คุนหนิง Story of Kunning Palace - บทที่ 138 โชคดีเหลือเกิน (1)
อารามซั่งชิงเป็นอารามเต๋า ย่อมมีหอเก็บ
คัมภีร์เต๋าอยู่ภายใน
เดิมทีสถานที่แห่งนี้มีหน้าที่เก็บรักษาพระ
คัมภีร์
เพียงแต่เนื่องจากถูกปล่อยทิ้งร้างและนิกาย
สวรรค์ยึดครองมาช้านานโดยไม่เคยมีผู้ใดเข้าไป
ดูแล พระคัมภีร์ส่วนใหญ่จึงถูกปล้นชิงหรือไม่ก็
ถูกเผาอยู่ในเตา บัดนี้ถึงคราวให้เจียงเสวี่ยหนิงใช้
เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองคืนส่งท้ายปีพอดี
หอเก็บคัมภีร์เป็นอาคารสองชั้นขนาดเล็ก
ชั้นบนสภาพค่อนข้างทรุดโทรม
งานเลี้ยงจึงจัดบริเวณชั้นล่าง
ภายในห้องจุดเตาอุ่นสุราฮวาเตียวไว้หนึ่งกา
ตั้งแต่แรก อาหารร้อน ๆ จัดวางเป็นระเบียบ
เรียบร้อยบนโต๊ะกลมกลางห้อง ในเมื่อมีเซียวติ้ง
เฟยยื่นมือมาก่อกวน มื้อนี้จึงกลายเป็นอาหาร
สำหรับคืนส่งท้ายปีไปจริง ๆ เจียงเสวี่ยหนิง
ตัดสินใจรั้งตัวเสียวเปั่าเอาไว้อีกคน บอกให้เขา
อยู่ต่อเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
เสียวเปั่ามองนางด้วยความประหลาดใจ แต่
คิด ๆ ดูแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เซียวติ้งเฟยเคยพบเสียวเปั่าที่นิกายสวรรค์มา
ก่อน ยามนี้เขาแค่นเสียงทีหนึ่ง บ่นพึมพำ ๆ กับ
ตัวเอง
เจียงเสวี่ยหนิงได้ยินไม่ชัด “ท่านพูดว่าอะไร
นะ”
นางปลดเสื้อคลุมนักพรตไปวางพาดบนเก้าอี้
ด้านข้าง ส่วนจางเจอกำลังหุบร่มอยู่ด้านนอก
เซียวติ้งเฟยประชิดเข้าหานาง กล่าวเสียงแผ่ว
เบาราวกับยุง “เจ้าต้องขอบคุณข้านะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเลิกคิ้วและปรายตามอง
ส่วนเซียวติ้งเฟยเพียงกลั้นยิ้ม ทอดสายตาไป
ทางจางเจอซึ่งกำลังหมุนกายเดินเข้ามา
ความหมายไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้อีก
เจียงเสวี่ยหนิงมองจางเจอทันที
ก่อนหน้านี้เซียวติ้งเฟยเดิมทีไม่ได้ลงมือตอบ
โต้นางด้วยซ้ำ แต่ครั้นจางเจอออกมายืนหน้า
ประตูเขากลับปาก้อนหิมะใส่นางอย่างที่ไม่ควร
จะเป็น แม้นางจะมองไม่เห็น ทว่าจางเจอเห็น
ประกายตาของเจียงเสวี่ยหนิงขยับวูบไหว
เล็กน้อย นางเข้าใจแล้ว
ความหมายของอีกฝั่ายคือ เมื่อสักครู่เขาตั้งใจ
เซียวติ้งเฟยรู้มานานแล้วว่าสตรีผู้นี้ฉลาดหลัก
แหลม ขอแค่ตนเอ่ยเพียงนิดนางย่อมกระจ่างแจ้ง
จึงเลิกคิ้วพลางหัวเราะกระหยิ่มใจ “ว่าอย่างไร”
เจียงเสวี่ยหนิงใช้ความคิด จากนั้นจึงกล่าว
ระคนยิ้ม “ถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะดูแลท่านเอง”
สิ่งที่เซียวติ้งเฟยต้องการคือคำพูดประโยคนี้
นั่นแล เขาหน้าชื่นตาบาน ไม่เอ่ยวาจาให้มาก
ความอีก เมื่อจางเจอเข้าประตูมา เขาก็พลันถอย
ออกไปทำท่าบิดขี้เกียจเต็มที่ นั่งแผ่หลาบนเก้าอี้
ข้างโต๊ะกลมประหนึ่งไร้กระดูก หยิบตะเกียบตั้ง
ท่าจะเริ่มรับประทานอาหาร “เพื่ออาหารมื้อนี้
ตอนเที่ยงข้าถึงกับจงใจไม่กินอะไรจนท้องว่าง
เช่นนั้นขอลองชิมดูก่อนแล้วกันนะว่าฝีมือพ่อครัว
คนนี้เป็นเช่นไร!”
มองกิริยาผาดเดียวก็รู้ว่าไม่เคยได้รับการ
อบรมสั่งสอน เวลาอยู่ข้างนอกกระทำตนกำเริบ
เสิบสานจนเคยตัว ไร้มารยาทและปราศจาก
ความกริ่งเกรง
เสียวเปั่าพลันเผยสีหน้าแบบที่ไม่อาจสรรหา
ถ้อยคำมาบรรยาย
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วกลับรู้สึกว่าเขา
จริงใจเสียด้วยซ้ำ ชาติก่อนนางชอบนั่งกินอาหาร
อย่างตะกรุมตะกรามด้วยความสะใจกับเซียวติ้ง
เฟยเหนือสิ่งอื่นใด คำกล่าวที่ว่าเวลากินห้ามพูด
เวลานอนห้ามพูดอะไรนั่นเหมือนผายลมสุนัขทั้ง
เพ
คิดไม่ถึงว่าชาตินี้ยังจะได้พบกันอีก
นางไม่ได้รังเกียจอะไรมาก เพียงเอ่ยว่า
“พวกเราเองก็ทำตัวตามสบายด้วยเถอะ”
ถึงอย่างไรก็เป็นเพียงโต๊ะอาหารร่วมฉลองคืน
ส่งท้ายปีที่ทงโจวของกลุ่มคนที่บ้างก็สนิทสนม
บ้างก็ไม่ค่อยคุ้นเคย ซ้ำยังมีฐานันดรแตกต่างกัน
มาก มิใช่กลุ่มผู้รากมากดีจากตระกูลใหญ่ภายใน
เมืองหลวง ทั้งยังมิใช่อยู่ในวังหลวงซึ่งมีแต่
กฎระเบียบเข้มงวดกวดขัน ไม่จำเป็นต้องเน้น
พิธีรีตอง
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งข้างจางเจอ
สุราฮวาเตียวกานั้นอุ่นจนร้อนนานแล้ว เสียว
เปั่ายกจากเตา เจียงเสวี่ยหนิงรับมารินให้คนทั้งสี่
จนเต็ม ก่อนจะชูจอกพูดว่า “นับว่าทุกคนต่าง
ต้องมาตกระกำลำบาก ถูกลมพายุหิมะกักขัง
อยู่ทงโจวเหมือนกัน แม้จะบังเอิญพบพาน แต่ก็
นับว่ามีวาสนา ไม่แน่ภายหน้าอาจได้คบหาเป็น
สหายผู้รู้ใจ หิมะตกเป็นลางบอกว่าปีหน้าจะอุดม
สมบูรณ์ ข้าขอแสดงการคารวะก่อนหนึ่งจอก!”
เซียวติ้งเฟยกล่าวเยินยอมากเป็นพิเศษ “พูด
ได้ดี!”
เสียวเปั่ามองค้อนเขาเงียบ ๆ
ส่วนจางเจอช้อนดวงตาสบนัยน์ตาพราว
ระยับใต้แสงตะเกียงสลัวของเจียงเสวี่ยหนิงพอดี
สุดท้ายจึงยกจอกขนาดเล็กชนกับนางเบา ๆ
เจียงเสวี่ยหนิงคลี่รอยยิ้มหน้าชื่นตาบาน ชูจอก
สุราร่วมดื่มกับทุกคน
สุราฮวาเตียวร้อนพอเหมาะพอดีสำหรับดื่ม
รสสุราเข้มข้น หลอมละลายและแพร่กระจายใน
ลำคอประดุจกระแสธารอุ่นอันกลมกล่อมส่งผ่าน
ความชุ่มชื่นไปถึงปอด ความอบอุ่นค่อย ๆ
แผ่ซ่านทั่วสรรพางค์กายจนถึงขั้นช่วยบรรเทา
ความเหน็บหนาวที่ได้รับจากภายนอกเมื่อครู่ไป
หลายส่วน
จางเจอที่คุ้นชินกับการประหยัดถ้อยคำไม่ได้
เอ่ยวาจามากสักเท่าใด
ส่วนเซียวติ้งเฟยผู้นี้มีปฏิสัมพันธ์เก่ง ด้วย
ความที่รู้ตัวว่าอีกไม่นานต้องเดินทางเข้าเมือง
หลวงโดยหากไม่มีสิ่งใดผิดคาดก็มิแคล้วได้เป็น
ติ้งกั๋วกงซื่อจื่อ เขาจึงแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อทุก
คนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทุกถ้อยคำล้วนแฝง
การเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามสถานการณ์ของตระกูล
ใหญ่ในเมืองหลวง ประหนึ่งเตรียมพร้อมจะเข้า
ไปอาศัยในเมืองหลวงอย่างไรอย่างนั้น
เจียงเสวี่ยหนิงรู้ว่าเจ้าคนสารเลวผู้นี้จะ
กลายเป็นดาวพิฆาตของตระกูลเซียว นาง
ปรารถนาอย่างยิ่งให้อีกฝั่ายใช้ชีวิตในเมืองหลวง
ราบรื่นดุจมัจฉาได้แหวกว่ายในวารี ใคร่จะเห็น
นักว่าหากพวกตระกูลเซียวเห็นเซียวติ้งเฟยแล้ว
จะมีสีหน้าเช่นไร นางจึงเล่าเรื่องที่รู้ให้ฟังหมด
เปลือก ตีแผ่สารพัดเบื้องลึกเบื้องหลังตระกูลใหญ่
ภายในเมืองหลวง
ผู้ใดใช้ให้ชาติก่อนนางเป็นฮองเฮากันเล่า
ยิ่งนั่งอยู่เบื้องสูงมากเท่าใดก็ยิ่งมองเห็นสิ่ง
ต่าง ๆ ได้มากเท่านั้น แม้ยามนี้ไม่อาจนำมาใช้
ประโยชน์เอง แต่ก็นำมาให้ผู้อื่นใช้ได้นี่นา
เซียวติ้งเฟยได้ยินแล้วผงกศีรษะต่อเนื่อง
ท่าทางเสมือนเห็นเจียงเสวี่ยหนิงเป็นสหาย
เมื่อมีเขาอยู่ อาหารมื้อนี้ก็ไม่เงียบเหงาและ
กระอักอ่วนอีกต่อไป
แม้แต่เสียวเปั่าเอง บางช่วงเมื่อได้ฟังถ้อยคำ
ประจบสอพลอของเขามากเข้าก็ยังอดสอดปาก
กระแนะกระแหนสักประโยคไม่ได้
เซียวติ้งเฟยไม่แยแส
ผู้ใดใช้ให้เขารู้กันล่ะว่าเสียวเปั่าคือคนของ
เซี่ยเวย นอกจากนี้ต่อให้ผู้อื่นมาพูดจากระทบ
กระเทียบเขาก็ไม่ได้สึกหรอ จึงทำท่าทีราวกับว่า
ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นสายลมข้างใบหูที่เพียงพัด
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
จางเจอเป็นคนคออ่อน ยามปกติไม่ค่อยได้ดื่ม
สุรา
ในวันล้อมปราบนิกายสวรรค์ เขาถูก
สถานการณ์บีบบังคับให้ดื่มไปสามชามใหญ่จน
วิงเวียนศีรษะ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดมองออก อีกทั้ง
ต่อมาถูกดาบฟันหัวไหล่ ต่อให้เมาอีกแค่ไหนก็
เจ็บจนต้องสร่าง
ทว่ายามนี้ร่วมดื่มสุราไปหลายจอก
ครั้นเขาดื่ม อาการก็ปรากฏผ่านสีหน้า
ใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาซับสีแดงระเรื่อ ความ
นิ่งเฉยยามปกติจึงคลายไปหลายส่วน ความมึน
เมาเพราะฤทธิ์สุรากลบทับความเย็นชา ภายใต้
แสงเทียนสาดส่องนั้นเครื่องหน้าดูสมส่วน ดวง
หน้างามสง่าดุจหยกรัดเกล้า
ขณะคีบอาหารรับประทาน เจียงเสวี่ยหนิง
เหลือบเห็นโดยไม่เจตนา รู้สึกใจเต้นไม่เป็นส่ำ แต่
ถึงกระนั้นก็ไม่กล้ามองต่อ ลืมเลือนแม้กระทั่งบท
สนทนาซึ่งเดิมทีคิดจะเอ่ยกับเขา
นางถือจอกสุราลุกขึ้นยืน “ข้าต้องการใช้สุรา
จอกนี้คารวะใต้เท้าจาง”
ทั้งโต๊ะพลันเงียบกริบ
จางเจอแตกต่างจากเซียวติ้งเฟยโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากเป็นผู้รู้จักควบคุมตนเองและรักษา
จรรยามารยาท เขาย่อมถือจอกสุราลุกด้วย
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันภายในห้องเล็ก ๆ
แห่งนี้
รอยยิ้มแปลกประหลาดประดับบนใบหน้า
เซียวติ้งเฟย
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้มองใครอื่น นางมองเพียง
จางเจอ และกล่าวด้วยท่าทีจริงจังผิดวิสัย “ครั้งนี้
ประสบภยันตรายจนต้องรอนแรมมาถึงทงโจว
สาเหตุที่ยังอยู่รอดปลอดภัยก็เพราะได้รับความ
ช่วยเหลือจากใต้เท้ามาตลอดทาง งานวันนี้มี
เพียงสุราจืดจางจอกเดียวที่ใช้แทนคำขอบคุณได้
หวังว่าใต้เท้าจะไม่รังเกียจนะเจ้าคะ”
จางเจอ “คนแซ่จางเองก็สมควรขอบคุณ
คุณหนูรองด้วยเช่นกัน”
ก่อนหน้านี้จริงอยู่ว่าเขาเป็นคนปกปั้องเจียง
เสวี่ยหนิง ทว่าต่อมาท่ามกลางความชุลมุน
วุ่นวายเต็มไปด้วยประกายแห่งคมอาวุธ หาก
ปราศจากกำลังทหารจากศาลาว่าการที่เจียงเสวี่ย
หนิงพามาก็เกรงว่าร่างของเขาคงถูกฝังใต้คมดาบ
ไปแล้ว
เพียงแต่คำกล่าวนี้ไม่อาจเอ่ยออกมาโจ่งแจ้ง
อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็ยังเกี่ยวพันถึงรอง
ราชครูเซี่ยซึ่งไม่รู้ว่าจงใจเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย
หรือไม่อีกคนหนึ่ง
วันนั้นเจียงเสวี่ยหนิงพาคนมาช่วยเหลือ แต่
ถูกเขาตวาดใส่ว่าย้อนกลับมาทำไมจนอดน้อย
เนื้อต่ำใจไม่ได้ ยามนี้จึงคิดไม่ถึงว่าจางเจอจะ
กล่าวเช่นนี้กับตน
บทที่ 138 โชคดีเหลือเกิน (2)
เขารู้ เขาจำได้
ไม่ทราบเหมือนกันว่าสุราฮวาเตียวหลายจอก
ที่เพิ่งดื่มหรือเบ้าตาซึ่งปัจจุบันเปียกชื้นเล็กน้อย
ร้อนระอุกว่ากัน นางรีบแหงนศีรษะดื่มสุราเกลี้ยง
จอก ท่าทางคล้ายกำลังซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง
จางเจอมองนางโดยไม่เอ่ยวาจา ชูจอกแล้ว
ดื่มรวดเดียวหมดเช่นกัน
เซียวติ้งเฟยกล่าวสัพยอกอยู่ด้านข้าง “ไอ้
หยา ดูสองคนนี้สิ มากล่าวขอบคุณกันอย่าง
จริงจังจริงใจประหนึ่งเป็นบุญคุณใหญ่หลวงเยี่ยง
ห้วงมหาสมุทร คนที่รู้เรื่องจะบอกว่าพวกเจ้า
กำลังกินอาหารคืนส่งท้ายปี ส่วนคนที่ไม่รู้เกรงจะ
คิดว่าทั้งสองกำลังทำพิธีกราบไหว้ฟั้าดินอยู่นะ!”
ชอบพูดจาไม่รู้จักยั้งปากอยู่เรื่อย
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้ว “ต่อให้ท่านไม่พูดก็
ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้นะ”
เซียวติ้งเฟย “ฮ่า ๆ รีบนั่งเถอะ รีบนั่งลง! มา
นี่มา ข้าจะรินสุราให้เจ้าเอง ดื่มกินกันเฉย ๆ
เช่นนี้ช่างน่าเบื่อนัก ทุกคนมาเล่นออกคำสั่งปรับ
สุรา[1]กันดีหรือไม่”
ทั้งยังรินสุราให้ทุกคนระหว่างเอ่ยวาจาอีก
ต่างหาก
เมื่อจางเจอนั่งแล้วก็กึ่ง ๆ ตกในภวังค์
เสียงจุดประทัดดังแว่วมาแต่ไกลในค่ำคืนอัน
เงียบสงบ
เขาทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
หอเก็บคัมภีร์สร้างไว้กลางขุนเขา ภายนอก
คือทางเดินและเงาบรรพตทอดยาว หิมะกองสุม
บนต้นสนโบราณ เกล็ดหิมะโปรยปรายจากที่สูง
ให้บรรยากาศของการสนทนารอบกองไฟกลาง
หิมะยามราตรีที่สงบเงียบและอ้างว้างเป็นพิเศษ
เพียงแต่…
ต่อให้หิมะงดงามอีกสักเพียงใด สุดท้ายก็ต้อง
ละลายอยู่ดี
เซียวติ้งเฟยเริ่มการเล่นออกคำสั่งปรับสุรา
โดยไม่แยแสการคัดค้านของเสียวเปั่า เมื่อวน
ครบรอบก็ควรถึงตาจางเจอ คิดไม่ถึงว่าครั้นแล
ไปกลับเห็นใต้เท้าจางนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างโต๊ะ
กำลังทอดสายตามองนอกหน้าต่างอย่างเงียบงัน
จนเซียวติ้งเฟยเปล่งเสียงเรียก จางเจอถึง
เคลื่อนสายตากลับมา
เซียวติ้งเฟยเองก็เชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้า
และถ้อยคำของผู้คน จึงกล่าวกลั้วหัวเราะ “นี่
เป็นเทศกาลและช่วงเวลาอันดีงามที่หาได้ยาก
แต่เห็นใต้เท้าจางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแบบนี้
กำลังมีเรื่องในใจใช่หรือไม่”
เจียงเสวี่ยหนิงมองจางเจอเช่นกัน
จางเจอลดสายตาพร้อมกล่าวเนิบ ๆ “ราตรี
หนาวเหน็บหิมะตกหนัก ที่เมืองหลวงก็คงเป็น
เช่นกัน มารดาอาศัยในเรือนเก่าซอมซ่อเพียง
ลำพัง ทว่ายามนี้คนแซ่จางกลับติดอยู่ทงโจว ไม่
อาจกลับบ้านไปปรนนิบัติ ทำให้รู้สึกละอายใจทั้ง
ยังเป็นห่วงอยู่บ้าง”
เซียวติ้งเฟยพลันเปล่งเสียง “อา” อย่างคาด
ไม่ถึง
มารดาของจางเจอ…
ใต้แสงตะเกียงสลัวสีเหลืองนวล มือของเจียง
เสวี่ยหนิงถือจอกสุรา ทันใดนั้นสุราก็กระเพื่อม
จนเกิดประกายแสงวิบวับ นางคล้ายจะหน้าซีด
ลงนิด ๆ จนดูไร้สีเลือด
ภายในห้องพลันเงียบกริบ
เซียวติ้งเฟยเปล่งเสียงหัวเราะทำลาย
บรรยากาศน่าอึดอัด กล่าวคำมงคลกับจางเจอ
หลายประโยค เขาชูจอกส่งคำอวยพรไปถึงเมือง
หลวงอันไกลโพ้น ขอให้มารดาแซ่จางสุขภาพ
ร่างกายแข็งแรง สมความปรารถนาทุกประการ
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
นางลืมเลือนแม้กระทั่งต่อมาตนกล่าวสิ่งใด
และเล่นออกคำสั่งปรับสุราอะไรไปบ้าง สิ่งที่ผุด
ในสมองคือเหตุการณ์เก่า ๆ ทุกฉากทุกตอนใน
ชาติก่อน
ณ วังหลวงยามราตรี ภายในตำหนักคุนหนิง
นางดึงแขนเสื้อจางเจออ้อนวอนขอให้เขาช่วยตน
สักครา ต่อมาครั้นรู้ว่าล้มเหลวก็ได้ยินข่าวว่าเขา
ถูกพวกของโจวอิ๋นจือยัดข้อหาและจับโยนเข้าคุก
หลวง ถัดมาก็คือข่าวร้ายที่ส่งมาจากบ้านของจาง
เจอช่วงหิมะแรกของฤดูหนาวปีนั้น…
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยพบหญิงชราผู้นั้นเลย
อย่างไรก็ตาม การที่หญิงชราชาติกำเนิดต่ำ
ต้อยและยากจนข้นแค้นเลี้ยงดูบุตรมาเป็นคน
ซื่อสัตย์เที่ยงธรรม ก็คาดเดาได้ว่าคงเป็นมารดาผู้
เปียมเมตตา อีกทั้งยังเป็นมารดาผู้เข้มงวด
กวดขัน นับเป็นคนดีควรนับถือ
นางครุ่นคิด ชาติก่อนเมื่อจางเจอทราบข่าว
ร้ายขณะอยู่ในคุกหลวงและนึกทบทวนต้นสาย
ปลายเหตุทั้งหมดแล้ว เขาจะเคียดแค้นชิงชังนาง
หรือไม่นะ
ขณะนั้นนางใช้ชีวิตด้วยความทุกข์ทรมาน
เนื่องจากหวาดหวั่นและรู้สึกผิด
สุดท้ายความตายก็ถือเป็นการปลดปล่อย
บัดนี้ครั้นได้ยินจางเจอเอ่ยถึงมารดาอีกครา
ความละอายและเสียใจในชาติก่อนของเจียงเสวี่ย
หนิงก็แทบไหลทะลักราวกับถูกเจาะทะลุ รู้สึกว่า
ตนต่ำช้ายิ่งนัก
โชคดีเหลือเกิน
ทุกอย่างได้เริ่มต้นใหม่อีกครา
นางสำนึกบุญคุณที่สวรรค์ประทานมาให้
อย่างอดไม่ได้ เพียงแต่ไม่ว่าจะพยายามฝืนยิ้ม
เช่นไร สุดท้ายสุราอาหารมื้อนี้ก็ดื่มกินโดยไม่รู้รส
มากนัก
งานเลี้ยงสิ้นสุด ถึงคราวต้องจากกัน ขณะ
กำลังจะเดินออกไปไม่รู้เซียวติ้งเฟยมองสิ่งใดออก
หรือเปล่า เขามองนางอยู่นาน จากนั้นก็พูดเสียง
ต่ำว่า “เหตุใดคุณหนูรองจึงดูจิตใจเลื่อนลอยไป
ด้วยเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่ตอบคำ
เซียวติ้งเฟยรู้สึกว่าไยคนที่ตนรู้จักทั้งเก่าและ
ใหม่กลุ่มนี้ชอบทำตัวไร้เหตุผลกันเหลือเกินนะ
เขาแค่นเสียงเบา ๆ “เจ้าคร้านจะพูดกับข้าหรือ
ว่าคร้านจะฟังกันแน่เนี่ย! บอกไว้หน่อยแล้วกันว่า
ตอนกลางคืนจะมีคนจุดดอกไม้ไฟที่ท่าเรือทงโจว
ราษฎรทั้งเมืองล้วนออกไปชม”
พูดจบก็หัวเราะฮิฮะ หมุนกายเดินออกไปข้าง
นอก
ในเมื่อทุกคนมาพร้อมกัน ฉะนั้นย่อมกลับ
พร้อมกันด้วย
ขากลับขณะเดินผ่านเรือนหลังเล็กของเซี่ย
เวย เงาร่างของเจี้ยนซูก็หายไปแล้ว ส่วนภายใน
ห้องยังคงมืดมิดดังเดิม
เซียวติ้งเฟยลากตัวเสียวเปั่าไปโดยบอกว่ามี
เรื่องจะถาม ขอตัวเดินแยกจากไปก่อน
เนื่องด้วยคนผู้นี้บอกนางเป็นนัยไว้ให้ชวนจาง
เจอไปชมดอกไม้ไฟที่ท่าเรือร่วมกัน เจียงเสวี่ย
หนิงจึงรู้ว่าเขาสร้างโอกาสให้ตนอีกหน เพียงแต่
นางมีเรื่องถ่วงทับจิตใจ เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ
เช่นนี้จึงรู้สึกลังเลและขลาดกลัวยิ่งนัก
ประหนึ่งความกล้าหาญที่คุกรุ่นในอกถูกราด
รดจนดับมอด
จวบจนจางเจอกล่าวคำอำลาก็ยังไม่อาจพูด
สิ่งที่เตรียมไว้ออกจากปาก
นางเดินกลับถึงหน้าห้องของตนตามลำพัง
หิมะปกคลุมขั้นบันไดจนหนาเตอะ
เจียงเสวี่ยหนิงเดินขึ้นไปและยกมือจะผลัก
ประตู
เพียงแต่กรอบประตูเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
ครั้นสัมผัสก็หนาวสะท้านถึงทรวง ทำเอาหัว
สมองที่สับสนวุ่นวายได้สติกลับคืนทันที…
นี่ข้ากำลังทำอะไรอยู่
มีสิ่งใดให้ลังเลกันเล่า
การกลับมาเกิดใหม่มิใช่เพื่อชดเชยความ
เสียดายที่ไม่อาจลุล่วงในชาติก่อน หลีกเลี่ยงการ
เดินซ้ำรอยเดิมหรอกหรือ
ในเมื่อต้องการ เช่นนั้นก็ต้องไล่ตาม เช่นนั้นก็
ต้องร้องขอ มัวแต่กระมิดกระเมี้ยนแบบนี้ไม่
เหมือนข้าเลยสักนิด!
ถุงแห่งความสุขที่เตรียมไว้แต่ยังไม่ได้มอบให้
ยังคงเก็บอยู่ในแขนเสื้อ บรรจุก้อนเงินก้อนทอง
หนัก ๆ รูปผลแตงและผลไม้ความหมายมงคล
เจียงเสวี่ยหนิงนำมันออกมา สัมผัสกระดาษแผ่น
บางด้านในได้ชัดเจน
นางจะเผยความในใจ
อกพลันร้อนรุ่ม ยามนี้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
ไม่ผลักประตูทว่าสาวเท้าย้อนกลับไปยังเส้นทาง
สายยาวอย่างเร็วรี่ เหยียบย่ำรอยเท้าซึ่งยังไม่ทัน
ถูกหิมะปกคลุมบนทางเชื่อม รีบมุ่งไปยังเรือนพัก
ของจางเจอ
สายลมหนาวกรีดใบหน้าจนเจ็บ
แต่นางไม่รู้สึกแม้แต่น้อย
เพียงแต่เมื่อมาถึงหน้าห้องของจางเจอ
ภายในนั้นกลับมืดสนิท ปราศจากแสงตะเกียง
และความเคลื่อนไหวอันใด
เจียงเสวี่ยหนิงอดนิ่งงันไม่ได้
ย้อนกลับมาไม่ได้ใช้เวลามากนัก จางเจอนอน
หลับแล้วหรือ
นางละล้าละลังอยู่ครู่หนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยัง
เอื้อมมือไปเคาะประตูเบา ๆ อยู่ดี “ใต้เท้าจาง
หลับหรือยังเจ้าคะ”
เงียบงันไร้ซึ่งสรรพสำเนียง
สิ่งที่ตอบนางกลับมามีเพียงลูกกรงหน้าต่าง
ดำมืด รวมถึงเสียงสายลมพัดผ่านสนหิมะภายใน
ลานเรือน
ผ่านไปสักพัก เจียงเสวี่ยหนิงจึงเคาะประตู
เบา ๆ อีกครา “ใต้เท้าจางอยู่หรือไม่”
ห้องยังคงเงียบกริบ
นางจึงคิดว่าจางเจออาจจะยังบาดเจ็บ อีกทั้ง
คออ่อนเสียด้วย บางทีคงผล็อยหลับหรืออาจไม่
อยู่ห้อง ถูกใครสักคนลากตัวไปร่วมงานเลี้ยง
ฉลองชัยชนะกับเหล่าทหารก็เป็นได้
ดวงใจพลันรู้สึกว่างเปล่า
นางหลุบตามองถุงผ้าแพรที่กำเอาไว้ คิดว่า
ตนช่างขี้ขลาดตาขาวเสียจริง ก่อนหน้านี้มัวแต่
ลังเล ทำให้ตอนนี้ไม่มีแม้แต่โอกาสจะเผยความ
ในใจต่อหน้า
แต่เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่นึกเสียใจภายหลัง
เจียงเสวี่ยหนิงขบคิด ทำได้เพียงผูกถุงผ้าแพร
ปักอักษรโชคดีใบนี้กับห่วงประตูทองแดงขนาด
เล็กทางด้านซ้ายด้วยความหวังว่าพรุ่งนี้เช้าเขาคง
เห็น จากนั้นนางค่อยยิ้มออก ฝืนสะกดกลั้นความ
ร้อนรนที่สุมเต็มอก ทอดสายตามองอยู่นอก
ประตูครู่หนึ่ง ก่อนจะหมุนกายกลับ
รอยเท้าจำนวนสามแถวทอดตัวยาวบนหิมะที่
กองทับถมกันในลานเรือน
หิมะสุมปลายกิ่งจนหนาเตอะ ถ่วงจนกิ่งไม้
หักร่วงกราว
บังเกิดเสียงดังหวีดหวิวบนท้องนภาสีคราม
เข้ม
ตรงท่าเรืออีกฟากหนึ่งของตัวเมือง ดอกไม้ไฟ
งดงามเจิดจรัสพุ่งสู่เวหา แตกปะทุเสียงดังปัง
จากนั้นกระจายออกเป็นรัศมีเปล่งประกาย
ระยิบระยับวับวาว
จางเจอนั่งชันเข่าพิงบานประตูอยู่บนพื้นเย็น
เฉียบ ฟังเสียงฝีเท้าเบื้องนอกเคลื่อนที่ไกลห่าง
ออกไปจนไม่ได้ยินอีก แสงดอกไม้ไฟส่องเข้ามา
จากนอกหน้าต่างซึ่งเปิดแง้มกึ่งหนึ่งอาบลงบน
ใบหน้าเย็นชา ตกกระทบเข้าไปในดวงตาสีดำมืด
ลุ่มลึก ทว่าสิ่งที่สะท้อนกลับมามีเพียงเถ้าธุลีที่
หลงเหลือจากการเผาไหม้ของเปลวไฟ
——————–
1. ออกคำสั่งปรับสุรา เป็นการละเล่นเพื่อ
ความบันเทิงในงานเลี้ยง โดยทั่วไปมัก
แต่งตั้งคนผู้หนึ่งเป็นผู้ออกคำสั่ง ส่วนผู้ที่
เหลือฟังคำสั่ง อาจให้แต่งกลอนหรือเล่น
การละเล่นอื่น ๆ ผู้ฝั่าฝืนคำสั่งหรือผู้แพ้จะ
ถูกลงโทษให้ดื่มสุรา คนในวงจะผลัดกัน
เป็นผู้ออกคำสั่ง