถึง
หน้าไม่อายปานนี้นะ!”
เซียวติ้งเฟยยักไหล่สีหน้าอับจนปัญญา “ใต้
เท้าจางตอบมาว่าจะไปช้าหน่อย เฮ้อ หากคุณหนู
รองเจียงไม่ยินดีจริง ๆ เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงไป
ขอขมาใต้เท้าจางและบอกกล่าวเขาไปตามความ
เป็นจริงเสียแล้ว…”
เจียงเสวี่ยหนิงสะอึก “ท่าน…”
ใต้หล้านี้คนไร้ยางอายมักจะรังแกคนมี
ยางอาย คนหน้าหนามักจะรังแกคนหน้าบาง
เสมอ เรื่องนี้เจียงเสวี่ยหนิงยังห่างชั้นจากเซียวติ้ง
เฟยลิบลับ ไม่อาจเทียมทัดได้จริง ๆ นาง
กลายเป็นฝั่ายเสียเปรียบอย่างอึดอัดคับข้องใจจน
แทบโมโหตาย
นางกัดฟันกรอด จ้องฝั่ายตรงข้ามด้วยใบหน้า
บึ้งตึง ในที่สุดก็ค่อย ๆ สะกดเพลิงโทสะกลุ่มนั้น
ลงไป เผยรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มพร้อมกล่าว
ต่อเนื่องสามคราว่า “ดี ดี ดี”
วันนี้หิมะตกหนักอีกแล้ว
บริเวณที่ไม่ได้ปัดกวาดของอารามซั่งชิงคล้าย
ถูกหิมะฝังกลบ ครั้นย่ำเท้าก็จะฝากรอยเอาไว้
นางยืนกางร่มเคลือบน้ำมันท่ามกลางหิมะ ชุด
กระโปรงสีน้ำทะเลหุ้มทับด้วยเสื้อคลุมนักพรตสี
ขาวพิสุทธิ์ เพียงเลิกคิ้วเล็ก ๆ แย้มยิ้มน้อย ๆ ก็
สะกดใจคนได้
เซียวติ้งเฟยรู้สึกชาวาบไปครึ่งร่าง
เขาปราศจากแรงต้านทานต่อสิ่งสวยงาม
เกือบจะหลุดปากว่า ‘เช่นนั้นข้าไม่ไปแล้ว’ โชคดี
ที่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปากก็เก็บกลับไปได้เฉียด
ฉิว เขายิ้มด้วยความกระดากอาย “นี่มิใช่เพราะ
ข้าไร้สถานที่จะกินข้าวหรือไร ให้อภัยเถิด ให้
อภัยด้วย”
ท่าทางแบบนี้เห็นแล้วน่าโมโหนัก
เจียงเสวี่ยหนิงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว รู้สึก
เลือดขึ้นหน้าจนทนไม่ไหวอีก นางโยนร่มก้มตัวใช้
สองมือกอบหิมะขึ้นมาปันแล้วปาใส่เซียวติ้งเฟย!
เซียวติ้งเฟยไม่คิดเลยว่าจะประสบภัยเช่นนี้
เขาร้องโวยวาย “หวา คุณหนู เจ้าทำอะไร
ของเจ้าเนี่ย เถียงสู้ไม่ได้ก็ลงไม้ลงมือ เจ้ายังเป็น
วิญูชนอยู่หรือเปล่า ชุดนี้ข้าเพิ่งซื้อมาได้สองวัน
นะ เมื่อวานแม่นางแห่งหอซิ่งชุนเพิ่งจะชมว่างาม
อยู่เลย! อย่า เฮ้ย อย่าปามาสิ!”
เจียงเสวี่ยหนิงยอมฟังที่ไหนกันเล่า
นางไม่เอ่ยวาจาแม้แต่ประโยคเดียว เอาแต่ตั้ง
อกตั้งใจปันก้อนหิมะปาใส่เขาเพื่อระบายความ
ขุ่นเคือง
เซียวติ้งเฟยรักใคร่ทะนุถนอมเสื้อผ้าอาภรณ์
จำต้องกุมศีรษะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมุ่งหน้าไปยังที่
พักของจางเจอ วิ่งไปพลางตะโกนไปพลาง “จะ
ฆ่าคนแล้ว จะฆ่าคนแล้ว!”
เจียงเสวี่ยหนิงตามหลังเขามาอย่างไม่เร็วไม่
ช้าด้วยรู้ว่าเขาไม่กล้าเอาคืน
ไม่ถึงสองก้าวเซียวติ้งเฟยก็มาถึงข้างกายจาง
เจอ เสียวเปั่ากำลังยืนใต้ชายคาพอดี ส่วนจางเจอ
ก็เพิ่งออกจากห้อง
เมื่อเห็นจางเจอ เจียงเสวี่ยหนิงจึงรั้งมือกลับ
เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางเดินผ่านเซียวติ้งเฟย
ที่เสื้อคลุมตัวนอกถูกหิมะปาจนสกปรกเลอะ
เทอะมาหยุดยืนใต้ชายคา กลับคืนสู่บุคลิกของ
สตรีจิตใจดีมีเมตตาดังเดิม กล่าวทักทายเขาอย่าง
คนคุ้นเคย “ดูเหมือนสีหน้าของใต้เท้าจางจะดีขึ้น
บ้างแล้วนะเจ้าคะ”
จางเจอเดินลงจากบันได เมื่อเห็นว่าเบื้อง
นอกยังคงมีเกล็ดหิมะบางโปรยปรายก็ขมวดคิ้ว
โดยไม่รู้ตัว
เขาเอ่ยถาม “คุณหนูรองไม่ได้กางร่มออกมา
หรือ”
ย่อมกางมา
เพียงแต่เมื่อกี้นี้…
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังจะบอกว่าลืม ใครจะ
คาดคิดว่าเซียวติ้งเฟยซึ่งยืนอยู่ข้างหลังกลับตาลุก
วาว ไม่รู้ว่าไปเอาขวัญสุนัขกล้าเทียมฟั้ามาจากที่
ใด คว้าหิมะบนพื้นขึ้นมาบีบแล้วปามาใส่ท้าย
ทอยนาง!
เจียงเสวี่ยหนิงมองไม่เห็นความเคลื่อนไหว
ด้านหลัง จึงไม่รู้ตัว
ทว่าจางเจอยืนหันหน้าหานาง เขาเลย
มองเห็นชัดเจน
หัวคิ้วที่ขมวดอยู่แต่เดิมกดลึกอีกหลายส่วน
จางเจอดึงตัวเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งยังไม่ทันได้เอ่ย
อะไรเคลื่อนมาหาตนหนึ่งก้าว ยกแขนเสื้อหลวม
กว้างบังท้ายทอยของนาง
บังเกิดเสียงดังซ่า หิมะก้อนนั้นกระแทกแขน
เสื้อของจางเจอและแตกกระจายจนสกปรกเลอะ
เทอะ
เจียงเสวี่ยหนิงเกือบกระแทกหน้าอกเขา
ตอนแขนเสื้อข้างนั้นบดบัง ครรลองจักษุพลันมืด
มิด ถัดมาก็ได้ยินเสียงดังจากทางด้านหลังถึงรู้ตัว
ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อนางช้อนตามองเห็นใบหน้าอันเคร่งขรึม
ตรงหน้า ดวงใจก็เต้นรัว
หลังจากเผลอเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง เจียงเสวี่ย
หนิงจึงได้สติกลับคืน นางหมุนกายออกจากแขน
เสื้อที่จางเจอใช้ปกปั้องตน ทำหน้าบึ้งเขม้นมอง
เซียวติ้งเฟยที่กำลังยิ้มระรื่น “ท่านรนหาที่ตาย
หรือ!”
เซียวติ้งเฟยมองนางอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่
ยิ้ม อาศัยว่าตนเองขายาว ชักเท้าวิ่งหนีไปเสียเลย
เจียงเสวี่ยหนิงรู้สึกว่าตนหน้าร้อนผ่าว
เนื่องจากวันนี้มีความคิดบางประการที่ไม่อาจ
บอกกล่าวผู้อื่นได้ จึงไม่กล้ามองอากัปกิริยาของ
จางเจอในยามนี้ ครั้นเห็นเซียวติ้งเฟยเผ่นไปแล้ว
จึงทำท่าจะวิ่งไล่เอาก้อนหิมะปาใส่
ครานี้เซียวติ้งเฟยไม่กล้าโต้กลับ เพียงพูดว่า
“ไร้ปรานีจริง ๆ !”
เจียงเสวี่ยหนิงส่งเสียงด่าทอ “ผู้อื่นเป็นหนี้
บุญคุณใครก็รู้จักเกรงใจกันทั้งนั้น แต่ท่านกลับดี
นักนะ มาขอข้าวงานเลี้ยงข้ากินแล้วยังกล้าทำข้า
คืนอีก!”
จางเจอมองเงาร่างที่เหมือนกำลังวิ่งหนีหัวซุก
หัวซุนของนาง เขาหลุบเปลือกตาโดยไม่เอ่ยอัน
ใด ยกมือปัดคราบหิมะที่ติดแขนเสื้อออกเบา ๆ
จากนั้นจึงสาวเท้าเดินตามไป
ที่พักของเขาอยู่ห่างจากที่พักของเซี่ยเวยไม่
ถึงสองก้าว
หากจะไปหอเก็บคัมภีร์ต้องเดินผ่านพอดี
เพียงเดินเลี้ยวโค้งไปอีกเล็กน้อยก็จะถึงที่พัก
ของเซี่ยเวย
ก้อนหิมะของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงโจมตีท้าย
ทอยเซียวติ้งเฟยเพื่อระบายความคับแค้นใจ
ต่อมาครั้นนางเงยศีรษะก็มองเห็นเจี้ยนซูยืนกอด
กระบี่อยู่ข้างนอกกลางสายัณห์ หิมะในลานเรือน
ขนาดเล็กด้านหลังปัดกวาดจนแทบหมดจด นาง
มองไปทางกลุ่มก้อนอันมืดมิด ทั้งภายในและ
ภายนอกเรือนไม่จุดโคมแม้แต่ครึ่งดวง ราวกับว่า
ไม่มีผู้ใดอยู่
เจียงเสวี่ยหนิงอดงงไม่ได้ “เจ้าไม่ได้ไปกับ
เซียนเซิงด้วยหรือ”
เจี้ยนซูเห็นพวกนางเดินมาแต่ไกลกลับรู้สึก
หลากใจ “ไปที่ใดหรือขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “จัดงานเลี้ยงสร้างขวัญ
และกำลังใจแก่เหล่าทหารในคืนส่งท้ายปีอย่างไร
เล่า”
เจี้ยนซูตอบอย่างเย็นชา “เซียนเซิงไม่ได้ไป
ขอรับ”
เซี่ยเวยไม่ได้ไป?
เจียงเสวี่ยหนิงอึ้งเล็กน้อย เหลือบมองห้องมืด
ๆ ด้านหลังเจี้ยนซูผาดหนึ่ง ไม่ไปจัดงานเลี้ยง
สร้างขวัญและกำลังใจแก่เหล่าทหารในคืนส่งท้าย
ปีเก่าหรือ เคยได้ยินว่าบุพการีที่เมืองจินหลิงของ
เขาเสียชีวิตหมดแล้ว ไม่เคยได้ยินว่าเขามีญาติพี่
น้องคนอื่นเลยนี่นา…
นางอ้าปากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่เมื่อ
ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นมา ก็เก็บถ้อยมันกลับไป
อีก
เซี่ยเวยมิใช่คนประเภทเดียวกับเซียวติ้งเฟย
นางเปล่งเสียง “อ้อ” อย่างเนิบ ๆ เมิน
ความคิดแปลกประหลาดอันเลือนรางในใจ จึง
กล่าวเจือรอยยิ้ม “เช่นนั้นไม่ขอรบกวนแล้ว พวก
ข้าขอตัวก่อน”
อยู่ที่นี่ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเสียงดัง เจียงเสวี่ย
หนิงกับเซียวติ้งเฟยซึ่งแต่เดิมกำลังวิ่งไล่ทำ
สงครามปาหิมะต่างสงบเสงี่ยม ทั้งสามคนพร้อม
เสียวเปั่าเดินผ่านทางเชื่อมแห่งนี้ไป ย่ำหิมะที่ทับ
สุมหนาเตอะจนเกิดเป็นเสียงดังสวบสาบเข้าไป
ในหอเก็บคัมภีร์เต๋า
เจี้ยนซูยืนนิ่งไม่ไหวติงตรงเบื้องหน้าเรือนหลัง
เล็ก
ทุกครั้งที่ถึงช่วงเวลานี้ของปีพวกเขาไม่กล้า
ห่างกายเซี่ยเวยเกินไปนัก ทำได้เพียงทนอยู่กับ
ช่วงเวลานี้เคียงข้างเขา
ครั้นนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เจี้ยนซูก็นิ่งเงียบ
พักใหญ่ แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูรองหนิงไม่ได้
คิดอะไร”
ทว่ามีเสียงโต้แย้งจากเงามืดบนกำแพงเรือน
ด้านหลัง “คิด”
เจี้ยนซูหันหน้ากลับไป
แม้เงาร่างของเตาฉินซึ่งอยู่ในความมืดจะไม่
อาจมองเห็นชัด ทว่าสติของเขากลับมีอยู่
ครบถ้วนกระจ่างแจ้ง พูดเสริมอีกประโยค
“เพียงแต่ความคิดของนางไม่ได้อยู่ที่เซียนเซิงก็
เท่านั้น”
จบเล่ม 4
โปรดติดตามเล่มถัดไป